مشاركة

บทที่ 7 ตัวการ

مؤلف: จิน 金钱
last update تاريخ النشر: 2026-03-05 23:20:00

แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง

          "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น

          เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ"

          หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล"

          "นั่นคือเป้าหมายของพวกมัน" เทียนฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าส่งเฉินอี้ไปตรวจสอบที่มาของยานั่นแล้ว ทว่าน่าแปลก... เส้นทางของมันกลับโยงไปถึงสำนักยาหลวงที่ถูก

ไฟไหม้เมื่อปีก่อน หลักฐานทุกอย่างมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปสิ้น"

          "ไฟไหม้งั้นหรือเพคะ?" หมิงเว่ยทวนคำ แววตาทอประกายคมปลาบ "ท่านแม่ของหม่อมฉันก็จากไปหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้เล็กๆ ในห้องเก็บยาที่จวนสกุลไป๋เช่นกัน... ทุกอย่างดูเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจนน่าสงสัย

          "นางขยับลุกขึ้นนั่งตัวตรง แววตาจริงจังขึ้น "ท่านพี่... มีสิ่งหนึ่งที่หม่อมฉันยังมิได้บอกท่าน ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจ นางพยายามจะบอกหม่อมฉันเรื่อง 'ตราประทับประจำตระกูลถัง' ของท่านตา ตราประทับนั้นมีความลับสำคัญบางอย่างที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานให้ตระกูลหม่อมฉัน ทว่าหลังจากท่านแม่เสียไป ตรานั้นกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"

          เทียนฉีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง "ตราประทับสกุลถัง... ข้าเคย

ได้ยินเสด็จพ่อเอ่ยถึงอยู่บ้าง ว่ากันว่ามันคือสิ่งยืนยัน 'คำสัญญาเลือด' ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางเก่าแก่ หากใครครอบครองตรานั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องบางสิ่งที่มหาศาล"

          "นั่นคือเหตุผลที่หลันฮูหยินพยายามค้นหาทุกซอก

ทุกมุมในเรือนร้างตลอดห้าปีที่ผ่านมาเพคะ" หมิงเว่ยแค่นยิ้ม "แต่นางไม่มีวันหาเจอ เพราะท่านแม่ซ่อนมันไว้ในที่ที่ต้องใช้เลือดของคนในตระกูลถังเท่านั้นจึงจะเปิดออกได้"

***

          รุ่งเช้าวันต่อมา หมิงเว่ยมิได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจกับเหตุการณ์เมื่อคืน นางสวมชุดสีเขียวอ่อนราวกับใบหลิว

ล้อลม เดินเล่นในอุทยานหลวงด้วยท่าทางผ่อนคลาย โดยมีเสี่ยวชุ่ยและนางกำนัลผิงเอ๋อร์ที่เดินตัวสั่นเพราะความผิดบาปติดตามอยู่ห่างๆ

          "ท่านหญิงเพคะ... นั่นคือ 'เสียนเฟย' เพคะ" เสี่ยวชุ่ยกระซิบบอก เมื่อเห็นขบวนเสด็จของสตรีผู้หนึ่งที่งดงามราวกับภาพวาดเดินตรงมาทางนี้

          เสียนเฟย... สตรีผู้ขึ้นชื่อว่าอ่อนโยนที่สุดในวังหลัง และเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ไม่แพ้ฮองเฮา ที่สำคัญนางคือผู้ที่ประทานอนุหลันหลันฮูหยินในปัจจุบันให้เข้าไปอยู่ในจวนเสนาบดีไป๋พ่อเมื่อหลายปีก่อน

          "ถวายพระพรเสียนเฟยเพคะ" หมิงเว่ยย่อกายลงอย่างนอบน้อม

          "ลุกขึ้นเถิด เซี่ยนจู่... ช่างงามสมคำร่ำลือจริงๆ"

          เสียนเฟยเอ่ยพลางยิ้มหวาน ทว่าดวงตาของนางกลับจดจ้องที่จี้หยกครึ่งซีกที่ห้อยอยู่ที่เอวของหมิงเว่ยครู่หนึ่ง

          "จี้หยกลายนี้... ข้าคุ้นตานัก เหมือนเคยเห็นที่จวนเสนาบดีไป๋เมื่อนานมาแล้ว"

          "จี้ชิ้นนี้เป็นของที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากไปเพคะ"

หมิงเว่ยตอบพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

          "งั้นหรือ... ช่างน่าเสียดายที่ฮูหยินถังด่วนจากไป มิเช่นนั้นข้าคงได้ชวนนางมาจิบชาในวังบ่อยๆ" เสียนเฟยเอ่ยพลางยื่นมือมาลูบแก้มหมิงเว่ย "หากเจ้ามีเรื่องไม่สบายใจ หรือถูกใครในวังนี้รังแกเจ้ามาหาข้าได้เสมอเน้อ ข้าพร้อมจะเป็นที่พึ่งให้เจ้ามิต่างจากแม่แท้ๆ"

          คำพูดที่ดูหวังดีนั้นช่างราบรื่น ทว่าหมิงเว่ยกลับรู้สึกถึงกระแสความเย็นเยือกจากปลายนิ้วของสตรีตรงหน้า นางรับคำด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับขีดชื่อเสียนเฟยไว้ในบัญชีผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งทันที

          ในคืนนั้น เฉินอี้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ "ท่านหญิง... ข้าลอบเข้าไปในห้องเก็บของเก่าของสำนักยาหลวงมาแล้ว พบสิ่งนี้ถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ที่ถูกไฟไหม้"

หมิงเว่ยเปิดห่อผ้าออก พบว่าเป็นเศษตำราที่ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่ง ทว่าในหน้าที่ยังพออ่านได้กลับมีลายมือที่นางจำได้มิลืมเลือน... ลายมือของท่านแม่นางเอง!

          ‘...พิษไร้เงา กร่อนวิญญาณมิเหลือร่องรอย หลันชิงขโมยสูตรไปจากข้า นางต้องการใช้มันกับ...’

          ประโยคสุดท้ายถูกรอยไหม้พรากไป ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่า มารดาของนางล่วงรู้แผนการบางอย่าง และพยายามจะบันทึกมันไว้เป็นหลักฐาน แต่กลับถูกกำจัดเสียก่อน

          "ท่านแม่... ท่านมิได้ตายเพราะโรคภัยจริงๆ" หยาดน้ำตาหนึ่งหยดหยดลงบนเศษตำรา "หลันชิง และใครบางคนในวังนี้... พวกมันร่วมมือกัน"

          ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องพัก พร้อมกับเสียงขันทีประกาศก้อง

          "รัชทายาทเสด็จ!"

          เทียนฉีก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง "เว่ยเอ๋อร์... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เสนาบดีไป๋ส่งฎีกาเร่งด่วนถึงเสด็จพ่อ อ้างว่าพบ 'หลักฐาน' การคบชู้ของมารดาเจ้าเพิ่มเติม และขอกำจัดชื่อของนางออกจากวงศ์ตระกูล รวมถึงขอให้เพิกถอนบรรดาศักดิ์เซี่ยนจู่ของเจ้า!"

          หมิงเว่ยกำเศษตำราแน่นจนยับย่น "พวกมันคงรู้แล้วว่าข้าเริ่มเข้าใกล้ความจริง... ถึงได้รีบขุดเอาเรื่องเน่าเฟะมาเล่นงานข้าอีกครั้ง"

          "เสนาบดีไป๋... ชายผู้นั้นช่างโหดเหี้ยมกับลูกเมียตนเองนัก" เทียนฉีแววตาเป็นประกายสังหาร "แต่คราวนี้เขาพลาดแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่าข้ามี 'พยานปากเอก' ที่เขาลืมฆ่าปิดปากไปเมื่อห้าปีก่อน!"

          หมิงเว่ยเงยหน้าขึ้น "ใครกันเพคะ?"

          "หมอประจำตระกูลที่เคยตรวจครรภ์มารดาเจ้า... คนที่ถูกส่งไปใช้แรงงานหนักในเหมืองร้างทางเหนือ ข้าส่งคนไปช่วยเขามาได้แล้ว!"

          การต่อสู้ในกระดานนี้มิใช่เพียงการตบตีของสตรีในวังหลังอีกต่อไป แต่มันคือการเปิดโปงความโสมมที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมมานานหลายปี!

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 9 จุดจบฮูหยินเอก

    กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัดของคุกหลวง สถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของขุนนางผู้ฉ้อฉลและนักโทษอุกฉกรรจ์ แสงจากคบเพลิงที่วูบไหวตามทางเดินแคบๆ ทอดเงาอสุรกายพาดผ่านผนังหินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือดเก่า 'หลันชิง' ในสภาพที่มิมองเห็นเค้าลางของฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป นางถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งมือและเท้า ร่างกายที่เคยสวมใส่ผ้าไหมเลิศรสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและชุดนักโทษสีหม่นที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยงดงามและหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงขังของนาง หลันชิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นร่างของสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับบรรยากาศโสโครกเบื้องหลัง "ไป๋... หมิงเว่ย..." หลันชิงเค้นเสีย

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 8 ความลับถูกเปิดเผย

    บรรยากาศภายในตำหนักมณีแดงเย็นเยียบลงถนัดตาหลังจากคำบอกเล่าของหลี่เทียนฉี หมิงเว่ยยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวังที่จะล้างมลทินให้ท่านแม่และความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา “หมอประจำตระกูล... หมอหรูงั้นหรือเพคะ?” หมิงเว่ยเอ่ยเสียงสั่น “ข้าจำได้ว่าเขาหายสาบสูญไปในคืนเดียวกับที่ท่านแม่ถูกขับไล่ ข้านึกว่าเขาถูกลอบสังหารไปพร้อมกับความลับนั้นแล้วเสียอีก” “หลันชิงอำมหิตนัก แต่นางยังขลาดกลัวต่อกฎแห่งกรรม” เทียนฉีก้าวเข้ามาประคองไหล่บาง “นางมิจ้างวานฆ่า แต่กลับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ส่งเขาไปรับโทษในเหมืองนรกที่ชายแดนเหนือ ที่นั่นคือคุกมืดที่ไม่มีใครเคยได้กลับออกมา... จนกระทั่งคนของข้าไปถึง” หมิงเว่ยเงยหน้าสบตาบุรุษตรงหน้า “ท่านพี่... ท่านวางแผนเรื่องนี้มานานเท่าใดแล้วเพคะ?”&nbs

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 7 ตัวการ

    แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ" หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล" "นั

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 6 การต้อนรับที่แสนวิเศษ

    หลังจากออกจากตำหนักคุนหนิง หมิงเว่ยถูกนำตัวไปพักที่ตำหนักมณีแดงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานหลวง แม้จะเป็นตำหนักขนาดเล็กทว่าการตกแต่งกลับงดงามและพรั่งพร้อมด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ที่นั่นมีนางกำนัลสองคนนามว่า 'ผิงเอ๋อร์' และ 'ฉุ่ยเอ๋อร์' ยืนรอปรนนิบัติอยู่ แววตาของพวกนางดูหลุกหลิกมิมั่นคงนัก "ท่านหญิงเพคะ นี่คือ 'ยาบำรุง' ที่ฮองเฮาทรงประทานมาให้เพคะ" ผิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีน้ำยาควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ให้ "ทรงกำชับว่าให้ท่านหญิงดื่มทันทีที่ถึงที่พัก เพื่อปรับสมดุลร่างกายจากการเดินทางและคลายความเหนื่อยล้าเพคะ" หมิงเว่ยรับถ้วยยามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยส่งผ่านสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบ กลิ่นยาบำรุงนี้หอมจนผิดสังเกต ราวกับต้องการปกปิดกลิ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน นางลอบชำเลืองมองไปยังขื่อหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งนางรู้ดีว่าเฉินอี้องครักษ์เงาที่เทียนฉีส่งมาแฝงตัวอยู่ เฉินอี้ขยับกายเล็กน้อยจนเกิดเงาวูบไหวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นัดแนะกันไว้ ยาพิษ... หมิงเว่ยแสร้งทำเป็นยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีป

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 5 พบกันคราแรก

    สองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว “ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...” หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น” “นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจข

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 4 กาเอาคืน2

    รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..." นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่! "หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 3 การเอาคืน31

    ในขณะเดียวกัน ณ เรือนใหญ่ของหลันฮูหยิน เสียงแจกันแตกละเอียดดังก้องไปทั่วห้อง "ข้าไม่ยอม! ท่านแม่ ข้าไม่ยอมให้นังลูกชู้คนนั้นได้หน้าไปกว่าข้า!" ไป๋หรูอิงกรีดร้องอย่างเสียสติ หลันฮูหยินนั่งนิ่ง ดวงตาฉายแววอำมหิต "ใจเย็นๆ หรูอิง ในเมื่อมันอยากจะไปวังหลวงนัก ข้าก็จะให้มันไป แต่ข้าจะ

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 2 ความอัปยศในอดีต

    ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลไป๋ บรรยากาศเงียบงันจนน่าอึดอัด หลังจากรัชทายาทเสด็จกลับไป ทิ้งไว้เพียงระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุขึ้นในใจของคนทุกคน เสนาบดีไป๋นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและกรุ่นโกรธ ขณะที่หลันฮูหยินและไป๋หรูอิงต่างยืนกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ดวงตา

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทที่ 1 การหวนคืน

    ปัจจุบัน... แสงอาทิตย์ยามเซินทอแสงสีทองอาบไล้ทั่วอุทยานหลังจวนสกุลไป๋ ดอกท้อสีชมพูสะพรั่งดูงดงามราวกับภาพวาด ทว่าสำหรับหมิงเว่ย มันคือความงามที่ฉาบไว้บนซากศพของความอยุติธรรม “คุณหนูรองเจ้าขา! ลงมาเถิดเจ้าค่ะ หากใครมาพบเห็นเข้าจะกลายเป็นที่ติฉินนินทาเอาได้นะเจ้าคะ!” เสียงของ‘เสี

  • ข้าคือไป๋หมิงเว่ยยอดรักองค์รัชทายาท   บทนำ

    ท่ามกลางเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บจนถึงกระดูก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยถูกกลบด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ไป๋หมิงเว่ย ในวัยเพียงสิบสองหนาว ร่างกายสั่นสะท้านหลบซ่อนตัวอยู่ในตู้ไม้เก่าๆ ในเรือนร้างท้ายจวน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างผ่านช่องไม้ จ้องมองภาพเบื้องหน้าที่กรีดลึกอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status