LOGINครอบครัวถูกเนรเทศไร้ซึ่งความเป็นธรรม บุตรีคนโตจึงต้องปกป้องคนในครอบครัว หากเป็นนางคนเดิมคงได้แต่ยอมรับชะตากรรม แต่ถังเย่วเหยาคนใหม่เป็นผู้ที่แม้แต่เทพสงครามยังต้องไว้หน้า เพราะนางคือมารขาวอักขระ
View Moreณ แคว้นหังโจว รัชสมัยของโจวเฉียนหลงฮ่องเต้ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขร่มเย็น นอกจากทหารจากกองทัพ ยังมีสำนักคุ้มภัยใหญ่ ๆ อีกห้าแห่ง ซึ่งทำหน้าที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองชาวเมืองหลวงให้อยู่เย็นเป็นสุข
สำนักคุ้มภัยตระกูลถังคือสำนักคุ้มภัยหนึ่งในห้าแห่ง ปกครองโดยประมุขตระกูลถังมายาวนานหลายต่อหลายรุ่น แต่ยามนี้ว่าที่ประมุขตระกูลถังคนต่อไป กลับกลายเป็นสตรีอายุเพียงสิบเก้าปีเท่านั้น เพราะทายาทอีกคนเป็นเพียงเด็กชายวัยเพียงห้าหนาว
เช้าตรู่รับรุ่งอรุณแห่งวันใหม่แทนที่จะเป็นวันใหม่แสนสดใส ทว่าบัดนี้กลับมีเสียงม้าศึกหลายสิบตัว ควบขี่เข้ามาหยุดอยู่บริเวณหน้าจวนขนาดใหญ่โตโอ่อ่า ช่างสมศักดิ์ศรีผู้นำแห่งสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่ง ‘สำนักคุ้มภัยตระกูลถัง’
“ท่านพี่ผู้ใดมาเยือนหรือเจ้าคะเช้ามืดป่านนี้”
เสียงหวานของสตรีเคียงคู่ผู้เป็นใหญ่ด้านการคุ้มภัยเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะโดยปกติแล้วที่จวนแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้ใดมาเยือนสักเท่าไหร่ เนื่องจากสำนักคุ้มภัยตระกูลถังตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง หากมีผู้มาติดต่อเรื่องงานย่อมเดินทางไปสถานที่แห่งนั้น แทนที่จะเดินทางมาอีกฟากของชานเมืองเฉกเช่นยามนี้
“เดี๋ยวข้ารีบออกไปดู เจ้ารีบไปปลุกเหยาเหยาให้เตรียมตัว เผื่อมีเรื่องเร่งด่วน”
ถังเว่ยหานเอ่ยตอบภรรยาเพียงหนึ่งเดียวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบายใจ เพราะเจ้าตัวพอจะรู้เรื่องอยู่บ้างว่าผู้ใดมาเยือน
เขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องกับตนและครอบครัวรวดเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งไม่คาดคิดว่าสหายรักทั้งสี่คน จะหักหลังทิ้งตนให้เผชิญความโชคร้ายเพียงลำพัง จึงไม่ได้เตรียมทางหนีทีไล่ให้ภรรยาและบุตรทั้งสอง
ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากเรือนนอน ทหารหลายสิบนายก็กรูกันเข้ามาหมายควบคุมตัวผู้นำตระกูลถังและทุกคนในจวน ให้ไปนั่งรวมกลุ่มกันที่ลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่
ด้วยความช่างสังเกตเป็นทุนเดิม ถังเว่ยหานจึงเหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพร ซึ่งปักอยู่บนแถบอาภรณ์ด้านข้างของทหารเหล่านั้น จึงเลือกที่จะนิ่งเฉยไม่ต่อสู้ไม่ขัดขืน เพราะรู้ดีว่าสู้ไปก็ไร้ประโยชน์ ดีไม่ดีสถานการณ์อาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่
“ตระกูลถังคิดก่อกบฏ แต่ด้วยความดีความชอบมายาวนานหลายรุ่น ฝ่าบาทจึงละเว้นโทษตายของทุกคนในครอบครัวแต่โทษเป็นยังอยู่ ส่วนบ่าวไพร่ผู้ไม่เกี่ยวข้องจะถูกขายคืนให้โรงค้าทาสของทางการ”
น้ำเสียงเข้มของผู้เป็นหัวหน้า เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ทุกคนในที่นี้น้อมรับคำตัดสินโดยไม่กล้าซักถามหรือโต้แย้งเพียงครึ่งคำ เพราะหวั่นเกรงคมดาบซึ่งจ่อมาตรงหน้า ให้พวกตนไปที่ใดก็ได้ยกเว้นให้กลับลงหลุมศพไร้ญาติ!
“ฮึก ฮึก”
เสียงร้องไห้อย่างกดข่มความกลัวของสตรีตระกูลถังทั้งสองคน ส่วนเด็กชายวัยห้าหนาวมุดตัวเข้าหาพี่สาวราวกับหาที่พึ่ง ทั้ง ๆ ที่คนตัวบางก็เอาตัวรอดไม่ได้เช่นกัน
เด็กน้อยไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้เฉกเช่นในยามทั่วไป เพราะกลุ่มผู้มาเยือนพูดข่มขู่เอาไว้ หากได้ยินเสียงร้องไห้รบกวนผู้มาเยือน บิดาจะถูกตีเพิ่มไปอีกสิบครั้ง
“ท่านแม่เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ เหตุใดท่านพ่อจึงถูกโบยขนาดนั้น แล้วเหตุใดบ่าวไพร่จึงถูกขายออกคืนทางการ”
ทายาทคนโตแห่งตระกูลถัง เอ่ยกระซิบแผ่วเบาเพื่อสอบถามความเป็นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางพยายามไม่ร้องไห้เสียงดังเฉกเช่นน้องชาย เพราะหวั่นเกรงว่าบิดาจะถูกลงทัณฑ์หนักไปกว่านี้
“เหยาเหยา หากแม่บอกว่าแม่รู้เท่าที่เจ้ารู้ เจ้าจะเชื่อแม่หรือไม่”
หากนางเก่งกว่านี้สามีคงเล่าให้ฟังอยู่บ้าง แต่นางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่มีดีแค่ความงาม จึงไม่เคยรู้เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสำนักคุ้มภัย อีกทั้งผู้เป็นสามีหวงแหนนางยิ่งกว่าสิ่งใด เขาจึงไม่เคยกล่าวถึงปัญหาให้ฟังเลยสักครั้ง
“ฮึก ฮึก ท่านแม่ ขาของท่านพ่อยังจะเดินได้อีกหรือเจ้าคะ ข้ามองไม่เห็นทางรักษาเลย ท่านพ่อจะกลายเป็นคนพิการหรือเจ้าคะ”
ดวงตากลมโตซึ่งอาบไปด้วยน้ำตาเคลือบแพขนตางอนจ้องมองไปยังท่อนขาของบิดา ที่ยามนี้ถูกทรมานด้วยไม้พายขนาดใหญ่ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์แต่ใช่ว่าจิตใจนางจะเข้มแข็งกว่าสตรีอื่น
ความจริงแล้วถังเย่วเหยาเป็นเพียงสตรีงดงามวัยเยาว์ ที่เพิ่งเข้ามาช่วยบิดาดูแลงานในสำนักคุ้มภัยก็เท่านั้น ถังเย่วเหยาไม่ได้มีความสามารถเก่งกล้าถึงเพียงนั้น นางไม่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวเสียด้วยซ้ำ
นางยังอ่อนหัดยิ่งนัก เมื่อเทียบกับจิ้งจอกเฒ่าอีกสี่คน กำจัดเพียงแค่บิดาที่เหลือย่อมพังครืนไปตาม ๆ กัน
เมื่อผู้นำตระกูลถังถูกโบยครบจำนวนสองร้อยไม้ตามราชโองการ ร่างกายซึ่งเคยกำยำแข็งแกร่งจึงหมดสติทันที เลือดในกายชายวัยกลางคนไหลนองไปทั่วร่างกาย มิหนำซ้ำยังถูกลากไปขึ้นรถม้าคันเก่าทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับการรักษา คำกล่าวที่ว่าอยู่ไม่สู้ตายนั้นนับว่าไม่เกินจริง
“เนรเทศไปเมืองเสวียนทั้งครอบครัว ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง ให้เหลือติดตัวเพียงเครื่องประดับของสตรี”
สิ้นคำสั่งการจากหัวหน้าผู้มาเยือน ทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกก็ถูกกึ่งลากกึ่งจูงพาขึ้นไปนั่งบนรถม้าคันเก่า
มีนายทหารจากหน่วยองครักษ์เสื้อแพรสี่คนเป็นผู้นำออกเดินทางนับพันลี้ บุรุษสูงใหญ่สองคนนั่งบังคับรถม้า ส่วนอีกสองคนควบขี่อาชาศึกตามมาติด ๆ หมดทางหนีทีไล่โดยสิ้นเชิง
“ฮือ ฮือ”
เมื่อขึ้นมาอยู่บนรถม้า ทั้งสตรีและเด็กน้อยจึงหมดสิ้นซึ่งความอดทน ทั้งสามคนต่างตรงเข้ากอดร่างผู้เป็นบิดาและร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด
ชั่วขณะนั้นถังเย่วเหยาผู้เป็นบุตรสาวคนโต ได้หมดสตินอนแน่นิ่งโดยไม่รู้สาเหตุ เหลือเพียงมารดาและน้องชายที่ยังคงนั่งร้องไห้ด้วยสายตาเหม่อลอย
เนื่องจากเดินทางออกจากตัวเมืองในช่วงบ่ายคล้อยเกือบค่ำ ยามนี้รถม้าของผู้ถูกเนรเทศอย่างน่าเวทนา จึงเพิ่งเคลื่อนที่ผ่านย่านชานเมืองอีกฟากฝั่ง ซึ่งย่านนี้เป็นเขตอารักขาของจวนผู้นำตระกูลอีกสี่คน พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นสหายของถังเว่ยหานผู้รับเคราะห์
สตรีงามผู้หลับใหลตั้งแต่รถม้าออกเดินทาง ยามนี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองสรรพสิ่งโดยรอบ นางใช้เวลาเพียงอึดใจเดียวก็ทำความเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างถ่องแท้
“ท่านแม่”
“เหยาเหยาเจ้าฟื้นแล้ว ฮึก ฮึก แม่เป็นห่วงแทบแย่ ก่อนหน้านี้เจ้ากับบิดาไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาเลย”
มารดาส่งเสียงเรียกด้วยความดีใจ ก่อนหน้านี้สตินางใกล้ย่ำแย่เต็มที เพราะทั้งสามีและบุตรสาวต่างหมดสติไม่ต่างกัน
“พี่ใหญ่ข้าหิว”
มือเล็ก ๆ กระตุกชายอาภรณ์ของพี่สาว เด็กน้อยไร้เดียงสายิ้มแก้มปริเมื่อเห็นพี่สาวตื่นนอนเสียที ก่อนหน้านี้เขานั่งเฝ้ามานานก็ไม่มีทีท่าว่าพี่สาวจะรู้สึกตัว
“อีกสักครู่รถม้าจะจอดพัก ท่านแม่กับอาห้าวรออยู่บนนี้กับท่านพ่อนะเจ้าคะ ข้าจะลงไปหาเสบียงเอง เผื่อได้ยามาบรรเทาอาการบาดเจ็บของท่านพ่อ”
เสียงที่เปล่งออกมานั้นยังคงเป็นเสียงเดิม ทว่าจังหวะการพูดจากลับเนิบนาบแปลกไป แต่ในยามฉุกเฉินมารดาจึงไม่ได้ซักถามสิ่งใดเพิ่มเติม อีกทั้งยังเข้าใจว่าบุตรสาวร้องไห้จนมีอาการเหนื่อยล้าและปลงตก
สองเดือนต่อจากนั้นตระกูลหานจากเมืองหลวง ได้ถูกท่านเจ้าเมืองเสวียนเนรเทศต่อไปยังเมืองป๋าย สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้ถูกผู้ใดกลั่นแกล้งทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำโดยยั้งคิดหานเจาเจา ถูกตีตราให้เป็นนักโทษในเหมืองแร่ ต้องทำงานในเหมืองทุกวันยกเว้นนายจ้างให้หยุดพัก รับสภาพลูกจ้างเต็มตัวส่วนบิดามารดาของนางมีอาการเจ็บป่วย จึงได้พักผ่อนในความดูแลของเจ้าเมืองป๋ายไม่ต่างจากผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ เจ็บป่วยมีหมอดูแลไปตามสมควรสาเหตุที่ตระกูลหานถูกเนรเทศซ้ำซ้อน เพราะบุตรีคิดวางยาปลุกกำหนัดท่านเจ้าเมืองเสวียน!ท่านเจ้าเมืองผู้ถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมความเด็ดขาดและไม่ยอมลดโทษใด ๆ ทั้งนั้นหานเจาเจามีโอกาสลงมือแต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะท่านเจ้าเมืองระวังตัวดียิ่งกว่าผู้ใด หากว่าภรรยาดูแลเขาดีมากแล้ว เหล่าองครักษ์ย่อมดูแลดีไม่ต่างกันทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกจวน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำชา ล้วนถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไร้ช่องโหว่ให้คนร้ายในเงามืดเล่นงานห้าเดือนผ่านไป“แอ้ แอ้”เสียงร้องเรียกหามารดา ของทารกชายหญิงคู่แฝดวัยเพียงสามเดือนกว่า“หยูหยู หลงหลง อยู่กับท่านตาท่านยายก่อน บิดามารดาขอ
ในวันแต่งงานของคนทั้งคู่ ท่านเจ้าเมืองขี่ม้าศึกไปรับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง วันนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหลายอย่าง แต่เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขยิ่งนักเปาะ! แปะ! เปาะ! แปะ!เช้าวันนั้นได้เกิดเสียงแห่งสวรรค์ ตกลงกระทบหลังคาแต่ละจวนชาวเมืองเสวียนรีบออกมามุงดูเสียงนั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น พวกเขาต่างภาวนาให้เกิดขึ้นจริง‘ใช่เสียงฝนแน่หรือ’‘พวกเจ้าหูฝาดไปหรือไม่’‘ข้ามั่นใจว่าใช่เสียงฝน เสียงนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อยี่สิบปีก่อน’ท่ามกลางแสงแดดระอุกลับมีฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินซึ่งแต่เดิมแห้งแตกระแหงรีบดูดกลืนน้ำจืดลงดิน คล้ายกับหิวกระหายไม่ต่างจากมนุษย์ ชาวเมืองเสวียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างออกมาวิ่งเล่นรับน้ำฝนกันอย่างมีความสุข โอ่งเก็บน้ำ ถังรองน้ำ หม้อ ไห จาน ถ้วย ของใช้ภายในครัว ถูกนำมารองน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มเต็มใบหน้า หางตาของเขามีน้ำซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของบุรุษ ผู้ซึ่งแบกรับภาระหนักมานานหลายปี มีฮูหยินคนงามคอยเคียงข้างไม่ห่างกาย“พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานเมืองของเราคงกลับมาอุดมสมบูรณ์”นิ้วเรียวกรีดซับน้ำตาให้สามีอย่างเอ็นดู
ตู้ม! ตู้ม!เสียงระเบิดพลังปราณดังสนั่นบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรอยแยกใจกลางบึงกว้าง มนุษย์ผู้มีพลังปราณสีม่วงเข้ม กระโดดลงไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นกลิ่นอายมารดำใต้บึงใหญ่ ซึ่งยามนี้สายน้ำแยกออกกว้างจนมองเห็นโคลนตม ทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้งานทันใดนั้นลำแสงสีม่วงบริสุทธิ์ จึงเริ่มขุดค้นหาดวงจิตอันทรงพลัง ทว่ายามนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก น้ำเต้ากักมารถูกเปิดฝาอ้ารอคอยการกักเก็บ“อ้าก!!!!”เสียงร้องดังโหยหวนอย่างเจ็บปวด เกิดจากลำแสงสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ตามตำราลับ กำลังเกี่ยวรัดกอบกุมกลุ่มควันสีดำสนิทตรงกลางกลุ่มควันก้อนนั้น มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งฝังอยู่ พวกเขาหลีกเลี่ยงการมองดวงตาคู่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถูกราชามารดำครอบงำโจวซีเฉินอ๋อง คือบุรุษผู้ตรงตามตำราปราบมารทุกประการ ทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง พลังปราณสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของมารขาวอักขระ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้ามาก่อน“ฟู่หย่งไต้ เตรียมรับให้ดี”“ส่งมาเลยท่านเจ้าเมือง”สองบุรุษทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ถังเย่วเหยาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายนางชื่นชมบุรุษทั้งสองยิ่ง
คราแรกมังกรหนุ่มแปลกใจมาก เขาได้กลิ่นอายของผู้เป็นนายมาเยือนถึงที่ แต่กลับพบเพียงสตรีรูปโฉมงดงามอ้อนแอ้น ทว่าเมื่อนึกดูดี ๆ จึงจดจำได้ว่าท่านเทพบิดร มีบุตรีอายุน้อยเป็นมารขาวอักขระ“ข้ามาขอน้ำเต้ากักมาร ตำราลับ และน้ำตาของท่านไปรักษาคนตาบอด”ถังเย่วเหยาลอยตัวลงต่ำ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามังกรเจ้าของถ้ำ พร้อมทั้งรีบบอกความต้องการของตนบุรุษร่างกึ่งมังกรผู้นี้ คือสัตว์เทพของท่านเทพบิดร นางเพิ่งรู้เมื่อตอนเปิดดวงตาสวรรค์!มังกรตนนี้อยู่เฝ้าสมบัติในประตูมิติมานานหลายร้อยปี แทนที่จะอยู่ในห้วงจิตเทพเฉกเช่นสัตว์เทพตนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ชอบใช้ชีวิตบนแดนสวรรค์ ชอบเฝ้าถ้ำและรอคอยกลั่นแกล้งมนุษย์แสนละโมบเทพบิดรผู้มีสัตว์เทพนับร้อยเลยไม่อยากขัดใจ ท่านเทพปล่อยให้มังกรขี้หวงเฝ้าของรักได้ตามใจชอบ“ท่านเทพบิดร รู้หรือไม่ว่าท่านลงมาแดนมนุษย์”“ท่านพ่อนั่นแหละส่งข้ามา เรียกว่าเนรเทศก็ไม่ต่าง”“น่าแปลก เพราะปกติท่านเทพบิดรไม่เคยมอบพลังให้บุตรยามส่งลงมาดัดนิสัย เอ่อ…ยามเนรเทศ เอ่อ…ส่งลงมาเรียนรู้แดนมนุษย์ ขออภัยที่ข้ากล่าวผิดไปบ้าง”เอ่ยว่ากล่าวผิดแต่กลับยิ้มตรงมุมปาก สตรีตรงหน้าช่างน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย“ท

















