แชร์

ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

ผู้เขียน: ภาดา กัลป์
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-19 15:50:21

ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง

ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน

พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก

เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น

“เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ”

ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ

พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ

“ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?”

จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์

“หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้องพระโรงยิ่งช้าเท่าใด คนตายย่อมมากขึ้นเท่านั้น”

องค์รัชทายาทวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา แต่เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองกลับดังราวสายฟ้าฟาดกลางอก

“คำพูดของเจ้า... ฟังดูงดงามนัก เจ้ารู้หรือไม่ ว่าในวังนี้ คำพูดที่งดงาม... มักมีราคาสูงกว่าเลือด?”

จงฉงจื่อเงยหน้าขึ้น แววตาไม่สั่นไหว

“หม่อมฉันรู้พ่ะย่ะค่ะ แต่เลือดของราษฎรที่ต้องหลั่งโดยไร้ค่า... หม่อมฉันยอมให้คำพูดของตนถูกหาว่าราคาถูกเสียยังดีกว่า”

เงียบงันครู่หนึ่ง — มีเพียงเสียงลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ

องค์รัชทายาทเอนพระวรกายเล็กน้อย พระเนตรจับจ้องใบหน้าเขาอย่างลึกซึ้ง

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า... ผู้ที่พูดเรื่องความดีในวังหลวง มักมีจุดจบไม่สวย”

จงฉงจื่อยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นไม่ท้าทาย แต่กลับสงบนิ่ง

“หม่อมฉันมิได้พูดเพื่อให้ผู้ใดเห็นว่าดีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่หากความดีมิอาจพูดได้ในวังนี้ วันหนึ่งมันก็จะไม่มีที่เหลือให้ตั้งอยู่เลย”

แววตาขององค์รัชทายาทพลันเปลี่ยนเล็กน้อย — แววเย็นคมกลายเป็นประกายคล้ายยิ้ม

พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเงาจันทร์สะท้อนบนผืนน้ำ ก่อนตรัสเบา ๆ

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้ารอคำตอบเช่นนี้มานานเพียงใด”

จงฉงจื่อก้มศีรษะงงงัน

องค์รัชทายาททรงลุกขึ้น ก้าวช้า ๆ มาหยุดตรงหน้าเขา แสงจันทร์สาดผ่านม่านผมดำขลับ

“ในวังนี้ มีมากคนที่กล่าวว่ารักแผ่นดิน แต่รักเก้าอี้ตนเองยิ่งกว่า มีมากคนกล่าวว่าห่วงราษฎร แต่กลัวโคลนกลัวฝนเสียยิ่งกว่าเกรงบาป ข้าเพียงอยากรู้... เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือไม่”

“หม่อมฉันไม่กล้าเอ่ยว่าตนดีกว่าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่หม่อมฉันกลัวที่สุด... คือวันหนึ่งได้ยินเสียงร้องขอของผู้หิวโหย แล้วทำเพียงปิดหูเสีย”

ความเงียบคลี่ตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้เงียบทว่าหนักด้วยความหมาย

องค์รัชทายาททอดพระเนตรเขานิ่งเนิ่น ก่อนตรัสเบา ๆ

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากข้าเชื่อใจผิด — เจ้าจะมีอันเป็นไปไม่เพียงตัวเอง แต่คนในตระกูลเจ้าก็ด้วย”

“หม่อมฉันรู้พ่ะย่ะค่ะ” จงฉงจื่อเอ่ยเสียงหนักแน่น “แต่หม่อมฉันยอมแบกรับ หากนั่นคือสิ่งจำเป็นเพื่อให้ฝ่าบาทมั่นใจว่าคนที่อยู่ข้างพระองค์... ไม่ได้ใส่หน้ากาก”

องค์รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเยือกเย็นแต่กลับอบอุ่นราวสายลมผ่านหิมะ

“เจ้ากล้าพูดตรงเช่นนี้... ดี ข้าชอบคนไม่หลบตา”

พระองค์ทรงก้าวกลับไปประทับที่เดิม พระเนตรทอดมองชายหนุ่มด้วยแววใหม่ — ไม่ใช่เพียงการมองผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นการประเมิน “สหายร่วมชะตา”

“พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปหัวเมืองใต้ เจ้าอยู่ใกล้ข้าไว้เถิด ข้าอยากเห็นด้วยตาว่า คนที่พูดว่ารักราษฎร... จะทำได้จริงเพียงใด”

จงฉงจื่อคำนับอย่างลึก ซึ้งในน้ำเสียงนั้นไม่ใช่เพียงพระบัญชา แต่คือความไว้วางใจที่ยังต้องพิสูจน์

เมื่อเขาถอยออกจากศาลา แสงจันทร์ยังส่องลงบนพื้นหินเย็น เหมือนมังกรเงินทอดลำยาวกลางความมืด

และในเงานั้น... องค์รัชทายาทยังกระซิบเบา ๆ กับตัวเอง

“ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยคนสวมหน้ากาก... ข้าอยากเชื่อว่าอย่างน้อย ยังมีคนที่พูดคำว่า ‘ซื่อตรง’ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”

หลิวจิ้งเหยียนรีบควบม้าคู่ใจเข้ามายังตำหนักองค์รัชทายาท ทันทีที่รู้ว่าพระองค์เสด็จกลับมา

ครั้นถึงประตู เขาพลันได้สวนเข้ากับ ขันทีขององค์รัชทายาท เดินนำชายผู้หนึ่งออกมา

หลิวจิ้งเหยียนสังเกตุเขาตามนิสัยความเคยชิน

ขันทีหนุ่มรู้กาละเทศะ มิเพียงไม่เดินผ่านไปเฉย ๆ

ยังหยุดทักทายหลิวจิ้งเหยียนและทำความเคารพ

"ท่านหลิวมาแล้ว องค์รัชทายาททรงเสวยน้ำจันทร์ อยู่ตรงอุทยานศาลาริมน้ำ ขอรับ"

หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้ารับรู้ พลางส่งสายตามองไปยังจงฉงจื่อ

ขันทีราวรู้ความคิดจึงกระแอมเบาๆ ก่อนยกมือผายไปยังจงฉงจื่อ

"นี่คือท่านจงฉงจื่อ ผู้ที่จะร่วมเดินทางไปช่วยหัวเมืองทางใต้กับองค์รัชทายาท ขอรับ"

จงฉงจื่อค้อมคำนับหลิวจิ้งเหยียนด้วยความนอบน้อมไม่เสแสร้ง แววตามีประกายมั่นคง ไม่วอกแวก

หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้ารับเขาเบาๆ

ลอบแอบประเมินเขาในใจ

"ท่านทำงานสังกัดไหนรึ"เขาเอ่ยถาม

"ข้าน้อยเป็นเพียงบัณฑิตในสังกัดกองครัวเรือนขอรับ"

'กองครัวเรือน ยศน้อย ไม่โดดเด่น เหตุใดจึงคิดร่วมขบวน'

หลิวจิ้งเหยียนคิดคำนึงอย่างหวาดระแวง

แน่นอนว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับองค์รัชทายาท

เขาไม่มีวันปล่อยผ่าน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ หัวใจพันธนาการ 2

    ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 28 ใต้แสงจันทร์ หัวใจแห่งพันธนาการ 1

    ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 26 ฟ้าหลังฝน

    เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

    ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

    เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status