Share

ตอนที่ 14

Author: Selena
last update publish date: 2026-10-08 11:16:32

ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เอง

หลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบา

พระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์

"ฮองเฮาของข้า..."

หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย

"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำนาจหงส์ที่ข้ามอบให้ได้อย่างเฉียบขาดและงดงามสมเกียรติจริง ๆ ตาแก่จิ้งจอกนั่นคงตระหนักแล้วว่า ลูกสาวที่เขาภาคภูมิใจนักหนา บัดนี้กลายเป็นพญามัจจุราชที่คอยบดขยี้เขาเสียเอง"

ซินอี๋ประทับยืนนิ่งในอ้อมกอด ก่อนจะค่อยๆ หมุนกายหันกลับมาประจันหน้ากับพระองค์ นัยน์ตาคู่สวยสบประสานกับพระเนตรคมคายด้วยสายตาที่ล้ำลึกยากจะอ่านความหมาย ทว่าเบื้องลึกกลับแฝงไปด้วยความต่อต้านและเหินห่างอย่างไม่ปิดบัง

นางยื่นมือไปดันอกแกร่งให้ออกห่างจากเรือนร่างของตนเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้ระลอกคลื่นอารมณ์

"หม่อมฉันเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วเพคะ... หากฝ่าบาทมิมีราชกิจด่วนอันใด โปรดเสด็จกลับตำหนักใหญ่ไปก่อนเถิด"

ท่าทีอันเหินห่างและสายตาที่แสนเย็นชาของซินอี๋ ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มถึงกับชะงักงัน พระพักตร์ที่เคยปรากฏรอยยิ้มพลันเจื่อนลง นัยน์ตาหงส์ฉายแววตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

หลิงเชียวทอดพระเนตรมองดวงหน้างดงามที่ยามนี้วางตนสูงส่ง สายตาที่เคยดื้อรั้น ทรนง และฉายแววทะเยอทะยานในวันวาน บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่สงบนิ่ง ล้ำลึก จนน่าหวาดหวั่น ทุกกิริยาและบทบาทการเคลื่อนไหวของนางสง่างามเปี่ยมอำนาจ ดุจมารดาแห่งแผ่นดินอย่างเต็มภาคภูมิ... และความสงบเยือกเย็นนั้นเองที่เริ่มทำให้พระองค์รู้สึกหวั่นเกรงในพระทัย

หลิงเชียวขมวดคิ้ว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อปนประชดประชันเบาๆ

"ซินอี๋... ท่าทีของเจ้าในยามนี้ ช่างเหมือนคนที่พร้อมจะถีบหัวส่งข้าออกไปได้ตลอดเวลาเสียจริงนะ"

ซินอี๋หลุบสายตาลงต่ำ ทำทีเป็นจัดระเบียบสาบเสื้อไหมของตนเอง โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับ

หลิงเชียวยกยิ้มแค่นหัวเราะในพระทัย ทรงก้าวเข้าไปหานางอีกหนึ่งก้าว ทอดพระเนตรมองนางด้วยสายตาซับซ้อน

"พอก้าวขึ้นมายืนในจุดที่สูงที่สุดแล้ว... เจ้าก็ไม่คิดแม้แต่จะเหลียวมองข้าที่ยืนอยู่ข้างๆ เลยหรืออย่างไร ยามที่เจ้ายังไร้อำนาจ เจ้าเข้าหาข้า ยั่วเย้าข้า เพื่อแลกกับบัลลังก์นี้... ทว่ายามนี้เมื่อได้ทุกสิ่งไปอยู่ในมือแล้ว หัวใจของเจ้ากลับยิ่งปิดล็อกแน่นหนาและเย็นชาใส่ข้ายิ่งกว่าเดิม"

ซินอี๋เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคาย นัยน์ตาคู่สวยยังคงเรียบนิ่งทว่าบาดลึก นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มหวานแต่แฝงกรงเล็บพิษ

"ฝ่าบาททรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ... หม่อมฉันหาได้มองไม่เห็นพระองค์ไม่ ทว่าหม่อมฉันเพียงกำลัง 'เจียมตน' ว่าสิ่งใดคือหน้าที่ และสิ่งใดคือละครการเมือง"

นางยกยิ้มบางเบา ก่อนจะย่อกายถวายความเคารพอย่างหมดจดสง่างาม

"หม่อมฉันเป็นฮองเฮาของพระองค์ เป็นหัตถ์ซ้ายที่ช่วยพระองค์กำจัดตระกูลจาง... นั่นมิใช่สิ่งที่ฝ่าบาททรงปรารถนาตั้งแต่แรกหรอกหรือเพคะ ส่วนเรื่องความรู้สึกอื่นใดนั้น... หม่อมฉันคิดว่า ฝ่าบาทคงมิได้ทรงใส่ใจมันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว"

พระกรามคมคายขบแน่นเข้าหากันด้วยความขุ่นพระทัย หลิงเชียวยื่นพระหัตถ์หนาออกไปบีบแก้มเนียนของคุณหนูหกอย่างแรง บังคับให้ดวงหน้างดงามนั้นต้องหันกลับมาสบสายตากับเขาในระยะประชิด นัยน์ตาหงส์ฉายแววยียวนยั่วเย้า ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับแฝงความจริงจังและทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด

"อย่าถือดีไปนักเลยซินอี๋... หากเจ้ายิ่งเย็นชาและพยศใส่ข้าเช่นนี้ ระวังเถิด ข้าจะคัดเลือกสตรีปั้นหน้าประจบเข้ามาเป็นพระสนมให้เต็มวังหลัง

ข้าจะแต่งตั้งสนมเอก สนมโท ให้พวกนางสร้างเรื่องวุ่นวายคอยกวนใจเจ้าทุกวี่วัน... จนเจ้าไม่มีเวลาออกไปคิดบัญชีแค้นกับตระกูลจางแม้แต่คราเดียว"

ถ้อยคำข่มขวัญของฮ่องเต้ราวกับจุดสลักสำคัญในใจของซินอี๋ ดวงตาเรียวสวยที่เคยสงบนิ่งดุจผิวน้ำไหวระริกขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้นางจะรู้อยู่เต็มอกว่าการอภิเษกสมรสครั้งนี้คือสัญญาทาสทางการเมือง ทว่าหากวังหลังต้องเต็มไปด้วยสตรีริษยาที่หลิงเชียวขนเข้ามา การต้องมานั่งปวดหัวตามเช็ดตามล้างเกมริษยาของบรรดาสนมย่อมบั่นทอนเวลาและพลังกายในการล้มตระกูลจางของนางอย่างแน่แท้

ความพยศและแข็งกร้าวเมื่อครู่พลันสลายวับไป ซินอี๋ปรับเปลี่ยนท่าทีในพริบตาอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า นางระบายยิ้มหวานยวนเย้า เรียวมือเนียนสวยทั้งสองข้างยื่นไปวางลงบนแผ่นอกแกร่ง ลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าไหมไปมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะออกแรงดันวรกายของฮ่องเต้หนุ่มให้ถอยหลังไปประทับนั่งลงบนตั่งบรรทม

ซินอี๋ก้าวตามไปติดๆ ก่อนจะยกกายขึ้นนั่งคร่อมลงบนตักแกร่งของเขาในท่าหันหน้าเข้าหา ร่างอรชรยืดตัวขึ้นตรงจนสรีระสูงเด่นเหนือฮ่องเต้ หลิงเชียวจำต้องเสยพระพักตร์เงยขึ้นสบสายตาที่พราวระยับไปด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจ

ซินอี๋โน้มใบหน้าลงไปใกล้ข้างพระกรรณ กระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเสน่หา

"หากฝ่าบาทกล้ารับสตรีอื่นเข้ามาจริง... หม่อมฉันก็จักขังพระองค์ไว้ในห้องบรรทมแห่งนี้ ไม่ให้เสด็จออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันเลยทีเดียวเพคะ"

สิ้นคำขู่ยั่วเย้า ซินอี๋ก็ประทับริมฝีปากอวบอิ่มลงบดเบียดริมฝีปากของฮ่องเต้อย่างนุ่มนวล ทว่าแฝงความเร่าร้อนปั่นป่วนอารมณ์

หลิงเชียวเผยอพระโอษฐ์รับรสจูบอันหวานซาบซ่านนั้นอย่างลุ่มหลง ในพระทัยพลันครุ่นคิดอย่างยอมจำนน... ฮองเฮาของเขามีเสน่ห์อันร้ายกาจจนไม่อาจหักห้ามใจได้เลยจริงๆ ยามนี้นางจะปั่นหัวเขาอย่างไร หรือต่อให้เขาต้องตกเป็นรองนางบนเตียงบรรทมเช่นนี้... เขาก็ยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง

พระหัตถ์หนาโอบกระชับสะโพกมนแล้วพลิกเรือนร่างอรชรลงไปนอนราบกับเตียงบรรทมอย่างว่องไว หลิงเชียวทาบทับวรกายลงไป มอบจูบอันหนักหน่วง ลึกซึ้ง และซุกไซ้ลากลิ้นอุ่นผ่านซอกคอหอมกรุ่น มือหนาลูบคลำนัวเนียไปตามส่วนโค้งส่วนเกราของร่างบางใต้ร่มผ้า เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานกันเร่าร้อนปั่นป่วนไปทั่วห้อง

ทว่าในจังหวะที่อารมณ์เสน่ห์หากำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด... ซินอี๋กลับเอียงใบหน้าหนีสัมผัสจูบนั้นอย่างกะทันหัน

นางยื่นมือไปยันแผ่นอกแกร่งของหลิงเชียวไว้ ละสายตามองพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อปนประชดประชัน

"พอเท่านี้เถิดพะย่ะค่ะ..."

ซินอี๋แสร้งยกมือขึ้นกุมอก นัยน์ตาฉายแววตัดพ้ออย่างน่าสงสาร

"เมื่อครู่ได้ยินฝ่าบาทตรัสว่าจะรับพระสนมเข้ามาเต็มวังหลัง... หัวใจของหม่อมฉันก็แตกสลาย เจ็บปวดรวดร้าวปานจะขาดใจ ยามนี้มิอาจมีเรี่ยวแรงร่วมเตียงปรนนิบัติฝ่าบาทในคืนนี้ได้อีกแล้วเพคะ"

หลิงเชียวชะงักงัน นัยน์ตาเบิ่งกว้างมองสตรีใต้ร่างที่เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วดุจพายุ

"ซินอี๋! เจ้า... เจ้าแสร้งทำประชดข้าหรือ!"

หลิงเชียวพยายามจะก้มลงจูบนางอีกครา

"ข้าแค่พูดหยอกเจ้าเล่นเท่านั้น จะรับสนมที่ใดกันเล่า"

"มิได้เพคะ คำตรัสของโอรสสวรรค์ย่อมหนักแน่นดุจภูผา"

ซินอี๋บิดกายหลบอย่างคล่องแคล่ว นางดันแผ่นอกของเขาออกแล้วพยุงกายลุกขึ้นนั่ง จัดแจงเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อย "หม่อมฉันเจ็บปวดใจยิ่งนัก... คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จกลับไปประทับที่ตำหนักใหญ่เถิดพะย่ะค่ะ หม่อมฉันต้องการพักผ่อน"

ไม่ว่าหลิงเชียวจะเอ่ยปากง้องอน หรืองัดเอาคำพูดใดมาแก้ตัว ซินอี๋ก็ทำทีเป็นปั้นหน้างอง้ำ ประชดประชันและวางตนห่างเหิน จนกระทั่งฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่จำต้องยอมถอยทัพ ยอมเสด็จกลับตำหนักใหญ่แต่โดยดีพร้อมความขัดอกขัดใจ

หลิงเชียวก้าวออกจากตำหนักฮองเฮาพลางถอนพระทัยยาว ทว่ามุมพระโอษฐ์กลับจุดรอยยิ้มเอ็นดูอย่างช่วยไม่ได้... นางจิ้งจอกน้อยผู้นี้ ช่างเล่นละครและถอดถอนเขี้ยวเล็บของเขาได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก

"พระองค์ทรงถูกพระนางไล่มาอีกแล้วหรือพะย่ะค่ะ"

กวนเฟิงที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ข้างโต๊ะทรงพระอักษรในห้องทำงานฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาฉายแววขบขันปนระอา ยามทอดสายตามองใบหน้าคมคายของโอรสสวรรค์ที่ยามนี้ดูเหน็ดเหนื่อยและอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่แค่คืนแรกเท่านั้นที่หลิงเชียวถูกฮองเฮาคู่หมั้นคู่หมายไล่ส่งออกมา... แต่ตลอดสามวันมานี้ พระองค์พยายามจะเสด็จไปหานางที่ตำหนักหลัง ทว่าซินอี๋กลับใช้วิธีมารยาร้อยเล่มเกวียน หลอกล่อ ประชดประชัน และหลบเลี่ยงเขาทุกวิถีทาง จนยามนี้ฮ่องเต้หนุ่มถึงกับจนปัญญา ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่านางไม่ได้มีใจให้เขาแม้แต่น้อย แต่นางเป็นคนตกลงใช้เรือนร่างตนเองเข้าแลกกับตำแหน่งฮองเฮาแท้ๆ พอเขาต้องการครอบครองตามสัญญา นางกลับผลักไสไล่ส่งอย่างเย็นชา

กวนเฟิงมองเห็นสีหน้าขมขื่นของนายเหนือหัว จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวซ้ำเติม

"กระหม่อมบอกพระองค์แล้วว่าพระนางร้ายกาจมาก... พระนางจิ้งจอกน้อยผู้นี้มิใช่สตรีที่จะรับมือได้ง่ายๆ เลย"

พอสิ่งที่กวนเฟิงพูดแทรกเข้ามาในแก้วหูได้ยินเช่นนั้น หลิงเชียวก็หันขวับไปมองกวนเฟิงด้วยสีหน้าขึงขังเขม่นโกรธ ก่อนจะยัดเยียดความผิดให้เสียดื้อๆ

"เจ้าไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี! ก็เจ้ามิใช่หรือที่บอกให้ข้าเลือกคุณหนูหกผู้นี้ตั้งแต่แรก!"

กวนเฟิงที่เดิมทีคิดว่าฮ่องเต้ปักใจเชื่อคำแนะนำของตนเพราะมีแผนการใหญ่ มิได้คิดว่าพระองค์จะทรงสนใจกับเรื่องสตรีขนาดนี้ รีบย่อยตัวประคองมือแก้ตัวเป็นการใหญ่

"แต่... แต่พระนางก็งดงามหาสตรีใดเปรียบจริงๆ นี่พะย่ะค่ะ พระองค์ก็ทรงทนเอาหน่อยก็แล้วกัน"

บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรเต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวและหมดอาลัยตายยาก หลิงเชียวถอนหายใจยาวพลางเอนพระวรกายพิงเก้าอี้มังกรด้วยความอึดอัดใจ ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ขันทีรับใช้ข้างกายก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่ารายงานเบื้องหน้า

"ถวายบังคมฝ่าบาท... คุณหนูสามแห่งตระกูลจาง ขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ!"

หลิงเชียวเบือนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างยามราตรี ลมหนาวพัดโชกและกาลเวลาล่วงเลยจนดึกดื่นค่อนคืนแล้ว เหตุใดสตรีเรือนหลังตระกูลจางถึงได้เดินทางมาขอพบเขาในเวลานี้ แต่ด้วยสัญชาตญาณอันแหลมคม เขารู้ดีว่าเสนาบดีจางต้องมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่

"ให้นางเข้ามา"

หลิงเชียวเอ่ยเสียงเรียบ

สิ้นคำสั่ง ร่างสตรีบอบบางในชุดไหมสีอ่อนละมุนก็เยื้องกลายเข้ามา จางหลิวเหลียน (คุณหนูสาม) ในโฉมหน้าที่แต่งแต้มอย่างงดงาม นัยน์ตาสุกใสไร้เดียงสา นางทรุดกายลงนั่งบนตั่งข้างพระวรกายของฮ่องเต้ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความนอบน้อมอ่อนหวาน

"ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ..."

น้ำเสียงของคุณหนูสามหวานหยดย้อย "ท่านพ่อเห็นว่าช่วงนี้ฮองเฮาทรงงานฝ่ายในหนักหน่วงจนเหน็ดเหนื่อย จึงมีคำสั่งให้หม่อมฉันเข้าวังมาช่วยฮองเฮาดูแลและปรนนิบัติฝ่าบาทอีกแรงเพคะ"

กวนเฟิงเลิกคิ้วมองกิริยาของคุณหนูสามด้วยความนึกสนุก ขณะที่หลิงเชียวเพียงนิ่งเฉย ร่างอรชรของคุณหนูสามลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่ายั่วยวนระหง นางก้าวเดินอย่างแช่มช้อยเข้าไปที่โต๊ะชา ยื่นมือเรียวไปจับกาชาดินเผาเพื่อเทชาถวาย ทว่าในจังหวะที่จอกชาถูกบังด้วยแขนเสื้อไหมบางเบา นางก็ลอบโปรยผงยาปลุกกำหนัดลงไปอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

คุณหนูสามยิ้มละมุน ประคองจอกชาสองมือส่งให้หลิงเชียว

"ดื่มชาอุ่นๆ สักจอกให้ผ่อนคลายเถิดเพคะฝ่าบาท"

หลิงเชียวปัดสายตามองดวงหน้างดงามที่พยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ เขาคิดว่าเสนาบดีจางคงไม่มีลูกไม้ร้ายแรงอะไรในค่ำคืนนี้ จึงตั้งใจจะไล่นางกลับไปเสียให้พ้นสายตา

"ดึกมากแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนที่เรือนข้างเถิด"

ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเย็น

"ฝ่าบาทเพคะ..."

คุณหนูสามทำหน้าเศร้าสร้อย ไม่ยอมก้าวถอยแม้แต่น้อย

"หม่อมฉันตั้งใจมาปรนนิบัติ อย่างน้อยโปรดดื่มชาจอกนี้ที่หม่อมฉันตั้งใจชงให้ก่อนเถิดเพคะ"

หลิงเชียวถอนหายใจ ยื่นพระหัตถ์ไปหยิบจอกชาขึ้นมา หวังจะดื่มให้จบๆ เพื่อให้นางไสหัวออกไปเสียที ทว่ายามเมื่อยกจอกชาขึ้นใกล้พระโอษฐ์ กลิ่นหอมระรินของชาหอมหมื่นกลับมีกลิ่นฉุนบางเบาที่แปลกประหลาดเจือปนอยู่... มันคือกลิ่นของ 'ยาปลุกกำหนัด' ชนิดร้ายแรงที่ยากจะสังเกตเห็น

สายตาคมคายวูบแสงลงเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์เบือนมองดวงหน้าของคุณหนูสามที่กำลังซ่อนรอยยิ้มสมใจไว้เบื้องหลังกิริยานอบน้อม ภายในสมองอันชาญฉลาดและลึกล้ำขององค์เขาพลันแล่นไวอย่างรวดเร็ว ประมวลภาพแผนการของเสนาบดีจางออกได้ในทันท่วงที

ตาแก่จิ้งจอก... คิดจะใช้อุบายสกปรกนี้ส่งลูกสาวอีกคนมาตลบหลังเขากับซินอี๋งั้นหรือ

มุมพระโอษฐ์ของหลิงเชียวกระตุกยิ้มเหยียดบางเบาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แผนการเด็ดขาดบางอย่างพลันปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอย่างแยบยล

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status