Share

ตอนที่ 13

Author: Selena
last update publish date: 2026-10-08 11:16:06

แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียง

กงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ

"ขันทีรับพระราชโองการ..."

กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง

"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"

ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่นาง นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย

"ฝ่าบาท... ทรงตัดสินพระทัยเร็วนัก ไม่คิดจะหยั่งเชิงท่านพ่อต่อไปอีกสักหน่อยหรือเพคะ"

หลิงเชียวขยับกายเข้าไปชิดริมเตียง ยื่นมือหนาไปเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียข้างแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้นางนึกถึงบทรักอันหนักหน่วงเมื่อคืนวาน

"ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือซินอี๋... หมากกระดานนี้ ข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า และเมื่อข้าเลือกแล้ว ข้าจะทำให้ตระกูลจางและคนทั้งราชสำนักรู้ว่า ใครกันแน่คือผู้กุมบังเหียนที่แท้จริง" หลิงเชียวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

"ข้าจะจัดงานอภิเษกสมรสให้เจ้าอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด ให้สมเกียรติหงส์คู่บัลลังก์... ให้พี่สาวและท่านพ่อของเจ้าต้องก้มศีรษะหมอบกราบแทบเท้าเจ้ายามก้าวเข้าสู่วังหลวง"

ซินอี๋เหยียดยิ้มบาง นัยน์ตาฉายแววทะเยอทะยานและอ่านไม่ออก

"หม่อมฉันขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ... ทว่าทรงยกหม่อมฉันขึ้นสูงเพียงนี้ หากวันใดหม่อมฉันตกลงมา คงจะเจ็บปวดมิใช่น้อย"

"เจ้าไม่มีวันตกหรอก... ตราบใดที่เจ้ายืนอยู่ข้างข้า"

หลิงเชียวนั่งลงประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากเนียนของนาง

"ไปเตรียมตัวเถิด ฮองเฮาของข้า"

เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เสียงมโหรีและดนตรีเฉลิมฉลองก็ดังกังวานไปทั่วเมืองหลวง แผ่นดินแคว้นเว่ยสว่างไสวไปด้วยโคมไฟสีแดงและผืนผ้าไหมมงคล พระราชพิธีอภิเษกสมรสถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และโอ่อ่าที่สุดในรอบทศวรรษ ขบวนเกี้ยวหงส์ทองคำที่โอบล้อมด้วยทหารเกราะทองคำเคลื่อนผ่านถนนสายหลักท่ามกลางเสียงโห่ร้องสรรเสริญของราษฎร

ซินอี๋ในชุดพิธีการฮองเฮาสีแดงฉาน ปักดิ้นทองเป็นรูปหงส์ร่อนลงบนเมฆา สวมมงกุฎหงส์ประดับไข่มุกและหยกกวนอิมน้ำงาม น้ำหนักของมันกดทับอยู่บนศีรษะ แต่นางกลับก้าวเดินไปตามบันไดหินอ่อนหกสิบขั้นแห่งท้องพระโรงด้วยท่วงท่าสง่างาม ทรนง และมั่นคง

เบื้องบนสุดของบันไดหินอ่อน หลิงเชียวประทับยืนรออยู่ในชุดมังกรสีชาด นัยน์ตาคมคายทอดมองหญิงสาวผู้เป็นสตรีหนึ่งเดียวที่ยืนเคียงข้าง พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกมาประคองรับมือเรียวของนาง ยามที่นางก้าวขึ้นมาถึงขั้นสูงสุด

บรรดาขุนนางนับร้อย นำโดยเสนาบดีจางจงหยวน ฮูหยินใหญ่ และบรรดาพี่สาว ต่างคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นหินเย็นเชียบ ส่งเสียงก้องระเบ็งเซ็งแซ่

"ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี! ฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันพันปี!"

ซินอี๋ทอดสายตามองลงไปยังตระกูลจางที่เคยเหยียดหยามนางและมารดา บัดนี้ทุกคนต้องหมอบกราบแทบเท้าของนาง นางกุมพระหัตถ์ของฮ่องเต้ไว้แน่น รอยยิ้มงดงามทว่าเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้า... การแก้แค้นและความยิ่งใหญ่ของนาง ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อพระราชพิธีอภิเษกสมรสผ่านพ้น อำนาจตราประทับหงส์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งฝ่ายในก็ตกอยู่ในหัตถ์ของคุณหนูหกอย่างสมบูรณ์ ซินอี๋มิได้ใช้อำนาจนั้นอย่างโฉ่งฉ่างหรือไร้สติ หากแต่ใช้อย่างเยือกเย็น ลึกล้ำ และเด็ดเดี่ยว ราวกับพญามัจจุราชที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าบีบคอเหยื่อในจวนเสนาบดีจางทีละคน

เป้าหมายแรกของการคิดบัญชีแค้น ย่อมหนีไม่พ้นฮูหยินใหญ่ผู้เคยข่มเหงมารดาของนาง และพี่สาวทั้งหลายที่เคยบดขยี้ศักดิ์ศรีของคุณหนูหกอย่างไม่แยแส

เพียงสามวันหลังครองตำแหน่ง ซินอี๋ในชุดฮองเฮาสีชมพูกลีบบัวปักลายหงส์ทองเหินฟ้า เสด็จประพาสจวนเสนาบดีจางอย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในจวนที่เคยครึกครื้นและทรงอำนาจ บัดนี้เงียบสงัดดุจป่าช้า เสนาบดีจาง ฮูหยินใหญ่ และบรรดาคุณหนูต้องคุกเข่ารอรับเสด็จกลางลานหินตากแดดตากลมตั้งแต่ยามถาง (เช้าตรู่)

ยามเมื่อขบวนเกี้ยวหงส์เคลื่อนมาถึง เสนาบดีจางจงหยวนรีบประคองตนเองลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้า นัยน์ตาของเฒ่าเจ้าเล่ห์ฉายแววปราบปลื้มปิติยินดีอย่างยิ่งยวดที่เห็นบุตรีของตนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เขายอมลดตัวก้มศีรษะลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมทว่าแฝงความสนิทสนม

"กระหม่อมและคนในตระกูลจาง ขอน้อมรับเสด็จฮองเฮา... การที่พระองค์ทรงคิดถึงตระกูลและเสด็จกลับมาเยี่ยมเยียนในวันนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้พะย่ะค่ะ ซินอี๋... เจ้าในยามนี้สง่างามสมเป็นหงส์คู่บัลลังก์ยิ่งนัก"

ทว่าสิ่งที่เสนาบดีจางได้รับกลับมา มีเพียงความเงียบสงัดและสายตาที่เรียบนิ่งเย็นชาดุจผิวน้ำในสระฤดูหนาว ซินอี๋เบือนสายตากลับราวกับคำต้อนรับอันปิติยินดีของบิดาเป็นเพียงลมพัดผ่าน นางไม่ได้เอ่ยตอบรับความสนิทสนมนั้นแม้แต่คำเดียว ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำว่า 'ท่านพ่อ' เพื่อรักษาน้ำใจ

ซินอี๋ก้าวลงจากเกี้ยวหงส์อย่างช้าๆ ท่วงท่าวางตนสูงส่งและเฉียบขาด นางไม่ได้สั่งให้ใครลุกขึ้น ทว่ากลับก้าวผ่านร่างของเสนาบดีจางและฮูหยินใหญ่ที่คุกเข่าสั่นสะท้าน ไปประทับบนเก้าอี้ตั่งทองกลางเรือนใหญ่เบื้องหน้าทุกคน

"ลุกขึ้นเถิดท่านพ่อ ฮูหยินใหญ่"

ซินอี๋เอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าสายตากลับจ้องมองฮูหยินใหญ่ไม่วางตา

เสนาบดีจางถอนหายใจยาว ความยินดีเมื่อครู่พลันหายวับไป เหลือเพียงความเย็นวาบที่สันหลัง สายตาของเขาจับจ้องกิริยาอันแข็งกร้าวของซินอี๋ ในขณะที่ฮูหยินใหญ่ซึ่งก้มหน้าลงต่ำกลับยังมิกล้าขยับตัว เพราะรู้ดีว่าฝันร้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

"ฮองเฮาทรงพระเจริญ..."

ฮูหยินใหญ่เอ่ยเสียงสั่น

"มิทราบว่าการเสด็จกลับจวนครานี้ มีสิ่งใดให้กระหม่อมและจวนเสนาบดีได้รับใช้หรือพะย่ะค่ะ"

ซินอี๋ยกจอกชาหยกขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมของชาหอมหมื่นหลีลอยกรุ่น นางวางจอกชาลงบนโต๊ะไม้กานผิงดัง 'แกร๊ก' เบาๆ แต่กลับบาดลึกเข้าไปในแก้วหูของทุกคน

"ข้าพิจารณารายงานบัญชีทรัพย์สินและธรรมเนียมปฏิบัติของจวนเสนาบดีย้อนหลังไปสิบปี..."

ซินอี๋ใช้นิ้วเรียวเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะ "พบว่าฮูหยินใหญ่บริหารจัดการเรือนหลังได้ละเลยยิ่งนัก ทั้งเรื่องการยักยอกเงินเบี้ยหวัดอนุภรรยา การจัดสรรที่ดิน และ... เรื่องการละเลยความคุ้มครองจนอนุภรรยาบางคนต้องตรอมใจตายด้วยโรคเรื้อรังอย่างน่าเวทนา"

ใบหน้าของฮูหยินใหญ่ซีดเผือดลงทันทีเมื่อกล่าวถึง 'อนุภรรยา' ซึ่งหมายถึงมารดาของซินอี๋

"ฮองเฮา... เรื่องในอดีตนั้น กระหม่อม..."

ฮูหยินใหญ่พยายามจะแก้ตัว

"หยุดพูด"

ซินอี๋ตัดบทน้ำเสียงเย็นชาดุจเกล็ดหิมะ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววอาฆาตล้ำลึก

"ในเมื่อฮูหยินใหญ่ไร้ความสามารถในการปกครองเรือนหลัง จนเกิดความอัปยศและอกตัญญูต่อบรรพชน ข้าในฐานะฮองเฮาผู้ดูแลกฎระเบียบแห่งสตรีฝ่ายใน จึงจำเป็นต้อง 'จัดระเบียบ' จวนเสนาบดีเสียใหม่"

ซินอี๋โบกมือเบาๆ ขันทีคนสนิทก็ก้าวออกมาพร้อมม้วนพระราชโองการฝ่ายใน

"ประการแรก... ริบตราประทับกุมบัญชีเรือนหลังของฮูหยินใหญ่ทั้งหมด มอบให้แก่อนุภรรยาสองคนที่เหลือดูแลแทน ประการที่สอง... ปรับลดเบี้ยหวัดของฮูหยินใหญ่และบุตรีทุกคนลงแปดในสิบส่วน และให้ออกไปพักอาศัยที่เรือนท้ายสวนอันทรุดโทรม เพื่อบำเพ็ญศีลไถ่บาปให้แก่อนุภรรยาผู้ล่วงลับ"

"ฮองเฮา! ทำเช่นนี้มันเกินไปแล้วนะ!" จางหลิวเหลียน (คุณหนูสาม) ที่ยืนฟังอยู่ทนไม่ไหว โพล่งขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น

"พวกเราเป็นพี่สาวของท่านนะ! ท่านใช้อำนาจฮองเฮามากดหัวครอบครัวตนเองเช่นนี้ ไม่กลัวขุนนางนอกราชสำนักนินทาว่าท่านอกตัญญูหรืออย่างไร!"

ซินอี๋เหยียดยิ้มบางเบา นัยน์ตาจับจ้องมองคุณหนูสามอย่างดูแคลน นางลุกขึ้นเดินลงจากตั่งทอง ก้าวเข้าไปหาจางหลิวเหลียนช้าๆ หงส์ทองบนมงกุฎส่งเสียงสะท้อนพริ้วไหว

"พี่สาม..."

ซินอี๋เอ่ยเสียงนุ่มหวาน ทว่ายื่นมือไปจับสันคางของคุณหนูสามแล้วบีบแน่นจนเล็บยาวจมลงไปในเนื้อ

"ยามที่ท่านและฮูหยินใหญ่โยนข้าวน่าสุนัขให้แม่ของข้า ยามที่พวกท่านยืนหัวเราะมองแม่ของข้าตากฝนจนไข้ขึ้นสูงตาย... ตอนนั้นพวกท่านเคยนึกถึงคำว่า 'ครอบครัว' บ้างหรือไม่ มิหน่ำซ้ำเมื่อยามที่ฮ่องเต้เสด็จมาชมดอกท้อท่านก็เป็นผู้เปิดทางเชื้อเชิญให้พระองค์เข้าหาท่าน ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่าฝ่าบาททรงเป็นของข้า"

จางหลิวเหลียนดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด แต่นิ้วมือของซินอี๋กลับยิ่งบีบแน่นขึ้นจนหน้าของคุณหนูสามบิดเบี้ยว

"ยามนี้ข้าคือ 'แม่แห่งแผ่นมารดาแห่งแผ่นดิน' คำพูดของข้าคือกฎหมาย อำนาจของข้าคือสิทธิ์ขาด!"

ซินอี๋สะบัดมือออกจนคุณหนูสามล้มพับลงไปกองกับพื้น

"หากใครในจวนนี้กล้าแข็งข้อ แม้กระทั่งคำว่าอุปถัมภ์ ข้าก็จะถอนรากถอนโคนมันให้หมด!"

เสนาบดีจางยืนกำหมัดแน่นข้างลำตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและความกลัว เขาพยายามข่มอารมณ์แล้วก้าวออกมาประสานมือคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง

"ฮองเฮาโปรดเมตตา... ยามนี้ฝ่าบาททรงสงบศึกกับกระหม่อมแล้ว การที่ทรงใช้อำนาจลงโทษคนในจวนเช่นนี้ หากฝ่าบาททรงทราบเข้า..."

ซินอี๋บิดกายหันกลับมามองบิดาแท้ๆ ของตนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาที่สุดเท่าที่เสนาบดีจางเคยพบเห็น

"ท่านพ่อ... ท่านคิดว่าการที่ข้าเสด็จมาที่นี่พร้อมขบวนทหารฝ่ายในนับร้อย โดยที่ฝ่าบาทมิได้ทรงขัดขวางแม้แต่น้อยนิด... มันหมายความว่าอย่างไรหรือ"

ซินอี๋ยิ้มเยาะ

"ฝ่าบาททรงมอบอำนาจนี้ให้ข้าเอง... ทรงประทานหัตถ์ซ้ายให้ข้าจัดการเรือนหลังของท่าน เพื่อให้ท่านได้เห็นว่า พันธมิตรทางการเมืองที่ท่านแลกมา มันต้องจ่ายด้วยราคาแพงเพียงใด"

เสนาบดีจางชะงักงัน หัวใจพลันตกวูบลงสู่เหวลึก สายตาที่เขามองบุตรีคนสุดท้องบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น... เขาเพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า เขาคิดผิดอย่างสิ้นเชิง! นึกว่าการผลักดันซินอี๋ขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาจะทำให้ตระกูลจางมีหมากตัวใหญ่คอยหนุนหลังในราชสำนัก แต่แววตาแห่งความแค้นและกิริยาไร้ไมตรีเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่า ซินอี๋ไม่มีวันยอมเป็นหมากให้เขาเชิดอีกต่อไป นางกลับกลายเป็นศัตรูร้ายที่ย้อนกลับมาบดขยี้ตระกูลจางด้วยตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้ทันทีว่าหลิงเชียวนั้นเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ฮ่องเต้หนุ่มมิได้ลงมือเองให้เปื้อนมือ แต่กลับปล่อยให้ซินอี๋ที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้น ใช้ตราประทับฮองเฮาเข้ามาบดขยี้และถอดถอนกรงเล็บของตระกูลจางจากภายในทีละชิ้นๆ โดยที่เสนาบดีจางไม่อาจใช้ข้อหาการเมืองมาโต้แย้งได้เลย เพราะนี่คือ 'เรื่องภายในเรือนหลัง'!

"พาตัวฮูหยินใหญ่และคุณหนูสามไปที่เรือนท้ายสวน"

ซินอี๋สั่งการเสียงเด็ดขาดโดยไม่หันกลับไปมอง

"และตัดกองกำลังคุ้มกันจวนเสนาบดีลงครึ่งหนึ่ง... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากข้าไม่อนุญาต ห้ามมิให้สตรีคนใดในจวนนี้ก้าวเท้าออกนอกประตูใหญ่แม้แต่ก้าวเดียว"

ซินอี๋ก้าวขึ้นเกี้ยวหงส์อย่างสง่างาม ทิ้งความพินาศและความสิ้นหวังไว้เบื้องหลัง เสียงร้องไห้คร่ำครวญของฮูหยินใหญ่และพี่สาวดังระงมไปทั่วลานหิน ขณะที่เสนาบดีจางได้แต่มองตามเกี้ยวหงส์ไปด้วยสายตาเขียดแค้นและตื่นตระหนก... เมื่อหมากตัวนี้ใช้การไม่ได้อีกต่อไป เขาคงต้องรีบหา 'หมากตัวใหม่' มาโค่นนางลงมาจากบัลลังก์ให้จงได้!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status