Share

ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

last update Last Updated: 2026-01-19 15:50:21

ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง

ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน

พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก

เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น

“เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ”

ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ

พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ

“ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?”

จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์

“หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้องพระโรงยิ่งช้าเท่าใด คนตายย่อมมากขึ้นเท่านั้น”

องค์รัชทายาทวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา แต่เสียงกระทบของถ้วยกับจานรองกลับดังราวสายฟ้าฟาดกลางอก

“คำพูดของเจ้า... ฟังดูงดงามนัก เจ้ารู้หรือไม่ ว่าในวังนี้ คำพูดที่งดงาม... มักมีราคาสูงกว่าเลือด?”

จงฉงจื่อเงยหน้าขึ้น แววตาไม่สั่นไหว

“หม่อมฉันรู้พ่ะย่ะค่ะ แต่เลือดของราษฎรที่ต้องหลั่งโดยไร้ค่า... หม่อมฉันยอมให้คำพูดของตนถูกหาว่าราคาถูกเสียยังดีกว่า”

เงียบงันครู่หนึ่ง — มีเพียงเสียงลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ

องค์รัชทายาทเอนพระวรกายเล็กน้อย พระเนตรจับจ้องใบหน้าเขาอย่างลึกซึ้ง

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า... ผู้ที่พูดเรื่องความดีในวังหลวง มักมีจุดจบไม่สวย”

จงฉงจื่อยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นไม่ท้าทาย แต่กลับสงบนิ่ง

“หม่อมฉันมิได้พูดเพื่อให้ผู้ใดเห็นว่าดีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่หากความดีมิอาจพูดได้ในวังนี้ วันหนึ่งมันก็จะไม่มีที่เหลือให้ตั้งอยู่เลย”

แววตาขององค์รัชทายาทพลันเปลี่ยนเล็กน้อย — แววเย็นคมกลายเป็นประกายคล้ายยิ้ม

พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเงาจันทร์สะท้อนบนผืนน้ำ ก่อนตรัสเบา ๆ

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้ารอคำตอบเช่นนี้มานานเพียงใด”

จงฉงจื่อก้มศีรษะงงงัน

องค์รัชทายาททรงลุกขึ้น ก้าวช้า ๆ มาหยุดตรงหน้าเขา แสงจันทร์สาดผ่านม่านผมดำขลับ

“ในวังนี้ มีมากคนที่กล่าวว่ารักแผ่นดิน แต่รักเก้าอี้ตนเองยิ่งกว่า มีมากคนกล่าวว่าห่วงราษฎร แต่กลัวโคลนกลัวฝนเสียยิ่งกว่าเกรงบาป ข้าเพียงอยากรู้... เจ้าเป็นเช่นนั้นหรือไม่”

“หม่อมฉันไม่กล้าเอ่ยว่าตนดีกว่าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่หม่อมฉันกลัวที่สุด... คือวันหนึ่งได้ยินเสียงร้องขอของผู้หิวโหย แล้วทำเพียงปิดหูเสีย”

ความเงียบคลี่ตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้เงียบทว่าหนักด้วยความหมาย

องค์รัชทายาททอดพระเนตรเขานิ่งเนิ่น ก่อนตรัสเบา ๆ

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหากข้าเชื่อใจผิด — เจ้าจะมีอันเป็นไปไม่เพียงตัวเอง แต่คนในตระกูลเจ้าก็ด้วย”

“หม่อมฉันรู้พ่ะย่ะค่ะ” จงฉงจื่อเอ่ยเสียงหนักแน่น “แต่หม่อมฉันยอมแบกรับ หากนั่นคือสิ่งจำเป็นเพื่อให้ฝ่าบาทมั่นใจว่าคนที่อยู่ข้างพระองค์... ไม่ได้ใส่หน้ากาก”

องค์รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเยือกเย็นแต่กลับอบอุ่นราวสายลมผ่านหิมะ

“เจ้ากล้าพูดตรงเช่นนี้... ดี ข้าชอบคนไม่หลบตา”

พระองค์ทรงก้าวกลับไปประทับที่เดิม พระเนตรทอดมองชายหนุ่มด้วยแววใหม่ — ไม่ใช่เพียงการมองผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นการประเมิน “สหายร่วมชะตา”

“พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปหัวเมืองใต้ เจ้าอยู่ใกล้ข้าไว้เถิด ข้าอยากเห็นด้วยตาว่า คนที่พูดว่ารักราษฎร... จะทำได้จริงเพียงใด”

จงฉงจื่อคำนับอย่างลึก ซึ้งในน้ำเสียงนั้นไม่ใช่เพียงพระบัญชา แต่คือความไว้วางใจที่ยังต้องพิสูจน์

เมื่อเขาถอยออกจากศาลา แสงจันทร์ยังส่องลงบนพื้นหินเย็น เหมือนมังกรเงินทอดลำยาวกลางความมืด

และในเงานั้น... องค์รัชทายาทยังกระซิบเบา ๆ กับตัวเอง

“ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยคนสวมหน้ากาก... ข้าอยากเชื่อว่าอย่างน้อย ยังมีคนที่พูดคำว่า ‘ซื่อตรง’ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”

หลิวจิ้งเหยียนรีบควบม้าคู่ใจเข้ามายังตำหนักองค์รัชทายาท ทันทีที่รู้ว่าพระองค์เสด็จกลับมา

ครั้นถึงประตู เขาพลันได้สวนเข้ากับ ขันทีขององค์รัชทายาท เดินนำชายผู้หนึ่งออกมา

หลิวจิ้งเหยียนสังเกตุเขาตามนิสัยความเคยชิน

ขันทีหนุ่มรู้กาละเทศะ มิเพียงไม่เดินผ่านไปเฉย ๆ

ยังหยุดทักทายหลิวจิ้งเหยียนและทำความเคารพ

"ท่านหลิวมาแล้ว องค์รัชทายาททรงเสวยน้ำจันทร์ อยู่ตรงอุทยานศาลาริมน้ำ ขอรับ"

หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้ารับรู้ พลางส่งสายตามองไปยังจงฉงจื่อ

ขันทีราวรู้ความคิดจึงกระแอมเบาๆ ก่อนยกมือผายไปยังจงฉงจื่อ

"นี่คือท่านจงฉงจื่อ ผู้ที่จะร่วมเดินทางไปช่วยหัวเมืองทางใต้กับองค์รัชทายาท ขอรับ"

จงฉงจื่อค้อมคำนับหลิวจิ้งเหยียนด้วยความนอบน้อมไม่เสแสร้ง แววตามีประกายมั่นคง ไม่วอกแวก

หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้ารับเขาเบาๆ

ลอบแอบประเมินเขาในใจ

"ท่านทำงานสังกัดไหนรึ"เขาเอ่ยถาม

"ข้าน้อยเป็นเพียงบัณฑิตในสังกัดกองครัวเรือนขอรับ"

'กองครัวเรือน ยศน้อย ไม่โดดเด่น เหตุใดจึงคิดร่วมขบวน'

หลิวจิ้งเหยียนคิดคำนึงอย่างหวาดระแวง

แน่นอนว่าทุกเรื่องที่เกี่ยวกับองค์รัชทายาท

เขาไม่มีวันปล่อยผ่าน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 48 เผ่าทมิฬ ไร้ชื่อ ไร้นาม

    “เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 47 ความแค้นของฮ่องเต้

    ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 46 สายใยบางเบา หัวใจเจ้าเป็นของใคร?

    อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 45 ความอดกลั้นที่ขาดผึง

    จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 44 เจ้าห้ามตายเด็ดขาด

    สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 43 น้ำนิ่งซ่อนคลื่นลม

    จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status