Se connecterศาลเจ้าร้างถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างเอื้ออาทร กลุ่มคนที่มาใหม่มีท่าทีระแวดระวัง มีเพียงชายคนหนึ่งที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยถาม “คลอดกลางทางหรือ”
“เจ้าค่ะ/ขอรับ ยังดีที่ไปรับท่านหมอมาทันเวลา”
ชายผู้นั้นหันมามองนางกับเสี่ยวฟาง จากนั้นก็เดินกลับไปหาผู้เป็นนาย หญิงสาวมองเห็นเพียงรองเท้าปักสีน้ำเงินเข้ม ขอบของรองเท้าหุ้มแข็งมีด้านสีทองปักเป็นรูปกระเรียนสีเงิน เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ คลุมทับและปกปิดใบหน้าของชายผู้นั้น
ชายใจดีคนแรกที่เอ่ยถามท่าทางคล้ายกุนซือ บุคลิกราวกับบัณฑิตแต่ก็สูงส่งกว่านั้นเขามองประเมินทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าสุขุมน่าเชื่อถืออีกทั้งยังน่าจะเป็นคนใจเย็นระดับหนึ่ง...
เสียงไอดังแว่วมาเป็นระยะ คนคุ้มกันชุดดำแยกกันโอบล้อมเป็นวงกลม มีเสียงสนทนาดังขึ้นแผ่วเบา
“มิสู้พวกเราแบ่งชาร้อนๆ ไปให้พวกเขา อย่างไรก็เป็นคนเดินทางเหมือนกัน” คุณชายตระกูลซวีที่ในใจยินดีที่ฮูหยินและบุตรปลอดภัย เขาเสนอแบ่งปันชาร้อนและหมั่นโถวให้คนอีกกลุ่ม
ฝ่ายนั้นรับเอาไว้ด้วยความยินดี ทว่าหญิงสาวก็ยังมองเห็นว่าก่อนจะถูกส่งไปให้ผู้เป็นนายของกลุ่ม ก็ยังมีคนคุ้มกันผู้หนึ่งจิบชาและกินหมั่นโถวก่อน...
สายลมพัดโหมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ น้ำฝนสาดซัดทำให้ทุกคนถอยร่นเข้าไปด้านในสุด เช่นกันกับคนกลุ่มนั้นที่ขอเข้ามาแบ่งที่พำนักซึ่งฝนสาดเข้ามาไม่ถึง
เสียงไอถี่ๆ ดังขึ้นอีกครั้งเพราะอากาศที่หนาวเหน็บลงเรื่อยๆ ขณะที่หญิงสาวนั่งหลับตาพิงไหล่เสี่ยวฟาง นางพลันได้ยินคุณชายตระกูลซวีสนทนากันกับกุนซือคนเมื่อครู่
“แม่นางเซี่ยเป็นหมอ มิสู้ให้นางช่วยดูอาการของคุณชายท่านนั้น ฟังเสียงแล้วเขาน่าจะอาการมิสู้ดี อากาศเย็นเยียบอาการป่วยคงกำเริบกระมัง”
ทุกสายตาหันมามองนาง เซี่ยจื่อเตี๋ยมองไปยังบุรุษในชุดคลุมขนจิ้งจอก ทว่านางกลับไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย
“ไม่รบกวนจะดีกว่า” ผู้ที่ตอบกลับยังคงเป็นกุนซือคนเดิม นอกจากเสียงไอตั้งแต่มาถึง ก็ไม่เคยมีเสียงพูดของผู้เป็นนายซึ่งถูกห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลาดังมาให้ได้ยิน
หญิงสาวปิดปากหาวจากนั้นหลับตาลงงีบ อากาศยิ่งมาก็ยิ่งหนาวเหน็บเสียงไอยิ่งดังขึ้นถี่รัวไม่หยุด ในที่สุดเซี่ยจื่อเตี๋ยก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเดินไปรินชาร้อน จิบไปได้คำหนึ่งก็มีเสียงของความวุ่นวายดังอีกฟาก
“ท่านหมอ ไม่ทราบว่าพอจะรบกวนสักครู่ได้หรือไม่” ในที่สุด...
หญิงสาววางจอกชาร้อนและเดินเข้าไป เสี่ยวฟางถูกกันเอาไว้ด้านหลัง หญิงสาวส่ายหน้าให้สาวใช้บอกไม่เป็นไร จากนั้นจึงเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ บุรุษที่สวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอก
เขา...หมดสติไปแล้ว
ดวงตาถูกเสื้อคลุมบดบังจนถึงสันจมูก มองเห็นเพียงริมฝีปากรูปกระจับที่แดงเรื่อเนื่องจากเพิ่งกระอักเลือด ผิวขาวซีดนวลเนียนราวกับไม่เคยโดนแดด แนวกรามคมกริบ ร่างกายที่ดูกำยำหากแต่กล้ามเนื้อกลับถูกแทนที่ด้วยไขมันส่วนเกิน คล้ายกับว่าเดิมทีชายหนุ่มผู้นี้ก็เป็นผู้ที่ฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ ทว่าอาการป่วยทำให้เขาไม่ได้ออกแรงนานๆ กล้ามเนื้อที่มีค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อที่ไร้ประโยชน์
ดูจากร่างกาย แขน ขา เขาน่าจะเพิ่งป่วยเมื่อไม่นานมานี้...อาจจะสามเดือน ห้าเดือน ไม่มากไปกว่านั้น
ชีพจรเต้นอ่อนมากทั้งยังสับสน เมื่อเอื้อมมือไปเพื่อเปิดหมวกมือของนางกลับถูกคว้าเอาไว้ แม้ดูแล้วไร้เรี่ยวแรง หากแต่กลับกุมแน่นจนนางรู้สึกเจ็บ
เจ้าของมือนั้นค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง นางจ้องมองดวงตาที่ค่อยๆ โผล่ออกมาจากหมวกคลุมขนจิ้งจอก
สวรรค์!! บุรุษล้ำเลิศผู้นี้หล่อเหลาจนนางขนลุก ริมฝีปากรูปกระจับน่ามองอวบอิ่มราวอิสตรี จมูกโด่งคมสันกับแนวกรามได้รูป ดวงตาคมดุดันลึกล้ำราวกับมหาสมุทร ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาเรียบเฉย
หญิงสาวลอบสูดลมหายใจจากนั้นจึงกล่าว “ถูกพิษร้ายแรง ดวงตาออกเหลือง ชีพจรเต้นอ่อนและสับสน ผิวกายซีดขาว อากาศเย็นเยียบส่งผลถึงร่างกายภายใน ปอดติดเชื้อ แต่...” นางขมวดคิ้ว “อุณหภูมิในร่างกายกลับเย็นเยียบ เหงื่อออก?” สบตากับเขานานมากจึงเอ่ยถาม “มีแผลร้ายแรงหรือไม่ หากมีเกรงว่าแผลนั้นจะติดเชื้อเสียแล้ว”
สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปในทันที ในที่สุดเสียงแหบแห้งของเขาก็เอ่ยคำ “เพียงใช้สายตามองและจับชีพจรคราเดียวกลับรับรู้ได้ถึงอาการโดยละเอียด ช่าง...ล้ำเลิศโดยแท้” เขายิ้มเยาะที่มุมปาก “ทว่าน่าเสียดายแม้รู้ก็ใช่ว่าจะสามารถรักษา”เงียบกริบ...นางลุกขึ้นยืนจากนั้นมองบุรุษอีกคนที่มองนางด้วยความหวัง “ข้าช่วยเพียงคนที่อยากมีชีวิตอยู่เท่านั้น”ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึก มองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ทว่าเจ้าตัวที่เป็นคนไข้กลับหัวเราะ “ไม่มีผู้ใดอยากตายหากมีทางรอด” เขามีท่าทางสิ้นหวังจนนางรับรู้ได้“ผู้ที่บอกว่าไม่อยากตายเหตุใดจึงออกมาจากเมืองหลวงที่มีหมอฝีมือดีมากมาย” นางต่อคำกับเขาโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามาจากเมืองหลวง!” หนึ่งในคนคุ้มกันปราดเข้ามาพร้อมท่าทางราวจะชักกระบี่ หญิงสาวมองเขาด้วยใบหน้าเย็นชา“ที่นี่เมืองอวี่หยาง ตะวันออกคือเมืองหลวง ตะวันตกคือเมืองหั่วซี ถนนด้านหลังพวกท่านมุ่งตรงมาจากเมืองหลวง ในเมื่อพวกท่านมาจากทางนั้นก็ต้องมาจากเมืองหลวง ผู้ใดมีสติปัญญาย่อมบอกได้ในทันที” นางมองเขาราวกับมองคนโง่งม อีกฝ่ายชะงักหน้าม้านไปทันทีชายหนุ่มที่สวมเสื้อคลุมจิ้งจอกผู้นั้นเงยหน้า
ศาลเจ้าร้างถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างเอื้ออาทร กลุ่มคนที่มาใหม่มีท่าทีระแวดระวัง มีเพียงชายคนหนึ่งที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเอ่ยถาม “คลอดกลางทางหรือ”“เจ้าค่ะ/ขอรับ ยังดีที่ไปรับท่านหมอมาทันเวลา”ชายผู้นั้นหันมามองนางกับเสี่ยวฟาง จากนั้นก็เดินกลับไปหาผู้เป็นนาย หญิงสาวมองเห็นเพียงรองเท้าปักสีน้ำเงินเข้ม ขอบของรองเท้าหุ้มแข็งมีด้านสีทองปักเป็นรูปกระเรียนสีเงิน เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ คลุมทับและปกปิดใบหน้าของชายผู้นั้นชายใจดีคนแรกที่เอ่ยถามท่าทางคล้ายกุนซือ บุคลิกราวกับบัณฑิตแต่ก็สูงส่งกว่านั้นเขามองประเมินทุกอย่างรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าสุขุมน่าเชื่อถืออีกทั้งยังน่าจะเป็นคนใจเย็นระดับหนึ่ง...เสียงไอดังแว่วมาเป็นระยะ คนคุ้มกันชุดดำแยกกันโอบล้อมเป็นวงกลม มีเสียงสนทนาดังขึ้นแผ่วเบา“มิสู้พวกเราแบ่งชาร้อนๆ ไปให้พวกเขา อย่างไรก็เป็นคนเดินทางเหมือนกัน” คุณชายตระกูลซวีที่ในใจยินดีที่ฮูหยินและบุตรปลอดภัย เขาเสนอแบ่งปันชาร้อนและหมั่นโถวให้คนอีกกลุ่มฝ่ายนั้นรับเอาไว้ด้วยความยินดี ทว่าหญิงสาวก็ยังมองเห็นว่าก่อนจะถูกส่งไปให้ผู้เป็นนายของกลุ่ม ก็ยังมีคนคุ้มกันผู้หนึ่งจิบชาและกินหมั่นโถวก่อน...สาย
วิชาแพทย์ไม่ว่าจะแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณ เป้าหมายก็ล้วนไม่ต่างกัน นั่นก็คือการช่วยชีวิตและบรรเทาความเจ็บป่วยให้ผู้คน เซี่ยจื่อเตี๋ยค่อยๆ เรียนรู้จากเซี่ยเหอพร้อมๆ กับการอ่านตำรับตำราต่างๆ ของบรรพบุรุษที่จดบันทึกเอาไว้ ความน่าสนใจของการฝังเข็ม ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรที่แม้แต่สิ่งที่ปลูกเอาไว้หลังบ้านก็ยังมีและสามารถนำมาใช้ร้านหมอตระกูลเซี่ยแห่งเมืองอวี่หยาง เดิมทีชาวบ้านก็รู้จักและนับถือ บัดนี้มีนางเพิ่มเข้ามาเป็นท่านหมออีกคน แน่นอนว่าทุกคนย่อมสงสัยใคร่รู้หญิงสาวกับเซี่ยเหอแลกเปลี่ยนความรู้ ความสงสัย กระทั่งนำมาปรับใช้เพื่อรักษาคนเจ็บป่วย แรกๆ เซี่ยเหอสงสัยนาง ทว่านางคัดลอกตำราออกมาหลายเล่ม กล่าวอ้างว่าเคยอ่านตำราจากเมืองหลวง ใช้การรักษาแบบปัจจุบันในการโต้แย้งการรักษาตามแบบโบราณ บอกเขาในเรื่องจุดเด่น จุดด้อย กระทั่งกระบวนการของร่างกายมนุษย์ภาพวาดกลไกต่างๆ ของร่างกาย ทั้งหญิงและชาย ส่วนที่เหมือน ส่วนที่แตกต่าง กระทั่งในที่สุดเซี่ยเหอก็ค่อยๆ ยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังคงไม่อาจเข้าใจ ไม่อาจยอมให้นางกระทำ นั่นก็คือ...การผ่าตัดข่าวการศึกทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน ชายแดนทางเหนือเกิดสงคราม
เรื่องราวที่ได้รู้ช่วงที่นอนอยู่บนรถม้า ล้วนผ่านการบอกเล่าของเสี่ยวฟางที่สนทนากับเซี่ยเหอ หญิงสาวค่อยๆ ซึมซับและจดจำสิ่งที่ได้ยินเดิมทีตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลหมอมาห้าอายุคน บิดาของหญิงสาวเคยช่วยชีวิตนายท่านตระกูลหวัง สองตระกูลจึงผูกพันผ่านการหมั้นหมายและคำสัญญาหวังคุ่นเดิมทีก็มีคนรักอยู่แล้ว เพียงแต่ชาติตระกูลต่ำต้อยถูกรับเข้าจวนเป็นอนุคอยอุ่นเตียง อีกฝ่ายตั้งครรภ์และคลอดบุตรอายุหกขวบปี จากนั้นหวังคุ่นก็แต่งเซี่ยจื่อเตี๋ยเป็นฮูหยิน...ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กชายคนที่นางช่วยชีวิต ก็คือเขา หวังเหยียนฟังว่าอยู่ๆ อนุผู้นั้นของหวังคุ่นก็หนีหายทิ้งเอาไว้เพียงจดหมาย ผู้คนจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะเซี่ยจื่อเตี๋ยที่เป็นต้นเหตุ หญิงสาวถูกรังเกียจ ถูกมองว่าเป็นฮูหยินที่อิจฉาริษยาแม้กระทั่งกับอนุ อยู่ในจวนท่ามกลางความเย็นชาห่างเหินในวันที่เกิดเรื่องเสี่ยวฟางไม่อยู่ที่เรือน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทั้งคุณชายน้อยตระกูลหวังกับเซี่ยจื่อเตี๋ยจึงตกลงไปในสระบัว กระทั่งมีคนเห็นว่าหญิงสาวกำลังบีบคอหวังเหยียน เป็นเหตุให้ตระกูลหวังมีโอกาสได้หย่าขาดและขับไล่หญิงสาวออกมาที่สำคัญยังใช้ข้ออ้างมากมายเพื่อยึดทุกสิ่งไป ทั้ง
ในห้องเก็บฟืนอากาศหนาวเย็น หญิงสาวนอนขดด้วยสภาพน่าเวทนา เสื้อผ้าเปียกชุ่มไม่ได้ผลัดเปลี่ยน ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าของคนเฝ้าเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามา หญิงสาวเป็นไข้ทั้งคืนเนื้อตัวร้อนรุ่มทว่ากลับหนาวสั่น น้ำไม่ได้ดื่ม ไม่มีอาหารถูกส่งเข้ามา แม้แต่ที่นั่งก็เป็นเพียงกองฟางส่งกลิ่นเหม็นอับเสียงพูดคุยด้านนอกทำให้รู้ว่านางเป็นที่รังเกียจของคนที่นี่ถึงเพียงใดสาวใช้นางหนึ่งกระซิบเรียกอยู่ตรงช่องลมริมผนัง “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”นี่เป็นครั้งที่สองที่นางได้พบกับเสี่ยวฟาง อีกฝ่ายแอบมาหาเมื่อคืนตอนกำลังสะลึมสะลือ สอดชามที่มียาอุ่นๆ มาให้เพื่อให้หญิงสาวดื่มดับความหนาวเหน็บ ยังมีหมั่นโถวเย็นชืดทว่าก็พอประทังชีวิต อีกฝ่ายเรียกนางว่าฮูหยินน้อย แถมยังบอกให้นางอดทนท่านหมอเซี่ยกำลังจะมาแล้วจื่อเตี๋ยเป็นไข้สติยังไม่คงที่ ส่งเสียงพูดยังยากเพราะเจ็บคอและใบหน้าระบมลามไปทั้งอุ้งปาก ยาอุ่นๆ ถูกสอดเข้ามาอีกชาม นางรับมาด้วยมือสั่นเทาและจิบเข้าไปให้ได้มากที่สุด ไม่นานเสียงของเสี่ยวฟางก็เงียบไปถูกขังอยู่นานไม่รู้วัน...ไม่รู้เวลา หลับๆ ตื่นๆ อยู่เช่นนั้นกระทั่งในที่สุดประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเปิดออก ผู้ม
สายน้ำเย็นเยียบพรั่งพรู ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้าไปถึงไขกระดูก ร่างกายแข็งชาเริ่มรวดร้าว หน้าอกอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะทานทน มือทั้งสองข้างที่พยายามแหวกว่ายเริ่มอ่อนแรง ชีวิตที่ดิ้นรนกำลังจะจบสิ้นชั่วอึดใจที่สติกำลังจะดับมอด จื่อเตี๋ยดันร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนกลับขึ้นไปบนฝั่ง ในใจอวยพรให้หนุ่มน้อยที่ตนเสี่ยงชีวิตกระโดดลงมาช่วยให้รอดชีวิตตกลงมาสองชีวิตอย่างน้อยก็รอดไปได้หนึ่ง... เพียงเท่านี้ก็ไม่ขออะไรอีกแล้วท่ามกลางพายุที่โหมกระโชก บนสะพานที่อัดแน่นไปด้วยรถที่เกิดอุบัติเหตุ หญิงสาวไม่ลังเลที่จะกระโดดลงมาช่วยเด็กที่กระเด็นตกลงไปในน้ำ ทว่าตอนที่กำลังพยายามช่วยกลับโดนเด็กที่ตกใจกอดรัด หญิงสาวพยายามเข้าหาอย่างถูกวิธี ทว่าคนกำลังตื่นตระหนกก็เรี่ยวแรงมากเหลือเกิน เมื่อดิ้นรนจนกอดหญิงสาวเอาไว้แน่น ทันทีที่ทั้งสองเริ่มหมดแรงก็จมลงไปพร้อมๆ กันห้วงสุดท้ายของคุณหมอสาว จื่อเตี๋ยอมยิ้มกับตัวเองและพยายามคิดในแง่ที่ดี อย่างน้อยตัวหญิงสาวเองก็มีโอกาสได้ใช้ชีวิตมาแล้วช่วงหนึ่ง ตายไปตอนนี้ก็อาจจะมีคนพูดถึงในแง่ดี เพราะช่วยมาได้อีกหนึ่งชีวิต ให้เด็กคนนั้นมีโอกาสได้ใช้ชีวิตมากกว่านี้ ได้เข้า







