LOGINตอนที่ 8 หมากที่น่าสนใจ
ศาลต้าหลี่คือสถานที่ที่ผู้คนหวาดกลัวตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวผ่านประตู
ตั้งแต่ลานหน้าศาลจรดคุกใต้ดิน ทุกอณูอากาศล้วนอบอวลด้วยกลิ่นอำนาจและโทษทัณฑ์
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ในส่วนลึกสุดของสถานที่แห่งนี้
จะซ่อนเรือนไม้หลังงามริมน้ำเอาไว้ ราวกับโลกอีกใบที่ไม่ข้องเกี่ยวกับความโหดร้ายเบื้องหน้า
เซี่ยหลัวเยี่ยนถูกนำตัวออกมาทางประตูหลัง ก่อนหน้านั้นนางถูกสั่งให้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า จัดการตนเองให้สะอาดหมดจด ราวกับมิใช่ผู้ต้องโทษ หากเป็นแขกที่กำลังจะเข้าเฝ้า ทุกย่างก้าวของนางมั่นคง
สายตากวาดมองเส้นทางอย่างไม่เร่งรีบ
ต้นไม้ใหญ่เรียงรายหลังแนวกำแพงหิน ทำหน้าที่แบ่งโลกคุกหลวงออกจากพื้นที่ลับอย่างชัดเจน
เมื่อเรือนไม้ทรงวิจิตรปรากฏตรงหน้า
หลังคาสีดำสนิทสะท้อนแสงอาทิตย์ยามสาย
บานหน้าต่างฉลุลวดลายทั้งกลมและเหลี่ยมอย่างประณีต
สระบัวเบื้องหน้าสงบนิ่ง ดอกบัวสีชมพูอ่อนเบ่งบานกระจัดกระจาย
ทุกอย่างงดงาม
งดงามเสียจนผิดที่ผิดทาง
เซี่ยหลัวเยี่ยนก้าวขึ้นไปบนระเบียงหิน
หยุดยืนในโถงกว้างของเรือน
เบื้องหน้าคือฉากกั้นทิวทัศน์
และเงาร่างของผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องหลัง
มือเรียวยกกาน้ำชา เทลงในถ้วยอย่างใจเย็น
แสงสว่างทำให้นางเห็นเขาไม่ชัด
รู้เพียงว่าเขาสูงโปร่ง กายตั้งตรง
ท่าทางสง่างามเกินกว่าจะเป็นเพียงขุนนางธรรมดา
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทสิ”
หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยเตือนเสียงเข้ม
เซี่ยหลัวเยี่ยนเหลือบตามองเขาอย่างไม่ใส่ใจ
ก่อนจะย่อตัวคำนับอย่างเรียบร้อย ทว่าท่าทางยังคงสง่ามั่นคง
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท เพคะ”
นางลุกขึ้น
ยืนตรงดังเดิม
เงียบ
ไม่มีรับสั่งใดตอบกลับ
เขายังคงเทชา
ราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น
หลิวจิ้งเหยียนเข้าใจดี ว่านายต้องการอะไร
เขาจึงคำนับ แล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
เหลือเพียงคนสองคน
และความเงียบที่กดดันยิ่งกว่าคุกใต้ดิน
เซี่ยหลัวเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
เชิดหน้า ตั้งคอตรง
เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น
“เจ้าคือเซี่ยหลัวเยี่ยนสินะ”
เสียงนั้นเอ่ยขึ้นในที่สุด
นุ่ม ทุ้ม และนิ่ง
ต่างจากภาพความโหดเหี้ยมของศาลต้าหลี่โดยสิ้นเชิง
นางสะดุดใจเพียงชั่วขณะ
ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ใช่เพคะ”
โม่จิ่งเหิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
ทอดพระเนตรสระบัวเบื้องหน้าอย่างไม่รีบร้อน
“บิดาเจ้าต้องโทษกบฏ”
ตรัสเหมือนเล่าเรื่องอากาศ
“รู้หรือไม่ว่าเจ้าก็มีจุดจบไม่ต่างกัน”
“พระองค์ต้องการสิ่งใดเพคะ”
คำถามของนางตรงไปตรงมา
ไม่อ้อมค้อม
ไม่แฝงความหวาดกลัว
เขาหยุด
วางถ้วยชา
แล้วหันมามองนางผ่านฉากกั้น
แววตาคมกริบสำรวจหญิงสาวตรงหน้า
ราวกับกำลังประเมินอาวุธชิ้นหนึ่ง
“เจ้ากล้าดี”
เขาเอ่ยเสียงแผ่ว
“ถามข้าตรง ๆ เช่นนี้”
“เพราะชีวิตของหม่อมฉันแขวนอยู่บนเส้นด้าย”
นางตอบอย่างสงบ
“อ้อมค้อมไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น”
เงาร่างสูงโปร่งหลังฉากลุกขึ้น
ก้าวออกมาหยุดตรงหน้านางในระยะเพียงช่วงแขน
รัศมีของเขากดทับลงมาอย่างชัดเจน ใบหน้านั้นงดงามราวเทพสงคราม
แม้จะตื่นตะลึงต่อบุรุษตรงหน้าไปชั่วครู่ แต่เซี่ยหลัวเยี่ยนก็ไม่ก้าวถอยหนี
“แล้วเจ้าจะเสนออะไรให้ข้า”
เสียงเขาทุ้มต่ำลง
“เพื่อแลกกับทางรอด”ยามเอ่ยสายตาจ้องลึกเข้าไปราวค้นหา
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้ใจหวั่นไหว
แต่ยังคงสบตาเขานิ่ง
“ขอพระองค์ทรงตรัสพระประสงค์มาก่อนเพคะ”
มุมปากโม่จิ่งเหิงยกขึ้น
ราวกับพบของเล่นถูกใจ
“มาเป็นนางบำเรอลับของข้าเป็นอย่างไร”
โม่จิ่งเหิงตรัสออกมาอย่างสบาย
เหมือนพูดถึงเรื่องเล็กน้อย
ใบหน้าหญิงสาวแข็งค้างเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะตั้งสติได้
“พระองค์ทรงล้อเล่น”
นางยิ้มบาง
“สิ่งที่พระองค์ต้องการไม่ใช่ตัวหม่อมฉันหรอกเพคะ แต่เป็นหมาก”
ดวงตาเขาวาววับ
พึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง
“ฉลาดดีนี่”
เขากล่าว
“แล้วเจ้ายินยอมหรือไม่”
“หากข้ายินยอมพร้อมเงื่อนไข”
นางรีบตอบ เมื่อได้มีโอกาสเรียกราคา
“พระองค์จะรับฟังหรือไม่”
“ว่ามา”
“หนึ่ง ข้าต้องมีอิสระในการเลือกวิธี
สอง ข้าต้องได้ผลประโยชน์พอจะยืนได้ด้วยตนเอง
และสาม—”
นางหยุด
ก่อนจะเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“หากวันหนึ่งทั้งวังต้องการกำจัดข้า
พระองค์ต้องเป็นผู้ตัดสินเอง
และปกป้องบิดาข้า”
โม่จิ่งเหิงเดินวนรอบตัวนาง
ช้า ๆ
เหมือนผู้ล่าที่รู้ว่าเหยื่อไม่หนี
“คนอื่นถูกข้าสั่งให้ตาย ยังต้องคุกเข่าขอร้อง”
เขากระซิบข้างหู
“แต่เจ้ากลับกล้าต่อรอง”
ลมหายใจอุ่นรดข้างแก้มนวลขาว
หัวใจนางเต้นแรง
แต่ยังคงยืนนิ่งสงบ
“หากพระองค์คิดว่าไม่คุ้มค่า”
นางกล่าวหนักแน่น
“ก็ปล่อยให้พวกเราตายเสียเถิดเพคะ”
เขาหยุด เหลือบแลนางนิ่งแว่บหนึ่ง
ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“เอาเถิด”
“ข้าจะลองดู”
นางผ่อนลมหายใจคลายลง
แต่คำถัดมากลับทำหัวใจนางเย็นเฉียบ
“แต่บิดาเจ้าจะรอดหรือไม่”
เขายกยิ้มริมฝีปากเพียงเสี้ยว
“ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของเจ้า”
“พระองค์”นางเผลอเรียกเสียงเข้ม ดวงตานางฉายแวววาบผ่าน
“หลิวจิ้งเหยียนจะบอกเจ้าว่าต้องทำอย่างไร”
เขาเอ่ยตัดบท
“เจ้ากลับไปเถิด”
ผู้คุมก้าวเข้ามา
เซี่ยหลัวเยี่ยนคำนับเรียบร้อย ฝืนใบหน้าเรียบนิ่ง
แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อเรือนเงียบลง
โม่จิ่งเหิงทอดพระเนตรสระบัว
ยกยิ้มบางอย่างพึงพอใจ
“น่าสนใจจริง…”
“สตรีที่ไม่คิดจะยั่วยวนข้า
แต่กล้าต่อรองกับข้า”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“หมากกระดานนี้ช่างน่าสนใจ”
โม่จิ่งเหิงยิ้ม…
รอยยิ้มของผู้ที่เพิ่งได้หมากซึ่งอันตรายพอที่อาจจะทำลายทั้งกระดาน
แต่เขาเลือกเต็มใจที่จะเสี่ยง
เซี่ยหลัวเยี่ยนก้าวต่อไป
ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่ไม่มีผู้ใดเห็น
หากพระองค์คิดว่านี่คือเกมที่ควบคุมได้ทั้งหมด
เช่นนั้น…
ก็ขอให้รอดูให้ดี
เพราะนับตั้งแต่วินาทีนี้
หมากตัวนี้
จะไม่ยอมเดินตามทางที่ถูกวางไว้เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของคนทั้งสองเมื่อเซี่ยหลัวเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อแรงโม่จิ่งเหิงนางจึงนอนนิ่งภายใต้ร่างของเขาสองสายตาประสาน หนึ่งดวงเนตรสวยซึ้งปรากฏแววเคียดแค้นชิงชังหนึ่งดวงตาคมเข้มแฝงแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง“เจ้าไม่กลัวข้าจะฆ่าเจ้าหรือ ถึงได้ปากกล้านัก” เสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังหลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาคมกล้าท้าทาย“ไม่ ในเมื่อท่านทำลายชีวิตข้าจนไม่มีอะไรเหลือ มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”น้ำเสียงแน่วแน่ แฝงความแค้นลึกไม่ปิดบังรัชทายาทหนุ่มเหม่อมองริมฝีปากอวบอิ่มครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นสบกับดวงเนตรงามที่สั่นไหวราวคลื่นในสายน้ำแววตาเขากระจ่างเย็นปนยั่วเย้า ปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน“ข้าคงไม่ฆ่าเจ้าหรอก...แต่จะให้เจ้าตายทั้งเป็น อย่างที่เจ้าคิด”สิ้นถ้อยคำ เสียงลมหายใจก็ขาดห้วง ริมฝีปากหยาบกร้านแตะต้องลงอย่างฉับพลันความร้อนจากสัมผัสนั้นราวเปลวไฟที่เผาใจนางให้วูบไหวมือแกร่งข้างหนึ่งรวบข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะมั่นสายตาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ลมหายใจของเขาหนักและถี่กระชั้นอีกมือหนึ่งปลดดึงอาภรณ์ออกจากร่างระหงส์เหลือเพียงเตี่ยวสีแดงเพลิง ที่ห่อ
ยามราตรีอันเยียบเย็น ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวบางเบา แสงจันทร์สีเงินสาดต้องระเบียงชั้นสองของห้องนอน เงาไม้ไหวสะท้อนบนพื้นดั่งระลอกน้ำแห่งความลับ เซี่ยหลัวเยี่ยน ในอาภรณ์ผ้าแพรสีอ่อนกับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวนวล สะบัดพลิ้วในสายลม ใบหน้าละไมต้องแสงจันทร์ราวรูปแกะสลักจากหยกขาว ดวงตาคู่งามซึ้งนั้นกลับแฝงความแข็งกร้าว ตรงหน้านาง คือบุรุษผู้สูงศักดิ์ โม่จิ่งเหิง รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ผู้มีสายตาเยือกเย็นและรอยยิ้มที่คล้ายเย้ยหยันโลกทั้งปวง จุมพิตเร่าร้อนเอาแต่ใจของโม่จิ่งเหิง กับความตึงเครียดของเซี่ยหลัวเยี่ยนพลุ่งพล่านใต้แสงจันทร์ส่องสว่าง เซี่ยหลัวเยี่ยนพยายามผลักอกแกร่ง จนดิ้นพ้นอ้อมแขนที่พันธนาการไว้ “พระองค์ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหม่อมฉันเช่นนี้นะเพคะ” เสียงของหลัวเยี่ยนสั่นน้อย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง นางพยายามปกปิดความกลัวและสับสนที่ตีวนอยู่ในอก โม่จิ่งเหิงแค่นยิ้มเย็น เสียงหัวเราะในลำคอเบาแต่กรีดใจคนฟัง “เจ้าเป็นคนของข้า เหตุใดข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้” คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับหนักหนาดั่งหินพันชั่งที่ถาโถมลงบนหัวใจนาง หลัวเยี่ยนเชิดหน้าขึ้น ดวงตาแข็งกร้าว “พระองค์ได้โปรดให้เกียรติหม
ศาลาริมน้ำใต้จันทร์กระจ่าง แสงจันทร์สาดนวลทั่วผืนหล้า ดาวดาราระยิบระยับดังโปรยเกล็ดเพชรกลางฟากฟ้า สายลมเหมันต์พัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงครวญเบา ๆ สายน้ำใต้ศาลาเคลื่อนไหวแผ่วเบา สะท้อนเงาจันทร์เป็นระลอกคลื่นงดงาม ใต้แสงเงินอันเยือกเย็นนั้น เงาร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มยืนทอดพระเนตรดวงจันทร์อยู่ริมระเบียงศาลา เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าเรียบนิ่งนั้นแลดูงดงามประหนึ่งภาพวาด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่จับใจ เมื่อหลิวจิ้งเหยียนก้าวเข้าสู่ศาลา ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ ทรงยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์เพียงลำพัง ราวกับถูกตัดขาดจากโลกทั้งปวง “ทูลองค์รัชทายาท…” เสียงของหลิวจิ้งเหยียนขาดห้วงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “หม่อมฉันรู้ที่ซ่อนตัวของคุณหนูเซี่ยหลัวเยี่ยนแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงตระหง่านพลันหันกลับมา แววตาที่สะท้อนแสงจันทร์นั้นเจิดจรัสวาบขึ้นในบัดดล “นางอยู่ที่ใด” พระสุรเสียงของโม่จิ่งเหิงนิ่งเรียบ ทว่ามีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ภายในที่ยากจะปิดบัง “นอกเมืองไปทางทิศเหนือพะย่ะค่ะ” หลิวจิ้งเหยียนตอบโดยมิ
เรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์ ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม
ยามค่ำหลังราชกิจสงบ ลมราตรีพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของน้ำค้าง ใต้เงาจันทร์เสี้ยวที่ทอดผ่านม่านไม้ไผ่ องค์รัชทายาทประทับอยู่เพียงลำพังในศาลาแก้วกลางสวน พระองค์มิได้สวมฉลองพระองค์หรูหราเช่นในท้องพระโรง แต่ทรงฉลองพระองค์ผ้าแพรเรียบสีเทาอ่อน ผมดำยาวรวบไว้หลวม ๆ เผยให้เห็นพระพักตร์ที่อ่อนวัยแต่เฉียบลึก เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูศาลา พระเนตรของรัชทายาทก็เหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อนรับด้วยเสียงเรียบเย็น “เจ้ามาแล้วหรือ — จงฉงจื่อ” ชายหนุ่มคุกเข่าลง ก้มศีรษะต่ำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เรียกหม่อมฉันยามนี้ หม่อมฉันมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยกถ้วยชา พลิกฝาเบา ๆ กลิ่นชาเหมยลอยอวลในอากาศ พระเนตรทอดมองสายน้ำในถ้วย แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่มีแรงกดดันยิ่งกว่าพายุ “ในท้องพระโรงวันนี้... เจ้ากล้าก้าวออกมาอาสาท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนาง ทั้งที่รู้ว่ามันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นศัตรูของหลายคน เจ้ามีเหตุผลใด?” จงฉงจื่อยังคุกเข่าอยู่ ทอดสายตาไปยังพื้นศาลาที่สะท้อนแสงจันทร์ “หม่อมฉันมิได้คิดถึงศัตรูหรือมิตรพ่ะย่ะค่ะ คิดเพียงว่า หากราษฎรต้องอดอยาก ท้อง
เสียงระฆังยามอรุณกังวานสะท้อนอยู่ใต้เพดานสูงของท้องพระโรง เสียงนั้นเยียบเย็นราวสะท้อนจากหินหยกที่ปูอยู่ทั่วพื้น แสงแรกของวันลอดผ่านม่านไหมทองบางเบา ทาบลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเหมือนคมดาบในฤดูหนาว ขุนนางทั้งสองแถวค้อมศีรษะลงพร้อมเพรียงอย่างเคารพ แต่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมกลับซ่อนแววตาที่เฉียบคมราวอสรพิษในพงหญ้า ทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง และรอเพียงจังหวะจะขยับหมาก เหนือบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้ประทับสงบนิ่ง พระหัตถ์วางบนพนักบัลลังก์อย่างอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับเลื่อนไปยังฮองเฮาแทบทุกครั้งที่มีผู้กราบทูล เหมือนว่าการตัดสินใจของแผ่นดินนี้ มิได้อยู่ในพระองค์มานานแล้ว เสียงอัครเสนาบดีดังขึ้นหนักแน่นแต่เรียบเย็น “ทูลฝ่าบาท หัวเมืองทางใต้บัดนี้ประสบอุทกภัยรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว แสงอรุณกระทบชุดขุนนางสีครามเข้มเป็นประกาย เงาร่างทอดยาวราวเสาในท้องพระโรง จากนั้นเขากล่าวเรียกขุนนางท้องถิ่นให้ถวายรายงาน ชายผู้นั้นยกมือคำนับ สีหน้าเคร่งขรึมราวแบกความทุกข์ของแผ่นดินไว้ทั้งผืน “ฝ่าบาท... น้ำหลากรุนแรงกว่าทุกปีพ่ะย่ะค่ะ บ้านเรือนหลายพันห







