Masukตอนที่ช่องประตูเหลือเพียงนิดเดียวก่อนจะปิดสนิท จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมา“วันนี้แม่ฉันยังถามอยู่เลย ว่าทำไมเจ้าสาวถึงยังมาไม่ถึงอีก”มือของฉันชะงักไปชั่วครู่“ฉันไม่กล้าบอกแม่หรอก ว่าฉันเป็นคนทำเจ้าสาวหล่นหายไปเอง”พอพูดจบ เขาก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อก่อนเวลาเขาเข้ามาในประตูบานนี้ไม่เคยต้องเคาะประตู น้ำในตู้เย็นก็หยิบกินเองได้ตามสบาย แม้กระทั่งในชีวิตของฉัน เขาก็ยังคิดว่าตัวเองมีที่ทางอยู่ตรงนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่ตอนนี้เขากลับยืนอยู่ข้างนอกประตูแม้แต่ปลายรองเท้าก็ยังไม่ได้ล้ำข้ามธรณีประตูเข้ามาเลยฉันปิดประตูลงด้านหลังมีเสียงหม้อไฟเดือดปุดๆ เพื่อนร่วมงานยังคงหัวเราะร่าเริงวันนั้นไม่มีงานแต่งงานแต่เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียอะไรไปเลยครึ่งปีต่อมา ฉันก็ตกแต่งบ้านใหม่จนเสร็จดีไซเนอร์ถามฉัน “ยังจะเอาสไตล์เรือนหอเหมือนเดิมอยู่ไหมครับ?”ฉันตอบ “ไม่ต้องแล้วค่ะ”ที่นอนในห้องนอนใหญ่ ฉันไปลองเทสต์เองสีผ้าม่าน ฉันเป็นคนเลือกเองโถงทางเดินไม่จำเป็นต้องเผื่อพื้นที่ตู้รองเท้าผู้ชายไว้อีกแล้วโต๊ะอาหารก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบหกที่นั่งอยู่คนเดียว ไม่จำเป
ถังถังก้มหน้าบีบแก้วในมือ“ช่วงนี้ฉันเอาแต่คิดมาตลอด ว่าทำไมฉันถึงกล้าพูดออกไปว่าให้ซ่งเหยาไปอยู่เรือนหอของแกเพื่อขอรับสิริมงคล”ฉันไม่พูดอะไร“ก็เพราะฉันคิดว่ายังไงแกก็ไม่มีทางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไงล่ะ”“พวกเรารู้จักกันมาตั้งยี่สิบปี ฉันคิดมาตลอดว่าความสัมพันธ์ที่สนิทกันระดับพวกเราเนี่ย จะพูดอะไรก็ไม่เป็นไร จะขอยืมอะไรก็ไม่เป็นไร”เธอฝืนยิ้มขื่น“ฉันเอาความดีที่แกมีให้ฉัน มาใช้เป็นความมั่นใจในการทำอะไรโดยไม่สนความรู้สึกของแก”คำพูดประโยคนี้มีประโยชน์กว่าคำว่า “ขอโทษ” เยอะอย่างน้อยก็ฟังดูเป็นภาษาคนขึ้นมาหน่อยฉันถาม “ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม?”“อืม”เธอไม่ได้ร้องไห้ทำเพียงแค่มองผ้าม่านที่ฉันเพิ่งเปลี่ยนใหม่ “ผืนนี้ดูสวยกว่าผืนก่อนหน้านี้นะ”“ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน”คืนวันที่สองหลังจากที่เธอกลับไป เฮ่อชวนก็มาในมืออุ้มกล่องรองเท้ามาด้วยด้านในคือรองเท้าส้นสูงคู่ที่ฉันใส่ไปวันที่จะจดทะเบียนสมรสส้นรองเท้าด้านหลังถูกหุ้มทำใหม่เรียบร้อยแล้ว“ต่อไปนี้มันจะไม่กัดเท้าอีกแล้วล่ะ”ฉันปรายตามองแวบหนึ่ง“ฉันไม่ใส่แล้วล่ะ”เขาร่างกายแข็งค้างไปทั้งตัว “ทำไมล่ะ?”“เห็นแล้วมันนึกถึง
วันหยุดสุดสัปดาห์ เขาส่งรูปถ่ายมาให้หนึ่งรูป“ลายมือของพ่อ พี่ไม่กล้าเขียนเลียนแบบหรอก”ฉันจ้องมองอยู่นานมาก ก่อนจะตอบกลับไปแค่คำว่า “อืม”ตกดึก เขาก็ส่งข้อความมาอีก“เจอชามเคลือบใบเก่าที่พ่อเคยใช้แล้วนะ”สุดท้ายฉันก็ยอมกลับไปที่นั่นจนได้สภาพห้องถูกจัดให้กลับมาเหมือนเดิมมากข้าวของของซ่งเหยาถูกขนออกไปหมดแล้วผ้าปูที่นอนถูกเปลี่ยนกลับมา อัลบั้มรูปก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะเหมือนเดิมบนผนังด้านนั้น รอยดินสอที่เพิ่งถูกขีดขึ้นมาใหม่เรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่มันกลับดูปลอมยิ่งกว่าเดิมเสียอีกพี่ชายยืนอยู่ข้างหลังฉัน แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ยังเหมือนเมื่อก่อนอยู่ไหม?”ฉันไม่ได้ตอบเขาเป็นฝ่ายก้มหน้าลงไปก่อน “พี่รู้ว่ามันไม่เหมือนหรอก”บนโต๊ะอาหารมีซุปกระดูกหมูรากบัววางอยู่ตอนเด็กๆ เวลาฉันมีไข้ พ่อจะชอบตุ๋นซุปนี้ให้กินเสมอพี่ชายตักใส่ชามให้ฉัน “กินสิ”ฉันชิมไปหนึ่งคำ“เค็มไป”เขาชะงัก “เค็มมากเลยหรอ?”“อืม”เขาก้มหน้าลงไปชิมบ้าง แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมาหัวเราะจนตาแดงก่ำ“เมื่อก่อนพ่อชอบด่าพี่ประจำเลยว่าแยกความเค็มไม่ออก”ฉันไม่ได้พูดรับมุกอะไรและในตอนนั้นเอง โ
ที่นอนในเรือนหอหลังนั้น เป็นตอนที่ซ่งเหยาย้ายเข้ามาอยู่แล้วบ่นว่ามันแข็งไป เฮ่อชวนก็เลยไปเป็นเพื่อนเธอเพื่อเลือกซื้อใหม่เงินเขาก็เป็นคนจ่ายฉันต้องการจะคืนที่นอน ทางร้านจึงต้องโอนเงินคืนตามช่องทางการชำระเงินเดิม เฮ่อชวนก็เลยรู้เรื่องนี้อย่างรวดเร็วตอนที่ฉันไปห้างเฟอร์นิเจอร์เพื่อเลือกที่นอนใหม่ เขาก็โผล่มาจริงๆ ด้วยฉันเพิ่งจะลองเทสต์ไปได้แค่หลังที่สอง เสียงของเขาก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “อย่าแนะนำแบบที่นิ่มเกินไปให้เธอนะครับ”พนักงานขายหันกลับไปมองเฮ่อชวนเดินเข้ามา ใช้ฝ่ามือกดลงบนที่นอน “เอวเธอไม่ค่อยดี ถ้านิ่มเกินไปพรุ่งนี้เช้าเธอจะลุกไม่ขึ้นเอาน่ะครับ”พนักงานขายยิ้ม “คุณผู้ชายรู้ใจจังเลยนะคะ”เขาเผลอกระตุกยิ้มมุมปากโดยสัญชาตญาณ “แปดปีแล้วนี่ครับ”พอพูดจบสามคำนี้ ตัวเขาเองกลับชะงักไปก่อนฉันลุกขึ้นยืน “ฉันเอาหลังนี้แหละค่ะ”เฮ่อชวนยื่นมือออกมา “ฉันจ่ายเอง”แต่ฉันสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว“จ่ายเสร็จแล้วล่ะ”สีหน้าของเขาขรึมลงทันที “นี่เธอจะขีดเส้นแบ่งแยกกับฉันให้ชัดเจนขนาดนี้เลยหรอ?”“ก็บ้านของฉัน ที่นอนก็ต้องเป็นฉันซื้อสิ”“เมื่อก่อนฉันก็เป็นคน…”เขาพู
เฮ่อชวนยืนรออยู่หน้าประตูทั้งคืนตีสอง เขาก็ยังคงเคาะประตูอยู่“เปิดประตูหน่อย ฉันไม่เข้าไปหรอก ขอพูดด้วยแค่สองประโยค”“กระเพาะเธอไม่ค่อยดี อย่าปล่อยให้ท้องว่างแล้วไปนอนนะ”“เกาลัดวางไว้หน้าประตูแล้วนะ ถ้ามันเย็นชืดแล้วก็อย่ากินล่ะ”จนกระทั่งตีสี่ ในที่สุดเขาก็เลิกเคาะแต่กลับส่งข้อความมาประโยคหนึ่ง“โอเค เธอโกรธอยู่”“จะยกเลิกงานแต่งก็ไม่เป็นไร รอเธอหายโกรธเมื่อไหร่ เราค่อยจัดใหม่”ฉันจ้องมองข้อความสองประโยคนั้นอยู่นานมากจนถึงป่านนี้ เขาก็ยังคิดว่าฉันแค่กำลังงี่เง่าเรียกร้องความสนใจเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันจัดการยกเลิกทั้งออแกไนเซอร์ โรงแรม และช่างภาพงานแต่งทั้งหมดตอนเที่ยง เฮ่อชวนพุ่งมาหาฉันถึงใต้ตึกบริษัทนัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ พออ้าปากประโยคแรกก็ยังคงเป็น“กินข้าวเช้าหรือยัง?”ฉันเดินเบี่ยงหลบเขาเขาเดินตามมา“ทำไมถึงไปยกเลิกงานแต่งจริงๆ ฮะ?”“ก็เพราะว่าไม่แต่งแล้วไง”“สวี่จือเวย เมื่อคืนฉันก็ยอมให้เธอยกเลิกแล้วไง แล้วตอนนี้เธอยังจะมาปั้นปึ่งอะไรกับฉันอีก?”ฉันหยุดเดิน“นายคิดว่าฉันกำลังปั้นปึ่งเรียกร้องความสนใจจากนายอยู่หรอ?”“ถ้าไม่ใช่งั้นแ
ฉันถอดกุญแจบ้านออกจากพวงกุญแจ แล้ววางมันลงบนตู้รองเท้าพี่ชายหน้าถอดสี “แกกำลังทำอะไร?”“ก็พี่บอกเองไม่ใช่หรอว่าอีกเดี๋ยวฉันก็จะต้องแต่งเข้าบ้านตระกูลเฮ่อแล้ว?”ฉันกอดอัลบั้มรูปเอาไว้ “ที่นี่ก็ยกให้เธอไปเถอะ”เขาคว้าแขนฉันหมับ “จือเวย เมื่อกี้พี่แค่พูดเพราะโมโหนะ”ฉันก้มลงมองมือของเขา“แต่ผนังนั่นมันหายไปแล้วจริงๆ นี่”เขารีบปล่อยมือออกช้าๆ ราวกับโดนของร้อนผนังด้านหลังนั่นขาวโพลนจนแสบตาพี่ชายอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่ได้พูดคำว่า “เดี๋ยวพี่วาดกลับคืนให้ใหม่” ออกมาเขาเองก็คงรู้ดี ว่าลายมือของพ่อไม่มีทางวาดกลับคืนมาได้อีกแล้วฉันเดินออกจากประตูกุญแจดอกนั้นที่ใช้มาเป็นสิบปีถูกทิ้งไว้บนตู้รองเท้าและครั้งนี้ ฉันก็ไม่มีข้ออ้างที่จะกลับมาที่นี่อีกแล้ววันที่ไปจดทะเบียนสมรส เฮ่อชวนใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวที่ฉันชอบที่สุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนี้ เป็นตัวที่ฉันเลือกให้ตอนไปลองชุดสูทแต่งงานเป็นเพื่อนเขาพอเห็นหน้าฉัน เขาก็ยิ้มแฉ่ง “เป็นไง เชื่อฟังเมียแล้วดูเด็กลงใช่ไหม?”เขายื่นน้ำเต้าหู้ร้อนๆ มาให้ไม่ใส่น้ำตาล และไม่มีกลิ่นผักชีที่ฉันเกลียด“แต่งงานเสร็จกลับไปบ้านแ







