Masuk
ฟางซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาอยู่ในตอนนี้ พอมีงานแสดงและงานโฆษณาหลายตัวพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจ
วันนี้ก็เป็นเหมือนเคย เธอต้องเข้ากองถ่ายตั้งแต่เช้า วงการแสดงในประเทศจีน มีการแข่งขันที่สูงมาก หากหน้าตาและฝีมือการแสดงไม่ดีก็แทบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้ กว่าที่เธอจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้เลือดตาก็แทบกระเด็น
หลังจากทำงานไม่ได้หยุดพักมาเกือบสองปี สุดสัปดาห์ที่จะถึงผู้จัดการก็นำข่าวดีมาบอก ว่าเธอจะได้มีเวลาพักถึงสองวัน สวรรค์!!! สองวัน แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
“ฉันปิดเครื่องนะ อีกสองวันถึงจะเปิด” เธอโบกมือให้ผู้จัดการด้วยความยินดี
“เปิดไว้สิ!!! ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะได้ตามเธอได้”
“ไม่มีเรื่องด่วนหรอก ให้ฉันพักหน่อย ไปก่อน” เธอยิ้มอย่างสดใส วันหยุดพักที่แสนมีค่า ก็สมควรไปทำเรื่องที่สนใจสักที
ฟางซิน ชื่นชอบเรื่องเครื่องหอม กำยาน เธอติดต่ออาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้หลายคน หากมีเวลาว่าง แม้เพียงสามชั่วโมงหรือครึ่งวัน เธอก็มักจะไปขอคำชี้แนะอยู่เสมอ และเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์หลาง ก็โทรมายั่วน้ำลายเธอ
อาจารย์หลาง ได้ตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม เนื้อหาทั้งหมดเขียนถึงเครื่องหอม และวิธีทำกำยานในยุคโบราณ แม้ตัวอักษรจะเป็นตัวอักษรโบราณทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด ฟางซินเป็นนักแสดงย้อนยุคด้วย เธอย่อมต้องเรียนรู้ตัวอักษรโบราณอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถึงแม้จะไม่ได้เก่งจนจำได้หมดทุกตัว แต่ก็พอจะจับใจความในประโยคได้เล็กน้อย เธอจึงมั่นใจว่าตำราเล่มนั้นไม่ใช่อุปสรรค แต่เมื่อได้เห็นตำราเล่มจริง ใบหน้างามก็บิดเบี้ยวอย่างไม่น่ามอง
เธอแทบจะอ่านตัวอักษรด้านในไม่รู้เรื่อง อาจารย์หลางก็หมดหนทางเช่นกัน ถึงได้ยอมตัดใจยกให้เธอ
“หากผมอ่านได้ คงไม่ถึงมือคุณหรอก” อาจารย์หลางจ้องมองตำราในมือฟางซินอย่างเสียดาย
“อาจารย์ก็หาคนแปลให้ได้ไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงให้ฉันละ”
“ติดต่อไปแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะรับ คุณดูกระดาษด้านในจับแรงหน่อยก็คงจะหยุดติดมือ คุณหาคนแปลได้ ก็แบ่งให้ผมด้วยแล้วกัน”
ฟางซินยิ้มแห้งออกมา อาจารย์หลางคงคิดว่าเธอรู้จักอาจารย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องอักษรโบราณหลายคน จึงอยากจะให้เธอนำไปจัดการเสียมากกว่า
“ได้ค่ะ แล้วฉันจะติดต่อมา”
ฟางซินกลับที่พักพร้อมตำราโบราณ เธอลองใช้โปรแกรมแปลภาษาช่วยแปลก่อน แม้แต่โปรแกรมยังไม่สามารถแปลออกมาได้ เธอทำได้เพียงติดต่อไปยังอาจารย์ที่เคยสอนให้เธอเขียนและอ่านภาษาโบราณได้ ฟางซินติดต่อไปอยู่หลายคน จนอาจารย์หลิน แปลออกมาให้เธอได้หนึ่งหน้าตามที่เธอถ่ายรูปส่งไป
‘ซินซิน เธอพบของดีเลยล่ะ’ อาจารย์หลินส่งข้อความตอบกลับมา
เมื่อฟางซินเปิดอ่านดูก็ต้องยกมือขึ้นปิดปาก แค่เพียงหน้าเดียวก็บอกส่วนผสมที่ใช้ทำเครื่องหอมออกมาได้หนึ่งกลิ่น ตามจำนวนหน้าที่เห็นไม่ใช่ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีถึงหนึ่งร้อยกลิ่นเลยเหรอ
แต่รูปถ่าย แม้จะชัดเพียงใด หากไม่ได้เห็นของจริง อาจารย์หลินก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เธอแปลออกมาถูกต้องทั้งหมด ทั้งสองจึงนัดพบกันในอีกวัน ฟางซินมีเวลาเหลือเพียงอีกวันเท่านั้นที่จะอยู่กับสิ่งที่สนใจ หลังจากพบอาจารย์หลินแล้ว เธอยังคงต้องกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม
ที่ได้หยุดพักเป็นเพราะนักเขียนต้องแก้บท เรื่องใหม่ที่รับเล่น เพียงจะถ่ายไปได้เพียงไม่กี่ตอน ฟางซินรับบทเป็นตัวร้าย ตัวละครมีชื่อเดียวกับเธอเลย เพียงแต่ชีวิตรันทดเกินไป ถึงจะมีบทบาทที่โดดเด่นจนใกล้จะจบเรื่อง แต่ตอนจบของตัวร้ายย่อมไม่ตายดี
แล้วผู้ที่ฆ่าเธอยังเป็นพระรองของเรื่อง เพื่อเอาใจหญิงคนรัก ตอนที่ฟางซินอ่านบทยังรังเกียจพระรองคนนี้ไม่หาย นางเอกมีใจให้พระเอกเห็นๆ แต่เขาดันโง่ปักใจรักเพียงนางเอกของเรื่อง ตัวร้ายที่เธอแสดงจะเรียกว่าตัวร้ายก็คงไม่เต็มปาก เพราะไม่ได้คิดจะแย่งพระเอกจากนางเอกเสียหน่อย
ฟางซินในเรื่อง ยอดรักราชัน หลงรักพระรองที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เพียงแค่อิจฉานางเอกกลายเป็นวางแผนกลั่นแกล้งนางเอกอยู่หลายหน ซูเหยี่ยนจื้อ พระรองของเรื่อง ทั้งรังเกียจฟางซินและหาทางตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน จนสุดท้ายก็สังหารฟางซินทิ้ง ด้วยเรื่องใส่ร้ายนางเอกจนเสียชื่อเสียง
ที่ต้องแก้บทก็เป็นฟางซินเสนอ เธอเห็นว่านางร้ายมันร้ายไม่พอ หากเพียงกลั่นแกล้งและใส่ร้ายจะต้องฆ่าทิ้งทำไม จึงขอให้เขียนความร้ายกาจของฟางซินเพิ่ม เพื่อเรียกเรตติ้งทั้งทำให้ดูสมเหตุสมผลด้วย
หลังจากขลุกตัวอยู่กับอาจารย์หลินทั้งวัน ฟางซินก็ได้เครื่องหอมที่แปลเสร็จแล้วออกมาเพียงสามกลิ่นเท่านั้น กลิ่นแรกที่อาจารย์หลินส่งข้อความให้ ต้องปรับปรุงอีกหลายคำ พอเห็นตำราของจริง ตัวอักษรที่คล้ายกันหลายตัวจึงทำให้เสียเวลาไปไม่น้อย
ฟางซินจะทิ้งตำราไว้ให้อาจารย์หลิน แต่เธอไม่กล้าเก็บรักษาของล้ำค่าอย่างตำราเล่มนี้ จึงให้ฟางซินนำกลับมา แล้วครั้งหน้าหากมีเวลาค่อยนำมาให้เธอแปลใหม่ ฟางซินคิดว่า เพียงสามกลิ่นที่ได้มาเธอยังไม่รู้เลยจะมีเวลาทดลองทำเมื่อไหร่ จึงนำตำรากลับมาอย่างว่าง่าย
ก่อนนอน ตำราโบราณเล่มนั้นยังวางอยู่โต๊ะข้างหัวเตียง กระดาษที่แปลออกมาถูกวางทิ้งเอาไว้ข้างกัน ในมือของฟางซินเป็นบทละครที่ต้องเริ่มเข้าฉากในวันพรุ่งนี้แทน
กว่าจะทบทวนเพื่อให้จำได้อยู่หลายรอบ ฟางซินก็เข้านอนเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว
เสียงเรียกอยู่ข้างเตียง ทำให้ฟางซินที่กำลังนอนฝันหวานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ผู้จัดการจะเรียกเธอทำไมตอนนี้ นาฬิกาที่ตั้งเอาไว้ยังไม่ทันปลุกเลย ฟางซินจึงหันหน้าหนี พร้อมทั้งดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเอาไว้
แต่เพียงขยับร่างกาย ก็ต้องแปลกใจเมื่อมันปวดร้าวไปทั้งตัว เมื่อวานเธอก็ไม่ได้ออกกำลังกาย เพียงนอนอ่านบทละครเท่านั้น จะปวดเมื่อยไปทั้งตัวได้ไง
“ฮึก...คุณหนู” เสียงผู้หญิงสะอื้นออกมาไม่หยุด
ฟางซินเอาผ้าห่มออกจากหัวอย่างหงุดหงิด ดวงตาของเธอแทบจะลืมไม่ขึ้น หัวก็ปวดจนแทบจะระเบิดออกมา แต่เสียงเรียกยังไม่ยอมหยุด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นยินดี ราวกับว่าทำสำเร็จที่สามารถปลุกเธอขึ้นมาได้
“ยังไม่ถึงเวลาตื่นเลย เรียกทำไม”
เสียงภายในห้องเงียบลงทันที ฟางซินเองก็แปลกใจเหมือนกัน ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เมื่อวานผู้จัดการไม่ได้มาที่ห้องของเธอ อีกทั้งเธอก็อยู่เพียงคนเดียว ครอบครัวของเธออยู่ที่ต่างเมืองทั้งหมด แล้วจะมีคนอื่นอยู่ภายในห้องได้ไง
ฟางซินบังคับให้ตัวเองลืมตาขึ้นมอง สิ่งแรกที่เธอเห็น ห้องนอนหรูใจกลางเมืองปักกิ่ง เครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครันมันไม่มี!!! สิ่งที่เห็นคือเพดานห้องที่ทำด้วยไม้ ม่านมุ่งโปร่งแสงสีชมพูอ่อน ข้างเตียงยังมีเด็กผู้หญิงใบหน้าเปื้อนน้ำตามองมาที่เธออย่างดีใจ
แต่ที่ทำให้ฟางซินต้องกรีดร้องออกมาก็คือ ชุดที่เด็กคนนั้นสวมใส่ มันเป็นชุดโบราณกลางเก่ากลางใหม่
“คุณหนู!!! บ่าวเองเจ้าค่ะ เสี่ยวชิง” เสี่ยวชิงเข้าไปจับตัวฟางซินที่กำลังถอยหนีเอาไว้
นางเองก็ตกใจที่คุณหนูดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว เสียงวุ่นวายภายในห้อง ทำให้คนที่อยู่หน้าห้องร้องถามเข้ามา ทั้งยังมีหญิงชรา และสตรีวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแตกต่างกัน
หญิงชราดูเหมือนจะโล่งใจที่เห็นนางตื่นขึ้นมา แต่สตรีวัยกลางคนใบหน้าดำคล้ำดูไม่พอใจเท่าใดนัก น้ำเสียงที่พูดออกมายิ่งทำให้ฟางซินต้องตกใจเพิ่มไปอีก
“ซินซิน เจ้าจะแกล้งเสียสติหรือ ความผิดของเจ้าครั้งนี้อย่างไรก็อภัยไม่ได้ ตระกูลหลี่รอคำตอบอยู่ ในเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว เจ้าก็เล่าความจริงทั้งหมดออกมา”
องค์ชายใหญ่วัยสิบสองหนาว กลายเป็นสหายของซูเฉิงหานด้วยมีความชอบที่คล้ายกัน องค์ชายรองกับสนิทสนมกับเถียนฮวนซูถึงแม้จะเรียกได้ว่าองค์ชายทั้งสองสนิทสนมกับฝาแฝด แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เข้ามาเที่ยวเล่นในตำหนักเล่อฝูกงจู่ ด้วยบุตรสาวคนโตของซูเหยี่ยนจื้อ นับเป็นสาวงามไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ด้วยใบหน้าที่คล้ายฟางซินทำให้ซูเหยี่ยนจื้อหวงบุตรสาวคนโตของตนยิ่งนักซูเจียวหว่าน วัยเพียงหกหนาว ผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงอิ่ม ดวงตากลมโตสว่างราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็อดที่จะหลงรักไม่ได้ จ้าวอินเถาเองก็มักจะเรียกให้นางเข้าไปพบในวังหลวง แต่ก็น้อยครั้งนัก ซูเหยี่ยนจื้อมักจะอ้างว่าบุตรีคนโตของตนร่างกายอ่อนแอ จึงมิให้ออกจากตำหนักแต่บ่าวไพร่ในจวนต่างก็รู้ดีว่าหว่านวานน้อยคนนี้มีร่างกายอ่อนแอเสียที่ไหน นางติดซูเฉิงหานยิ่งกว่าพี่ชายฝาแฝดของนางเสียอีก หากซูเฉิงหานปีนต้นไม้ นางก็ปีนตามองค์ชายรอง เยี่ยจวิน มาหาเถียนฮวนซูที่จวนเพื่อสอบถามเรื่องบทกลอน ทั้งสองจึงพากันมาสนทนาที่ศาลาริมน้ำในสวนดอกไม้ตุบ “โอ๊ยยย” เสียงร้องของเด็กสาวตัวน้อยดังขึ้น เถียนฮวนซูรู้ได้ทันทีว่าเป็นน้องสาวของตนจึงได้รีบวิ่งไป
ผ่านมาสามปี เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นจนรู้ความ ฟางซินก็เริ่มตั้งครรภ์อีกครั้ง สี่คนพ่อแม่ลูกยังคงสลับไปพักระหว่างสองจวนอย่างเสมอเด็กแฝด พอเริ่มรู้ความ จึงพบความแตกต่างของตนเอง เหตุใดทั้งสองจึงใช้แซ่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งเหตุใดท่านพ่อถึงไม่ได้พักอยู่ในตระกูลซู แต่มาอยู่ในตำหนักกงจู่ของท่านฟางซินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เข้าใจง่ายให้ทั้งสองได้รับรู้ หลังจากที่ซูเฉิงหานได้รู้ว่าต่อไป ตนเองจะต้องไปอยู่ตระกูลซูก็เริ่มไม่สดใสร่าเริงเช่นเดิม“หานเออร์ ไม่รักท่านปู่ท่านย่าหรือ เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ต่อไปต้องปกป้องน้องๆ ทุกคน ซูเออร์เป็นน้องชายของเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะใช้คนละแซ่กับเจ้า แต่ก็เกิดจากข้าและท่านแม่ของเจ้าเหมือนกัน ยามนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องให้เจ้าสองพี่น้องใช้ต่างแซ่ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้าใจพ่อและแม่” ซูเหยี่ยนจื้อค่อยๆ พูดสอนสองพี่น้อง ที่ดูจะมึนงง ยังไม่เข้าใจเรื่องราวกระจ่างนัก“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าใช้แซ่ซูหรือแซ่เถียนไม่สำคัญ แต่ท่านจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟางซินมองบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาสวมกอด“แม่กับพ่อจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร หานเออร์ ใช้แซ่
มีเพียงชุนมามาที่ยังมีสติ นางอดขำกับท่าทางโง่งมของนายท่านไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มขอบคุณหมอหลวง ก่อนจะพาเดินออกไปส่งด้านนอก และมอบตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้อย่างใจกว้าง ชุนมามายังส่งสาวใช้ไปแจ้งที่จวนตระกูลซูและจวนกั๋วกงเรื่องที่ฟางซินนางตั้งครรภ์แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้ ก็ให้เสี่ยวชิงเป็นผู้นำไปมอบให้แทนอ้อ...ลืมบอกไป เสี่ยวชิงแต่งงานกับอาต๋าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้รับสินสอดและสินเดิมจากฟางซินไปไม่น้อย เรียกได้ว่า หากออกไปตั้งตัวก็ทำให้อยู่อย่างสุขสบายได้ เพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างผู้เป็นนายต่อไปซูเหยี่ยนจื้อก้มมองท้องที่ยังมองไม่ออกของฟางซินอย่างยินดี องค์รัชทายาทได้พระโอรสพระองค์แรกจากจ้าวอินเถา เมื่อห้าเดือนก่อน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เฟยเมี่ยวตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง หากจะบอกว่าเป็นความชอบของฟางซินก็ย่อมได้ เมื่อนางเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายให้เฟยเมี่ยวกินดื่มมาหลายเดือน“ข้าเป็นอันใดไป” ฟางซินรู้สึกมึนหัวจนไม่อาจลุกขึ้นนั่งได้“เจ้าตั้งครรภ์แล้วซินซิน” ซูเหยี่ยนจื้อล้มตัวลงนอนด้านข้างของนาง พร้อมทั้งดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนท้อง
สองสามีภรรยาคู่ใหม่ ยกน้ำชาคารวะผู้อาวุโสทุกคนในจวนตระกูลซู ผู้อาวุโสมอบของขวัญให้ทั้งคู่ ก่อนจะลุกกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง และเริ่มนำของที่เตรียมมามอบให้ทุกคนในตระกูลซูซูเหวินและหลางซื่อสีหน้าเหมือนกลืนหวงเหลียนอย่างไรอย่างนั้น ข้าวของที่ฟางซินนำมามอบให้ ห้าคันรถ บ้ารองได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับหมิงม่านนางได้เครื่องประดับ ผ้าไหมเนื้อดี ของเล่นที่ฟางซินนางเลือกมีอีกหนึ่งหีบใหญ่“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านไม่ลืมน้องสาวเช่นข้าแน่นอน” หมิงม่านถือกำไลสีเลือดไว้ในมืออย่างชอบใจ ตอนนี้นางอายุใกล้เก้าหนาวแล้ว ย่อมต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร หากไม่มีสิ่งใดทำ ไว้ไปค้างที่ตำหนักของข้าหลายวันๆ ก็แล้วกัน”“จริงนะเจ้าคะ พี่ใหญ่ท่านอย่าห้ามข้าเล่า” หมิงม่านยกมือห้ามซูเหยี่ยนจื้อที่เหมือนอยากจะห้ามไม่ให้นางไป“หึ พูดมากเกินไปแล้ว เจ้าจะไปทำไม ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์หญิงหรืออย่างไร” ซูเหยี่ยนจื้อปรายตามองหมิงม่าน จนนางต้องหุบปากและนั่งเล่นกำไลในมือไปแทนหลังจากกินมื้อเข้าร่วมกับทุกคน ซูเหยี่ยนจื้อแยกตัวไปพูดคุยกับซูยวนที่ห้องตำรา หลางซื่อที่ไม่รู้จ
สหายคนอื่นต่างก็ทยอยเข้ามาคารวะสุราซูเหยี่ยนจื้อ องค์รัชทายาทรั้งอยู่หลังจากหานตงฉางถูกพาออกไปแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ด้วยเห็นสายตาของสหายที่มองมาอย่างขอความเห็นใจ หากองค์รัชทายาทยังไม่เสด็จกลับ ซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่อาจปลีกตัวหลบหนีเข้าห้องหอได้ซูเหยี่ยนจื้อเดินวนคารวะสุรามงคลทุกคนครบหนึ่งรอบก็แอบหนีเข้าห้องหอไปแล้ว ฟางซินหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนาหลายชั้นออก ชุนมามาก็นำอาหารเข้ามาให้นางรองท้องก่อน ยังทานไม่เรียบร้อย ซูเหยี่ยนจื้อก็เดินโซเซเข้ามาในห้องหอ โดยมีอาต๋าและเสี่ยวไฉช่วยประคองเข้ามา“บ่าวจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเหลือบมองอาต๋าอย่างเขินอายก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป“ท่านกินอะไรมาหรือยัง” ฟางซินถลึงตามองซูเหยี่ยนจื้อที่จ้องมองนางราวกับอยากจะกลืนกินลงไปตอนนี้เสีย ทั้งที่ผ่านในห้องยังมีคนอยู่ไม่น้อยเลย“ไม่กินแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด” ซูเหยี่ยนจื้อส่งสายตาให้ชุนมามาพาสาวใช้ภายในห้องออกไป“เจ้าค่ะ” ชุนมามาอมยิ้มก่อนจะโบกมือให้สาวใช้พาออกไป ดูท่าน้ำแกงสร่างเมาคงไม่ต้องดื่มแล้วซูเหยี่ยนจื้อยิ้มกรุ้มกริ่มมองฟางซินที่เริ่มจะระแวงแล้ว “ทะ ท่าน ท่านจะอาบน้ำก่อนหร
ซูเหยี่ยนจื้อที่โดนถากถางกับมีสีหน้าระรื่นยิ้มรับเรื่องสนุกที่เกิดขึ้น “พระองค์มิทรงอยากมาอยู่กับกระหม่อม เหตุใดถึงไม่กลับไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ” องค์รัชทายาทจะกลับได้อย่างไร ทั้งเฟยเมี่ยวและจ้าวอินเถา ต่างรบเร้าให้เขาช่วยออกหน้ามาอยู่ที่จวนตระกูลซู เพื่อแสดงให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า องค์รัชทายาทเห็นด้วยที่ซูเหยี่ยนจื้อแต่งเข้าตำหนักกงจู่ และให้ความสำคัญกับทั้งสองคนมากเพียงใดหานตงฉางเองก็มาร่วมด้วยเช่นกัน ภรรยาของตนมิอาจกลับมาช่วยเหลืองานที่บ้านเดิมได้ และซูเหยี่ยนจื้อเองก็เป็นสหายของเขา ตอนที่เขาเองจึงต้องมานั่งเบื่อไม่ต่างจากองค์รัชทายาทหานตงฉางอดจะถากถางออกมาไม่ได้ “เจ้านี่มัน...ช่างทำให้ผู้คนอิจฉาไม่จบสิ้นเสียจริง แต่งช้ากว่าสหายคนอื่น ทั้งยังไม่ต้องช่วยผู้ใดออกสินสอด แต่พวกข้าต้องนำของมาช่วยเติมสินเจ้าบ่าวให้เจ้า”“เจ้าเปลี่ยนมาแต่งเข้าตระกูลซูดีหรือไม่ ข้าจะได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าดูแลแทน”“พอเลย!!! ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ามิได้พูดง่ายเช่นเจ้า อีกอย่างข้ายังต้องสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต่อจากบิดา จะยอมยกให้เจ้ารองผู้โง่เขลาได้อย่างไร” แต่ละจวนก็มีเรื่องภายในจวนที่แตกต่างออกไป จวนกั๋ว







