เข้าสู่ระบบแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง
"ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น
เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ"
หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล"
"นั่นคือเป้าหมายของพวกมัน" เทียนฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าส่งเฉินอี้ไปตรวจสอบที่มาของยานั่นแล้ว ทว่าน่าแปลก... เส้นทางของมันกลับโยงไปถึงสำนักยาหลวงที่ถูก
ไฟไหม้เมื่อปีก่อน หลักฐานทุกอย่างมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปสิ้น""ไฟไหม้งั้นหรือเพคะ?" หมิงเว่ยทวนคำ แววตาทอประกายคมปลาบ "ท่านแม่ของหม่อมฉันก็จากไปหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้เล็กๆ ในห้องเก็บยาที่จวนสกุลไป๋เช่นกัน... ทุกอย่างดูเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจนน่าสงสัย
"นางขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรง แววตาจริงจังขึ้น "ท่านพี่... มีสิ่งหนึ่งที่หม่อมฉันยังมิได้บอกท่าน ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจ นางพยายามจะบอกหม่อมฉันเรื่อง 'ตราประทับประจำตระกูลถัง' ของท่านตา ตราประทับนั้นมีความลับสำคัญบางอย่างที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานให้ตระกูลหม่อมฉัน ทว่าหลังจากท่านแม่เสียไป ตรานั้นกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
เทียนฉีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง "ตราประทับสกุลถัง... ข้าเคย
ได้ยินเสด็จพ่อเอ่ยถึงอยู่บ้าง ว่ากันว่ามันคือสิ่งยืนยัน 'คำสัญญาเลือด' ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางเก่าแก่ หากใครครอบครองตรานั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องบางสิ่งที่มหาศาล""นั่นคือเหตุผลที่หลันฮูหยินพยายามค้นหาทุกซอก
ทุกมุมในเรือนร้างตลอดห้าปีที่ผ่านมาเพคะ" หมิงเว่ยแค่นยิ้ม "แต่นางไม่มีวันหาเจอ เพราะท่านแม่ซ่อนมันไว้ในที่ที่ต้องใช้เลือดของคนในตระกูลถังเท่านั้นจึงจะเปิดออกได้"***
รุ่งเช้าวันต่อมา หมิงเว่ยมิได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจกับเหตุการณ์เมื่อคืน นางสวมชุดสีเขียวอ่อนราวกับใบหลิว
ล้อลม เดินเล่นในอุทยานหลวงด้วยท่าทางผ่อนคลาย โดยมีเสี่ยวชุ่ยและนางกำนัลผิงเอ๋อร์ที่เดินตัวสั่นเพราะความผิดบาปติดตามอยู่ห่างๆ"ท่านหญิงเพคะ... นั่นคือ 'เสียนเฟย' เพคะ" เสี่ยวชุ่ยกระซิบบอก เมื่อเห็นขบวนเสด็จของสตรีผู้หนึ่งที่งดงามราวกับภาพวาดเดินตรงมาทางนี้
เสียนเฟย... สตรีผู้ขึ้นชื่อว่าอ่อนโยนที่สุดในวังหลัง และเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ไม่แพ้ฮองเฮา ที่สำคัญนางคือผู้ที่ประทานอนุหลันหลันฮูหยินในปัจจุบันให้เข้าไปอยู่ในจวนเสนาบดีไป๋พ่อเมื่อหลายปีก่อน
"ถวายพระพรเสียนเฟยเพคะ" หมิงเว่ยย่อกายลงอย่างนอบน้อม
"ลุกขึ้นเถิด เซี่ยนจู่... ช่างงามสมคำร่ำลือจริงๆ"
เสียนเฟยเอ่ยพลางยิ้มหวาน ทว่าดวงตาของนางกลับจดจ้องที่จี้หยกครึ่งซีกที่ห้อยอยู่ที่เอวของหมิงเว่ยครู่หนึ่ง
"จี้หยกลายนี้... ข้าคุ้นตานัก เหมือนเคยเห็นที่จวนเสนาบดีไป๋เมื่อนานมาแล้ว"
"จี้ชิ้นนี้เป็นของที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากไปเพคะ"
หมิงเว่ยตอบพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย"งั้นหรือ... ช่างน่าเสียดายที่ฮูหยินถังด่วนจากไป มิเช่นนั้นข้าคงได้ชวนนางมาจิบชาในวังบ่อยๆ" เสียนเฟยเอ่ยพลางยื่นมือมาลูบแก้มหมิงเว่ย "หากเจ้ามีเรื่องไม่สบายใจ หรือถูกใครในวังนี้รังแกเจ้ามาหาข้าได้เสมอเน้อ ข้าพร้อมจะเป็นที่พึ่งให้เจ้ามิต่างจากแม่แท้ๆ"
คำพูดที่ดูหวังดีนั้นช่างราบรื่น ทว่าหมิงเว่ยกลับรู้สึกถึงกระแสความเย็นเยือกจากปลายนิ้วของสตรีตรงหน้า นางรับคำด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับขีดชื่อเสียนเฟยไว้ในบัญชีผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งทันที
ในคืนนั้น เฉินอี้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ "ท่านหญิง... ข้าลอบเข้าไปในห้องเก็บของเก่าของสำนักยาหลวงมาแล้ว พบสิ่งนี้ถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ที่ถูกไฟไหม้"
หมิงเว่ยเปิดห่อผ้าออก พบว่าเป็นเศษตำราที่ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่ง ทว่าในหน้าที่ยังพออ่านได้กลับมีลายมือที่นางจำได้มิลืมเลือน... ลายมือของท่านแม่นางเอง!
‘...พิษไร้เงา กร่อนวิญญาณมิเหลือร่องรอย หลันชิงขโมยสูตรไปจากข้า นางต้องการใช้มันกับ...’
ประโยคสุดท้ายถูกรอยไหม้พรากไป ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่า มารดาของนางล่วงรู้แผนการบางอย่าง และพยายามจะบันทึกมันไว้เป็นหลักฐาน แต่กลับถูกกำจัดเสียก่อน
"ท่านแม่... ท่านมิได้ตายเพราะโรคภัยจริงๆ" หยาดน้ำตาหนึ่งหยดหยดลงบนเศษตำรา "หลันชิง และใครบางคนในวังนี้... พวกมันร่วมมือกัน"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องพัก พร้อมกับเสียงขันทีประกาศก้อง
"รัชทายาทเสด็จ!"
เทียนฉีก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง "เว่ยเอ๋อร์... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เสนาบดีไป๋ส่งฎีกาเร่งด่วนถึงเสด็จพ่อ อ้างว่าพบ 'หลักฐาน' การคบชู้ของมารดาเจ้าเพิ่มเติม และขอกำจัดชื่อของนางออกจากวงศ์ตระกูล รวมถึงขอให้เพิกถอนบรรดาศักดิ์เซี่ยนจู่ของเจ้า!"
หมิงเว่ยกำเศษตำราแน่นจนยับย่น "พวกมันคงรู้แล้วว่าข้าเริ่มเข้าใกล้ความจริง... ถึงได้รีบขุดเอาเรื่องเน่าเฟะมาเล่นงานข้าอีกครั้ง"
"เสนาบดีไป๋... ชายผู้นั้นช่างโหดเหี้ยมกับลูกเมียตนเองนัก" เทียนฉีแววตาเป็นประกายสังหาร "แต่คราวนี้เขาพลาดแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าข้ามี 'พยานปากเอก' ที่เขาลืมฆ่าปิดปากไปเมื่อห้าปีก่อน!"
หมิงเว่ยเงยหน้าขึ้น "ใครกันเพคะ?"
"หมอประจำตระกูลที่เคยตรวจครรภ์มารดาเจ้า... คนที่ถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในเหมืองร้างทางเหนือ ข้าส่งคนไปช่วยเขามาได้แล้ว!"
การต่อสู้ในกระดานนี้มิใช่เพียงการตบตีของสตรีในวังหลังอีกต่อไป แต่มันคือการเปิดโปงความโสมมที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมมานานหลายปี!
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัดของคุกหลวง สถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของขุนนางผู้ฉ้อฉลและนักโทษอุกฉกรรจ์ แสงจากคบเพลิงที่วูบไหวตามทางเดินแคบๆ ทอดเงาอสุรกายพาดผ่านผนังหินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือดเก่า 'หลันชิง' ในสภาพที่มิมองเห็นเค้าลางของฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป นางถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งมือและเท้า ร่างกายที่เคยสวมใส่ผ้าไหมเลิศรสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและชุดนักโทษสีหม่นที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยงดงามและหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงขังของนาง หลันชิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นร่างของสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับบรรยากาศโสโครกเบื้องหลัง "ไป๋... หมิงเว่ย..." หลันชิงเค้นเสีย
บรรยากาศภายในตำหนักมณีแดงเย็นเยียบลงถนัดตาหลังจากคำบอกเล่าของหลี่เทียนฉี หมิงเว่ยยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวังที่จะล้างมลทินให้ท่านแม่และความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา “หมอประจำตระกูล... หมอหรูงั้นหรือเพคะ?” หมิงเว่ยเอ่ยเสียงสั่น “ข้าจำได้ว่าเขาหายสาบสูญไปในคืนเดียวกับที่ท่านแม่ถูกขับไล่ ข้านึกว่าเขาถูกลอบสังหารไปพร้อมกับความลับนั้นแล้วเสียอีก” “หลันชิงอำมหิตนัก แต่นางยังขลาดกลัวต่อกฎแห่งกรรม” เทียนฉีก้าวเข้ามาประคองไหล่บาง “นางมิจ้างวานฆ่า แต่กลับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ส่งเขาไปรับโทษในเหมืองนรกที่ชายแดนเหนือ ที่นั่นคือคุกมืดที่ไม่มีใครเคยได้กลับออกมา... จนกระทั่งคนของข้าไปถึง” หมิงเว่ยเงยหน้าสบตาบุรุษตรงหน้า “ท่านพี่... ท่านวางแผนเรื่องนี้มานานเท่าใดแล้วเพคะ?”&nbs
แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ" หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล" "นั
หลังจากออกจากตำหนักคุนหนิง หมิงเว่ยถูกนำตัวไปพักที่ตำหนักมณีแดงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานหลวง แม้จะเป็นตำหนักขนาดเล็กทว่าการตกแต่งกลับงดงามและพรั่งพร้อมด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ที่นั่นมีนางกำนัลสองคนนามว่า 'ผิงเอ๋อร์' และ 'ฉุ่ยเอ๋อร์' ยืนรอปรนนิบัติอยู่ แววตาของพวกนางดูหลุกหลิกมิมั่นคงนัก "ท่านหญิงเพคะ นี่คือ 'ยาบำรุง' ที่ฮองเฮาทรงประทานมาให้เพคะ" ผิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีน้ำยาควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ให้ "ทรงกำชับว่าให้ท่านหญิงดื่มทันทีที่ถึงที่พัก เพื่อปรับสมดุลร่างกายจากการเดินทางและคลายความเหนื่อยล้าเพคะ" หมิงเว่ยรับถ้วยยามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยส่งผ่านสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบ กลิ่นยาบำรุงนี้หอมจนผิดสังเกต ราวกับต้องการปกปิดกลิ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน นางลอบชำเลืองมองไปยังขื่อหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งนางรู้ดีว่าเฉินอี้องครักษ์เงาที่เทียนฉีส่งมาแฝงตัวอยู่ เฉินอี้ขยับกายเล็กน้อยจนเกิดเงาวูบไหวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นัดแนะกันไว้ ยาพิษ... หมิงเว่ยแสร้งทำเป็นยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีป
สองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว “ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...” หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น” “นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจข
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..." นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่! "หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด







