Masukหลิวม่านหงยกมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ จากนั้นจึงปล่อยลำแสงสีฟ้าเข้มให้ลอยปกคลุมรอบตัวนาง ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้มเย้ยหยันสตรีผิวขาว
‘ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต ผิวขาว ๆ นั่นจะต้องเกิดริ้วรอย’
หลังจากปล่อยลำแสงสีฟ้าออกมาไม่นาน สัตว์ประหลาดหน้าตาคล้ายอูฐ ทว่ามีเขี้ยวและเขาแหลมคม ได้กระโจนออกมาจากกายบางอย่างน่าเหลือเชื่อ
แน่ชัดแล้วว่านั่นคือสัตว์อสูร เมืองเสวียนมีผู้ถือครองสัตว์อสูร!
ยามนี้ถังฮูหยินกับบุตรชายตัวน้อย อ้าปากค้างอย่างตกตะลึงและหวาดกลัวจนตัวสั่น เพราะไม่เคยพบเห็นสัตว์ประหลาดที่ไหนมาก่อน
กล่าวให้ถูกคือไม่เคยรู้เลยว่าสัตว์ประหลาด สามารถลอยออกมาจากตัวคนได้
“ฮือ ฮือ พี่ใหญ่อาห้าวกลัวตัวประหลาด”
อุ้งมือเล็กกุมและดึงชายอาภรณ์พี่สาวอย่างหาที่พึ่ง อาห้าวกลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว
“อาห้าวอย่าร้องพี่ใหญ่อยู่นี่ ไม่ต้องกลัว”
“เหยาเหยา อย่าเข้าไปใกล้นะลูกตัวอะไรไม่รู้ แม่จะรีบไปตามบิดาเจ้าให้มาช่วยเหลือ”
มารดาเชื่อใจในฝีมือของบุตรสาวก็จริง แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวกับภาพตรงหน้ายิ่งนัก
หากเขาแหลมคมและเขี้ยวของมัน จ้วงล้ำทิ่มแทงพวกนางเข้าจริง ๆ มีหวังไส้แตกตายเป็นแน่
รอดจากโทษตายของฮ่องเต้ แต่ต้องมาเจอกับสัตว์ประหลาด ซึ่งยามนี้จ้องมองมาอย่างน่าหวาดหวั่น ในใจเม่ยเหลียนกู่ร้องก้องตะโกน
‘พวกข้าไม่มีไส้ให้เจ้าแทะ อย่าได้จ้องมองกันนักเลย’
“ฮ่า ฮ่า เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย ตอนนี้รู้สึกกลัวแล้วหรือ”
ผู้มีปราณสีฟ้าหรือปราณขั้นกลาง หัวเราะเยาะเย้ยเด็กเล็กกับสตรีเสียงดัง ถ้านางสั่งลงมือสามแม่ลูกย่อมไม่ตายดี แต่นางไม่ได้ต้องการให้ถึงตาย แค่ต้องการให้บาดเจ็บหรือเสียโฉมเท่านั้น
หากเมืองเสวียนไม่มีของดีแล้วนั้น มีหรือที่ตระกูลหลิวผู้มั่งคั่งจะยอมอดทนตั้งรกราก ในเมืองสุดแสนแห้งแล้งแห่งนี้มานานหลายชั่วอายุ
เพราะที่นี่เหมาะสมต่อการฝึกปราณด้วยพลังแห่งฟ้าดิน และมีสัตว์อสูรพละกำลังแข็งแกร่งให้จับมาฝึกเล่น ต่อให้ฝนไม่ตกแต่ป่าไม้ยังคงมีอยู่เต็มภูเขา ถึงแม้บางต้นจะไม่ค่อยมีใบไม้ก็ตาม
ถังเย่วเหยายืนจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ดูท่าว่าเมืองเสวียนจะไม่ได้มีแต่พวกแร้นแค้นอย่างที่เข้าใจ แต่กลับมีพวกร่ำรวยทว่าไม่แบ่งปันอยู่ดาษดื่น
ส่วนสัตว์อสูรตรงหน้า มองดูอย่างไรก็น่ารักน่าชังยิ่งนัก นางชักอยากเลี้ยงไว้สักตัวสองตัว!
“ท่านแม่ อาห้าว ไม่ต้องกังวลข้าจัดการได้”
หลังจากเอ่ยปลอบมารดากับน้องชาย ร่างอรชรจึงเดินเข้าหาเจ้าเขาแหลมด้วยท่าทีสนใจ ใบหน้างามยิ้มกว้างเมื่อพบสิ่งถูกใจ เจ้าสัตว์อสูรก็จ้องมองนางอย่างสนใจไม่ต่างกัน
แต่คนที่รีบวิ่งตามลำแสงสีฟ้ามาตั้งแต่แรก กลับมองเห็นเป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก เขาต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือสตรีเคราะห์ร้ายโดยด่วน
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น!”
น้ำเสียงเข้ม ๆ ตะโกนดังมาแต่ไกล เขาเดินออกมาตรวจตราบริเวณโดยรอบศาลาว่าการ แต่กลับได้ยินเสียงแหลมของสตรี และมองเห็นลำแสงปราณขั้นกลาง ซึ่งน้อยคนนักที่จะฝึกมาถึงขั้นนี้ เลยรับรู้ว่าสตรีคนเดิมกำลังก่อเหตุซ้ำ จึงรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือผู้รับเคราะห์
เขาจำสตรีสวมผ้าคลุมใบหน้าได้แม่นยำ ถึงแม้ตอนนั้นจะแค่ปรายตามองเพียงเล็กน้อย เขารับรู้ว่าผู้ถูกเนรเทศและมารดาของนางสวมผ้าคลุมใบหน้าสีดำ ทั้งสองมีผิวขาวตามปกติของสตรีเมืองหลวง
“ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ”
หลิวม่านหงรีบก้าวเข้าไปทำความเคารพบุรุษสูงศักดิ์ ใบหน้าเย่อหยิ่งยามนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้สึกเป็นกังวลเกรงว่าบุรุษที่ตนหมายปอง จะนึกโกรธเคืองเรื่องการปล่อยสัตว์อสูร
เมื่อครู่นี้นางโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จึงเผลอปล่อยแสงปราณออกมาจนสุดพลัง เป็นเหตุให้สัตว์อสูรออกมาพร้อมต่อกรกับอีกฝ่าย
คนอื่น ๆ ในเมืองเสวียนอาจเรียกขานบุรุษตรงหน้าว่าท่านเจ้าเมือง หรือใต้เท้าโจวตามประสงค์ของเจ้าตัว แต่นางเรียกขานเขาเต็มยศเต็มศักดิ์ เพราะคาดหวังอยากเป็นพระชายาเอกแต่เพียงผู้เดียว
“ข้าถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
เจ้าเมืองหนุ่มกดเสียงต่ำถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขาตั้งใจจ้องมองสตรีผู้ถูกเนรเทศให้เต็มตา
“คารวะท่านเจ้าเมืองเจ้าค่ะ ข้าถังเย่วเหยามีปากเสียงกับสตรีผู้นี้ เพราะนางเดินมาพูดจาขับไล่พวกข้า ซึ่งกำลังนั่งรอบิดาไปติดต่อซื้อจวน”
นิ้วเรียวยาวชี้ไปทางสตรีบ้าพลัง คนปกติที่ไหนจะปล่อยสัตว์อสูรออกมาเพ่นพ่านกลางเมือง
“ไม่จริงนะเพคะ หม่อมฉันแค่ทักทายพวกนางตามมารยาท”
“คนทักทายกันไม่ปล่อยสัตว์อสูรออกมาเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ ท่านเจ้าเมืองคงทราบดี”
ถังเย่วเหยาไม่อาจทนฟังวาจาบิดเบือน ทักทายบ้านเจ้าหรือ! หากนางไม่อยู่ตรงนี้ เห็นทีว่าไส้ของมารดาคงถูกจ้วงจนทะลักออกมาจริง ๆ
“หลิวม่านหง ข้าจำได้ว่าคราก่อน ข้าสั่งห้ามไม่ให้เจ้าปล่อยสัตว์อสูรออกมาข่มขู่ผู้คน”
โจวซีเฉินแทบอยากคำรามออกมาให้รู้แล้วรู้รอด เพราะรับรู้ถึงนิสัยของสตรีเจ้าถิ่น
“ไม่ได้ข่มขู่เลยเพคะ แค่ปล่อยออกมาทำความรู้จักกัน”
หลิวม่านหงยังคงกล่าวโต้แย้งซ้ำ ๆ นางไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด
“เก็บสัตว์อสูรของเจ้าเสีย!”
เสียงเข้มเอ่ยสั่งการอีกครั้ง ด้วยท่าทีหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด
“พะ…เพคะ”
“ขออภัยพวกท่านที่คนเมืองเสวียนเสียมารยาท ข้าผู้เป็นเจ้าเมืองจะตักเตือนนางด้วยตนเอง”
ใบหน้าคมคายหันมากล่าววาจาสุภาพแก่ผู้มาเยือน ต่อให้หลิวม่านหงจะไม่ใช่สตรีในปกครองของตน แต่ในฐานะเจ้าเมืองจำเป็นต้องช่วยปราม
“ไม่เป็นไรเพคะท่านอ๋อง”
ถังฮูหยินจูงมือบุตรชายและบุตรสาว ให้เดินมานั่งลงคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์พระเชษฐาของฮ่องเต้
ถังเย่วเหยาจำต้องก้มหัวก้มหน้าตามมารดา เพราะไม่ได้อยากมีเรื่องสักเท่าไหร่ นางอยากรีบไปดูจวนหลังใหม่มากกว่า ในใจยังขบคิดเรื่องราวหลายอย่าง
หนึ่งในนั้นคือเลิกสนใจบุรุษตรงหน้าโดยสิ้นเชิง เขามีทั้งสตรีมากเล่ห์ ทั้งยังเป็นคนในราชวงศ์ ถังเย่วเหยาไม่ชอบคุณสมบัติเหล่านี้เอาเสียเลย
“ถวายพระพรท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
ถังเว่ยหานซึ่งติดต่อซื้อจวนสำเร็จ รีบเดินมาตรงศาลาพักรอที่คนในครอบครัวนั่งรออยู่ เมื่อเห็นบุรุษสูงศักดิ์จึงนั่งลงคุกเข่าอยู่ข้างภรรยากับบุตรทั้งสอง
“พวกท่านอย่ามากพิธี รีบลุกขึ้นเถิด อ้อ! เรียกข้าว่าท่านเจ้าเมืองหรือใต้เท้าโจวเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เถิด”
ขณะกล่าวยังแอบชำเลืองมองสตรีอายุน้อย ซึ่งก้มหน้าก้มตาคล้ายกับกำลังมองหาขุมทรัพย์ในดินก็มิปาน หรือพื้นดินแห้งแตกระแหงจะมีของดีโดยที่เขาไม่รู้
สองเดือนต่อจากนั้นตระกูลหานจากเมืองหลวง ได้ถูกท่านเจ้าเมืองเสวียนเนรเทศต่อไปยังเมืองป๋าย สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้ถูกผู้ใดกลั่นแกล้งทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำโดยยั้งคิดหานเจาเจา ถูกตีตราให้เป็นนักโทษในเหมืองแร่ ต้องทำงานในเหมืองทุกวันยกเว้นนายจ้างให้หยุดพัก รับสภาพลูกจ้างเต็มตัวส่วนบิดามารดาของนางมีอาการเจ็บป่วย จึงได้พักผ่อนในความดูแลของเจ้าเมืองป๋ายไม่ต่างจากผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ เจ็บป่วยมีหมอดูแลไปตามสมควรสาเหตุที่ตระกูลหานถูกเนรเทศซ้ำซ้อน เพราะบุตรีคิดวางยาปลุกกำหนัดท่านเจ้าเมืองเสวียน!ท่านเจ้าเมืองผู้ถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมความเด็ดขาดและไม่ยอมลดโทษใด ๆ ทั้งนั้นหานเจาเจามีโอกาสลงมือแต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะท่านเจ้าเมืองระวังตัวดียิ่งกว่าผู้ใด หากว่าภรรยาดูแลเขาดีมากแล้ว เหล่าองครักษ์ย่อมดูแลดีไม่ต่างกันทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกจวน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำชา ล้วนถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไร้ช่องโหว่ให้คนร้ายในเงามืดเล่นงานห้าเดือนผ่านไป“แอ้ แอ้”เสียงร้องเรียกหามารดา ของทารกชายหญิงคู่แฝดวัยเพียงสามเดือนกว่า“หยูหยู หลงหลง อยู่กับท่านตาท่านยายก่อน บิดามารดาขอ
ในวันแต่งงานของคนทั้งคู่ ท่านเจ้าเมืองขี่ม้าศึกไปรับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง วันนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหลายอย่าง แต่เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขยิ่งนักเปาะ! แปะ! เปาะ! แปะ!เช้าวันนั้นได้เกิดเสียงแห่งสวรรค์ ตกลงกระทบหลังคาแต่ละจวนชาวเมืองเสวียนรีบออกมามุงดูเสียงนั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น พวกเขาต่างภาวนาให้เกิดขึ้นจริง‘ใช่เสียงฝนแน่หรือ’‘พวกเจ้าหูฝาดไปหรือไม่’‘ข้ามั่นใจว่าใช่เสียงฝน เสียงนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อยี่สิบปีก่อน’ท่ามกลางแสงแดดระอุกลับมีฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินซึ่งแต่เดิมแห้งแตกระแหงรีบดูดกลืนน้ำจืดลงดิน คล้ายกับหิวกระหายไม่ต่างจากมนุษย์ ชาวเมืองเสวียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างออกมาวิ่งเล่นรับน้ำฝนกันอย่างมีความสุข โอ่งเก็บน้ำ ถังรองน้ำ หม้อ ไห จาน ถ้วย ของใช้ภายในครัว ถูกนำมารองน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มเต็มใบหน้า หางตาของเขามีน้ำซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของบุรุษ ผู้ซึ่งแบกรับภาระหนักมานานหลายปี มีฮูหยินคนงามคอยเคียงข้างไม่ห่างกาย“พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานเมืองของเราคงกลับมาอุดมสมบูรณ์”นิ้วเรียวกรีดซับน้ำตาให้สามีอย่างเอ็นดู
ตู้ม! ตู้ม!เสียงระเบิดพลังปราณดังสนั่นบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรอยแยกใจกลางบึงกว้าง มนุษย์ผู้มีพลังปราณสีม่วงเข้ม กระโดดลงไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นกลิ่นอายมารดำใต้บึงใหญ่ ซึ่งยามนี้สายน้ำแยกออกกว้างจนมองเห็นโคลนตม ทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้งานทันใดนั้นลำแสงสีม่วงบริสุทธิ์ จึงเริ่มขุดค้นหาดวงจิตอันทรงพลัง ทว่ายามนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก น้ำเต้ากักมารถูกเปิดฝาอ้ารอคอยการกักเก็บ“อ้าก!!!!”เสียงร้องดังโหยหวนอย่างเจ็บปวด เกิดจากลำแสงสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ตามตำราลับ กำลังเกี่ยวรัดกอบกุมกลุ่มควันสีดำสนิทตรงกลางกลุ่มควันก้อนนั้น มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งฝังอยู่ พวกเขาหลีกเลี่ยงการมองดวงตาคู่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถูกราชามารดำครอบงำโจวซีเฉินอ๋อง คือบุรุษผู้ตรงตามตำราปราบมารทุกประการ ทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง พลังปราณสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของมารขาวอักขระ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้ามาก่อน“ฟู่หย่งไต้ เตรียมรับให้ดี”“ส่งมาเลยท่านเจ้าเมือง”สองบุรุษทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ถังเย่วเหยาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายนางชื่นชมบุรุษทั้งสองยิ่ง
คราแรกมังกรหนุ่มแปลกใจมาก เขาได้กลิ่นอายของผู้เป็นนายมาเยือนถึงที่ แต่กลับพบเพียงสตรีรูปโฉมงดงามอ้อนแอ้น ทว่าเมื่อนึกดูดี ๆ จึงจดจำได้ว่าท่านเทพบิดร มีบุตรีอายุน้อยเป็นมารขาวอักขระ“ข้ามาขอน้ำเต้ากักมาร ตำราลับ และน้ำตาของท่านไปรักษาคนตาบอด”ถังเย่วเหยาลอยตัวลงต่ำ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามังกรเจ้าของถ้ำ พร้อมทั้งรีบบอกความต้องการของตนบุรุษร่างกึ่งมังกรผู้นี้ คือสัตว์เทพของท่านเทพบิดร นางเพิ่งรู้เมื่อตอนเปิดดวงตาสวรรค์!มังกรตนนี้อยู่เฝ้าสมบัติในประตูมิติมานานหลายร้อยปี แทนที่จะอยู่ในห้วงจิตเทพเฉกเช่นสัตว์เทพตนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ชอบใช้ชีวิตบนแดนสวรรค์ ชอบเฝ้าถ้ำและรอคอยกลั่นแกล้งมนุษย์แสนละโมบเทพบิดรผู้มีสัตว์เทพนับร้อยเลยไม่อยากขัดใจ ท่านเทพปล่อยให้มังกรขี้หวงเฝ้าของรักได้ตามใจชอบ“ท่านเทพบิดร รู้หรือไม่ว่าท่านลงมาแดนมนุษย์”“ท่านพ่อนั่นแหละส่งข้ามา เรียกว่าเนรเทศก็ไม่ต่าง”“น่าแปลก เพราะปกติท่านเทพบิดรไม่เคยมอบพลังให้บุตรยามส่งลงมาดัดนิสัย เอ่อ…ยามเนรเทศ เอ่อ…ส่งลงมาเรียนรู้แดนมนุษย์ ขออภัยที่ข้ากล่าวผิดไปบ้าง”เอ่ยว่ากล่าวผิดแต่กลับยิ้มตรงมุมปาก สตรีตรงหน้าช่างน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย“ท
เบื้องหน้าของกลุ่มนักเดินทางในยามนี้คือถ้ำขนาดใหญ่ ปากถ้ำเปิดกว้างสูงเด่นตระหง่าน มองเข้าไปข้างในรู้สึกได้ถึงรังสีอันตรายบางอย่าง ซึ่งลึกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าผู้เฝ้าครองผลพิรุณ“ถ้ำแห่งนี้มีบางอย่างที่สำคัญ”ฟู่หย่งไต้ไม่ได้คิดไปเอง เพราะมีดสั้นสำหรับเปิดฝาน้ำเต้ากักมารกำลังสั่นไหวอยู่ใต้อาภรณ์“ในถ้ำนี้มีมังกร ถ้ำมังกรยังอยู่เช่นเดิมไม่ต่างจากวันวาน แต่รังสีอันตรายมากกว่าตอนนั้นยิ่งนัก”ถึงแม้จะจดจำเส้นทางไม่ได้ เพราะในประตูมิติปรับเปลี่ยนสภาพอากาศอยู่ตลอด แต่พอเห็นปากถ้ำลักษณะเปิดกว้างลึกถึงเพดาน โจวซีเฉินจึงจดจำได้ทันที“ผ่านมานานหลายปี มังกรตนนั้นอาจบรรลุพลังปราณขั้นสูงสุดแล้วเจ้าค่ะ”ถังเย่วเหยาออกความเห็นบ้าง ต่อให้รู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย ทว่าจำเป็นต้องเดินหน้าให้สุดทางหลังจากผูกม้าในที่ลับตาคน ทั้งห้าชีวิตจึงก้าวเดินเข้าไปใกล้ปากถ้ำ ทุกคนคิดไม่ต่างกันคือเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะมองเห็นแสงสว่างตรงปลายทางเมื่อเข้าใกล้อุโมงค์หินช่วงปากถ้ำ ไอหมอกประหลาดสีขาวหม่น ได้พ่นออกมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ หมอกสีหม่นกลืนหายทุกชีวิตประดุจมัจจุราชไร้เงาทั้งห้าคนเลือนหายไปกับสายหมอก ทันใดนั้นปากถ
‘สหายข้าเองนามไป๋เซ่อ บอกนางไปว่าเสวียนจูขอผลพิรุณสักสี่ผล’‘บอกอย่างไร ในห้วงจิตหรือพูดออกเสียง’‘ใช้ปราณมารขาวของเจ้า เข้าไปพูดคุยกับนางในห้วงจิต’เมื่อรู้วิธีพูดคุยกับสัตว์อสูรซึ่งไม่ได้อยู่ในพันธะสัญญาของตน ถังเย่วเหยาจึงตะโกนบอกกล่าวให้เหล่าบุรุษรับรู้“พี่ซีเฉินอยู่กันนิ่ง ๆ ก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องการพูดคุยกับอสรพิษตนนี้”“ว่าอย่างไรนะ”โจวซีเฉินถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตนเอง แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่เขาจึงเงียบรอฟัง“เชื่อใจข้าเถิดเจ้าค่ะ”“ทุกคนห้ามทำอะไรทั้งนั้น รอฟังคำสั่งอย่างเดียว”เสียงเข้มของท่านเจ้าเมือง ตะโกนสั่งการบุรุษอีกสามคน ต่อให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาเลือกเชื่อนาง“เข้าใจแล้ว”ฟู่หย่งไต้ขานรับก่อนใคร เขาอยากรู้เช่นกันว่าถังเย่วเหยาจะเจรจาอย่างไรกับอสรพิษตัวนี้ในตำราของตระกูลฟู่ เขียนเอาไว้ว่าเคยมีผู้กระทำเช่นกัน ทว่าผู้นั้นไม่ใช่มนุษย์ถังเย่วเหยาปล่อยพลังปราณสีดำของมารขาวอักขระ ให้เข้าไปในห้วงจิตของอสรพิษตัวใหญ่ นางเรียนรู้วิธีนี้มาจากมารดาในแดนมารจึงกระทำได้โดยง่ายการกระทำนี้ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงพลังปราณ มีเพียงสัตว์อสูรกึ่งเซียนตรงหน้า ซึ่งยามนี้รับรู้แล้วว







