LOGINตอนที่ 1 คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย 2/2
ภายในวังโอ่อ่า เหล่าบรรดาหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ต่างพากันแต่งกายประชันโฉมอย่างไม่ยอมกัน
นั่งประจำที่ของตนตามที่จัดไว้
ตระกูลเซี่ยนั้นอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ประทับฮองเฮาทางฝั่งขวา หมายถึงความสำคัญลำดับต้น
เซี่ยหลัวเยี่ยน นั่งยังที่ของตนมิเหลือบแลผู้ใด คิ้วโก่งได้รูปราวพู่กันวาด แฝงความมั่นใจจนแทบกลายเป็นความเย่อหยิ่ง ริมฝีปากแต้มสีหม่น โครงหน้าคมชัด สง่างาม ไม่ต้องพยายามเติมแต่ง นางนั่งนิ่ง ราวกับที่นั่งนั้นถูกสร้างมาเพื่อรองรับตัวนางเพียงผู้เดียว
ข้างกายนางคือลูกพี่ลูกน้อง บุตรสาวจากบ้านรอง หลิวอวี้เหวิน ใบหน้านวลละมุนอ่อนโยน คิ้วเรียวโค้งนุ่ม กลับเสริมให้สีหน้านั้นอ่อนโยน อ่อนหวาน ราวกับผู้ไม่เจนโลก นางยิ้มเล็กน้อยอย่างสงบเสงี่ยมให้เซี่ยหลัวเยี่ยน หากแต่นางได้รับเพียงการเหลือบแลด้วยหางตา ใบหน้าเรียบเฉย ไม่ใส่ใจกลับมา หลิวอวี้เหวินจึงทำได้เพียงยิ้มบาง ๆ หลุบสายตาลง ใบหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อย เสียงซุบซิบดังขึ้นเมื่อหลายคนเห็นกิริยาท่าทางนั้นของเซี่ยหลัวเยี่ยน หากแต่เรื่องนั้นต้องถูกขัดจังหวะ เมื่อพิธีการเริ่มขึ้น องค์ฮองเฮาเสด็จเข้ามายังท้องพระโรงประทับนั่ง
“วังหลวงแคว้นเราเงียบสงบมานาน วันนี้จึงได้จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมา ให้เหล่าดอกไม้งามจากหลายตระกูลได้อวดความงดงาม นี่ถือเป็นโอกาสให้พวกเจ้าได้แสดงปัญญา มารยาท และคุณธรรมออกมา เริ่มพิธีได้”
สิ้นพระสุรเสียง ดนตรีได้เริ่มบรรเลง นางระบำออกมาร่ายรำงดงามตรงกลางลาน เมื่อจบการแสดง ฮองเฮาทรงยิ้มเพียงเล็กน้อย และให้ขันทีนำสิ่งที่เตรียมไว้ออกมา
“นี่คือหัวข้อ ถ้วยชาหกคุณธรรม แต่ละถ้วยติดป้ายเพียงคำเดียว” ขันทีเอ่ยประกาศ
“ให้พวกเจ้าเลือกขึ้นมาหนึ่งถ้วยแล้วตอบ ว่าหากเจ้าต้องปกครองเรือน จะใช้คุณธรรมข้อนั้นดูแลเรือนของเจ้าอย่างไร” ฮองเฮากล่าวเปิดการทดสอบ
ถาดที่วางถ้วยถูกวางตรงหน้าหญิงสาวทุกคน จากนั้นต่างพากันตอบตามที่ตนเองเลือก
ถาดนี้ถูกวางตรงหน้า หลิวอวี้เหวิน นางเลือกหยิบถ้วยคำว่า “ความจงรักภักดี”
นางคิดว่านี่คือคำที่ปลอดภัย สวยงาม และต้องถูกพระทัยฮองเฮาที่สุด
“ความจงรักภักดี คือรากฐานของบ้านหากหม่อมฉันเป็นผู้ปกครองเรือนจะต้องยึดมั่นข้อนี้เป็นสำคัญ ต้องหนักแน่นมั่นคง ไม่เอนเอียงตามผลประโยชน์ ภักดีต่อตระกูล ภักดีต่อราชสำนัก ฮ่องเต้และฮองเฮาดุจเงาที่ไม่ทอดทิ้งร่างเพคะ” เสียงอ่อนหวานกังวานเสนาะโสต ฮองเฮาทรงทำท่าคิดตาม และยิ้มบางๆพึงพอใจ
หลิวอวี้เหวิน ทำทีอ่อนน้อมยิ้มบางปรับท่าทีไม่หยิ่งผยอง ราวผู้ถ่อมตน
เมื่อถาดถูกวางตรงหน้าเซี่ยหลัวเยี่ยน นางนิ่งสงบมองถ้วยแต่ละใบอย่างใช้ความคิด ท่าทีนั้นกลับถูกสาวงามซุบซิบอย่างดูแคลน
‘นางหรือจะตอบอะไรได้ ข้าได้ยินมาว่า นางนั้นเอาแต่ใจ บิดาจ้างครูมาสอนยังต้องถูกตะเพิดทุกราย’
‘ดูท่าทางนางสิราวกับรู้ดีนักหนา จะตอบได้ดีกว่าหลิวอวี้เหวินรึเปล่าเถอะ น่าสงสารนางเสียจริงต้องเป็นบ้านรอง ฉลาดกว่า สวยกว่าแท้ๆ’
เซี่ยหลัวเยี่ยนมิได้สนใจสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย ยกยิ้มริมฝีปากบาง คำนับน้อมถวายคำตอบต่อฮองเฮา
“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันนั้นมิคิดจะเลือกเพียงถ้วยหนึ่งถ้วยใดเพคะ”สิ้นเสียงนาง เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้น ฮองเฮาเองก็มองนางเลิกพระขนงสงสัย รอฟังอย่างตั้งใจ
“นั่นเพราะการปกครองเรือนที่แท้ มิอาจขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งได้ หากจำเป็นต้องเลือก หม่อมฉันขอเลือก ‘ถ้วยเปล่า’ เพื่อเติมทุกข้อ และใช้ให้ถูกกับกาลและหน้าที่เพคะ” ชาทั้งหกถ้วยถูกเทลงในถ้วยเปล่าและนางดื่มลงไปไม่ช้าไม่เร็วจนหมด
ฮองเฮาทรงพอพระทัยถึงกับออกพระสุรเสียงดังว่า “ดี ๆ เจ้าคิดได้ดีมาก น่าสนุกๆ”
บรรยากาศงานเลี้ยงเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อเหล่าสาวงามคิดจะแก้มือในหัวข้อถัดไป
“หัวข้อถัดไป ตีความ คำที่ว่า สตรีกับอำนาจ เริ่มได้”ขันทีประกาศจบ พู่กันและกระดาษถูกวางตรงหน้าทุกคน
หญิงงามต่างเขียนคำตอบ หลากหลาย หากแต่ละคำ ล้วนจำกัดที่ว่า สตรีไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการบ้านเมือง
สตรีควรปฏิบัติตามหลักบัญญัติสตรีอย่างเคร่งครัด บลาๆๆๆ ที่ล้วนแต่ถูกกดไว้ที่หลังบ้านทั้งสิ้น
ฮองเฮาทรงนั่งนิ่งฟังการอ่านของขันที ทีละแผ่นด้วยใบหน้านิ่งหากแววตากลับแฝงความเบื่อหน่าย
“ดอกเหมยไม่ขึ้นบัลลังก์ แต่ฤดูหนาวจะไม่ผ่านไปหากไร้กลิ่นหอมของมัน กลอนของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยน จากตระกูลเซี่ย”
สิ้นเสียงขันที ฮองเฮาเกิดประกายฉายในแววตาเสี้ยววินาทีหนึ่ง
“เจ้าลองอธิบายประโยคนี้ได้หรือไม่” พระองค์ทรงตรัสถาม
“ได้เพคะ หม่อมฉันคิดว่า สตรีไม่จำเป็นต้องออกหน้าทำการใหญ่ใด แต่ก็ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังได้อย่างทรงพลัง ในปฐพีนี้ มีใครไม่ยอมรับบ้างว่าหากขาดสตรีแล้วไซร้ บุรุษจะออกรบได้อย่างสบายใจ” นางเอ่ยตอบ ยิ้มอย่างจริงใจต่อองค์ฮองเฮา
ฮองเฮายิ้มบาง ๆ พระเนตรฉายแววพึงใจ เพราะนี่คือคำตอบของคนที่เข้าใจอำนาจแท้จริง
“คำถามข้อสุดท้าย ฮองเฮาทรงให้ทำการตัดสินคดีจำลอง ดังนี้ ข้อหลวงสองคน คนหนึ่งซื่อสัตย์แต่ไร้ปัญญา ทำให้วังหลวงเสียหาย อีกคนฉลาดหลักแหลมแต่คดโกง ทำให้วังหลวงรุ่งเรือง หากต้องลงโทษ เลือกลงโทษผู้ใด” ขันทีประกาศคำถามข้อสุดท้ายจบลง กลับเกิดเสียงซุบซิบ และใบหน้าท้อแท้ของหลายคน พวกนางเรียนแต่การบ้านการเรือนไหนเลยจะเคยคิดเรื่องพวกนี้กัน บางคนถึงกับไม่ตอบนั่งนิ่ง
ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรมองมายังเซี่ยหลัวเยี่ยนราวกับรอคำตอบจากนาง
หลิวอวี้นั้น หลังจากพ่ายแพ้มาถึงสองครั้ง ไม่อาจดึงพระเนตรของฮองเฮามาที่ตนได้ เริ่มอึดอัดใจ ขบคิดอย่างหนัก ครั้งนี้นางต้องทำให้ดี
เมื่อคิดไตร่ตรองแล้วจึงชิงตอบก่อน “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่า ผู้ฉลาดนั้นแม้จะนำความรุ่งเรืองมาให้แคว้น แต่ก็คดโกงอยู่ร่ำไป นานวันเข้ามีแต่จะกัดกร่อนรากฐานแคว้นในระยะยาว จึงเห็นว่าควรลงโทษคนโกงนี้ก่อน และจึงสอนคนซื่อสัตย์ให้รอบครอบยิ่งขึ้นเพคะ”
ฮองเฮาทรงคิดตาม แต่ความคิดนี้ก็ดูธรรมดาเกินไป อย่างไรคนทั่วไปก็คิดได้เช่นนี้ หากแต่เสียงหญิงสาวส่วนใหญ่กลับสนับสนุนความคิดของนาง
ตลอดการตอบ เซี่ยหลัวเยี่ยนไม่หันไปเหลียวแลนางหรือผู้ใดมองนิ่งแต่ถ้วยน้ำชาตนเอง จนหลิวอวี้เหวินตอบจบ
นางจึงยกยิ้มบาง “ทูลฮองเฮา หม่อมฉันจะไม่ลงโทษใครเพคะ” สิ้นเสียงนาง เสียงซุบซิบในห้องก็ดังหนาหูขึ้น ครั้งนี้ฮองเฮาตั้งใจฟังยิ่งกว่าครั้งไหน “เช่นนั้นเจ้าจะจัดการอย่างไร” พระองค์ทรงตรัสถาม
“หม่อมฉันเลือกที่จะย้าย คนซื่อสัตย์ไปอยู่ตำแหน่งที่ไม่ต้องตัดสินใจ และให้คนฉลาดทำงานภายใต้การตรวจสอบสามชั้น เพราะการลงโทษคือการตัด แต่การเลือกใช้คนให้ถูกคือการปกครองเพคะ”
ทั้งห้องกลับเกิดความเงียบลง ฮองเฮาวางถ้วยชาลงช้า ๆ ยิ้มบางมิเอ่ยสิ่งใด หากในใจกลับจดจำนางไว้แล้ว
“จบการทดสอบ ผู้ชนะครั้งนี้คือ คุณหนูตระกูลเซี่ย เซี่ยหลัวเยี่ยน มอบรางวัลไปที่จวน”ขันทีประกาศ สายตามีแววพึงพอใจยินดีให้นาง
เซี่ยหลัวเยี่ยนยิ้มรับบาง ไม่อวดโอ่ ไม่เย่อหยิ่ง หากใบหน้างามก็ไม่เหลือบแลผู้ใดอย่างยิ่ง
หลิวอวี้เหวิน หันไปเอ่ยคำยินดีกับนาง คาดว่าเสียงไม่เบาไม่ดังเกินไปของนางต้องเป็นจุดสนใจ และแน่นอนว่าท่าทีเย็นชาของเซี่ยหลัวเยี่ยนยิ่งจะทำให้นางนั้นน่าสงสารเพียงใดที่ถูกหมางเมินจากญาติผู้พี่
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห







