Home / รักโบราณ / ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ / หน้าตาแบกทั้งเมือง

Share

หน้าตาแบกทั้งเมือง

last update publish date: 2026-07-22 14:41:59

เมื่อเดินทางมาถึงศาลาว่าการของเมือง สี่คนพ่อแม่ลูกจำเป็นต้องนั่งลงกับพื้นดินที่แตกระแหงอย่างแปลกประหลาด เพื่อรอคอยให้ผู้ช่วยท่านเจ้าเมืองออกมารับผู้ถูกเนรเทศ

เมืองเสวียนอากาศแห้งแล้งมาก เนื่องจากฝนไม่ตกมานานหลายปี พื้นดินจึงแตกระแหงเป็นทางยาว มองเห็นเป็นรอยพื้นปริแยกทั้งรอยเล็กและรอยใหญ่ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกท้อถอยในชะตาชีวิต หากต้องตั้งรกรากอยู่ที่นี่ไปทั้งชีวิตนางคงไม่อาจนิ่งดูดาย

ถ้าไม่ได้เตรียมน้ำดื่มมาจากเมืองอื่น ป่านนี้ทุกคนในครอบครัวคงคอแห้งผากแทบกลืนน้ำลายไม่ลงเลยทีเดียว มองเห็นแดดซึ่งระอุขึ้นตามพื้นดิน เห็นทีคืนนี้นางคงต้องไปทบทวนอักขระใหญ่ ๆ ขั้นสูงเพื่อกระทำการบางอย่าง

‘อักขระใหญ่ ๆ ที่ท่านแม่เคยสอนข้าจำได้บ้างไม่ได้บ้าง คงต้องลองดูก่อนสักตั้ง’

ถังเย่วเหยาแอบลงอักขระง่าย ๆ อย่างอักขระเย็นสบาย ไว้บนอาภรณ์ของคนในครอบครัว ทั้งสี่ชีวิตจึงไม่ได้รู้สึกร้อนอย่างคราแรกที่มาถึงป้อมปราการ แค่ดื่มน้ำอย่างพอเพียงก็อยู่ได้สบายตลอดทั้งวัน แก้มแดง ๆ ของเด็กชายจึงเริ่มหายไปบ้างแล้ว

แต่ไม่ใช่กับอีกห้าครัวเรือนผู้ถูกเนรเทศไม่ต่างกัน ซึ่งเดินทางมาถึงเมืองเสวียนในวันเดียวกัน คนเหล่านั้นร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ กระทั่งบางครั้งมีกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยวโชยมาตามลม

อาห้าวตัวจ้อยทำหน้าพะอืดพะอมคล้ายอยากอาเจียนอยู่หลายรอบ เพราะเหม็นกลิ่นเหงื่อไคลหมักหมม พี่สาวต้องคอยนำน้ำดื่มจ่อปากน้องชายอยู่เรื่อย

ทางด้านองครักษ์เสื้อแพรเดินทางกลับไปก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนจากกันถังเย่วเหยาก็ไม่ลืมถอนอักขระมนตราออกทั้งหมด เพื่อไม่ให้องครักษ์ทั้งสี่คนเอาแต่คิดถึงผู้ถือครองอักขระในเชิงชู้สาว

“อึก! อึก!”

เสียงดื่มน้ำของสตรีผู้สวมผ้าคลุมใบหน้าทั้งสองคน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ

ช่วงนี้ผู้ถูกเนรเทศกำลังนั่งรอคอยคนของทางการ ให้มาทำเรื่องลงทะเบียนรับพลเรือนชั้นรอง ทำให้ผู้กระหายน้ำจ้องมองด้วยสายตาอิจฉาปนเศร้าสร้อย

“ท่านแม่ข้าเกรงว่าที่นี่จะแปลกไปหมดทุกอย่าง แห้งแล้งจนผู้คนอิจฉาแม้กระทั่งตอนพวกเราดื่มน้ำ”

“ดีที่บิดาเจ้าให้พวกเราสวมผ้าคลุมใบหน้า ไม่อย่างนั้นคงน่าหวาดกลัวยิ่งกว่านี้”

มารดากระซิบตอบกลับบุตรสาว พลางกระชับผ้าคลุมหน้าสีเข้มให้แนบไปกับใบหน้าเรียวงาม

“สวมไว้เถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวผู้คนจะจ้องมองมากเกินไป ข้าเพิ่งรู้สึกว่าการที่ท่านพ่อหวงท่านแม่มีประโยชน์มากก็วันนี้”

สองแม่ลูกตระกูลถัง ก้มลงกระซิบพูดคุยกันเสียงเบายิ่งกว่าเสียงกลืนน้ำลงคอเสียอีก

ดวงตากลมโตของสตรีอายุน้อยกว่า จ้องมองไปยังผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ ด้วยความรู้สึกเวทนายิ่งนัก เพราะสภาพแต่ละคนแลดูหิวโหยและอ่อนแรงมาก

“พวกท่านอยากดื่มน้ำหรือไม่”

จิตวิญญาณกึ่งเทพทนมองความอดอยากไม่ไหว จึงหันไปถามผู้ถูกเนรเทศอีกห้าครอบครัวซึ่งนั่งถัดไปไม่ไกล นับดูแล้วมีคนมากถึงยี่สิบคนเลยทีเดียว

“แม่หนูข้าขอน้ำให้ลูกเมียบ้างจะได้หรือไม่”

ชายวัยกลางคนลักษณะท่าทางดีผู้หนึ่ง ตัดสินใจร้องขอน้ำดื่มจากคนแปลกหน้าทันทีที่ถูกหยิบยื่นไมตรี ศักดิ์ศรีทุกอย่างเขาวางมันลงทั้งหมด ตั้งแต่เป็นต้นเหตุให้ครอบครัวตกระกำลำบากเช่นนี้

เพราะชะล่าใจว่าน้ำดื่มมีอยู่ทุกที่ พวกเขาจึงไม่ได้เตรียมน้ำมาจากเมืองก่อนหน้า ยามนี้จึงรู้สึกคอแห้งแทบหมดแรง ยิ่งมาเจอสภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางก็ยากจะทนไหว

“ได้เจ้าค่ะ”

เอาเถิดต่อให้กระทำผิดมาคงไม่ชั่วหนักสักเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นคงถูกประหารชีวิตกันทั้งตระกูลไปแล้ว หรืออีกอย่างอาจจะถูกกลั่นแกล้งเช่นเดียวกับตระกูลถัง

“พวกข้าขอด้วยได้หรือไม่”

น้ำเสียงอ่อนแรงของสตรีวัยกลางคนอีกหนึ่งครอบครัว เอ่ยขอน้ำดื่มแทนสามีและบุตรตัวเล็ก ๆ ซึ่งยามนี้ผู้เป็นสามีต้องนอนนิ่ง ๆ เพราะหน้ามืด

“ข้าขอด้วย แม่หนูได้โปรดเมตตา”

ผู้คนจากอีกสามครัวเรือนร้องขอไม่ต่างกัน พวกเขามาจากเมืองหนาวไม่คิดเลยว่าจะได้พบเจอสภาพอากาศร้อนมากขนาดนี้

“ได้ทุกคนเจ้าค่ะ อย่าได้กังวล ข้ามีซาลาเปามาด้วยประเดี๋ยวจะมอบให้พวกท่านคนละสองลูก”

เสียงหวานตอบรับด้วยท่าทีผ่อนคลาย พลางทำทีล้วงมือเข้าไปในถุงย่ามขนาดใหญ่เกินตัว จากนั้นจึงหยิบกระบอกน้ำดื่มและซาลาเปาออกมา เพื่อมอบให้คนหิวโหยได้ดื่มกินประทังชีวิต

โชคดีที่ซาลาเปาของนางแอบทำให้เย็นลงแล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะมีคนสงสัยว่าเหตุใดจึงยังร้อนหอมกรุ่น เหมือนเพิ่งลงจากเตาฟืนมาใหม่ ๆ 

หากท่านพ่ออายุห้าหมื่นปีของนางรับรู้เรื่องการช่วยเหลือในครั้งนี้ ท่านคงดีใจจนแทบร้องไห้ ที่บุตรสาวคนเล็กประพฤติตนคล้ายเทพเข้าไปทุกที

หลังจากดื่มน้ำและกินซาลาเปาจนอิ่มหนำ พวกเขาต้องรีบเก็บกระบอกน้ำให้มิดชิด เมื่อได้ยินเสียงคนของทางการดังมาแต่ไกล

“ผู้ถูกเนรเทศจงฟังทางนี้ ข้าจะกล่าวเพียงรอบเดียว หากผู้ใดฟังแล้วไม่เข้าใจคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”

เสียงเข้มของผู้ช่วยท่านเจ้าเมือง ประกาศเสียงดังก้องด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเต็มกลืน

เมืองชายแดนแห่งนี้ต้องคอยรับแต่พวกเดนตายอยู่เรื่อย จนตอนนี้มีมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากร มองไปทางไหนพบเจอแต่พวกหิวโซ

ให้ตายเถิดเขาอยากมองสตรีงดงามบ้างไม่ได้หรือ ที่พบเห็นตามร้านน้ำชาของพลเมืองชั้นหนึ่งก็มีน้อยเต็มที!

ท่านเจ้าเมืองต้องคอยมอบน้ำมอบอาหาร เจ้านายของเขาถูกปฏิบัติยิ่งกว่ากระโถนท้องพระโรง คอยแต่เลี้ยงดูชาวเมืองที่ไม่ถูกยอมรับ ต่อให้มีแรงงานมาแลกก็นับว่าไม่คุ้มสักเท่าไหร่

“มีที่พักเป็นจวนขนาดเล็กอยู่ติดกัน พวกเจ้าต้องนอนเบียด ๆ กันสักหน่อย ทางเมืองหลวงไม่ได้สนับสนุนตำลึงเลยสักครั้ง”

“หากข้าอยากซื้อจวนเองเล่าเจ้าคะ จะผิดกฎอันใดหรือไม่”

ถังเย่วเหยาเอ่ยถามทันที นางอยากรู้เพื่อจะได้หาทางแก้ไข หากถูกขัดขวางจะได้หาทางจัดการในแบบของนาง

“ฮ่า ฮ่า พวกเดนตาย จะเอาตำลึงที่ไหนมาซื้อจวนในเมืองที่ข้าวของราคาแพงยิ่งกว่าเมืองหลวงหลายเท่า”

“แล้วซื้อได้หรือไม่”

“เหยา เหยาใจเย็น ๆ ลูก”

เสียงบิดากระซิบพร้อมทั้งลูบหลังบุตรสาวให้ใจเย็นลง เห็นฝีมือก้าวกระโดดและนิสัยมุทะลุยิ่งกว่าเดิมมาร่วมสองเดือน เขาจึงนึกหวั่นเกรงว่าบุตรสาวจะสังหารผู้ช่วยท่านเจ้าเมือง

“อะ แฮ่ม! ได้หากมีตำลึงมากพอ”

ผู้ช่วยท่านเจ้าเมืองถึงกับกระแอมเสียงในลำคอ เมื่อได้ยินวาจาห้าวหาญดังมาจากสตรีผู้สวมผ้าคลุมใบหน้า ไม่รู้ทำไมตอนจ้องมองดวงตาคู่นั้นเขาจึงรู้สึกหวาดหวั่นแปลก ๆ

“ก็แค่นั้น ชี้แจ้งต่อเถิดเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากรู้เรื่องนี้เท่านั้น ขออภัยทุกท่านที่ข้าพูดแทรกผู้ใหญ่”

ศีรษะเล็กยอมก้มหัวลงขณะยังคงนั่งอยู่กับพื้นดิน จากนั้นจึงขยับหมุนกายเพื่อคำนับไปรอบทิศทาง

“ซื้อได้ทุกอย่าง ขอแค่อยู่กันอย่างสงบสุข หากผู้ใดไม่มีตำลึงจ่ายก็เข้าพักที่จวนของทางการ”

เสียงทุ้มของผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ดวงตาคมกริบมองผ่านผู้ถูกเนรเทศด้วยสีหน้าเฉยชา ทว่าดวงตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจกล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ!”

เสียงผู้ช่วยท่านเจ้าเมืองเอ่ยแก้ตัวทันที เพราะรู้สึกหวั่นเกรงผู้เป็นนาย เขาแค่เผลอพูดระบายความในใจออกไปก็เท่านั้น

‘ท่านเจ้าเมืองเช่นนั้นหรือ ช่างรูปงามเป็นหน้าเป็นตาให้เมืองเสวียนยิ่งนัก เอาล่ะที่ข้าคิดว่าเมืองนี้ไม่มีอะไรดี เช่นนั้นจะขอเว้นไว้สักเรื่องก็แล้วกัน อย่างน้อย ๆ ยังมีท่านเจ้าเมืองที่รูปงามยิ่งกว่าผู้ใด’

ความในใจของสตรีผู้คลุมใบหน้ามิดชิด ซึ่งยามนี้ทำเพียงยกยิ้มอยู่ใต้ผ้าคลุม เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่พูดจารื่นหูน่าฟังกว่าผู้ใต้ปกครอง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   ความสุขของข้าผู้ถูกเนรเทศ (จบบริบูรณ์)

    สองเดือนต่อจากนั้นตระกูลหานจากเมืองหลวง ได้ถูกท่านเจ้าเมืองเสวียนเนรเทศต่อไปยังเมืองป๋าย สามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้ถูกผู้ใดกลั่นแกล้งทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำโดยยั้งคิดหานเจาเจา ถูกตีตราให้เป็นนักโทษในเหมืองแร่ ต้องทำงานในเหมืองทุกวันยกเว้นนายจ้างให้หยุดพัก รับสภาพลูกจ้างเต็มตัวส่วนบิดามารดาของนางมีอาการเจ็บป่วย จึงได้พักผ่อนในความดูแลของเจ้าเมืองป๋ายไม่ต่างจากผู้ถูกเนรเทศคนอื่น ๆ เจ็บป่วยมีหมอดูแลไปตามสมควรสาเหตุที่ตระกูลหานถูกเนรเทศซ้ำซ้อน เพราะบุตรีคิดวางยาปลุกกำหนัดท่านเจ้าเมืองเสวียน!ท่านเจ้าเมืองผู้ถือเนื้อถือตัว ไม่ยอมความเด็ดขาดและไม่ยอมลดโทษใด ๆ ทั้งนั้นหานเจาเจามีโอกาสลงมือแต่กระทำไม่สำเร็จ เพราะท่านเจ้าเมืองระวังตัวดียิ่งกว่าผู้ใด หากว่าภรรยาดูแลเขาดีมากแล้ว เหล่าองครักษ์ย่อมดูแลดีไม่ต่างกันทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารนอกจวน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำชา ล้วนถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไร้ช่องโหว่ให้คนร้ายในเงามืดเล่นงานห้าเดือนผ่านไป“แอ้ แอ้”เสียงร้องเรียกหามารดา ของทารกชายหญิงคู่แฝดวัยเพียงสามเดือนกว่า“หยูหยู หลงหลง อยู่กับท่านตาท่านยายก่อน บิดามารดาขอ

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   ทีใครทีมัน ตอนปลาย

    ในวันแต่งงานของคนทั้งคู่ ท่านเจ้าเมืองขี่ม้าศึกไปรับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเอง วันนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นหลายอย่าง แต่เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขยิ่งนักเปาะ! แปะ! เปาะ! แปะ!เช้าวันนั้นได้เกิดเสียงแห่งสวรรค์ ตกลงกระทบหลังคาแต่ละจวนชาวเมืองเสวียนรีบออกมามุงดูเสียงนั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้น พวกเขาต่างภาวนาให้เกิดขึ้นจริง‘ใช่เสียงฝนแน่หรือ’‘พวกเจ้าหูฝาดไปหรือไม่’‘ข้ามั่นใจว่าใช่เสียงฝน เสียงนี้ข้าเคยได้ยินเมื่อยี่สิบปีก่อน’ท่ามกลางแสงแดดระอุกลับมีฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินซึ่งแต่เดิมแห้งแตกระแหงรีบดูดกลืนน้ำจืดลงดิน คล้ายกับหิวกระหายไม่ต่างจากมนุษย์ ชาวเมืองเสวียนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างออกมาวิ่งเล่นรับน้ำฝนกันอย่างมีความสุข โอ่งเก็บน้ำ ถังรองน้ำ หม้อ ไห จาน ถ้วย ของใช้ภายในครัว ถูกนำมารองน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นท่านเจ้าเมืองแย้มยิ้มเต็มใบหน้า หางตาของเขามีน้ำซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งของบุรุษ ผู้ซึ่งแบกรับภาระหนักมานานหลายปี มีฮูหยินคนงามคอยเคียงข้างไม่ห่างกาย“พวกเราทำสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานเมืองของเราคงกลับมาอุดมสมบูรณ์”นิ้วเรียวกรีดซับน้ำตาให้สามีอย่างเอ็นดู

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   ทีใครทีมัน ตอนต้น

    ตู้ม! ตู้ม!เสียงระเบิดพลังปราณดังสนั่นบึงน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรอยแยกใจกลางบึงกว้าง มนุษย์ผู้มีพลังปราณสีม่วงเข้ม กระโดดลงไปโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นกลิ่นอายมารดำใต้บึงใหญ่ ซึ่งยามนี้สายน้ำแยกออกกว้างจนมองเห็นโคลนตม ทำให้สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างรู้งานทันใดนั้นลำแสงสีม่วงบริสุทธิ์ จึงเริ่มขุดค้นหาดวงจิตอันทรงพลัง ทว่ายามนี้กลับอ่อนแอยิ่งนัก น้ำเต้ากักมารถูกเปิดฝาอ้ารอคอยการกักเก็บ“อ้าก!!!!”เสียงร้องดังโหยหวนอย่างเจ็บปวด เกิดจากลำแสงสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ตามตำราลับ กำลังเกี่ยวรัดกอบกุมกลุ่มควันสีดำสนิทตรงกลางกลุ่มควันก้อนนั้น มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งฝังอยู่ พวกเขาหลีกเลี่ยงการมองดวงตาคู่นั้นโดยตรง จะได้ไม่ถูกราชามารดำครอบงำโจวซีเฉินอ๋อง คือบุรุษผู้ตรงตามตำราปราบมารทุกประการ ทั้งชาติกำเนิดอันสูงส่ง พลังปราณสีม่วงเข้มบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของมารขาวอักขระ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้ามาก่อน“ฟู่หย่งไต้ เตรียมรับให้ดี”“ส่งมาเลยท่านเจ้าเมือง”สองบุรุษทำงานเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ถังเย่วเหยาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายนางชื่นชมบุรุษทั้งสองยิ่ง

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   เปิดดวงตาสวรรค์ ตอนปลาย

    คราแรกมังกรหนุ่มแปลกใจมาก เขาได้กลิ่นอายของผู้เป็นนายมาเยือนถึงที่ แต่กลับพบเพียงสตรีรูปโฉมงดงามอ้อนแอ้น ทว่าเมื่อนึกดูดี ๆ จึงจดจำได้ว่าท่านเทพบิดร มีบุตรีอายุน้อยเป็นมารขาวอักขระ“ข้ามาขอน้ำเต้ากักมาร ตำราลับ และน้ำตาของท่านไปรักษาคนตาบอด”ถังเย่วเหยาลอยตัวลงต่ำ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามังกรเจ้าของถ้ำ พร้อมทั้งรีบบอกความต้องการของตนบุรุษร่างกึ่งมังกรผู้นี้ คือสัตว์เทพของท่านเทพบิดร นางเพิ่งรู้เมื่อตอนเปิดดวงตาสวรรค์!มังกรตนนี้อยู่เฝ้าสมบัติในประตูมิติมานานหลายร้อยปี แทนที่จะอยู่ในห้วงจิตเทพเฉกเช่นสัตว์เทพตนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ชอบใช้ชีวิตบนแดนสวรรค์ ชอบเฝ้าถ้ำและรอคอยกลั่นแกล้งมนุษย์แสนละโมบเทพบิดรผู้มีสัตว์เทพนับร้อยเลยไม่อยากขัดใจ ท่านเทพปล่อยให้มังกรขี้หวงเฝ้าของรักได้ตามใจชอบ“ท่านเทพบิดร รู้หรือไม่ว่าท่านลงมาแดนมนุษย์”“ท่านพ่อนั่นแหละส่งข้ามา เรียกว่าเนรเทศก็ไม่ต่าง”“น่าแปลก เพราะปกติท่านเทพบิดรไม่เคยมอบพลังให้บุตรยามส่งลงมาดัดนิสัย เอ่อ…ยามเนรเทศ เอ่อ…ส่งลงมาเรียนรู้แดนมนุษย์ ขออภัยที่ข้ากล่าวผิดไปบ้าง”เอ่ยว่ากล่าวผิดแต่กลับยิ้มตรงมุมปาก สตรีตรงหน้าช่างน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย“ท

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   เปิดดวงตาสวรรค์ ตอนต้น

    เบื้องหน้าของกลุ่มนักเดินทางในยามนี้คือถ้ำขนาดใหญ่ ปากถ้ำเปิดกว้างสูงเด่นตระหง่าน มองเข้าไปข้างในรู้สึกได้ถึงรังสีอันตรายบางอย่าง ซึ่งลึกลับน่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าผู้เฝ้าครองผลพิรุณ“ถ้ำแห่งนี้มีบางอย่างที่สำคัญ”ฟู่หย่งไต้ไม่ได้คิดไปเอง เพราะมีดสั้นสำหรับเปิดฝาน้ำเต้ากักมารกำลังสั่นไหวอยู่ใต้อาภรณ์“ในถ้ำนี้มีมังกร ถ้ำมังกรยังอยู่เช่นเดิมไม่ต่างจากวันวาน แต่รังสีอันตรายมากกว่าตอนนั้นยิ่งนัก”ถึงแม้จะจดจำเส้นทางไม่ได้ เพราะในประตูมิติปรับเปลี่ยนสภาพอากาศอยู่ตลอด แต่พอเห็นปากถ้ำลักษณะเปิดกว้างลึกถึงเพดาน โจวซีเฉินจึงจดจำได้ทันที“ผ่านมานานหลายปี มังกรตนนั้นอาจบรรลุพลังปราณขั้นสูงสุดแล้วเจ้าค่ะ”ถังเย่วเหยาออกความเห็นบ้าง ต่อให้รู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย ทว่าจำเป็นต้องเดินหน้าให้สุดทางหลังจากผูกม้าในที่ลับตาคน ทั้งห้าชีวิตจึงก้าวเดินเข้าไปใกล้ปากถ้ำ ทุกคนคิดไม่ต่างกันคือเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะมองเห็นแสงสว่างตรงปลายทางเมื่อเข้าใกล้อุโมงค์หินช่วงปากถ้ำ ไอหมอกประหลาดสีขาวหม่น ได้พ่นออกมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ หมอกสีหม่นกลืนหายทุกชีวิตประดุจมัจจุราชไร้เงาทั้งห้าคนเลือนหายไปกับสายหมอก ทันใดนั้นปากถ

  • ข้าก็แค่ผู้ถูกเนรเทศ   ผลพิรุณ ตอนปลาย

    ‘สหายข้าเองนามไป๋เซ่อ บอกนางไปว่าเสวียนจูขอผลพิรุณสักสี่ผล’‘บอกอย่างไร ในห้วงจิตหรือพูดออกเสียง’‘ใช้ปราณมารขาวของเจ้า เข้าไปพูดคุยกับนางในห้วงจิต’เมื่อรู้วิธีพูดคุยกับสัตว์อสูรซึ่งไม่ได้อยู่ในพันธะสัญญาของตน ถังเย่วเหยาจึงตะโกนบอกกล่าวให้เหล่าบุรุษรับรู้“พี่ซีเฉินอยู่กันนิ่ง ๆ ก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องการพูดคุยกับอสรพิษตนนี้”“ว่าอย่างไรนะ”โจวซีเฉินถามกลับอย่างไม่เชื่อหูตนเอง แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่เขาจึงเงียบรอฟัง“เชื่อใจข้าเถิดเจ้าค่ะ”“ทุกคนห้ามทำอะไรทั้งนั้น รอฟังคำสั่งอย่างเดียว”เสียงเข้มของท่านเจ้าเมือง ตะโกนสั่งการบุรุษอีกสามคน ต่อให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่เขาเลือกเชื่อนาง“เข้าใจแล้ว”ฟู่หย่งไต้ขานรับก่อนใคร เขาอยากรู้เช่นกันว่าถังเย่วเหยาจะเจรจาอย่างไรกับอสรพิษตัวนี้ในตำราของตระกูลฟู่ เขียนเอาไว้ว่าเคยมีผู้กระทำเช่นกัน ทว่าผู้นั้นไม่ใช่มนุษย์ถังเย่วเหยาปล่อยพลังปราณสีดำของมารขาวอักขระ ให้เข้าไปในห้วงจิตของอสรพิษตัวใหญ่ นางเรียนรู้วิธีนี้มาจากมารดาในแดนมารจึงกระทำได้โดยง่ายการกระทำนี้ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงพลังปราณ มีเพียงสัตว์อสูรกึ่งเซียนตรงหน้า ซึ่งยามนี้รับรู้แล้วว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status