Masukสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปในทันที ในที่สุดเสียงแหบแห้งของเขาก็เอ่ยคำ “เพียงใช้สายตามองและจับชีพจรคราเดียวกลับรับรู้ได้ถึงอาการโดยละเอียด ช่าง...ล้ำเลิศโดยแท้” เขายิ้มเยาะที่มุมปาก “ทว่าน่าเสียดายแม้รู้ก็ใช่ว่าจะสามารถรักษา”
เงียบกริบ...
นางลุกขึ้นยืนจากนั้นมองบุรุษอีกคนที่มองนางด้วยความหวัง “ข้าช่วยเพียงคนที่อยากมีชีวิตอยู่เท่านั้น”
ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึก มองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ทว่าเจ้าตัวที่เป็นคนไข้กลับหัวเราะ “ไม่มีผู้ใดอยากตายหากมีทางรอด” เขามีท่าทางสิ้นหวังจนนางรับรู้ได้
“ผู้ที่บอกว่าไม่อยากตายเหตุใดจึงออกมาจากเมืองหลวงที่มีหมอฝีมือดีมากมาย” นางต่อคำกับเขาโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาจากเมืองหลวง!” หนึ่งในคนคุ้มกันปราดเข้ามาพร้อมท่าทางราวจะชักกระบี่ หญิงสาวมองเขาด้วยใบหน้าเย็นชา
“ที่นี่เมืองอวี่หยาง ตะวันออกคือเมืองหลวง ตะวันตกคือเมืองหั่วซี ถนนด้านหลังพวกท่านมุ่งตรงมาจากเมืองหลวง ในเมื่อพวกท่านมาจากทางนั้นก็ต้องมาจากเมืองหลวง ผู้ใดมีสติปัญญาย่อมบอกได้ในทันที” นางมองเขาราวกับมองคนโง่งม อีกฝ่ายชะงักหน้าม้านไปทันที
ชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมจิ้งจอกผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองนาง “ไม่ผิด ข้ามาจากเมืองหลวง แต่หากที่นั่นมีหมอฝีมือดีจริง เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องออกมาจากเมืองหลวง กระทั่งดั้นด้นจนถึงมาที่นี่”
“เช่นนั้นไม่ดีกว่าหรือหากให้คนเสาะหาหมอมือดีส่งกลับไป ดั้นด้นออกมาทั้งที่ร่างกายไม่อาจทานความหนาวเหน็บ เช่นนี้มิใช่การรนหาที่?” นางกล่าวจบเริ่มดึงซองเข็มออกคลี่ สายตาของเขาจับจ้องมาที่ใบหน้าเรียบเฉยของนาง เซี่ยจื่อเตี๋ยกล่าวต่อ “หรือว่าไม่กลัวตาย?”
เสียงสูดหายใจดังขึ้นโดยรอบ พร้อมกันนั้นก็มีเสียงฟ้าผ่าลงมาเสียงดังลั่น ทารกแรกเกิดสะดุ้งร้องไห้จ้าเพราะตกใจ ทว่าหญิงสาวกลับสบตากับเขานิ่ง...นาน
“ความตายนั้นไม่น่ากลัว” เขากล่าว
นางหัวเราะ “เคยตายหรือจึงรู้ว่าไม่น่ากลัว” นางเคยมาแล้วจึงบอกได้เลยว่ามันน่ากลัวมาก ดิ้นรนทุรนทุรายอย่างไรก็เต็มไปด้วยความมืดมนและสิ้นหวัง กระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ยังน่าหวาดวิตกไม่มีวันลืม “ถอดเสื้อ” นางสั่ง
ทุกคนขยับตัวแต่นางมองไปยังกุนซือผู้นั้น “หากอยากช่วยก็หาอะไรมากั้นรอบตัวเขาอย่าให้ลมเข้ามา”
ทุกคนมองไปยังกุนซือ เสียงแหบของชายหนุ่มออกคำสั่ง “กุนซือว่านทำตามที่นางบอก”
“ขอรับ”
ไม่มีฉากกั้น ไม่มีผ้านวมหนานุ่มเพียงพอ ดังนั้นที่ทำได้ก็คือ...กำแพงมนุษย์ เซี่ยจื่อเตี๋ยมองคนคุ้มกันของชายหนุ่มด้วยสายตาอึ้งงัน
“ถอดเสื้อข้าจะฝังเข็มปกป้องหัวใจเอาไว้ก่อน” นางสั่งอีกครั้งจากนั้นจึงยื่นมือออกไปแหวกสาบเสื้อของเขาออก บาดแผลหลายแห่งบนหน้าอกแกร่งยังคงอยู่ มีที่หายแล้ว ยังไม่หาย เพิ่งสมานตัวดี และแผลเป็น
หญิงสาวมองประเมินครู่หนึ่งด้วยสายตาที่ไม่แม้แต่จะวูบไหว ลงมือฝังเข็มด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตลอดเวลารับรู้ว่าชายหนุ่มหล่อเหลากำลังจ้องมองมา
“บาดแผล” นางมองเขา
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบาง... บุรุษผู้นี้มีใบหน้าซึ่งสวรรค์ประทานมาให้ ทว่าน่าเสียดายที่ชีวิตนี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายผุกร่อนที่พร้อมจะขาดลงทุกเมื่อ
นางหยิบมีดสั้นออกมาเล่มหนึ่ง ยังไม่ทันได้ดึงออกจากฝัก กระบี่ยาวก็พาดลงมาที่ลำคอ นางถอนหายใจ “ได้ เช่นนั้นก็ขุดหลุมเอาไว้รอฝังเขาได้เลย ข้าให้เวลาเขาไม่เกิน...สองวัน”
กระบี่ที่พาดลงมาสั่นไหวเล็กน้อย นางเก็บของกลับเข้าที่ เสียงเอ่ยถามจึงดังขึ้น “แล้วหากข้าเชื่อเจ้า ข้าจะอยู่ได้อีกกี่วัน”
“วันต่อวัน อาจจะมากกว่าสามวัน สามเดือน หรือสามปี ไม่มีผู้ใดบอกได้ ก่อนหน้านี้ท่านบอกเองว่าที่เมืองหลวงไม่มีหมอที่ยอมรักษาท่าน ตอนนี้ข้าเพียงบอกได้ว่าท่านต้องตายอย่างแน่นอน รู้หรือไม่ว่าอุปสรรคของหมอที่ทำหน้าที่รักษา อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุด”
“อะไรหรือ” เขายิ้มทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา เห็นชัดว่าเขาได้ยอมแพ้กับชีวิตนี้ไปแล้ว และไม่เชื่อว่านางสามารถช่วยเขาได้
“คนไข้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ” นางกล่าวประโยคที่ทำให้ดวงตาเขาเปลี่ยนไป มีความงุนงงเล็กน้อยในดวงตาคมคู่นั้น นางกล่าวต่อ “หากจะรักษาอย่างน้อยคนไข้ต้องอยากอยู่ต่อ อยากรอดตาย อยากมีชีวิต มีความหวัง ทว่าท่านไม่มีเลยทั้งหมดนั้น นี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของคนเป็นหมอ”
เขา...มองนาง “แล้วหากข้าไม่อยากตายเล่าต้องทำอย่างไร”
“แผล” นางตอบ กุนซือว่านผู้นั้นนั่งลงข้างๆ นาง ชี้มือไปยังขาข้างหนึ่งที่เหยียดยาวของชายหนุ่ม นางมองเขาจากนั้นเปิดผ้าคลุม
หญิงสาวดึงมีดสั้นออกจากฝัก คนรอบตัวขยับทันทีแต่มือใหญ่ยกขึ้นห้าม เซี่ยจื่อเตี๋ยไม่ได้เงยหน้ามอง ไม่ได้สนใจ นางลงมือกรีดกางเกงของเขาเป็นทางยาว มองบาดแผลที่ถูกผ้าพันเอาไว้ เลือดสีดำยังคงซึมออกมา มีกลิ่นบางอย่างปะปนมากับเลือด นางค่อยๆ แกะผ้าที่พันออกจนหมด ขมวดคิ้วมองแผลของเขาที่ติดเชื้อจริงๆ
สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปในทันที ในที่สุดเสียงแหบแห้งของเขาก็เอ่ยคำ “เพียงใช้สายตามองและจับชีพจรคราเดียวกลับรับรู้ได้ถึงอาการโดยละเอียด ช่าง...ล้ำเลิศโดยแท้” เขายิ้มเยาะที่มุมปาก “ทว่าน่าเสียดายแม้รู้ก็ใช่ว่าจะสามารถรักษา”เงียบกริบ...นางลุกขึ้นยืนจากนั้นมองบุรุษอีกคนที่มองนางด้วยความหวัง “ข้าช่วยเพียงคนที่อยากมีชีวิตอยู่เท่านั้น”ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึก มองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ทว่าเจ้าตัวที่เป็นคนไข้กลับหัวเราะ “ไม่มีผู้ใดอยากตายหากมีทางรอด” เขามีท่าทางสิ้นหวังจนนางรับรู้ได้“ผู้ที่บอกว่าไม่อยากตายเหตุใดจึงออกมาจากเมืองหลวงที่มีหมอฝีมือดีมากมาย” นางต่อคำกับเขาโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาจากเมืองหลวง!” หนึ่งในคนคุ้มกันปราดเข้ามาพร้อมท่าทางราวจะชักกระบี่ หญิงสาวมองเขาด้วยใบหน้าเย็นชา“ที่นี่เมืองอวี่หยาง ตะวันออกคือเมืองหลวง ตะวันตกคือเมืองหั่วซี ถนนด้านหลังพวกท่านมุ่งตรงมาจากเมืองหลวง ในเมื่อพวกท่านมาจากทางนั้นก็ต้องมาจากเมืองหลวง ผู้ใดมีสติปัญญาย่อมบอกได้ในทันที” นางมองเขาราวกับมองคนโง่งม อีกฝ่ายชะงักหน้าม้านไปทันทีชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมจิ้งจอกผู้นั้นเงยหน้า
ศาลเจ้าร้างถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างเอื้ออาทร กลุ่มคนที่มาใหม่มีท่าทีระแวดระวัง มีเพียงชายคนหนึ่งที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยถาม “คลอดกลางทางหรือ”“เจ้าค่ะ/ขอรับ ยังดีที่ไปรับท่านหมอมาทันเวลา”ชายผู้นั้นหันมามองนางกับเสี่ยวฟาง จากนั้นก็เดินกลับไปหาผู้เป็นนาย หญิงสาวมองเห็นเพียงรองเท้าปักสีน้ำเงินเข้ม ขอบของรองเท้าหุ้มแข็งมีด้านสีทองปักเป็นรูปกระเรียนสีเงิน เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ คลุมทับและปกปิดใบหน้าของชายผู้นั้นชายใจดีคนแรกที่เอ่ยถามท่าทางคล้ายกุนซือ บุคลิกราวกับบัณฑิตแต่ก็สูงส่งกว่านั้นเขามองประเมินทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าสุขุมน่าเชื่อถืออีกทั้งยังน่าจะเป็นคนใจเย็นระดับหนึ่ง...เสียงไอดังแว่วมาเป็นระยะ คนคุ้มกันชุดดำแยกกันโอบล้อมเป็นวงกลม มีเสียงสนทนาดังขึ้นแผ่วเบา“มิสู้พวกเราแบ่งชาร้อนๆ ไปให้พวกเขา อย่างไรก็เป็นคนเดินทางเหมือนกัน” คุณชายตระกูลซวีที่ในใจยินดีที่ฮูหยินและบุตรปลอดภัย เขาเสนอแบ่งปันชาร้อนและหมั่นโถวให้คนอีกกลุ่มฝ่ายนั้นรับเอาไว้ด้วยความยินดี ทว่าหญิงสาวก็ยังมองเห็นว่าก่อนจะถูกส่งไปให้ผู้เป็นนายของกลุ่ม ก็ยังมีคนคุ้มกันผู้หนึ่งจิบชาและกินหมั่นโถวก่อน...สาย
วิชาแพทย์ไม่ว่าจะแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณ เป้าหมายก็ล้วนไม่ต่างกัน นั่นก็คือการช่วยชีวิตและบรรเทาความเจ็บป่วยให้ผู้คน เซี่ยจื่อเตี๋ยค่อยๆ เรียนรู้จากเซี่ยเหอพร้อมๆ กับการอ่านตำรับตำราต่างๆ ของบรรพบุรุษที่จดบันทึกเอาไว้ ความน่าสนใจของการฝังเข็ม ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรที่แม้แต่สิ่งที่ปลูกเอาไว้หลังบ้านก็ยังมีและสามารถนำมาใช้ร้านหมอตระกูลเซี่ยแห่งเมืองอวี่หยาง เดิมทีชาวบ้านก็รู้จักและนับถือ บัดนี้มีนางเพิ่มเข้ามาเป็นท่านหมออีกคน แน่นอนว่าทุกคนย่อมสงสัยใคร่รู้หญิงสาวกับเซี่ยเหอแลกเปลี่ยนความรู้ ความสงสัย กระทั่งนำมาปรับใช้เพื่อรักษาคนเจ็บป่วย แรกๆ เซี่ยเหอสงสัยนาง ทว่านางคัดลอกตำราออกมาหลายเล่ม กล่าวอ้างว่าเคยอ่านตำราจากเมืองหลวง ใช้การรักษาแบบปัจจุบันในการโต้แย้งการรักษาตามแบบโบราณ บอกเขาในเรื่องจุดเด่น จุดด้อย กระทั่งกระบวนการของร่างกายมนุษย์ภาพวาดกลไกต่างๆ ของร่างกาย ทั้งหญิงและชาย ส่วนที่เหมือน ส่วนที่แตกต่าง กระทั่งในที่สุดเซี่ยเหอก็ค่อยๆ ยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังคงไม่อาจเข้าใจ ไม่อาจยอมให้นางกระทำ นั่นก็คือ...การผ่าตัดข่าวการศึกทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน ชายแดนทางเหนือเกิดสงคราม
เรื่องราวที่ได้รู้ช่วงที่นอนอยู่บนรถม้า ล้วนผ่านการบอกเล่าของเสี่ยวฟางที่สนทนากับเซี่ยเหอ หญิงสาวค่อยๆ ซึมซับและจดจำสิ่งที่ได้ยินเดิมทีตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลหมอมาห้าอายุคน บิดาของหญิงสาวเคยช่วยชีวิตนายท่านตระกูลหวัง สองตระกูลจึงผูกพันผ่านการหมั้นหมายและคำสัญญาหวังคุ่นเดิมทีก็มีคนรักอยู่แล้ว เพียงแต่ชาติตระกูลต่ำต้อยถูกรับเข้าจวนเป็นอนุคอยอุ่นเตียง อีกฝ่ายตั้งครรภ์และคลอดบุตรอายุหกขวบปี จากนั้นหวังคุ่นก็แต่งเซี่ยจื่อเตี๋ยเป็นฮูหยิน...ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กชายคนที่นางช่วยชีวิต ก็คือเขา หวังเหยียนฟังว่าอยู่ๆ อนุผู้นั้นของหวังคุ่นก็หนีหายทิ้งเอาไว้เพียงจดหมาย ผู้คนจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะเซี่ยจื่อเตี๋ยที่เป็นต้นเหตุ หญิงสาวถูกรังเกียจ ถูกมองว่าเป็นฮูหยินที่อิจฉาริษยาแม้กระทั่งกับอนุ อยู่ในจวนท่ามกลางความเย็นชาห่างเหินในวันที่เกิดเรื่องเสี่ยวฟางไม่อยู่ที่เรือน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทั้งคุณชายน้อยตระกูลหวังกับเซี่ยจื่อเตี๋ยจึงตกลงไปในสระบัว กระทั่งมีคนเห็นว่าหญิงสาวกำลังบีบคอหวังเหยียน เป็นเหตุให้ตระกูลหวังมีโอกาสได้หย่าขาดและขับไล่หญิงสาวออกมาที่สำคัญยังใช้ข้ออ้างมากมายเพื่อยึดทุกสิ่งไป ทั้ง
ในห้องเก็บฟืนอากาศหนาวเย็น หญิงสาวนอนขดด้วยสภาพน่าเวทนา เสื้อผ้าเปียกชุ่มไม่ได้ผลัดเปลี่ยน ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าของคนเฝ้าเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามา หญิงสาวเป็นไข้ทั้งคืนเนื้อตัวร้อนรุ่มทว่ากลับหนาวสั่น น้ำไม่ได้ดื่ม ไม่มีอาหารถูกส่งเข้ามา แม้แต่ที่นั่งก็เป็นเพียงกองฟางส่งกลิ่นเหม็นอับเสียงพูดคุยด้านนอกทำให้รู้ว่านางเป็นที่รังเกียจของคนที่นี่ถึงเพียงใดสาวใช้นางหนึ่งกระซิบเรียกอยู่ตรงช่องลมริมผนัง “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”นี่เป็นครั้งที่สองที่นางได้พบกับเสี่ยวฟาง อีกฝ่ายแอบมาหาเมื่อคืนตอนกำลังสะลึมสะลือ สอดชามที่มียาอุ่นๆ มาให้เพื่อให้หญิงสาวดื่มดับความหนาวเหน็บ ยังมีหมั่นโถวเย็นชืดทว่าก็พอประทังชีวิต อีกฝ่ายเรียกนางว่าฮูหยินน้อย แถมยังบอกให้นางอดทนท่านหมอเซี่ยกำลังจะมาแล้วจื่อเตี๋ยเป็นไข้สติยังไม่คงที่ ส่งเสียงพูดยังยากเพราะเจ็บคอและใบหน้าระบมลามไปทั้งอุ้งปาก ยาอุ่นๆ ถูกสอดเข้ามาอีกชาม นางรับมาด้วยมือสั่นเทาและจิบเข้าไปให้ได้มากที่สุด ไม่นานเสียงของเสี่ยวฟางก็เงียบไปถูกขังอยู่นานไม่รู้วัน...ไม่รู้เวลา หลับๆ ตื่นๆ อยู่เช่นนั้นกระทั่งในที่สุดประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเปิดออก ผู้ม
สายน้ำเย็นเยียบพรั่งพรู ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าไปถึงไขกระดูก ร่างกายแข็งชาเริ่มรวดร้าว หน้าอกอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะทานทน มือทั้งสองข้างที่พยายามแหวกว่ายเริ่มอ่อนแรง ชีวิตที่ดิ้นรนกำลังจะจบสิ้นชั่วอึดใจที่สติกำลังจะดับมอด จื่อเตี๋ยดันร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนกลับขึ้นไปบนฝั่ง ในใจอวยพรให้หนุ่มน้อยที่ตนเสี่ยงชีวิตกระโดดลงมาช่วยให้รอดชีวิตตกลงมาสองชีวิตอย่างน้อยก็รอดไปได้หนึ่ง... เพียงเท่านี้ก็ไม่ขออะไรอีกแล้วท่ามกลางพายุที่โหมกระโชก บนสะพานที่อัดแน่นไปด้วยรถที่เกิดอุบัติเหตุ หญิงสาวไม่ลังเลที่จะกระโดดลงมาช่วยเด็กที่กระเด็นตกลงไปในน้ำ ทว่าตอนที่กำลังพยายามช่วยกลับโดนเด็กที่ตกใจกอดรัด หญิงสาวพยายามเข้าหาอย่างถูกวิธี ทว่าคนกำลังตื่นตระหนกก็เรี่ยวแรงมากเหลือเกิน เมื่อดิ้นรนจนกอดหญิงสาวเอาไว้แน่น ทันทีที่ทั้งสองเริ่มหมดแรงก็จมลงไปพร้อมๆ กันห้วงสุดท้ายของคุณหมอสาว จื่อเตี๋ยอมยิ้มกับตัวเองและพยายามคิดในแง่ที่ดี อย่างน้อยตัวหญิงสาวเองก็มีโอกาสได้ใช้ชีวิตมาแล้วช่วงหนึ่ง ตายไปตอนนี้ก็อาจจะมีคนพูดถึงในแง่ดี เพราะช่วยมาได้อีกหนึ่งชีวิต ให้เด็กคนนั้นมีโอกาสได้ใช้ชีวิตมากกว่านี้ ได้เข้า







