Masukรุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา
"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง
หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..."
นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง
มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับ
ชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่!"หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด
หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!"
ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด้วยความสะใจอย่างล้ำลึก
"ท่านพ่อ... เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? เหตุใดพี่ใหญ่ถึง..."
"หุบปาก!" เสนาบดีไป๋ตวาดใส่ทุกคนในห้อง ขณะที่
ไป๋หรูอิงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็พบกับสายตาผิดหวังของบิดาและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าบ่าวไพร่และผู้เป็นน้องสาวต่างแม่หมากกระดานแรก หมิงเว่ยชนะอย่างหมดจด และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเอาคืนเท่านั้น!
***
ท่ามกลางแสงอรุณที่เพิ่งจะสาดจับขอบฟ้า บรรยากาศภายในเรือนของไป๋หรูอิงกลับร้อนระอุยิ่งกว่าถูกเพลิงแผดเผา เสียงกรีดร้องของไป๋หรูอิงดังก้องไปทั่วจวนเมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าข้างกายมิใช่หมอนหนุนที่คุ้นเคย ทว่ากลับเป็นชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่มีกลิ่นสาบเหงื่อและชุดซอมซ่อ เขานอนหลับใหลไร้สติอยู่เคียงข้างนางบนเตียงนอนอันสูงศักดิ์
“กรี๊ดดดด! ไม่นะ! ออกไป! เจ้าคนชั้นต่ำ ออกไปให้พ้นจากตัวข้า!”
หรูอิงถีบร่างนั้นลงจากเตียงอย่างบ้าคลั่ง นางรีบคว้า
ผ้าห่มมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่า ใบหน้าของนางขาวซีดราวกับกระดาษยามที่สายตาปะทะเข้ากับร่างของเสนาบดีไป๋ที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธอยู่กลางห้อง และหลันฮูหยินที่บัดนี้ทรุดลงไปกองกับพื้นราวกับคนไร้วิญญาณ“ท่านพ่อ... มันมิใช่ความจริงนะเจ้าคะ! ลูกถูกใส่ร้าย! ฮือ... มีคนแอบเข้ามาในห้องของลูก!”
หรูอิงพยายามคลานเข้าไปเกาะชายเสื้อบิดา ทว่าเสนาบดีไป๋กลับสะบัดออกอย่างแรงจนนางล้มคว่ำ
“เจ้าทำเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร! ในวันที่มีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือนจวนเราเพียงวันเดียว เจ้ากลับทำลายชื่อเสียงสกุลไป๋จนย่อยยับ!”
เสนาบดีไป๋ตวาดลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “เจ้าเห็นหรือไม่ว่าบ่าวไพร่ทั้งจวนมายืนดูกันจนเต็มลานบ้านแล้ว!”
หมิงเว่ยเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่มั่นคง แววตาของนางฉายแววห่วงใยที่เสแสร้งได้อย่างแนบเนียน ก่อนเข้าไปพยุง
หลันฮูหยินที่ยังช็อกอยู่ขึ้นมา “ฮูหยินเอก... ทำใจดีๆ ไว้เจ้าค่ะ พี่ใหญ่คงมิทันระวังตัว หรือไม่... น้ำแกงรังนกที่ฮูหยินส่งมาให้ข้าเมื่อคืน อาจจะถูกสลับสับเปลี่ยนไปที่ห้องพี่ใหญ่โดยมิตั้งใจก็ได้นะเจ้าคะ”คำพูดของหมิงเว่ยเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ หลันฮูหยินหันขวับมามองนางด้วยสายตาอาฆาต นางรู้ดีว่าแผนการของนางถูกซ้อนแผนโดยฝีมือนังลูกเลี้ยงคนนี้แน่ๆ แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามันรุนแรงเกินกว่าที่นางจะเอ่ยอ้างสิ่งใดได้
“น้ำแกงรังนกงั้นหรือ?” เสนาบดีไป๋หันไปมองภรรยาเอกด้วยสายตาระแวง “เจ้าส่งน้ำแกงรังนกให้หมิงเว่ยทำไมในยามดึก?”
“ข้า... ข้าเพียงแต่เมตตานาง เห็นว่านางต้องเตรียมตัวเข้าวัง...” หลันฮูหยินละล่ำละลัก ทว่าคำพูดนั้นกลับฟังดู
ไร้น้ำหนักยิ่งนักขณะที่ความวุ่นวายยังไม่ทันคลี่คลาย เสียงย่ำเท้าที่สม่ำเสมอของเหล่าทหารองครักษ์จากวังหลวงก็ดังก้องขึ้นที่หน้าจวน พร้อมกับเสียงตะโกนประกาศที่ทำให้ทุกคนต้องชะงัก
“ราชโองการ! เสนาบดีไป๋รับราชโองการ!”
เสนาบดีไป๋หน้าถอดสี เขาไม่มีเวลาจัดการลูกสาวที่แพศยา ต้องรีบก้มหน้าก้มตาพาทุกคนไปคุกเข่ารอรับราชโองการที่ลานจวนกลาง แผ่นหลังของเขาสั่นเทาด้วยความกลัวว่าเรื่องอื้อฉาวเมื่อครู่จะล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้
ขันทีผู้ถือราชโองการก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาคลี่ม้วนผ้าสีทองออกก่อนจะอ่านเสียงดังฟังชัด
“ด้วยคุณหนูรองสกุลไป๋ ไป๋หมิงเว่ย เป็นผู้มีความกตัญญูและเพียบพร้อมด้วยจริยวัตรอันงดงาม อีกทั้งรัชทายาททรงเล็งเห็นถึงความเหมาะสม จึงมีพระบัญชาแต่งตั้งคุณหนูรอง
ไป๋หมิงเว่ย เป็น ‘เซี่ยนจู่’ (ท่านหญิง) มีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าพระธิดาเชื้อพระวงศ์ และให้อยู่ในความดูแลของวังหลังตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!”สิ้นคำประกาศ... ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วจวน ทว่าในใจของแต่ละคนกลับกู่ร้องด้วยอารมณ์ที่ต่างกัน
หลันฮูหยินแทบสิ้นสติลงตรงนั้น ‘เซี่ยนจู่’ งั้นหรือ? ตำแหน่งที่นางพยายามประจบประแจงทุกวิถีทางเพื่อให้หรูอิงได้รับ กลับตกเป็นของหมิงเว่ยในชั่วข้ามคืน แถมยังมีสถานะคุ้มครองจากวังหลวงมิต่างจากเกราะเหล็ก
“กระหม่อม... รับราชโองการ ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ”
เสนาบดีไป๋โขกศีรษะลงกับพื้น แม้ในใจจะงุนงง ทว่าลึกๆ เขากลับรู้สึกถึงทางรอด หากหมิงเว่ยได้เป็นท่านหญิง ชื่อเสียงที่หรูอิงทำเสียไปอาจจะพอเจือจางลงได้บ้าง
ขันทีเดินเข้ามาหาหมิงเว่ยที่ยังคุกเข่าอยู่อย่างสงบ
“ท่านหญิงเซี่ยนจู่... องค์รัชทายาททรงกำชับว่า ภายในสองชั่วพามนี้ ให้ท่านเตรียมตัวเข้าวังหลวงทันที พระองค์ทรงเกรงว่า ‘บรรยากาศ’ ในจวนเสนาบดีอาจจะไม่เหมาะกับการพักผ่อนของท่านนัก”
หมิงเว่ยเงยหน้าขึ้น สบตากับขันทีผู้นั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ “ขอบคุณท่านกงกง ข้าจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเจ้าคะ”
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ อย่างสง่างาม สายตาเบนไปมองไป๋หรูอิงที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างมารดา หมิงเว่ยเดินเข้าไปใกล้พี่สาวต่างมารดา ก้มลงกระซิบที่ข้างหูในระยะที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“พี่ใหญ่... รสชาติของความอัปยศที่ต้องแบกรับไว้คนเดียว ช่างถูกปากท่านมั้ยเจ้าคะ? นี่คือเศษเสี้ยวความเจ็บปวดที่ท่านแม่ของข้าเคยได้รับ และข้าสัญญา... ว่ามันยังไม่จบเพียงเท่านี้”
หรูอิงสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว ยามนี้สตรีตรงหน้ามิใช่น้องรองผู้หัวอ่อนคนเดิมอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นปีศาจที่นางมิอาจต่อกรได้อีกแล้ว
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัดของคุกหลวง สถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของขุนนางผู้ฉ้อฉลและนักโทษอุกฉกรรจ์ แสงจากคบเพลิงที่วูบไหวตามทางเดินแคบๆ ทอดเงาอสุรกายพาดผ่านผนังหินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือดเก่า 'หลันชิง' ในสภาพที่มิมองเห็นเค้าลางของฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป นางถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งมือและเท้า ร่างกายที่เคยสวมใส่ผ้าไหมเลิศรสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและชุดนักโทษสีหม่นที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยงดงามและหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงขังของนาง หลันชิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นร่างของสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับบรรยากาศโสโครกเบื้องหลัง "ไป๋... หมิงเว่ย..." หลันชิงเค้นเสีย
บรรยากาศภายในตำหนักมณีแดงเย็นเยียบลงถนัดตาหลังจากคำบอกเล่าของหลี่เทียนฉี หมิงเว่ยยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวังที่จะล้างมลทินให้ท่านแม่และความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา “หมอประจำตระกูล... หมอหรูงั้นหรือเพคะ?” หมิงเว่ยเอ่ยเสียงสั่น “ข้าจำได้ว่าเขาหายสาบสูญไปในคืนเดียวกับที่ท่านแม่ถูกขับไล่ ข้านึกว่าเขาถูกลอบสังหารไปพร้อมกับความลับนั้นแล้วเสียอีก” “หลันชิงอำมหิตนัก แต่นางยังขลาดกลัวต่อกฎแห่งกรรม” เทียนฉีก้าวเข้ามาประคองไหล่บาง “นางมิจ้างวานฆ่า แต่กลับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ส่งเขาไปรับโทษในเหมืองนรกที่ชายแดนเหนือ ที่นั่นคือคุกมืดที่ไม่มีใครเคยได้กลับออกมา... จนกระทั่งคนของข้าไปถึง” หมิงเว่ยเงยหน้าสบตาบุรุษตรงหน้า “ท่านพี่... ท่านวางแผนเรื่องนี้มานานเท่าใดแล้วเพคะ?”&nbs
แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ" หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล" "นั
หลังจากออกจากตำหนักคุนหนิง หมิงเว่ยถูกนำตัวไปพักที่ตำหนักมณีแดงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานหลวง แม้จะเป็นตำหนักขนาดเล็กทว่าการตกแต่งกลับงดงามและพรั่งพร้อมด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ที่นั่นมีนางกำนัลสองคนนามว่า 'ผิงเอ๋อร์' และ 'ฉุ่ยเอ๋อร์' ยืนรอปรนนิบัติอยู่ แววตาของพวกนางดูหลุกหลิกมิมั่นคงนัก "ท่านหญิงเพคะ นี่คือ 'ยาบำรุง' ที่ฮองเฮาทรงประทานมาให้เพคะ" ผิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีน้ำยาควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ให้ "ทรงกำชับว่าให้ท่านหญิงดื่มทันทีที่ถึงที่พัก เพื่อปรับสมดุลร่างกายจากการเดินทางและคลายความเหนื่อยล้าเพคะ" หมิงเว่ยรับถ้วยยามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยส่งผ่านสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบ กลิ่นยาบำรุงนี้หอมจนผิดสังเกต ราวกับต้องการปกปิดกลิ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน นางลอบชำเลืองมองไปยังขื่อหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งนางรู้ดีว่าเฉินอี้องครักษ์เงาที่เทียนฉีส่งมาแฝงตัวอยู่ เฉินอี้ขยับกายเล็กน้อยจนเกิดเงาวูบไหวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นัดแนะกันไว้ ยาพิษ... หมิงเว่ยแสร้งทำเป็นยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีป
สองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว “ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...” หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น” “นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจข
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..." นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่! "หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด







