LOGINเสียงประตูห้องเชือดเลื่อนเปิดอย่างเงียบเชียบเหมือนกลไกของมันตั้งใจไม่ให้โลกภายนอกรู้ว่าข้างในเพิ่งเกิดอะไรขึ้น แต่มิล่ารู้ รู้ทั้งร่างกาย รู้ทั้งลมหายใจและรู้ทุกครั้งที่ขาเกือบทรุดซ้ำจากความปวดแสบในจุดที่เขาจับเธอยืนแล้วทำกับเธออย่างไม่ปรานี
ร่างเล็กก้าวออกมาจากห้องช้า ๆ ระดับความสั่นของขาทำให้ต้องจับขอบผนังไว้เพื่อตั้งตัว ความเจ็บแล่นขึ้นทุกครั้งที่ขยับ เธอไม่กล้ามองห้องเบื้องหลัง ไม่กล้าหันไปเห็นพื้นที่ที่เพิ่งทำให้ชีวิตเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เวกเตอร์ยังอยู่ในห้องแต่คำสั่งของเขายังก้องในหู ‘แต่งตัวแล้วรีบไปซะ’ น้ำเสียงเย็นจัดราวกับเธอเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่เขาใช้เสร็จแล้วก็วางทิ้ง มันไม่ใช่ประโยคที่ควรทำให้หัวใจเจ็บแต่ทำไมมันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่เขาบีบเอวเธอให้ยืนกลางห้อง เมื่อมิล่าเดินพ้นประตูลิฟต์ออกมา ลูกน้องเวกเตอร์รออยู่เงียบ ๆ สองคน ไม่มีคำถาม ไม่มีสายตาสงสาร มีเพียงการเปิดประตูรถให้เธอเหมือนพิธีส่งตัวเหยื่อกลับรัง มิล่าก้มหน้า มือกำเสื้อที่สวมกลับแทบไม่เป็นทรงเพราะมือและขายังสั่นไม่หยุด สนามหญ้าหน้าตึกเปียกฝนอากาศเย็นจนแสบผิวรถคันเดิมรออยู่แล้ว ลูกน้องเวกเตอร์เปิดประตูให้เธอ ก่อนเธอพยายามจะก้าวขึ้นไป แต่.. “ฮึก!” ร่างเล็กขมวดคิ้ว เธอเผลอร้องเบา ๆ เพราะความเจ็บแล่นขึ้นเหนือหน้าขาทันทีที่ยกเท้า ชายชุดดำเหลือบตามองแวบเดียวไม่พูดอะไรแต่ยื่นมือประคองแขนเธอให้ขึ้นรถเหมือนรู้ว่าเจ้าของเขาโหดกับเธอเกินไปจนเธอแทบเดินไม่ได้ เมื่อประตูรถปิดความเงียบเข้ามาปะทะทันที รถค่อย ๆ เคลื่อนออก มิล่าก้มหน้ากอดตัวเองแน่น เธอไม่รู้ว่าในอกเป็นความกลัว ความอายหรือความเจ็บที่เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งของจริง ๆ ภาพในหัวซ้ำวนไม่หยุดมือของเวกเตอร์ที่ล็อกสะโพกเธอกลางห้อง เสียงลมหายใจของเขาข้างแก้มความเย็นชาหลังจบทุกอย่าง เธอกัดริมฝีปากจนเจ็บแต่หยุดคิดไม่ได้ “ฉันยอมเพื่อแม่” เธอพึมพำกับตัวเองในเงามืดของรถ แม้จะพูดอย่างนั้นแต่หัวใจกลับเต้นช้าลงอย่างหนักราวกับมันถูกอะไรบีบเอาไว้จากด้านใน รถพาเธอเข้าสู่ซอยบ้านเช่าเก่า ๆ จากโลกของทายาทนักการเมืองและเจ้าของเครือข่ายคาสิโนในเสื้อสูทสู่โลกความจริงที่คับแคบและสกปรก ก่อนรถจะจอดและลูกน้องเวกเตอร์เปิดประตูให้ “นายเรียกอีกเมื่อไหร่ต้องไปนะ อย่าลืมข้อนี้เด็ดขาด” เขาเตือนเสียงเรียบ มิล่าพยักหน้าเบา ๆ ก้าวลงจากรถทุกก้าวเจ็บจนขาเธอสั่นเหมือนจะหัก แต่เธอฝืนเดินกลับเข้าบ้าน แสงจากร้านขายของหน้าปากซอยสะท้อนบนแผ่นหลังเปียกฝนของเธอทุกอย่างดูปกติ แต่ชีวิตเธอไม่ปกติอีกแล้ว ประตูบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ ถูกเปิดออก มยุรีแม่ของเธอที่นอนอยู่บนเตียงเงยหน้ามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง “มิล่ากลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงคนเป็นแม่เหมือนกรีดใจ มิล่าก้มหน้าทันทีกลัวเหลือเกินว่าแม่จะเห็นสภาพจริงของเธอ กลัวว่าถ้าแม่รู้ว่าต้อง ‘แลกอะไร’ เพื่อให้แม่ปลอดภัย ร่างเล็กย่อเข่าลงช้า ๆ ถัดเข้าใกล้แม่ของเธอ แม้การงอขาเพียงนิดเดียวจะเจ็บจนลมหายใจสะดุด “ค่ะ… กลับมาแล้วค่ะแม่ วันนี้ลูกค้าเยอะเลิกงานช้าหน่อย” เสียงเธอสั่นจนแทบฟังไม่ออก คืนแรกในฐานะ ‘ของชดใช้’ ของเวกเตอร์ มาเฟียคาสิโนเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นและเธอรู้ดีว่าเขาจะเรียกเธออีกและหากเขาเรียกเธออีก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลยแม้แต่วินาทีเดียว มิล่าพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนหลังจากคุยกับแม่เสร็จ เสียงฝนหลงฤดูข้างนอกเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับเสียงหัวใจของเธอที่ยังโหมหนักเหมือนเดิม กลีบกุหลาบช่วงล่างเจ็บจนเหมือนจะไม่เหลือช่อสวย เธอเดินกระเผลกไปยังห้องตัวเองอย่างเงียบที่สุด กลัวแม่จะสงสัยว่าทำไมเธอถึงกลับมาในสภาพแบบนี้ และทันทีที่ประตูไม้เก่าปิดลง มิล่าทิ้งตัวนั่งบนพื้น ความเจ็บทั้งกายและใจก็ถ่าโถมเข้ามา เธอกอดตัวเองแน่น หยดน้ำตาไหลลงอย่างช้า ๆ แต่ยังพยายามปิดปากไม่ให้มีเสียงเพราะเธอไม่อยากให้แม่ได้ยินแม้แต่นิดเดียว ในตอนที่เธอคิดว่าจะได้พัก หยุดความทรมานไว้สักครู่ ครืด.~ เสียงสั่นจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่เธอเก็บไว้ในถุงกางเกงก็ดังขึ้น มิล่าสะดุ้งแรงหัวใจร่วงวูบถึงพื้นก่อนจะรีบคว้ามือถือออกมา บนหน้าจอขึ้นข้อความเพียงหนึ่งประโยคจากชื่อที่ไม่มีใครอยากเห็นในยามค่ำคืน เวกเตอร์ : กลับมาหาฉันที่ห้อง หัวใจมิล่าหยุดเต้นหนึ่งจังหวะ มือเย็นเฉียบทั้งที่ในห้องอับจนแทบหายใจไม่ออก เธอยังไม่ทันพิมพ์ตอบข้อความอีกอันก็เด้งขึ้นทันที เวกเตอร์ : ถ้าเดินไม่ได้ ฉันจะให้คนไปรับ แต่ถ้ายังพอเดินได้… ตีห้าเธอต้องมาหาฉันเอง มิล่าปิดปากตัวเองแน่น น้ำตาไหลอีกรอบ เธอรู้ดีตั้งแต่ในห้องเชือดแล้วว่าเขาจะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะเรียกเร็วขนาดนี้เพราะมันยังไม่ทันจะข้ามคืน ครืด..~ เวกเตอร์ : อย่าทำให้ฉันต้องไปลากเองให้เปลืองแรง ข้อความสุดท้ายมาถึงราวกับเขารู้ว่าเธอเริ่มลังเลมือของมิล่าชาไปหมด เธอเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเหมือนคนจมน้ำ มยุรีแม่ของเธอยังนอนหลับอยู่ที่เดิมและความจริงเดียวที่โหดร้ายที่สุดคือถ้าเธอไม่ไป คนที่เจ็บมากกว่านี้จะไม่ใช่เธอ มิล่าเช็ดน้ำตารีบคว้าเสื้อคลุมแล้วพยายามประคองตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่ยืนเต็มเท้า ความเจ็บแล่นขึ้นจนเธอเกือบทรุดลงกับพื้น อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงตีห้า “ไม่เป็นไร เพื่อแม่” เธอพึมพำเบา ๆ … ตีสี่ห้าสิบ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของแม่คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอยังต้องไป เพื่อให้เสียงนี้ยังคงดังต่อไปทุกวัน มิล่าค่อย ๆ ลุกจากที่นอน ทั้งร่างปวดร้าวเหมือนถูกทุบทั้งคืน ความแสบระบมที่หว่างขาทำให้เธอต้องกัดฟันแน่นตอนขยับตัวแม้เพียงนิดเดียว เธอหยิบเสื้อคลุมเก่า ๆ ใส่ทับเสื้อยืดบางตัวเดิมและสะพายกระเป๋าผ้าใบแบนที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในนอกจากโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ เธอไม่กล้ามองกระจก ไม่อยากเห็นคนที่เพิ่งถูกใช้จนหมดแรงยืนเมื่อช่วงสี่ทุ่มที่ผ่านมา ก่อนเธอเปิดประตูห้องอย่างช้า ๆ ช้าที่สุดเท่าที่กลไกไม้เก่า ๆ จะทำให้เป็นไปได้ ก่อนจะย่องลงบันไดบ้านเช่าเก่า ๆ ด้วยปลายเท้าที่เจ็บเหมือนเดินบนเศษแก้ว ทุกก้าวของเธอคือการภาวนาว่าแม่จะไม่ตื่นขึ้นมาเธอไม่มีคำตอบให้แม่เลยสักคำ เมื่อประตูบ้านปิด มิล่ากอดตัวเองแน่นแล้วเดินออกสู่ถนนเปียกฝนแฉะ ๆ อากาศตีหน้าเย็นเฉียบจนรอยช้ำบนผิวเธอแสบขึ้นมาอีก ถนนว่างเปล่าเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะเดินเข้าหาความดิบเถื่อน ร่่างเล็กหยุดที่ป้ายรถเมล์เล็ก ๆ หน้าเซเว่น ไฟนีออนกระพริบเหนือหัวเหมือนจะดับเสียให้ได้ เธอเช็คเวลาในมือถือตีห้าตรงพอดี รถเมล์สายแรกเพิ่งแล่นมา เธอยกมือโบกแต่พอเท้าก้าวขึ้นบันไดรถ… “อ๊ะ!” ความเจ็บแล่นขึ้นจนเธอเกือบทรุด แต่คนขับมองผ่านเหมือนเธอเป็นลมที่พัดผ่าน เขาไม่รู้ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องฝืนขนาดไหนเพื่อไปหาใครคนนั้น ในรถมีแค่เธอกับหญิงแก่ ๆ คนหนึ่ง เสียงเครื่องยนต์ดังสะท้อนในอกที่เต้นไม่เป็นจังหวะ มิล่าก้มหน้าแนบกระเป๋า มือกำเส้นผ้าจนข้อนิ้วขาวผ่อง ‘อย่าทำให้ฉันต้องไปลากเองให้เปลืองแรง’ ข้อความนั้นดังก้องอยู่ในหัว มากพอที่จะผลักเธอให้ฝืนเดินแม้จะเจ็บจนแทบทนไม่ไหว รถเมล์จอดปล่อยเธอลงหน้าซอยตึกดำของเวกเตอร์ ซอยนั้นตอนกลางคืนเหมือนนรก แต่ตอนเช้ามืดกลับน่ากลัวกว่า เพราะมิล่ารู้ว่ามีคนตื่นแล้วหรืออาจจะยังไม่นอน และเขากำลังรอเธออยู่ข้างบน ร่างเล็กเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ จนถึงประตูอัตโนมัติของตึกหรู ไฟหน้าตึกจับตัวเธอเหมือนสปอตไลท์บนเหยื่อก่อนถูกลากขึ้นแท่นเชือด ประตูเปิดเองทันที ไม่มีใครข้างหน้าแต่ลิฟต์ชั้นล่างสุดเปิดรออยู่แล้วเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าเธอจะมาถึงช้า ร่างเล็กเข้าไปในลิฟต์ ความเงียบหนักจนเหมือนมีใครยืนอยู่ด้วย ลิฟต์เลื่อนขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงชั้นบนสุดชั้นของห้องเชือดห้องเดิม ประตูเปิดออกห้องเงียบกริบแสงส้มสลัวเหมือนเมื่อคืนแต่สิ่งที่ทำให้เธอหยุดหายใจไม่ใช่ห้อง มันคือเวกเตอร์ เขานั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำข้างกระจกใส เสื้อเชิ้ตสีดำไม่ติดกระดุมสองเม็ดบน เผยแผ่นอกและรอยกล้ามเนื้อเขาที่ทอดยาวจนถึงเอว ลำตัวกึ่งเอนมือหนึ่งถือแก้วไวน์สีเลือด อีกมือหมุนแก้วเล่นเหมือนกำลังฆ่าเวลาเพื่อรอเธอ เขาไม่ลุก เขานั่งมองเธอสายตาเย็นเฉียบและอันตรายจนขาเธอสั่นยิ่งกว่าเดิม แววตาเขาลากผ่านท่าทางเดินขากระเผลกของเธอลากผ่านทุกอาการเจ็บที่เธอปิดไม่มิดก่อนหยุดตรงริมฝีปากที่สั่น “สายไปสิบแปดนาที” เสียงกดต่ำกดจนหัวใจเธอล้มทั้งบาน “ขะ ขอโทษค่ะ ฉัน” มิล่าก้มหน้าจนคางแทบชนอก “ฉันบอกว่าอย่าสาย!” เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงคมกริบร่างสูงเอนตัวไปด้านหน้า ข้อศอกเท้าหัวเข่า ขณะมองสิ่งที่เขาเป็นเจ้าชีวิตล้วน ๆ “มันเดินลำบากขนาดนั้นเหรอ!” สายตาเขาเหลือบต่ำไปยังเรียวขาที่เธอพยายามยืนให้ตรง มิล่ากัดริมฝีปากจนแทบแตกทั้งกลัวทั้งอายทั้งเจ็บและยังคงต้องยืนอยู่ตรงนั้นเพราะหนีไม่ได้ เวกเตอร์ลุกขึ้นช้า ๆ จนเขาใกล้ มิล่ายิ่งสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ ร่างสูงหยุดตรงหน้าเธอเงาของเขาคลุมร่างเธอทั้งตัวปลายนิ้วเขาเกี่ยวคางเธอขึ้นให้มองหน้าสัมผัสเย็นจนเธอสะดุ้งทั้งร่าง “ครั้งหน้า” เขาก้มลงใกล้จนเสียงแทบเป็นลมหายใจ “ฉันจะให้ลูกน้องฉันรุมเธอ ถ้ามาช้า!” เขาปล่อยคางมิล่าพร้อมคำพูดราวกับจะทำอะไรกับเธอก็ได้ ก่อนเขาจะกลับไปนั่งลงบนโซฟาแบบเดิม เอนตัวแผงอกเต็มตาดวงตาคมดุของเสือที่ กำลังรอเหยื่อเดินเข้ามาเอง “เดินเข้ามา ฉันยังไม่พอใจกับเธอจากเมื่อคืน” เขาออกคำสั่งเสียงนั้นไม่ดังแต่ทรงอำนาจจนร่างเธอขยับเองก่อนที่สมองจะสั่ง และนี่คือจุดเริ่มของเช้ามืดครั้งที่สองวันที่จะไม่มีความปรานีหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยพร้อมกับคำขู่จนทำให้มิล่าน้ำตาตกในอย่างใจเจ็บ ***************************** โอ้ยย ไรท์อ่านแล้วยังสงสารมิล่าเลยอะ 😭 ใจจะขาด #น้ำตาจะไหล ขอบคุณพี่ ๆ ที่ติดตามกันต่อนะคะ Next Episode Spoiler… “ลุกขึ้นมา ฉันไม่ชอบของที่นอนนิ่ง”5 ปีผ่านไป…แสงไฟหัวเตียงสีอุ่นส่องกระทบผ้าห่มลายดาวดวงเล็ก ๆ ในห้องนอนที่เงียบสงบเวกเตอร์นั่งอยู่ข้างเตียง เด็กชายตัวน้อยนอนตะแคงหันมาทางเขา ดวงตากลมใสจ้องมองหนังสือนิทานในมือแดดดี้อย่างตั้งใจ“วันนี้อ่านเรื่องเจ้าหมีอีกไหมครับแดดดี้” เสียงใสเอ่ยถามก่อนจะหาวเบา ๆเวกเตอร์ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นในโลกของเขา“อืม…เรื่องเดิมก็ได้ แพนเตอร์ชอบใช่ไหมครับ”เด็กชายพยักหน้าแรง ๆ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ มือเล็กคว้าปลายนิ้วแดดดี้ไว้แน่นเวกเตอร์เปิดหนังสือหน้าเดิม เสียงทุ้มต่ำอ่านช้า ๆ ชัดเจน เหมือนกลัวว่าถ้าเร่งเกินไป เด็กน้อยจะพลาดแม้แต่คำเดียวระหว่างบรรทัดของนิทาน ไม่มีคำว่าอำนาจ ไม่มีโลกสีเทา ไม่มีความรุนแรง มีเพียงแดดดี้คนหนึ่ง ที่ตั้งใจอ่านทุกประโยคและลูกชายวัยสี่ขวบชื่อ ‘แพนเตอร์’ ที่หลับตาลงอย่างสบายใจ เพราะรู้ว่ามีใครบางคนคอยอยู่ตรงนี้เสมอเมื่อเสียงอ่านเงียบลง เวกเตอร์ก้มลงจูบหน้าผากเล็กเบา ๆ มือหนาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอย่างทะนุถนอม“ฝันดีนะครับแพนเตอร์ ลูกชายแดดดี้”เด็กชายยิ้มมุมปากในยามหลับ เหมือนฝันถึงโลกที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต ไฟหัวเตียงดับลงช้า ๆ แต่หัวใจของเวกเต
เวกเตอร์ไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงก้มลง แขนแข็งแรงสอดเข้าที่หลังเข่าและแผ่นหลังของมิล่าอย่างเป็นธรรมชาติ“เวกเตอร์…” เธอเผลอเรียกชื่อเขาเบา ๆ มือเล็กเกาะเสื้อเขาไว้ตามสัญชาตญาณ หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ และมิล่ารู้ดีว่าเวกเตอร์จะทำอะไรแผ่นหลังเล็กสัมผัสลงบนเตียวนอนนุ่มสีชมพูอ่อนอย่างแผ่วเบา ราวกับเขากำลังวางของที่เปราะบางที่สุดในชีวิตลงตรงหน้าเวกเตอร์ไม่รีบถอยออกไป สายตาคมมองร่างเล็กใกล้ ๆ ชัดเจนเกินกว่าจะหลบหนีได้ ลมหายใจของทั้งคู่ทับซ้อนกันในระยะที่ไม่มีคำพูดใดจำเป็นอีกต่อไป“ฉันรักเธอมิล่า” มือหนาเอื้อมขึ้นแตะแก้มมิล่าเบา ๆดวงตากลมใสจ้องมองคนตรงหน้าสั่นนิด ๆ มิล่ากลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ หัวใจยังคงเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่น“ฉัน…” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ริมฝีปากหนาก็ประกบลงอย่างดูดดื่มมิล่าหลับตาพริ้ม ก่อนที่ปลายนิ้วจะเผลอจิกเสื้อเขาแน่นขึ้น ร่างเล็กยอมรับจูบนั้นอย่างไม่ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะหลงไปกับอารมณ์ แต่เพราะเธอเลือกแล้วเวกเตอร์ใช้สองมือประคองใบหน้าสวย เขาป้อนจูบแสนหวานให้กับมิล่าราวกับรอคอยวันนี้มานาน วันที่เธอกลับมาหาเขา ทั้ง ๆ ที่เคยหมดหวังมาแล้วหนหนึ่งทั้งคู่จูบกันอยู่นาน
หลังจากออกจากห้องตรวจ เวกเตอร์เดินเคียงข้างมิล่ามาตลอดทาง จนถึงลานจอดรถ เขาหยิบกุญแจขึ้นมากดปลดล็อก ก่อนจะหันมามองร่างเล็กเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง“ไปกินข้าวกัน” ร่างสูงพูดเหมือนสรุปแผน ไม่ได้ถาม“ไม่ค่ะ” เสียงเธอเรียบ แต่ชัดเจน “ฉันอยากกลับบ้านแล้ว”เวกเตอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้คะยั้นคะยอ เขาเพียงพยักหน้าหนึ่งครั้ง เหมือนรับคำตามตรง“โอเค”คำตอบนั้นง่ายเกินไปจนมิล่าชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อย เหมือนเผื่อว่าจะมีประโยคต่อท้าย แต่ไม่มีเวกเตอร์เปิดประตูรถให้เธอเหมือนเดิม รอจนเธอนั่งเรียบร้อยแล้วจึงอ้อมไปฝั่งคนขับ รถแล่นออกจากโรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนา ไม่มีแรงกดดันจนกระทั่ง…“งั้น… กลับถึงบ้าน” เวกเตอร์เอ่ยขึ้นระหว่างที่สายตายังจับอยู่บนถนน“ช่วยทำแผลให้หน่อยได้ไหม”มิล่าหันขวับมองทันที“อะไรนะคะ?”เวกเตอร์เหลือบมองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะมองกลับไปข้างหน้า“แผลที่แขนไง วันนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนผ้าก๊อซเลย”“แต่เราเพิ่งไปโรงพยาบาลมานะคะ!” เธอเผลอขึ้นเสียงนิดเดียว “จะให้หมอทำก็ได้”“ก็อยากให้แฟนทำให้นี่นา”มิล่าชะงักไปทั้งตัวคำว่าแฟนหลุดออกมาจากปากเ
“แผลยังต้องดูต่ออีกสองสามวันนะคะ”มิล่าพูดตัดบทตามหน้าที่ น้ำเสียงกลับมาเรียบเหมือนเดิม“ถ้ามันปวดมากกว่านี้ คุณต้องบอกนะคะ”“ครับผม” เวกเตอร์ตอบทันที คำว่า ‘ครับ’ หลุดออกมาแบบไม่ต้องคิด สุภาพเกินไป นุ่มเกินไปและไม่ใช่ภาษาของเวกเตอร์ที่ใครในโลกนี้คุ้นเคย“กลับได้แล้วค่ะ ทำแผลเสร็จแล้ว” มิล่าพูดเหมือนบอกขั้นตอนสุดท้ายของงาน ไม่มีน้ำเสียงอื่นแทรกเวกเตอร์พยักหน้า รับคำอย่างว่าง่ายผิดวิสัย ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่รีบไป มือหนาขยับจัดแขนเสื้อเชิ้ต กลบผ้าก๊อซอย่างระวัง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังมี แผลที่ต้องถนอม“โอเค งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ”“ไว้ตอนเย็นจะแวะมาใหม่”มิล่าเงยหน้าขึ้นมองทันที สายตานิ่ง คิ้วขยับเพียงนิดเดียว“ไม่ต้องมาบ่อยก็ได้ค่ะ”เวกเตอร์ชะงัก เสี้ยววินาทีเดียว ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างคนที่ ควบคุมหน้าไม่อยู่“ก็คนมันคิดถึง” เขาพูดตรง ๆ ไม่ลดเสียง ไม่เล่นคำ เหมือนโยนไพ่ใบใหญ่ลงกลางโต๊ะโดยไม่แคร์ผลลัพธ์มิล่ามองเขานิ่งขึ้นกว่าเดิม ตาแข็งชัดเจน“พอพูดแบบนี้ได้ก็พูดใหญ่เลยนะคะ”ประโยคนั้นไม่ได้ดุ แต่ หยุดเขาอยู่หมัด เวกเตอร์หัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงขำ เป็นเสีย
“ยื่นแขนมาหน่อยค่ะ”เสียงของมิล่าเรียบ มีระยะชัดเจนวางอยู่ระหว่างคำพูดเวกเตอร์ขยับแขนตามที่เธอบอกอย่างเงียบ ๆ เขานั่งหลังตรง มือวางบนหน้าขา อีกข้างยื่นมาให้โดยไม่ถาม ไม่แซว ไม่พูดอะไรเกินจำเป็น ราวกับเข้าใจดีว่าตอนนี้ คำพูด คือสิ่งที่ไม่ควรมีมากที่สุดมิล่าหยิบสำลีชุบน้ำเกลือบิดเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ แตะลงบนผิวแขนที่ยังแดงจาง ๆ ปลายนิ้วเธอสัมผัสเขาอย่างระวังไม่ใช่เพราะกลัวแผล แต่เพราะกลัวอย่างอื่นมากกว่าเวกเตอร์สะดุ้งเล็กน้อยจากความเย็น“เจ็บไหมคะ” เธอถามตามหน้าที่ ไม่ได้เงยหน้ามอง“นิดหน่อย”มิล่าเงียบ เธอเพียงขยับมือให้มั่นคงขึ้น เปลี่ยนสำลีก้อนใหม่ แล้วเช็ดรอบผิวที่แดงนั้นต่ออย่างเงียบ ๆความเงียบระหว่างคนสองคนแน่นขึ้น แต่ไม่อึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ กับเสียงสำลีเสียดผิวเบา ๆมิล่าก้มมองแขนเขาอยู่นานกว่าที่จำเป็นเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เธอขยับแขนเขานิดหนึ่งเพื่อดูมุมแผลให้ชัดขึ้น แล้วพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับลืมไปว่ามีคนฟังอยู่ตรงนั้น“จะพองไหมเนี่ย”น้ำเสียงนั้นไม่ใช่น้ำเสียงของคนตั้งกำแพง แต่เป็นเสียงของความกังวลจริง ๆเวกเตอร์ได้ยินชัด คำพึมพำนั้นเบากว่าลมหา
มยุรีหัวเราะเบา ๆ อย่างคนถูกแซวถูกจุด แต่ไม่ได้รีบปฏิเสธ“แม่เห็นแค่แวบเดียวเอง” เธอพูดพลางจัดหมอนให้ลูกสาว“แต่ก็ดูสุภาพดีนะ ดูเป็นผู้ใหญ่ ไม่วุ่นวาย”“เห็นไหม ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิด” พายหันกลับมามองมิล่าทันที ดวงตาเป็นประกายแบบคนได้ของเล่นใหม่“พาย” มิล่าเรียกชื่อเพื่อนเสียงต่ำ เป็นเชิงเตือนมากกว่าดุ“อะไรเล่า” พายยักไหล่“ฉันแค่พูดตามที่เห็น โลกมันกลมเกินไปหน่อยไหม แกไปเจอเขาที่งานแต่งฉัน แถมยังเจ็บข้อเท้า แล้วเขาก็พาไปโรงพยาบาล ไปส่งถึงบ้าน” เธอหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก“นี่มันพล็อตนิยายชัด ๆ”“มันไม่ใช่แบบนั้น” มิล่าพูด“ยังไม่ใช่” พายแก้คำให้“แต่ก็ไม่ใช่บังเอิญธรรมดาแล้วล่ะ”มยุรีไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอแค่ฟัง และสังเกตสายตาคนเป็นแม่มองเห็นอย่างหนึ่งชัดเจนลูกสาวเธอไม่ได้ปิดใจ แต่กำลังระวังอะไรบางอย่าง“แม่รู้ไหมคะ คนนี้เขาเคยให้ทุนมิล่าตอนปีสามที่มิล่าสอบได้”มยุรีชะงักไปเล็กน้อย มือที่กำลังจัดผลไม้ใส่ตระกร้าหยุดค้าง“ให้ทุน?”“จริงเหรอ ทำไมมิล่าไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลย”“เฮ้ออ หิวข้าวแล้วอ่า แม่คะมีไรกินบ้าง” พูดจบร่างเล็ก ก็เอนหลังพิงโซฟาทันที เหมือนตั้งใจตัดบทแบบไม่เปิดช่องให้







