Masukสองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน
ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง
ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว
“ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...”
หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น”
“นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจของข้า ข้าต้องการให้เจ้ามีอำนาจเหนือพวกนาง และต้องการดึงเจ้าออกมาจากขุมนรกนั่นเสีย”
เขายื่นมือไปสัมผัสพวงแก้มของนางอย่างแผ่วเบา
“นับจากนี้ไป... ในวังหลวงเจ้าคือหงส์ที่อยู่ภายใต้ปีกพยัคฆ์ของข้า ใครก็อย่าหวังว่าจะรังแกเจ้าได้อีก”
หมิงเว่ยรู้สึกถึงหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาในดวงตา ตลอดห้าปีที่นางต้องแข็งแกร่งเพียงลำพัง บัดนี้มีคนคนหนึ่งที่บอกว่าจะปกป้องนางด้วยชีวิต
“ท่านพี่... หม่อมฉันมีเรื่องต้องทำอีกมาก การตายของท่านแม่ยังมีเงื่อนงำ และคนในวังหลวงที่สมรู้ร่วมคิดกับหลันฮูหยิน หม่อมฉันต้องหาตัวมันให้เจอ”
"ข้ารู้... และข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า จนกว่าเลือดหยดสุดท้ายของศัตรูเจ้าจะหลั่งนองลงพื้นดิน" เทียนฉีกระชับมือนางแน่น แววตาเปี่ยมด้วยความคุ้มครอง "ทว่ายามนี้... พักผ่อนเถิดเว่ยเอ๋อร์ ในวังหลวงยังมีศึกใหญ่ที่ยากเย็นกว่าเดิมรอเราอยู่"
รถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่กำแพงวังหลวงสีแดงชาดอันโอ่อ่า ทิ้งความแค้นในจวนสกุลไป๋ไว้เบื้องหลัง ทว่าสำหรับหมิงเว่ย... นี่คือการเริ่มต้นของกระดานหมากที่เดิมพันด้วยชีวิตและอำนาจที่แท้จริง
***
หลังจากรถม้าข้ามธรณีประตูวังหลวงอันโอ่อ่า กำแพงสีแดงชาดสูงตระหง่านและหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองอำพันสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นดูราวกับแดนสวรรค์ ทว่าสำหรับไป๋หมิงเว่ย ความงดงามเหล่านี้มิต่างจากกรงทองที่ฉาบไว้ด้วยหยาดเลือดและน้ำตาของผู้ที่พ่ายแพ้ในอำนาจ
ในฐานะ "ท่านหญิงเซี่ยนจู่" คนใหม่ นางถูกพาตัว
มุ่งตรงไปยังตำหนักคุนหนิงอันเป็นที่ประทับของ 'เว่ยฮองเฮา' มารดาแห่งแผ่นดิน บรรยากาศภายในวังหลวงช่างเงียบสงัดจนน่ากลัว ทุกย่างก้าวของหมิงเว่ยเต็มไปด้วยสายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่ลอบมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็แฝงไปด้วยความริษยาที่สตรีจากจวนขุนนางชั้นนอกกลับได้รับวาสนาสูงส่งเพียงชั่วข้ามคืนเมื่อก้าวเข้าสู่โถงกลางของตำหนัก กลิ่นหอมของกำยานมังกรและดอกไม้ล้ำค่านานาพรรณโชยมาแตะจมูก ทว่าความหอมนั้นกลับให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
บนบัลลังก์ไม้พยุงแกะสลักลายนกยูงรำแพน หางที่ประดับด้วยอัญมณีเจ็ดสี
สตรีผู้มีอำนาจที่สุดในวังหลังประทับอยู่อย่างสง่างาม ฉลองพระองค์สีแดงเพลิงปักลายหงส์เหินฟ้าส่งให้รัศมีแห่งความสูงศักดิ์แผ่ซ่านจนคนมองแทบมิต่างจากมดปลวก
"ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
หมิงเว่ยย่อกายลงคุกเข่าและหมอบกราบตามพิธีการอย่างเคร่งครัด ท่วงท่าของนางช่างสงบนิ่งและมั่นคงสมกับฐานะ ‘เซี่ยนจู่’ ที่ได้รับพระราชทานจากราชโองการเมื่อเช้า ยามนี้นางจึงกราบทูลแทนตนเองว่า "หม่อมฉัน" ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
"ลุกขึ้นเถิด... เซี่ยนจู่คนใหม่"
สุ้มเสียงของฮองเฮานั้นเรียบเฉยทว่าทรงอำนาจ แววตาที่จดจ้องมายังหมิงเว่ยคมกริบประดุจใบมีดที่สามารถกรีดลึกลงไปกลางใจคน
"ข้าได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามานาน บุตรีของเสนาบดีไป๋... เห็นว่ารัชทายาททรงโปรดปรานเจ้ามิน้อย ถึงขั้นทูลขอตำแหน่งนี้ให้ด้วยพระองค์เอง ทั้งที่ตำแหน่งเซี่ยนจู่นั้นมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะได้รับมาโดยง่าย"
"เป็นพระกรุณาธิคุณขององค์รัชทายาทและฮองเฮา
เพคะที่ทรงเมตตาหม่อมฉัน" หมิงเว่ยตอบอย่างสำรวมกิริยา นางมิได้หลบตา ทว่าก็มิได้จ้องตอบอย่างอวดดี"เมตตางั้นหรือ?" ฮองเฮาแค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก แววตาฉายความเคลือบแคลง "ในวังหลวงแห่งนี้ ความเอ็นดูเป็นดั่งดาบสองคม หากเจ้าทำตัวดี ข้าก็พร้อมจะส่งเสริมให้เจ้ามีวาสนาที่ยั่งยืน แต่ถ้าเจ้าคิดจะใช้ฐานะนี้ทำเรื่องที่มิต้องตามกฎวัง หรือคิดจะปั่นหัวรัชทายาทให้ทำเรื่องที่มิควร... เจ้าคงรู้ใช่ไหมว่าจุดจบของสตรีที่อวดดีจะเป็นอย่างไร"
คำขู่นั้นชัดแจ้งมิต่างจากลมหนาวที่พัดผ่านลำคอ
หมิงเว่ยเพียงก้มหน้านิ่ง รับฟังทุกถ้อยคำด้วยความนอบน้อม"หม่อมฉันจะจดจำคำสั่งสอนของฮองเฮาไว้ในใจมิลืมเลือนเพคะ"
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัดของคุกหลวง สถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของขุนนางผู้ฉ้อฉลและนักโทษอุกฉกรรจ์ แสงจากคบเพลิงที่วูบไหวตามทางเดินแคบๆ ทอดเงาอสุรกายพาดผ่านผนังหินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือดเก่า 'หลันชิง' ในสภาพที่มิมองเห็นเค้าลางของฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป นางถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งมือและเท้า ร่างกายที่เคยสวมใส่ผ้าไหมเลิศรสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและชุดนักโทษสีหม่นที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยงดงามและหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงขังของนาง หลันชิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นร่างของสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับบรรยากาศโสโครกเบื้องหลัง "ไป๋... หมิงเว่ย..." หลันชิงเค้นเสีย
บรรยากาศภายในตำหนักมณีแดงเย็นเยียบลงถนัดตาหลังจากคำบอกเล่าของหลี่เทียนฉี หมิงเว่ยยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวังที่จะล้างมลทินให้ท่านแม่และความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา “หมอประจำตระกูล... หมอหรูงั้นหรือเพคะ?” หมิงเว่ยเอ่ยเสียงสั่น “ข้าจำได้ว่าเขาหายสาบสูญไปในคืนเดียวกับที่ท่านแม่ถูกขับไล่ ข้านึกว่าเขาถูกลอบสังหารไปพร้อมกับความลับนั้นแล้วเสียอีก” “หลันชิงอำมหิตนัก แต่นางยังขลาดกลัวต่อกฎแห่งกรรม” เทียนฉีก้าวเข้ามาประคองไหล่บาง “นางมิจ้างวานฆ่า แต่กลับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ส่งเขาไปรับโทษในเหมืองนรกที่ชายแดนเหนือ ที่นั่นคือคุกมืดที่ไม่มีใครเคยได้กลับออกมา... จนกระทั่งคนของข้าไปถึง” หมิงเว่ยเงยหน้าสบตาบุรุษตรงหน้า “ท่านพี่... ท่านวางแผนเรื่องนี้มานานเท่าใดแล้วเพคะ?”&nbs
แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ" หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล" "นั
หลังจากออกจากตำหนักคุนหนิง หมิงเว่ยถูกนำตัวไปพักที่ตำหนักมณีแดงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานหลวง แม้จะเป็นตำหนักขนาดเล็กทว่าการตกแต่งกลับงดงามและพรั่งพร้อมด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ที่นั่นมีนางกำนัลสองคนนามว่า 'ผิงเอ๋อร์' และ 'ฉุ่ยเอ๋อร์' ยืนรอปรนนิบัติอยู่ แววตาของพวกนางดูหลุกหลิกมิมั่นคงนัก "ท่านหญิงเพคะ นี่คือ 'ยาบำรุง' ที่ฮองเฮาทรงประทานมาให้เพคะ" ผิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีน้ำยาควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ให้ "ทรงกำชับว่าให้ท่านหญิงดื่มทันทีที่ถึงที่พัก เพื่อปรับสมดุลร่างกายจากการเดินทางและคลายความเหนื่อยล้าเพคะ" หมิงเว่ยรับถ้วยยามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยส่งผ่านสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบ กลิ่นยาบำรุงนี้หอมจนผิดสังเกต ราวกับต้องการปกปิดกลิ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน นางลอบชำเลืองมองไปยังขื่อหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งนางรู้ดีว่าเฉินอี้องครักษ์เงาที่เทียนฉีส่งมาแฝงตัวอยู่ เฉินอี้ขยับกายเล็กน้อยจนเกิดเงาวูบไหวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นัดแนะกันไว้ ยาพิษ... หมิงเว่ยแสร้งทำเป็นยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีป
สองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว “ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...” หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น” “นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจข
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..." นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่! "หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด







