Share

ตอนที่ 7 ผู้คุมกระดาน

last update Last Updated: 2026-01-14 20:11:21

ตอนที่ ผู้คุมกระดาน

แสงตะเกียงในตำหนักตะวันออกสั่นไหวช้า ๆ ราวกับลมหายใจของอสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

เปลวไฟสีส้มอ่อนสะท้อนผนังหินเย็นเฉียบ ทอดเงาร่างสูงโปร่งลงบนพื้นอย่างบิดเบี้ยว

เงานั้นไม่เร่ง ไม่สั่นไหว

มั่นคงดั่งผู้ที่คุ้นเคยกับความมืด และเป็นเจ้าของมันมาเนิ่นนาน

โม่จิ่งเหิง องค์รัชทายาทแห่งแคว้น

ยืนหันพระพักตร์ออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่

แสงจันทร์เย็นเยียบอาบไล้สันกรามคมสัน เส้นผมดำสนิทถูกรวบอย่างเรียบร้อย

ดวงเนตรคู่นั้นทอดมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างนิ่งสงบ

หากผู้ใดกล้าสบตา จะรู้ทันทีว่า

เบื้องหลังความนิ่งนั้น คือพายุที่พร้อมกลืนทุกชีวิต

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง

ขันทีประจำพระองค์ก้าวเข้ามา ค้อมกายต่ำจนแทบชิดพื้น

ท่าทางของเขาสะท้อนความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ

ไม่ใช่เพราะอำนาจตามตำแหน่ง

แต่เพราะเขารู้ดีว่า บุรุษตรงหน้า คือผู้ที่ ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องเปื้อนมือ

“ฮ่องเต้ทรงรับฟังความคิดเห็นของอัครเสนาบดีพะย่ะค่ะ”

เสียงรายงานดังขึ้นอย่างระมัดระวัง

ทุกถ้อยคำถูกเลือกอย่างพิถีพิถัน

ผิดเพียงคำเดียว อาจหมายถึงชีวิต

โม่จิ่งเหิงมิได้หันกลับมา

พระองค์ยังคงมองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า

ราวกับเรื่องที่ได้ยิน เป็นเพียงสายลมผ่านหู

“เซี่ยอวี้เฉิงถูกแยกออกจากความผิดของท่านแม่ทัพเซี่ย

เท่ากับมิต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตรพะย่ะค่ะ”

ขันทียังคงรายงานต่อ

เขารู้ดีว่า ความเงียบเช่นนี้ ไม่ได้หมายถึงไม่สนใจ

แต่คือการ กำลังรอฟังอย่างตั้งใจ

องค์รัชทายาทสงบนิ่ง

ราวกับเวลาถูกหยุดไว้

ก่อนที่เสียงหัวเราะต่ำ ๆ จะดังขึ้น

“หึ…”

เสียงนั้นเบา ทุ้ม และเย็น

แต่กลับทำให้หัวใจของขันทีร่วงวูบ

เขาชะงัก

ไม่กล้าเงยหน้า

ไม่กล้าคาดเดา

“พระองค์…ไม่ทรงพอพระทัยหรือพะย่ะค่ะ”

เสียงถามสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

โม่จิ่งเหิงหันพระวรกายกลับมาอย่างช้า ๆ

การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าชวนให้นึกถึงสัตว์นักล่า

ที่ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเหยื่อไม่มีทางหนี

ดวงเนตรคมกริบสบกับขันที

ไร้ความแปลกใจ

ไร้ความโกรธ

“พอใจสิ”

ตรัสเรียบ ๆ

ราวกับพูดถึงอากาศในคืนนี้

“พอใจมากเสียด้วย”

ขันทีถึงกับกลืนน้ำลาย

เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า

เหตุใดพระองค์จึงไม่เคยแพ้ใครในการเมือง

“ให้ข้าเดา”

โม่จิ่งเหิงเอียงพระเศียรเล็กน้อย

แววตาฉายแสงเย็นเยียบ

“เซี่ยอวี้เฉิงผู้นี้

ได้ร้องขอความเมตตาจากเสด็จพ่อด้วยใช่ไหม”

ขันทีลังเลเพียงเสี้ยววินาที

ก่อนจะทูลตอบ

“ใช่พะย่ะค่ะ”

คำตอบนั้นเหมือนยืนยันสิ่งที่พระองค์รู้อยู่แล้ว

ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย

เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความเมตตาเจือปน

“น่าสงสารจริง”

ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา

คำว่า น่าสงสาร ในปากของเขา

ฟังดูเหมือนคำตัดสินประหาร

“ยิ่งคำพูดของเขาดูซื่อสัตย์เพียงใด

ก็ยิ่งเป็นการตอกหมุดฝังพี่ชายเขาลึกลงไปอีก”

พระองค์ก้าวไปยังหน้าต่าง

ทอดพระเนตรความมืดของวังหลวง

ตำหนักน้อยใหญ่เรียงรายราวสุสานเงียบงัน

“หากเขานิ่งเงียบ”

โม่จิ่งเหิงตรัสต่อ

“ยังพอมีช่องให้คนลังเล”

“แต่เมื่อเขาร้องขอความเมตตา

เหล่าขุนนางก็ยิ่งต้องรีบตัดหาง”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง

“ไม่มีใครอยากให้คนที่อาจลากตัวเองลงเหวมีโอกาสหายใจต่อ”

ขันทีรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง

นี่ไม่ใช่การคาดเดา

นี่คือการอ่านเกมอย่างทะลุปรุโปร่ง

“เซี่ยอวี้เฉิงก็แค่เล่นละคร”

องค์รัชทายาทตรัสอย่างไม่เร่งรีบ

“การก้มหัวนั้น

คล้ายเพื่อจะทำให้พี่ชายรอด”

“คิดว่าการแสดงความภักดี

ขอความเมตตา นั้นทำเพื่อพี่ชาย”

พระองค์หันกลับมา

สายตาคมกริบจับจ้องราวกับมองทะลุทุกหน้ากาก

“แต่แท้ที่จริง

เขากำลังฝังพี่ชายตัวเองไม่ให้เกิดและกันตัวเองต่างหาก”

ขันทีหนุ่มถึงกับสะท้าน

เขาเพิ่งเข้าใจว่า

การเมืองไม่เคยฆ่าคนด้วยดาบ

แต่ฆ่าด้วย การเลือกข้างผิด

“แล้วพวกขุนนางที่สนับสนุนล่ะพะย่ะค่ะ”

เขาถามด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ

โม่จิ่งเหิงหัวเราะในลำคอ

คราวนี้แฝงความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง

“ข้าควรขอบคุณพวกเขา”

พระองค์เดินไปยังโต๊ะไม้

ที่มีกระดานหมากวางอยู่

หมากขาวดำกระจัดกระจาย

ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนัก

“พวกมันเปิดหน้ากากให้ข้าเห็นเอง

ว่าใครอยู่ฝั่งไหน”

นิ้วเรียวยาวหยิบหมากหนึ่งขึ้นมา

หมุนเล่นระหว่างปลายนิ้ว

ก่อนจะวางลงอย่างแม่นยำ

“ศาลต้าหลี่จะได้ลงมือถนัด”

ขันทีลอบสูดลมหายใจ

เขารู้แล้วว่า

ต่อจากนี้จะมีคนหายไปอีกมาก

“ข้ารอให้พวกมันเดินหมากเอง”

โม่จิ่งเหิงตรัสเสียงต่ำ เฉียบคม

“แล้วข้าจะเป็นคนเก็บ

ทีละตัว

ทีละคน

จนหมดกระดาน”

พระองค์ทอดพระเนตรหมากตรงหน้า

สายตานั้นไม่ใช่สายตาของผู้เล่น

แต่เป็นสายตาของผู้ ออกแบบเกม

บัดนี้

ผู้ที่ร้องขอความเมตตา

ได้ก้าวลงมาเป็นหมากแล้ว

ผู้ที่คิดว่าตนฉลาด

ก็ยอมให้ผู้อื่นจัดวางตำแหน่ง

ส่วนผู้ที่ยังยืนอยู่

ไม่จำเป็นต้องแตะหมาก

เพียงแค่รอ

รอให้กระดานนี้

จบลงตามที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ต้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 29 ใต้แสงจันทร์ หัวใจพันธนาการ 2

    ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 28 ใต้แสงจันทร์ หัวใจแห่งพันธนาการ 1

    ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 27 เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก

    ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 26 ฟ้าหลังฝน

    เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 25 จงฉงจื่อ

    ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง

  • ข้าคือนางร้าย แต่ไม่ยอมตายตามบท   ตอนที่ 24 พิสูจน์ความสามารถ

    เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status