เข้าสู่ระบบเดินทางรอนแรมมานานถึงสองเดือนเต็ม ในที่สุดคนตระกูลถังก็เดินทางมาหยุดอยู่หน้าป้อมปราการประตูเมืองเสวียน เมืองชายแดนทางทิศตะวันออกซึ่งมีเขตติดกับทะเล
มีโจวซีเฉินหรือเฉินอ๋อง พระเชษฐาวัยสามสิบหกปีของโจวเฉียนหลงฮ่องเต้ เป็นผู้ปกครองเมืองชายแดนแห่งนี้
คนผู้นั้นอาศัยอยู่เมืองหลวงแค่เพียงสิบห้าปี ก็ย้ายมาอาศัยอยู่เมืองชายแดนพร้อมกับมารดา ซึ่งถูกบิดาเนรเทศออกจากวังหลวงอย่างไม่เป็นธรรม
เมื่อเปลี่ยนจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้น น้องชายต่างมารดาจึงมอบตำแหน่งใหญ่ค้ำคอให้ดูแลเมืองเสวียน หรือนัยหนึ่งคือห้ามให้เขาเดินทางเข้าเมืองหลวงนั่นเอง
กึก!
สองขาเรียวหยุดเดินทันทีเมื่อเข้าใกล้หน้าประตูเมือง เนื่องจากสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัยหลายอย่าง ทว่าเพียงชั่วครู่ความหวั่นเกรงเหล่านั้นได้จางหายไปทันที เมื่อฉุกคิดได้ว่าไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าไม้ตะพดของท่านเทพบิดรห้าหมื่นปี!
มารดาผู้เป็นมารขาวอักขระโฉมงามกว่าสตรีใดในใต้หล้า ไปตกหลุมรักตาแก่จอมดุผู้นั้นได้อย่างไรกัน ทุกวันนี้บุตรสาวเช่นนางยังไม่ค่อยเข้าใจเลย
กลับมาที่ครอบครัวมนุษย์สุดแสนน่ารัก ยามนี้บิดาผู้บาดเจ็บหนักตามคำสั่งของบุตรสาว ได้รับการช่วยเหลือจากองครักษ์เสื้อแพรประคองพาเดินตามมาติด ๆ
คนแกล้งขาหักเดินลากขาตามพื้นดินอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้ง ๆ ที่ขากับสะโพกซึ่งถูกตีอย่างหนัก หายดีตั้งแต่สามวันแรกที่ได้รับโอสถลงอักขระขั้นสูง
ถังเย่วเหยาชำเลืองมองท่าทีอ่อนแรงปวกเปียกอย่างกับคนป่วยหนัก ท่านพ่อของนางน่าจะไปทำมาหากินด้านการแสดงงิ้ว มากกว่าเอาดีด้านการดูแลสำนักคุ้มภัยเสียอีก
ข้างกายคนแกล้งเจ็บมีฮูหยินผู้งดงามอ่อนหวาน และบุตรชายวัยเพียงห้าหนาวที่มองดี ๆ คงรู้ว่าแก้มกลม ๆ นั้นกลมยิ่งกว่าเดิม
‘หรือนางป้อนขนมหวานเจ้าเด็กน้อยมากเกินไป’
ผู้มาเยือนทั้งแปดคนต่างจ้องมองไปที่ประตูไม้สลักบานใหญ่ เมืองชายแดนแห่งนี้มีป้อมปราการแข็งแกร่งกว่าที่คิด แต่อากาศโดยรอบร้อนระอุยิ่งกว่าฤดูร้อนในเมืองหลวง ทำให้ทุกคนต่างจ้องมองกันอย่างนึกห่วงใย
“เหยาเหยา อาเหลียน อาห้าว ไหวกันหรือไม่ เหตุใดอากาศของเมืองนี้จึงร้อนมากถึงเพียงนี้”
เสียงอ่อนแรงของถังเว่ยหาน เอ่ยถามคนในครอบครัวอย่างนึกเป็นห่วง
เขาเป็นบุรุษอากาศจะร้อนหรือหนาวย่อมทนได้ทั้งนั้น แค่นึกว่าผิวพรรณขาวนวลเนียนของภรรยากับบุตร ต้องรับสัมผัสกับอากาศร้อนจัด หัวใจอ่อนแอเป็นทุนเดิมยิ่งเจ็บปวดเพิ่มขึ้น
เป็นผู้นำครอบครัวแต่กลับหลงเชื่อคำสหายชั่ว พาครอบครัวมาตกระกำลำบาก หากไม่มีบุตรสาวแสนดีและเก่งกาจ ตระกูลถังคงน่าสมเพชเวทนามากกว่าที่เป็นอยู่
“ขอแค่ท่านพี่ปลอดภัย ข้าอยู่ได้ทุกที่เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่ากังวลไปเลย”
ฮูหยินผู้งดงามขานรับคำของสามี แค่เขาปลอดภัยมีลมหายใจอยู่เคียงข้างกัน ต่อให้ยากลำบากแค่ไหนนางก็จะอดทน
“ข้ากับอาห้าวสบายดีเจ้าค่ะ ใช่หรือไม่อาห้าว”
ท้ายประโยคใบหน้าหวานยิ่งกว่ามารดา หันไปถามไถ่น้องชายตัวน้อย ซึ่งยามนี้แก้มแดงสุกปลั่งยิ่งกว่าผลไม้สุกงอม
คนขี้ร้อนไม่ต่างจากน้องชาย อยากรีบซื้อจวนและลงอักขระเย็นสบายเต็มที แต่จำเป็นต้องเดินตามองครักษ์ทั้งสี่คน เพื่อไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการของเมืองเสวียนเสียก่อน
เข้าตามตรอกออกตามกำแพง นั่นคือปณิธานของนาง!
“ขอรับ อาห้าวทนได้”
เด็กน้อยรู้สึกร้อนมากเหงื่อไหลย้อยเต็มหลัง แต่ในเมื่อทุกคนบอกว่าอดทนได้ เขาเลยพูดตามอย่างไร้เดียงสา
“คุณหนูต้องไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการของเมืองก่อนนะขอรับ ผู้ช่วยท่านเจ้าเมืองจะเป็นคนออกมารับเรื่องของผู้ถูกเนรเทศ พวกข้าจะตามไปส่งแต่พอถึงศาลาว่าการ พวกข้าจำเป็นต้องเดินทางกลับทันทีตามพระบัญชาของฝ่าบาท”
คนกล่าวมีสีหน้าเศร้าใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนี้คงไม่ได้รับใช้สตรีผู้เก่งกาจอีกแล้ว
เดินทางไกลนับพันลี้ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นปลอดภัย แต่พวกเขาผ่านมาได้ง่ายเพราะสตรีนามถังเย่วเหยา!
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสี่คนมากนะเจ้าคะ หากมีโอกาสเราคงได้พบกันอีก อย่าลืมเรื่องที่ข้าแจ้งไปนะเจ้าคะ พวกท่านจะได้มีผลงานชิ้นใหญ่”
“ขอรับคุณหนู”
เรื่องที่แจ้งไม่พ้นหลักฐานการเอาผิดสหายของบิดา ใช่ว่าคืนนั้นนางจะลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว หลักฐานชิ้นสำคัญจากจวนหลังสุดท้ายนางก็นำมาด้วย
แต่เรื่องนี้คนตระกูลถังไม่มีใครรู้ มีเพียงองครักษ์ทั้งสี่คนที่รับรู้และรับมอบหลักฐานลายนิ้วมือ ซึ่งผู้นำตระกูลทั้งสี่ตระกูลได้ลงนามส่งคนในสำนักคุ้มภัยของพวกตน ให้ไปช่วยเจิ้นอ๋องเพื่อตบตาบิดาของนาง
แต่พอเกิดเรื่องกลับกลายว่ามีเพียงหนังสือลงนามฉบับนั้น ฉบับที่มีเพียงลายนิ้วมือผู้นำตระกูลถังเพียงผู้เดียว!
แค่คิดใบหน้างามก็ยกยิ้มตรงมุมปาก นางเฝ้ารอคอยให้คนพวกนั้นตามมาเมืองเสวียน หรือไม่แน่อาจจะถูกส่งไปเมืองอื่น เรื่องนั้นคงสุดแล้วแต่พระบัญชาของฮ่องเต้
ยิ่งกับชายหญิงคู่นั้นนางยิ่งอยากให้ตามมาเมืองเสวียนเสียจริง อยากรู้นักว่ายามที่ความรักต้องก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบาก ความรักสุกงอมของคนทั้งคู่จะยังอยู่ดีหรือไม่
อีกหนึ่งสาเหตุที่ตระกูลถังต้องถูกเนรเทศ เพราะแม่ดอกบัวขาวบุตรีตระกูลหานอยากกำจัดตระกูลถัง เพื่อไม่ให้ถังเย่วเหยากับบุตรชายตระกูลจ้าวหมั้นหมายกัน บิดาของหานเจาเจาจึงเร่งลงมือเพื่อความรักของบุตรสาว
‘ตามมาทีเถิดข้าอยากชมความสนุกจะแย่’
ยามนี้ครอบครัวผู้ถูกเนรเทศได้เดินกลับเข้าไปในรถม้าอีกครั้ง หลังจากนั้นรถม้าคันเก่า ๆ ก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งสูงจนแหงนหน้ามองคอแทบเคล็ด
ตรงจุดนี้มีนายทหารเฝ้าประตูอยู่หลายสิบคน เมื่อเห็นสัญลักษณ์ขององครักษ์เสื้อแพรจากเมืองหลวง พวกเขาจึงปล่อยให้รถม้าของผู้มาเยือนเคลื่อนผ่านไปโดยง่าย
นายทหารเฝ้าประตูหลายคน แอบชำเลืองมองเข้าไปในรถม้าคันเก่าอย่างสนใจ พลางคิดว่าคนในรถม้าคงเป็นผู้มากด้วยอำนาจ แต่ทำผิดร้ายแรงเลยมีองครักษ์หลวงคุ้มกันมาเช่นนี้ เพราะปกติจะมีเพียงนายทหารปลายแถวควบคุมตัวผู้ถูกเนรเทศ มาส่งให้ท่านเจ้าเมืองดูแลไปตามสภาพ
สองเดือนต่อจากนั้นตระกูลหานจากเมืองหลวง ได้ถูกท่านเจ้าเมืองเสวียนเนรเทศต่อไปยังเมืองป๋าย สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้ถูกผู้ใดกลั่นแกล้งทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำโดยยั้งคิดหานเจาเจา ถูกตีตราให้เป็นนักโทษในเหมืองแร่ ต้องทำงานในเหมืองทุกวันยกเว้นนายจ้างให้หยุดพัก รับสภาพลูกจ้างเต็มตัวส่วนบิดามารดาของนางมีอาการเจ็บป่วย จึงได้พักผ่อนในความดูแลของเจ้าเมืองป๋ายไม่ต่างจากผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ เจ็บป่วยมีหมอดูแลไปตามสมควรสาเหตุที่ตระกูลหานถูกเนรเทศซ้ำซ้อน เพราะบุตรีคิดวางยาปลุกกำหนัดท่านเจ้าเมืองเสวียน!ท่านเจ้าเมืองผู้ถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมความเด็ดขาดและไม่ยอมลดโทษใด ๆ ทั้งนั้นหานเจาเจามีโอกาสลงมือแต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะท่านเจ้าเมืองระวังตัวดียิ่งกว่าผู้ใด หากว่าภรรยาดูแลเขาดีมากแล้ว เหล่าองครักษ์ย่อมดูแลดีไม่ต่างกันทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกจวน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำชา ล้วนถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไร้ช่องโหว่ให้คนร้ายในเงามืดเล่นงานห้าเดือนผ่านไป“แอ้ แอ้”เสียงร้องเรียกหามารดา ของทารกชายหญิงคู่แฝดวัยเพียงสามเดือนกว่า“หยูหยู หลงหลง อยู่กับท่านตาท่านยายก่อน บิดามารดาขอ
ในวันแต่งงานของคนทั้งคู่ ท่านเจ้าเมืองขี่ม้าศึกไปรับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง วันนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหลายอย่าง แต่เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขยิ่งนักเปาะ! แปะ! เปาะ! แปะ!เช้าวันนั้นได้เกิดเสียงแห่งสวรรค์ ตกลงกระทบหลังคาแต่ละจวนชาวเมืองเสวียนรีบออกมามุงดูเสียงนั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น พวกเขาต่างภาวนาให้เกิดขึ้นจริง‘ใช่เสียงฝนแน่หรือ’‘พวกเจ้าหูฝาดไปหรือไม่’‘ข้ามั่นใจว่าใช่เสียงฝน เสียงนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อยี่สิบปีก่อน’ท่ามกลางแสงแดดระอุกลับมีฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินซึ่งแต่เดิมแห้งแตกระแหงรีบดูดกลืนน้ำจืดลงดิน คล้ายกับหิวกระหายไม่ต่างจากมนุษย์ ชาวเมืองเสวียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างออกมาวิ่งเล่นรับน้ำฝนกันอย่างมีความสุข โอ่งเก็บน้ำ ถังรองน้ำ หม้อ ไห จาน ถ้วย ของใช้ภายในครัว ถูกนำมารองน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มเต็มใบหน้า หางตาของเขามีน้ำซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของบุรุษ ผู้ซึ่งแบกรับภาระหนักมานานหลายปี มีฮูหยินคนงามคอยเคียงข้างไม่ห่างกาย“พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานเมืองของเราคงกลับมาอุดมสมบูรณ์”นิ้วเรียวกรีดซับน้ำตาให้สามีอย่างเอ็นดู
ตู้ม! ตู้ม!เสียงระเบิดพลังปราณดังสนั่นบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรอยแยกใจกลางบึงกว้าง มนุษย์ผู้มีพลังปราณสีม่วงเข้ม กระโดดลงไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นกลิ่นอายมารดำใต้บึงใหญ่ ซึ่งยามนี้สายน้ำแยกออกกว้างจนมองเห็นโคลนตม ทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้งานทันใดนั้นลำแสงสีม่วงบริสุทธิ์ จึงเริ่มขุดค้นหาดวงจิตอันทรงพลัง ทว่ายามนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก น้ำเต้ากักมารถูกเปิดฝาอ้ารอคอยการกักเก็บ“อ้าก!!!!”เสียงร้องดังโหยหวนอย่างเจ็บปวด เกิดจากลำแสงสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ตามตำราลับ กำลังเกี่ยวรัดกอบกุมกลุ่มควันสีดำสนิทตรงกลางกลุ่มควันก้อนนั้น มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งฝังอยู่ พวกเขาหลีกเลี่ยงการมองดวงตาคู่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถูกราชามารดำครอบงำโจวซีเฉินอ๋อง คือบุรุษผู้ตรงตามตำราปราบมารทุกประการ ทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง พลังปราณสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของมารขาวอักขระ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้ามาก่อน“ฟู่หย่งไต้ เตรียมรับให้ดี”“ส่งมาเลยท่านเจ้าเมือง”สองบุรุษทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ถังเย่วเหยาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายนางชื่นชมบุรุษทั้งสองยิ่ง
คราแรกมังกรหนุ่มแปลกใจมาก เขาได้กลิ่นอายของผู้เป็นนายมาเยือนถึงที่ แต่กลับพบเพียงสตรีรูปโฉมงดงามอ้อนแอ้น ทว่าเมื่อนึกดูดี ๆ จึงจดจำได้ว่าท่านเทพบิดร มีบุตรีอายุน้อยเป็นมารขาวอักขระ“ข้ามาขอน้ำเต้ากักมาร ตำราลับ และน้ำตาของท่านไปรักษาคนตาบอด”ถังเย่วเหยาลอยตัวลงต่ำ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามังกรเจ้าของถ้ำ พร้อมทั้งรีบบอกความต้องการของตนบุรุษร่างกึ่งมังกรผู้นี้ คือสัตว์เทพของท่านเทพบิดร นางเพิ่งรู้เมื่อตอนเปิดดวงตาสวรรค์!มังกรตนนี้อยู่เฝ้าสมบัติในประตูมิติมานานหลายร้อยปี แทนที่จะอยู่ในห้วงจิตเทพเฉกเช่นสัตว์เทพตนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ชอบใช้ชีวิตบนแดนสวรรค์ ชอบเฝ้าถ้ำและรอคอยกลั่นแกล้งมนุษย์แสนละโมบเทพบิดรผู้มีสัตว์เทพนับร้อยเลยไม่อยากขัดใจ ท่านเทพปล่อยให้มังกรขี้หวงเฝ้าของรักได้ตามใจชอบ“ท่านเทพบิดร รู้หรือไม่ว่าท่านลงมาแดนมนุษย์”“ท่านพ่อนั่นแหละส่งข้ามา เรียกว่าเนรเทศก็ไม่ต่าง”“น่าแปลก เพราะปกติท่านเทพบิดรไม่เคยมอบพลังให้บุตรยามส่งลงมาดัดนิสัย เอ่อ…ยามเนรเทศ เอ่อ…ส่งลงมาเรียนรู้แดนมนุษย์ ขออภัยที่ข้ากล่าวผิดไปบ้าง”เอ่ยว่ากล่าวผิดแต่กลับยิ้มตรงมุมปาก สตรีตรงหน้าช่างน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย“ท
เบื้องหน้าของกลุ่มนักเดินทางในยามนี้คือถ้ำขนาดใหญ่ ปากถ้ำเปิดกว้างสูงเด่นตระหง่าน มองเข้าไปข้างในรู้สึกได้ถึงรังสีอันตรายบางอย่าง ซึ่งลึกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าผู้เฝ้าครองผลพิรุณ“ถ้ำแห่งนี้มีบางอย่างที่สำคัญ”ฟู่หย่งไต้ไม่ได้คิดไปเอง เพราะมีดสั้นสำหรับเปิดฝาน้ำเต้ากักมารกำลังสั่นไหวอยู่ใต้อาภรณ์“ในถ้ำนี้มีมังกร ถ้ำมังกรยังอยู่เช่นเดิมไม่ต่างจากวันวาน แต่รังสีอันตรายมากกว่าตอนนั้นยิ่งนัก”ถึงแม้จะจดจำเส้นทางไม่ได้ เพราะในประตูมิติปรับเปลี่ยนสภาพอากาศอยู่ตลอด แต่พอเห็นปากถ้ำลักษณะเปิดกว้างลึกถึงเพดาน โจวซีเฉินจึงจดจำได้ทันที“ผ่านมานานหลายปี มังกรตนนั้นอาจบรรลุพลังปราณขั้นสูงสุดแล้วเจ้าค่ะ”ถังเย่วเหยาออกความเห็นบ้าง ต่อให้รู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย ทว่าจำเป็นต้องเดินหน้าให้สุดทางหลังจากผูกม้าในที่ลับตาคน ทั้งห้าชีวิตจึงก้าวเดินเข้าไปใกล้ปากถ้ำ ทุกคนคิดไม่ต่างกันคือเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะมองเห็นแสงสว่างตรงปลายทางเมื่อเข้าใกล้อุโมงค์หินช่วงปากถ้ำ ไอหมอกประหลาดสีขาวหม่น ได้พ่นออกมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ หมอกสีหม่นกลืนหายทุกชีวิตประดุจมัจจุราชไร้เงาทั้งห้าคนเลือนหายไปกับสายหมอก ทันใดนั้นปากถ
‘สหายข้าเองนามไป๋เซ่อ บอกนางไปว่าเสวียนจูขอผลพิรุณสักสี่ผล’‘บอกอย่างไร ในห้วงจิตหรือพูดออกเสียง’‘ใช้ปราณมารขาวของเจ้า เข้าไปพูดคุยกับนางในห้วงจิต’เมื่อรู้วิธีพูดคุยกับสัตว์อสูรซึ่งไม่ได้อยู่ในพันธะสัญญาของตน ถังเย่วเหยาจึงตะโกนบอกกล่าวให้เหล่าบุรุษรับรู้“พี่ซีเฉินอยู่กันนิ่ง ๆ ก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องการพูดคุยกับอสรพิษตนนี้”“ว่าอย่างไรนะ”โจวซีเฉินถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตนเอง แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่เขาจึงเงียบรอฟัง“เชื่อใจข้าเถิดเจ้าค่ะ”“ทุกคนห้ามทำอะไรทั้งนั้น รอฟังคำสั่งอย่างเดียว”เสียงเข้มของท่านเจ้าเมือง ตะโกนสั่งการบุรุษอีกสามคน ต่อให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาเลือกเชื่อนาง“เข้าใจแล้ว”ฟู่หย่งไต้ขานรับก่อนใคร เขาอยากรู้เช่นกันว่าถังเย่วเหยาจะเจรจาอย่างไรกับอสรพิษตัวนี้ในตำราของตระกูลฟู่ เขียนเอาไว้ว่าเคยมีผู้กระทำเช่นกัน ทว่าผู้นั้นไม่ใช่มนุษย์ถังเย่วเหยาปล่อยพลังปราณสีดำของมารขาวอักขระ ให้เข้าไปในห้วงจิตของอสรพิษตัวใหญ่ นางเรียนรู้วิธีนี้มาจากมารดาในแดนมารจึงกระทำได้โดยง่ายการกระทำนี้ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงพลังปราณ มีเพียงสัตว์อสูรกึ่งเซียนตรงหน้า ซึ่งยามนี้รับรู้แล้วว







