Masukเดินมาได้เพียงครึ่งทางก็บังเกิดเสียงของสตรีกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ถึงไม่อยากจะไปยุ่งแต่ความที่พวกนางเองก็เป็นสตรีย่อมทนเห็นหรือปล่อยผ่านไม่เข้าไปช่วยเหลือที่มาของต้นเสียงมิได้
“หุบปากไปเลยนะนางแก่ ปลดของมีค่าของพวกเจ้าออกมาให้หมด!”
เสียงโหดเหี้ยมทำให้สองพี่น้องแซ่หวังหันมองหน้ากันก่อนจะส่งสัญญาณมือว่าให้แยกกันโดยต่างคนต่างอ้อมไปคนละด้านโดยไม่ยอมวางหาบถังใส่ของเสียที่เหล่าคนรวยขับถ่ายทิ้งเอาไว้ เพราะต่างคิดตรงกันว่าหากจวนตัวมันก็พอจะเป็นอาวุธเป็นตัวช่วยให้แก่พวกนางได้นั่นเอง
ภาพที่สองพี่น้องแซ่หวังแลเห็นเป็นภาพของบุรุษท่าทางคล้ายสตรีถูกสังหารไปแล้ว บัดนี้มีเพียงสตรีสาวสองนางกับสตรีสูงวัยอีกสองนางที่กำลังกระเสือกกระสนหลบหนีเจ้าสองโจรร้ายอ้วนหนึ่งผอมแห้งหนึ่งที่ในมือของพวกมันคนหนึ่งถือขวานขาววาววับ อีกคนมีดาบเล่มโตคมกริบ หวังลี่จูแลเห็นเงาของน้องสาวเคลื่อนไหวจึงส่งสัญญาณมือให้อีกฝ่ายเคาะถังระรัว ซึ่งนางนั้นก็วางถังสองใบทิ้งไปก่อน จากนั้นก็กำไม้คานหาบถังอุจจาระเอาไว้ในมือจนแน่น
พอหวังลี่เจินเคาะถังระรัวเจ้าสองโจรอ้วนผอมก็ต่างตกใจหันไปทางด้านที่บังเกิดเสียงดังจนลืมระวังด้านหลัง จากที่คิดใช้ไม้คานหาบถังหวังลี่จูนั้นดันเหลือบสายตาไปพบเข้ากับก้อนหินขนาดเหมาะมือ จึงไม่รอช้าวิ่งตรงดิ่งพุ่งกายไปฟาดก้อนหินลงบนท้ายทอยของเจ้าโจรตัวอวบอ้วนก่อน
...ผลัวะ!...โครม!...ผลัวะ!...โครม!...
ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งหญิงสาวกับหนึ่งเด็กสาวจะสามารถ ‘จัดการ’ กับเจ้าสองโจรอ้วนผอมจนสำเร็จได้โดยง่ายเช่นนี้ แต่พวกนางก็ทำได้แล้ว ซึ่งสตรีสูงวัยในอาภรณ์เรียบง่ายแต่ดูมีสง่าราศีเกินกว่าจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไปได้
...ขวับ!...ฉับ!...ขวับ!...ฉับ!...
มิคาดนางจะหยิบเอาดาบเล่มโตของเจ้าโจรตัวผอมตรงเข้าไปตัดศีรษะของเจ้าโจรชั่วชะตาขาดจนขาดกระเด็นเห็นโลหิตพุ่งราวกับน้ำพุก็มิปาน
“ขอบใจพวกเจ้าสองพี่น้องอย่างยิ่ง หาไม่ข้าคงจบชีวิตลงไปแล้วก็เป็นไปได้” สตรีสูงวัยอายุคงราวห้าสิบเห็นจะได้โยนดาบเล่มนั้นทิ้งไป แล้วหันมาทางด้านของเด็กสาวกับหญิงสาวสองคนที่มอมแมมไม่พอยังมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จนนางกำนัลทั้งสามคนต่างยกมือขึ้นปิดจมูกกันวุ่นวายเลยทีเดียว
“ท่านป้าไม่คิดว่าพวกเราจะเป็นพวกเดียวกับเจ้าโจรชั่วสองคนนั้นบ้างหรือ?”
เป็นหวังลี่จูเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง เพราะสตรีสูงวัยธรรมดานางหนึ่งย่อมไม่อำมหิตขนาดหยิบดาบมาตัดคอเจ้าสองโจรอ้วนผอมด้วยกิริยาเด็ดขาดไม่มีวี่แววลังเล ทว่าสตรีสูงวัยตรงหน้าที่ตัวนางเรียกว่า ‘ท่านป้า’ ฟันฉับโดยไม่กะพริบตาเลยด้วยซ้ำ
...นางต้องมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่...
หลิวรุ่ยเซียงแย้มยิ้มไร้วี่แววอำมหิตเช่นเมื่อครู่ไปจนสิ้น นางอายุหกสิบแล้วเป็นฮองเฮามาถึงยี่สิบเอ็ดปีแล้วยังเป็นไทเฮาอีกร่วมห้าปีสายตาคนจริงใจหรือหลุกหลิกนางล้วนมองออกทั้งหมด สองสตรีตัวน้อยสกปรกมอมแมมแถมยังมีกลิ่นเหม็นอุจจาระจนขมคอถึงเพียงนี้นางย่อมมิใช่คนชั่ว ตรงกันข้ามแววตาเด็กสาวคนน้องนั้นแตกตื่นตกใจจริง ส่วนแววตาของคนเป็นพี่สาวถึงจะหวั่นไหวอยู่บ้างแต่นางพยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้ หากให้นางเทียบเคียงกิริยาเหล่านี้นางคงนิยามได้เพียง ‘นางกวางดาว’ กำลังหวาดระแวงภัยทั้งแทนตนเองและระวังแทนน้องสาวของนาง ด้วยเพราะเรือนกายที่โตกว่าคนน้องเล็กน้อยจึงดันเอาอีกฝ่ายไปหลบอยู่ด้านหลังของตนเองดังมารดากำลังปกป้องลูกกวางดาวตัวน้อยอย่างไรอย่างนั้น
“พวกเจ้าสวมอาภรณ์ของซือไท่ ข้าจึงคาดเดาเอาว่าเจ้านั้นคงเป็นคนของอารามไห่เหมี่ยวมากกว่าถูกหรือไม่?”
...ไม่ธรรมดาจริงเสียด้วย นี่นางสอดเท้าเข้าไปวุ่นวายกับสตรีสูงศักดิ์เข้าแล้วเป็นแน่!...
“เอ่อ...เดินย้อนขึ้นเขาไปพักบนอารามข้าคิดว่าพวกท่านป้าย่อมปลอดภัยกว่าที่จะเสี่ยงเดินลงเขาไปแจ้งทางการในเวลาใกล้ค่ำเช่นนี้”
หวังลี่จูฉลาดพอที่จะไม่สอบถามอีกฝ่ายอีก นางคิดว่ายิ่งสูงศักดิ์นางกับน้องสาวอยู่ให้ห่างไกลเอาไว้ย่อมปลอดภัยกว่า จะยุคใดสมัยไหนต้องรู้จักอยู่ให้เป็นรู้ความให้น้อยที่สุดเอาไว้นั่นจึงปลอดภัยมากกว่า นางจึงคิดว่าพาสตรีทั้งสี่ชีวิตไปส่งให้กับหัวหน้าซือไท่ย่อมดีที่สุด
“คงต้องเป็นเช่นนั้น อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามดวงอาทิตย์คงลาลับทิวเขาแล้วเป็นแน่ ลงเขาไปย่อมยากลำบากกว่า เหนียงจือ ซางอี้ หลุนเจียวดึงศพของพวกเขาหลบไปข้างทางก่อน แล้วเราจึงย้อนกลับขึ้นเขาไปพร้อมกับแม่หนูน้อยสองคนนี้ย่อมปลอดภัยกว่า”
ศพที่อรชรราวสตรีถูกลากไปหลบไม่ให้อุจาดนัยน์ตา ส่วนศพของเจ้าจอมโจรอ้วนผอมถูกปล่อยให้นอนศีรษะไปทางร่างไปอีกทางไร้การใส่ใจ เห็นเช่นนั้นทั้งหวังลี่จูและหวังลี่เจินจึงกลับไปนำเอาหาบถังคู่ชีพแล้วเดินตรงขึ้นเขานำหน้าปล่อยให้อีกสองสาวกับสองสตรีสูงวัยเดินตามขึ้นมาด้วย ต่างคนต่างไม่พูดสิ่งใดต่อกันแม้เพียงครึ่งคำ
“ท่านป้า เชิญด้านนี้เจ้าค่ะ หัวหน้าซือไท่เหยียนนางพักอยู่ยังเรือนหลังนี้”
พอมาถึงฟากฝั่งอารามของนางชีหรือซือไท่ที่แบ่งแยกออกมาจากฟากฝั่งของไต้ซืออย่างชัดเจนด้วยเขาคนละครึ่งซีก หวังลี่จูจึงคิดพาทั้งสี่คนไปพบกับท่านหัวหน้าซือไท่ คราวนี้นางจึงหมดหน้าที่ แล้วจากนั้นพวกนางจะได้ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายสระผมให้แก่กันจนกว่าจะสะอาดเสียที เพราะพรุ่งนี้นางยังรับงานตัดผักจากสวนของสกุลเหลียวที่อยู่ตรงเชิงเขาอีก หากตัวเหม็นศีรษะมีแต่กลิ่นอึกลิ่นฉี่คงถูกขับไล่ออกจากสวนผักพลาดงานและเงินเสียเป็นแน่
...ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
“เหยียนซือไท่ นี่ข้าลี่จูเองเจ้าค่ะ”
ครู่หนึ่งก็มีซือไท่ที่ยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัยคงราวสิบขวบปีมาเปิดประตูให้ หวังลี่จูหันไปบอกแก่หวังลี่เจินให้นำข้าวของไปเก็บแล้วตัวของนางก็เดินตัวลีบเล็กเข้าไปเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ทางลงเขาให้แก่ท่านหัวหน้าซือไท่ทราบเรียบร้อย นางจึงขอตัวไม่ยอมอยู่รับรู้ว่า ‘ท่านป้า’ คนดังกล่าวนั้นจะเป็นฮูหยินจากสกุลใด สำคัญหรือไม่ ก็อย่างที่นางคิดตั้งแต่คราวแรก
...รู้ให้น้อยเข้าไว้ชีวิตจะปลอดภัยนั่นเอง....
“หากไม่สะดวกใจจะตอบก็เพียงพยักหน้าหรือส่ายศีรษะก็พอลี่เจิน” เพราะนางดูลำบากใจอาจจะขัดเขินเขาจึงหาทางออกให้อีกฝ่าย ซึ่งคราวนี้จ้าวจวินข่ายนั้นคาดเดามิผิดไปเพราะหวังลี่เจินหนึ่งเขินอาย และสองกำลังสับสน กับสามนางตกใจที่ไม่ทันตั้งสติกลับถูกบุรุษสารภาพความในใจ นางไม่เป็นลมไปก็ดีเท่าใดแล้ว“ดะ...ได้เพคะ...อีกสามปีหม่อมฉันจะให้คำตอบแก่ฝ่าบาท แต่เวลาสามปีนี้หม่อมฉันจะขอ ‘ปลูกผักขายอยู่ท้ายจวนท่านอ๋อง’ รอให้ฝ่าบาทได้พิสูจน์ความจริงใจนะเพคะ”ในเมื่อเขากล้าจะสารภาพนางเองจะไม่ยอมเสียหน้าทำตนเป็นคนไร้คุณธรรมและใจคับแคบไม่เปิดใจ จึงรับปากออกไป นางเขินอายนั่นช่างมัน แต่เรื่องใดที่ตัดสินใจนางจะไม่ปิดปากจึงตอบไปชัดเจน“ข้าจะไม่ย่อท้อกับโอกาสที่เจ้ามอบให้”อ้อมแขนกำยำกอดรัดกายอรชรแน่นขึ้นอีกสองส่วน ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้หวังลี่จูถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างน้อยสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดก็ไม่เสียเปล่าแล้ว“สบายใจแล้วก็กลับไปนอนกันเถิด”จ้าวจวินหลางที่ตามใจภรรยายอมให้นางแอบตามมาดูผลงาน ครั้นเห็นภาพนั้นเช่นกันจึงเอ่ยชวนอีกฝ่ายกลับไปใช้ช่วงเวลาส่วนตัวด้วยกันสักครา เพราะทราบดีบัดนี้หวังลี่จูปลอดโปร่งโล่งใจแล้ว“ข
‘ข้าซาบซึ้งกับความรักและอีกหลายสิ่งในชีวิตก็เพราะเสด็จแม่และพี่ใหญ่ เช่นนี้จึงไม่เคยหลงเหลือความโกรธเคืองหรือน้อยใจอีกแล้ว’นั่นคือสิ่งที่จ้าวจวินหลางเอ่ยกับเขาเมื่อถามกันอย่างตรงไปตรงมาระหว่างพี่น้องว่าอีกฝ่ายโกรธเคืองเขาหรือไม่ที่ทำเช่นนั้นลงไป เวลาและความทุกข์ช่างทำให้คนเราเติบโตได้จริงดังที่พระมารดาเคยกล่าวไว้จริงแท้ฝ่ายหวังลี่เจินถึงกับเสียกิริยาเพราะมิคาดว่าคนเช่นบุรุษตรงหน้าจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาจนนางไปต่อไม่ถูกเช่นนี้จะร้ายกาจเข้าใส่เช่นที่ผ่านมานางย่อมมิกล้า แต่จะให้นางคิดดีทำดีกับอีกฝ่ายนั้นกลับลังเล จะทำอันใดก็ไม่ถูกแล้วจริง ๆ ในยามนี้ เรียกว่ายืนเป็นบื้อเป็นใบ้ไปครู่คงถูกต้องที่สุด“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะกล่าวกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”พอตั้งสติได้หวังลี่เจินจึงได้เอ่ยถามออกไป เขามาดีนางจะร้ายกาจคืนกลับไปย่อมมิได้ สาวน้อยจึงต้องกล่าววาจานุ่มนวลและมีเหตุผลคืนกลับไป เช่นไรหวังลี่จูก็อบรมเด็กสาวมาดีถึงจะชิงชังหรือโกรธเคือง แต่ถ้าอีกฝ่ายมาดีด้วยนางย่อมต้องดีตอบสนองคืนกลับไปเช่นกัน“ไปคุยกันตรงนั้นเถิด” จ้าวจวินข่ายชี้มือไปทางศาลาทรงแปดเหลี่ยมริมบึงบัวในอุทยานหลวงแล้วออกเดินนำหน้าไปก่อน ซึ
ตอนที่ 55สายลมยามค่ำพัดรวยรินหลังจากร่วมกินข้าวกับพี่สาวกับพี่เขยและพูดคุยจนเข้าใจในสิ่งที่พี่สาวช่วยเหลือตนเองเรียบร้อย หวังลี่เจินก็ขอเดินกลับตำหนักของตนเองแทนการนั่งรถม้า เพราะอยากคิดทบทวนถึงสิ่งที่พี่สาวแนะนำกับนางมา‘วันนี้เจ้ายังเยาว์ยิ่งนัก จงอย่าเพิ่งตัดสินใจอันใดเลยให้เวลากับตนเองอีกหน่อยเถิดนะเจินเจิน’หวังลี่เจินคิดไปถึงประโยคสุดท้ายพี่สาวที่เอ่ยตักเตือนเมื่อตนเองกล่าวไปว่าคงยากที่จะทำใจร่วมชีวิตกับบุรุษเจ้าเล่ห์ดังจิ้งจอกเก้าหางที่ส่งพี่สาวของตนเองไปลงสนามที่โอกาสรอดชีวิตมีเพียงสามในสิบส่วนไปได้ แต่พี่สาวของนางกลับกล่าวให้นาง ‘ให้โอกาสตนเองได้เลือก’ในวันที่เติบโตกว่านี้‘แต่เขาไม่สมควรได้รับโอกาสนั้นสักเพียงนิดเดียวนะพี่สาว’ นางจำได้ว่าตนเองแย้งไปเช่นนั้น แต่คนซึ่งเติบโตมาก่อนนางกลับแย้มยิ้มใจเย็นแล้วค่อย ๆ อธิบายจนนางพูดอันใดไปออกอีก‘พี่สาวมิเคยกล่าวว่าให้เจ้าไปให้โอกาสผู้อื่นแม้เพียงครึ่งคำ แต่ที่บอกนั้นล้วนให้เจ้าให้โอกาสตนเองต่างหากเด็กโง่’ นึกมาถึงประโยคนั้นหวังลี่เจินจึงค่อยได้คิดว่าทั้งสิ้นพี่สาวไม่เคยคิดน้อยเลยสักครั้งสำหรับอนาคตของนาง ตรงกันข้ามหวังลี่จูคิดและวา
จ้าวจวินหลางจับมือเรียวที่กำลังใช้ผ้าขัดผิวตรงแขนแกร่งของตนเองให้หยุดทุกสิ่งเพื่อจะได้ฟังเขาให้ชัดเจน อยากกล่าวเพียงครานี้หนึ่งครั้งจบสิ้นไร้ข้อกังขาต่อเรื่องหลวนจิ้งอวี่อีก“กับหลวนจิ้งอวี่มันคือ ‘แผน’ เท่านั้น หาได้มีเรื่องหัวใจมาผูกพัน แต่สำหรับเจ้า…ทั้งหัวใจทั้งชีวิตข้าที่เหลือจนสิ้นใจขอมอบให้หวังลี่จูเท่านั้น”ขณะที่เขากล่าววาจานั้น จ้าวจวินหลางก็ขยับให้มือเรียวไปทาบอยู่ในจุดที่ภายในมีหัวใจเต้นจังหวะมั่นคงพร้อมมืออีกข้างจับปลายคางเรียวให้อยู่ในระดับที่จะมองประสานสายตากับเขาได้พอดี…ตึก ๆ…หัวใจของหวังลี่จูเต้นระรัวเพราะความจริงจังนั้นนางสัมผัสมันได้ทั้งจากแววตาและน้ำเสียง“เช่นที่ข้าเคยบอกแก่เจ้าไปแล้ว สำหรับนางคือ ‘หน้าที่’ แต่กับเจ้านั้น ‘หัวใจ’ ถึงข้ามิใช่บุรุษที่ดีแต่อันใด หน้าที่กับหัวใจข้าแยกออกจากกันชัดเจน และจะไม่มีวันโกหกเด็ดขาด”จ้าวจวินหลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น แต่ก็ยังคงกล่าวออกมาด้วยความเนิบช้าไร้กิริยาล้อเล่นผิดไปจากปกตินิสัยของเขาไปจนสิ้น ท่านอ๋องหนุ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดของสกุลหลวนกับความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง เขาเล่าช้า ๆ เล่าอย่างละเอียดจนหวังลี่จูที่ไม่ใ
หวังลี่จูเปิดรอยยิ้มละมุนละไมแสนจะจริงใจให้กับผู้เป็นพี่ชายของพระสวามีก่อจะเอ่ยตอบออกไปถึงสาเหตุที่ตนเองเปลี่ยนไปจากอดีตราวกับนางเป็นผู้ใดอีกคนเช่นนี้“นั่นก็เพราะ ‘เวลา’ ในอดีตที่ฝ่าบาทมอบให้จึงทำให้หม่อมฉันเติบโตขึ้น มองเห็นความจริงมากขึ้น ดังนั้นความสุขที่แท้จริงย่อมเป็นสิ่งที่เจินเจินเลือกเอง นางเลือกเส้นทางชีวิตเองนั่นจึงเป็นความสุขอันแท้จริงเพคะ”เพราะถ้าหากนางตัดสินใจแทนหวังลี่เจินก็คงไม่ต่างจากหลิวไทเฮาหรือฮ่องเต้ที่ถึงไม่ได้บีบบังคับแต่เรียกได้ว่า ‘ยัดเยียด’ คงจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นนางจึงขอเวลาให้น้องสาวนั้นเติบโตและเลือกเส้นทางชีวิตคู่ด้วยตนเองนั่นจึงหมายถึงว่านางรักน้องสาวจากใจจริง คนเราเติบโตขึ้นทุกวันหากนางไปคิดหรือตัดสินใจแทนน้องนั่นจึงเรียกว่ารักอย่างผิดเส้นทางถึงตนเองมิใช่บิดาและมารดา แต่ก็เป็นพี่สาวที่รักน้องสาว อดีตนางอาจเคยหลงผิดยึดติดไปบ้างเพราะอายุยังน้อย แต่พอได้เติบโตมองเห็นโลกกว้างมากกว่าในอดีตจึงเริ่มคิดได้ บัดนี้จึงไม่คิดตัดสินว่าหลิวไทเฮานั้นผิดแล้วตัวของนางถูก แต่กลับมองว่าถ้าจะผิดนางที่คิดแทนหวังลี่เจินเองย่อมผิดเช่นกัน…คนเราไม่จำเป็นต้องมีสีขาวหรือดำสนิท
ตอนที่54และในรุ่งอรุณมาเยือนทั้งเป่ยหนิงอ๋องและเป่ยหนิงหวางเฟยล้วนต่างถูกปลุกให้ตื่นด้วย ‘คำสั่ง’ โดยตรงจากฮ่องเต้ให้ไปเข้าประชุมปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่หวังลี่จูได้ให้คำแนะนำกับฮ่องเต้โดยตรงไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าจ้าวจวินข่ายย่อมทบทวนจนแน่ใจแล้วว่า ‘แผน’ ที่น้องสะใภ้ชี้แนะนั้นให้ประโยชน์กับแผ่นดินโยวโจวมากกว่าเสียพอคิดตกเช่นนั้นคนที่ไม่ชอบรีรอจนเสียการใหญ่จึงเรียกขุนนางที่เกี่ยวข้องและวางใจได้เข้าประชุมเร่งด่วนตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่กระจ่างดีเช่นนี้“น้องสะใภ้ สวามีของเจ้าเขานอนตกหมอนหรือเหตุใด แม้แต่ข้าที่เป็นพี่ชายทั้งยังเป็นฮ่องเต้อีกด้วยจึงบังอาจทำหน้าทะมึนใส่มิไว้หน้าเช่นนี้?”จ้าวจวินข่ายฉวยโอกาสที่น้องชายนั้นกำลังหันไปพูดคุยกับอัครมหาเสนาบดีกู้เร่งสอบถามน้องสะใภ้อย่างระแวงเจ้าน้องชายตัวแสบ ว่ามันจะถือเอาความแค้นที่ตนเองคุยกันด้วยภาษาลับของอิงซื่อมาเล่นงานตนเองเพิ่มอีกกระทง ทั้งที่ความผิดเก่ายังไม่ทันได้ชดเชยเอาได้“เอ่อ…”หวังลี่จูจะกล้าตอบได้เช่นไรว่าสาเหตุที่สุนัขป่าโกรธฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายนั้นเป็นด้วยเรื่องแสนน่าอับอายที่เขากำลังจะจับนางกินกลืนลงท้องเป็นของว่า







