Masukในขณะที่แนวหน้าด่านเยี่ยนซานกำลังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเขม่าดินปืนและเสียงคำรามของระเบิดพยัคฆ์เหิน ทว่าภายในเมืองหลวงที่ดูเหมือนจะสงบสุขกลับมีคลื่นใต้น้ำที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เฉียวซีเมย นั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดในโรงงานคลังแสง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนกับใบหน้าที่เคร่งขรึม ที่หน้าต่างระบบสีแดงกะพริบแจ้งเตือนถึงภัยคุกคามจาก 'สายลับเป่ยเหลียน' ที่ลักลอบแฝงตัวเข้ามาในเมืองหลวงพร้อมกับขบวนผู้อพยพหนีภัยแล้ง พวกมันไม่ได้มาเพื่อปล้นชิงทองคำ แต่เป้าหมายคือการทำลาย "หัวใจ" ของกองทัพนั่นคือโรงงานผลิตดินปืนและคลังเสบียงของซีเมยนั่นเอง
"เสี่ยวหลง เจ้าจัดวางกำลังตามที่ข้าสั่งเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?" ซีเมยเอ่ยถามน้องชายคนรองของหลี่เทียนที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมมืด "เรียบร้อยครับพี่สะใภ้" เสี่ยวหลงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็กหนุ่มที่เคยผอมแห้งในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นนักรบหนุ่มที่มีแววตาเฉียบคม
"ข้าสั่งให้ทหารฝีมือดีแต่งกายเป็นคนงาน แฝงตัวอยู่ตามจุดอับสายตา และวางตาข่ายเหล็กไว้ใต้กองฟางรอบคันรถขนส่งแล้วขอรับ"
"ดีมาก... พวกมันคิดว่าเราเป็นเพียงพ่อค้าที่โชคดี แต่คืนนี้ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า การก้าวเข้ามาในอาณาเขตของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต คือการก้าวเข้าสู่ประตูนรก" กลางดึกคืนนั้น ลมหนาวพัดกรรโชกพาเอาเศษใบไม้แห้งหมุนวนไปตามลานกว้างของโรงงาน เงาดำสี่สายเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วและเงียบเชียบดุจแมวดำ พวกมันสวมชุดรัดกุมสีเข้มและมีผ้าคลุมหน้ามิดชิด ในมือถือไหบรรจุน้ำมันดินและคบเพลิงที่พร้อมจะจุดชนวน
สายลับเป่ยเหลียนเหล่านี้คือ 'หน่วยเขี้ยวโลกันตร์' ที่ถูกฝึกมาเพื่อการวินาศกรรมโดยเฉพาะ พวกมันลัดเลาะผ่านเวรยามภายนอกมาได้อย่างง่ายดายจนเกิดความย่ามใจ "เป้าหมายคือโรงเก็บดินปืนทิศตะวันออก เผามันให้สิ้นซาก แล้วกองทัพของหลี่เทียนจะกลายเป็นแค่เสือกระดาษ!" หัวหน้าหน่วยสายลับกระซิบบอกลูกน้อง
ทว่า ทันทีที่พวกมันก้าวเข้าสู่เขตชั้นในของโรงเก็บของ บรรยากาศรอบกายกลับเงียบสงัดจนผิดปกติ เสียงฝีเท้าของทหารยามที่ควรจะได้ยินกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย หัวหน้าสายลับชะงักฝีเท้า สัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"พรึ่บ!!!"
ทันใดนั้น โคมไฟนับสิบดวงที่ซ่อนอยู่ตามคานไม้และมุมตึกกลับถูกจุดขึ้นพร้อมกันจนสว่างจ้าราวกับเป็นกลางวัน สายลับทั้งสี่ถึงกับต้องยกมือขึ้นบังตาด้วยความตกตะลึง
"มาไกลจากเป่ยเหลียนขนาดนี้ ไม่คิดจะเข้ามาดื่มน้ำชาข้างในก่อนหรือ?" เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยไอสังหารของซีเมยดังขึ้นจากระเบียงชั้นสอง
"นังผู้หญิงนั่น! ฆ่ามัน!" หัวหน้าสายลับสั่งพลางชักดาบสั้นออกมาเตรียมจู่โจม แต่ก่อนที่พวกมันจะทันได้เคลื่อนไหว เสี่ยวหลงที่ซุ่มอยู่บนหลังคาก็ดีดตัวลงมาพร้อมกับทหารหน่วยพิเศษ พวกเขาดึงเชือกกลไกที่ซีเมยออกแบบไว้ ทำให้ตาข่ายเหล็กขนาดมหึมาที่เคลือบด้วยน้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษจากระบบตกลงมาคลุมร่างของสายลับทั้งสี่ไว้แน่นหนา
"อึ่ก! นี่มันตาข่ายอะไรกัน ทำไมถึงเหนียวและแข็งแรงขนาดนี้!" สายลับพยายามดิ้นรนแต่ยิ่งดิ้น ตาข่ายที่มีหนามแหลมเล็กๆ ก็ยิ่งรัดแน่นเข้าเนื้อ ซีเมยเดินลงมาตามบันไดไม้ช้าๆ ในมือของเธอไม่ได้ถือดาบ แต่ถือ 'ปืนลมแรงดันสูง' ที่บรรจุเข็มยาสลบที่เธอแลกมาจากระบบ "ไม่ต้องดิ้นรนให้เสียแรงเปล่า ตาข่ายนี้ทำจากโลหะผสมที่แม้แต่ดาบเหล็กกล้าก็ตัดไม่ขาด และที่สำคัญ..."
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ซีเมยลั่นไกอย่างแม่นยำ เข็มยาสลบปักเข้าที่ลำคอของสายลับสามคนแรกจนพวกเขาสลบเหมือดไปในทันที เหลือเพียงหัวหน้าสายลับที่ถูกละเว้นไว้เพื่อการสอบสวน เสี่ยวหลงพุ่งเข้าไปกระชากหน้าผ้าคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยสักรูปหมาป่าที่พวงแก้ม "ตราประทับของหน่วยเขี้ยวโลกันตร์จริงๆ ด้วยพี่สะใภ้"
ซีเมยย่อตัวลงมองหน้าสายลับที่กำลังสั่นสะท้าน "ไปบอกข่านมู่หรงของแกเถอะว่า แผนการลอบกัดของเขามันตื้นเขินเกินไป ข้าไม่ได้มีแค่ดินปืนไว้สู้ศึก แต่ข้ามี 'หูตา' อยู่ทั่วแผ่นดิน... และตอนนี้ ข้าจะส่ง 'ของขวัญ' กลับไปให้เจ้านายของแกเป็นการตอบแทน"
ในขณะเดียวกัน ที่ค่ายทหารด่านเยี่ยนซาน หลี่เทียนได้รับจดหมายลับที่ส่งมาโดยนกพิราบสื่อสารของซีเมย เนื้อความในจดหมายไม่ได้มีเพียงคำบอกรัก แต่มี 'แผนผังการส่งกำลังบำรุง' ของกองทัพเป่ยเหลียนที่ซีเมยสืบมาได้จากการดักฟังข่าวสารในเมืองหลวง
"แม่ทัพหลี่... ภรรยาของท่านช่างน่ากลัวนัก" แม่ทัพเว่ยเฉิงที่ยืนอ่านจดหมายอยู่ข้างๆ ถึงกับอุทาน "นางรู้แม้กระทั่งว่าขบวนขนน้ำของเป่ยเหลียนจะผ่านเส้นทาง 'หุบเขาเงาจันทร์' ในวันพรุ่งนี้ยามสาม"
หลี่เทียนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "นางคือหัวใจของข้า และเป็นสมองของกองทัพนี้ในเมื่อเป่ยเหลียนอยากได้น้ำจนตัวสั่น เราก็ควรจะมอบ 'น้ำ' ให้พวกมันอย่างเต็มที่จริงไหมท่านแม่ทัพเว่ย?"
หลี่เทียนเริ่มดำเนินแผน 'ตลบหลังข่านมู่หรง' ทันที เขาไม่ได้นำทัพใหญ่ออกไปปะทะตรงๆ แต่สั่งให้หน่วยม้าเร็วแยกย้ายกันนำ 'ผงยาสลบชนิดแรง' ที่ซีเมยส่งมาพร้อมกับเสบียงงวดล่าสุด ไปโปรยไว้ที่ต้นน้ำของลำธารที่ไหลผ่านค่ายทหารเป่ยเหลียน กลางดึกคืนนั้น กองทัพเป่ยเหลียนที่กำลังระเริงกับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ และการรอคอยการสนับสนุนจากสายลับในเมืองหลวง ต่างพากันดื่มกินน้ำในลำธารอย่างหิวกระหาย
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทหารเป่ยเหลียนนับหมื่นนายรวมถึงข่านมู่หรงต่างพากันล้มฟุบลงกลางค่าย ราวกับใบไม้ร่วง หลี่เทียนนำทหารเพียงหนึ่งพันนายบุกเข้าค่ายศัตรูโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว เขาจับกุมข่านมู่หรงและเหล่านายกองทั้งหมดไว้เป็นตัวประกัน
สามวันต่อมา ข่าวชัยชนะที่ด่านเยี่ยนซานดังกระหึ่มไปทั่วเมืองหลวง ฮ่องเต้หยวนหมิงทรงพระราชทานรางวัลมหาศาลให้กับหลี่เทียนและซีเมย ทว่าสิ่งที่ซีเมยสนใจไม่ใช่ทองคำ แต่คือการ 'เจรจาสันติภาพ' ที่เธอเป็นคนวางเงื่อนไขเอง ในห้องประชุมลับหน้าพระพักตร์ ข่านมู่หรงที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนมองซีเมยด้วยความแค้นปนหวาดกลัว
"ข้าแพ้ให้แก่ชายที่มีเมียเป็นแม่มดงั้นหรือ!" ข่านมู่หรงตวาด ซีเมยจิบน้ำชาอย่างใจเย็น
"ข้าไม่ใช่แม่มดข่านมู่หรง ข้าเป็นเพียงนักธุรกิจ... และในฐานะนักธุรกิจ ข้าไม่ชอบสงครามเพราะมันสิ้นเปลืองงบประมาณ ข้ามีข้อเสนอให้ท่าน ถ้าท่านยอมลงนามในสัญญาสันติภาพ 50 ปี และเปิดเส้นทางการค้าให้ 'สมาคมการค้าลี่เหอ' เข้าไปลงทุนในเขตเป่ยเหลียน ข้าจะมอบ 'เทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำบาดาล' และ 'พันธุ์ข้าวทนแล้ง' ให้กับราษฎรของท่าน" ข่านมู่หรงนิ่งอึ้ง "เจ้าจะช่วยพวกเรางั้นหรือ? ทั้งที่เราเป็นศัตรูกัน?"
"คนตายซื้อของไม่ได้" ซีเมยยิ้มกว้าง
"ข้าต้องการคู่ค้า ไม่ใช่ต้องการศพ ถ้าแผ่นดินท่านอิ่มหนำ ท่านก็ไม่มีเหตุผลที่จะมารุกรานเรา สันติภาพที่เกิดจากผลประโยชน์ร่วมกันน่ะ มั่นคงกว่าการใช้ดาบบังคับ" ฮ่องเต้หยวนหมิงทรงปรบมือด้วยความพอพระทัย "ยอดเยี่ยม! เฉียวซีเมย เจ้าไม่เพียงแต่ชนะศึก แต่เจ้ายังชนะใจศัตรูและสร้างรากฐานความมั่นคงให้แผ่นดินเราไปอีกนับสิบปี!"
คืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์ที่สว่างไสวที่ระเบียงจวนแม่ทัพ หลี่เทียนโอบกอดซีเมยไว้ในอ้อมแขน ทั้งคู่มองดูความสงบสุขของเมืองหลวงที่กลับคืนมาอีกครั้ง
"เมยเมย... เจ้าทำในสิ่งที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะทำได้ เจ้าเปลี่ยนสงครามเป็นเงินทุน และเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร" หลี่เทียนกระซิบข้างหูเธอ
"ข้าภูมิใจในตัวเจ้านัก" ซีเมยซบหน้าลงกับอกกว้าง "ข้าแค่ทำเพื่ออนาคตของเราค่ะท่านพี่... ต่อไปนี้ไม่มีสงครามแล้ว เราจะได้ทำธุรกิจกันอย่างเต็มที่เสียที" แต่ในขณะที่ทั้งคู่กำลังดื่มด่ำกับความสุข ระบบในหัวของซีเมยก็ส่งเสียงแจ้งเตือนที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
[ ติ๊ง! ภารกิจ 'สันติภาพเหนือคมดาบ' สำเร็จ! ]
[ คุณได้รับคะแนนสะสม +2,000 คะแนน ]
[ ปลดล็อก: 'ระบบโรงพยาบาลและการแพทย์แผนใหม่' ]
[ แจ้งเตือน: พบสัญญาณชีพที่ผิดปกติในราชสำนัก... ฮ่องเต้หยวนหมิงกำลังประชวรด้วยโรคประหลาดที่ไม่มีในบันทึกประวัติศาสตร์! ] ซีเมยกำมือแน่น 'ความสุขมักจะสั้นเสมอจริงๆ... ในเมื่อฉันแก้ปัญหาสงครามได้ ฉันก็ต้องแก้ปัญหาโรคระบาดในวังหลวงให้ได้เหมือนกัน!'
เธอมองหน้าหลี่เทียน "ท่านพี่... ดูเหมือนว่าการเข้าวังครั้งหน้าของเรา จะไม่ใช่แค่ไปรับรางวัลเสียแล้วล่ะค่ะ!"
20 ปีต่อมา...แสงตะวันยามเช้าทาบทอลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวังฤดูร้อนแห่งใหม่ ณ เมืองหลวงลี่เหอ ทว่าทัศนียภาพรอบเมืองกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถนนหนทางถูกปูด้วยคอนกรีตเรียบกริบ มีรถลากที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำและฟันเฟืองวิ่งขวักไขว่ สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวทรงยุโรปผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันออกอย่างลงตัว มีโรงเรียนสถานพยาบาล และหอสมุดประชาชนตั้งอยู่ทุกหัวระแหงบนยอดหอคอยสูงกลางเมือง ชายหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตสีขาวขลิบทองยืนทอดสะพานมองดูความรุ่งโรจน์เบื้องล่าง ดวงตาของเขาเป็นประกายสีรุ้งจางๆ ยามต้องแสงแดด—เขาคือ หลี่จวิน ทายาทเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่และสตรีคลังทองหลวง"ท่านแม่บอกไว้ไม่ผิดจริงๆ... ความรู้คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด" หลี่จวินพึมพำพลางปิด 'แท็บเล็ตหินหยก' ที่ถูกพัฒนามาจากเทคโนโลยีระบบของแม่เขาที่จวนแม่ทัพพยัคฆ์คำรามซึ่งบัดนี้ขยายกว้างขวางและร่มรื่นราวกับอุทยานสวรรค์ หลี่เทียน ในวัยกลางคนที่ยังคงความสง่างามและน่าเกรงขาม กำลังนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นเหมยข้างกายสตรีที่เขารักสุดหัวใจ เฉียวซีเมย ในวันนี้แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลา ประดับที่หางตา แต่นางยังคงดูอ่อนเยาว์แ
แสงไฟนีออนหลากสีสันบนถนนสุขุมวิทสะท้อนกับกระจกรถตู้คันหรูที่กำลังมุ่งหน้าสู่ย่านบันเทิงที่ทันสมัยที่สุด ภายในรถฮ่องเต้หยวนหมิง ทรงฉลองพระองค์ในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ตัดเย็บประณีตจนดูเหมือนมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล ส่วน หลี่เทียน สวมเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบน เผยให้เห็นแผงอกกำยำที่ทำให้สาวๆ ในโลกปัจจุบันต้องเหลียวมอง"เมยเมย... เจ้าบอกว่าสถานที่ที่เรากำลังจะไป เรียกว่า 'บาร์' งั้นหรือ? มันเหมือนโรงเตี๊ยมที่มีเหล้านารีแดงขายหรือไม่?" ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความสนพระทัยพระเนตรเป็นประกายระยิบระยับเฉียวซีเมย หัวเราะเบาๆ คืนนี้เธอแต่งตัวเรียบหรูแต่เซ็กซี่ เพราะไม่ได้พาลูกชายมาด้วย(โดยมีท่านแม่หลี่คอยเลี้ยงดูอยู่ที่เพนท์เฮาส์) "มันคล้ายกันเพคะฝ่าบาท แต่มันมี 'ดนตรี' ที่เร้าใจกว่า และมีน้ำเปลี่ยนนิสัยที่รสชาติแปลกใหม่ที่เรียกว่า 'ค็อกเทล' ค่ะ"เมื่อรถจอดสนิทหน้า Rooftop Bar ชื่อดังบนตึกสูง 60 ชั้น ทั้งคู่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางสง่างาม พนักงานต้อนรับต่างพากันโค้งคำนับเพราะรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาของทั้งสองคน แม้จะอยู่ในชุดสากลแต่กลิ่นอายของจอมคนก็ไม่อาจซ่อนได้ แต่หน้าเสียดายที่ระบบไม่ได้พาไปเมืองจีนฮ่องกงหรือไต
เช้าวันแรกในกรุงเทพมหานครปี 2026 แสงแดดสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์ของเพนท์เฮาส์สุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฮ่องเต้หยวนหมิง ทรงตื่นบรรทมด้วยเสียงประหลาดที่ไม่ใช่เสียงนกหรือเสียงระฆังวังหลวง แต่เป็นเสียง "เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ" ที่ซีเมยสั่งการผ่านสมาร์ทโฟนพระองค์ทรงก้าวลงจากเตียงนุ่มหลังใหญ่ด้วยความงุนงง ทรงทอดพระเนตรเห็นหลี่เทียน ที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำรัดรูปและกางเกงยีนส์ (ที่ซีเมยบังคับให้ใส่) กำลังยืนจ้องมอง "โทรทัศน์" ที่ฉายข่าวพยากรณ์อากาศด้วยสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังวิเคราะห์แผนที่ศึก"หลี่เทียน... เจ้าดูนั่นสิ สตรีในกระจกนั่นนางพูดกับเราได้จริงๆ ด้วย นางบอกว่าวันนี้ฝนจะตกในเขตบางนา... บางนาคือที่ใดกัน?" ฮ่องเต้ทรงถามด้วยความฉงน"กระหม่อมก็ไม่ทราบพะย่ะค่ะฝ่าบาท แต่เมยเมยบอกว่ามันคือ 'กล่องวิเศษ' ที่รวมความรู้ทั่วโลกไว้" หลี่เทียนตอบพลางพยายามจะหยิบรีโมทขึ้นมาดู แต่กลับไปกดโดนปุ่มเปลี่ยนช่องกลายเป็นรายการ 'มวยไทย' จนพระองค์และแม่ทัพใหญ่ถึงกับสะดุ้งโหยง เฉียวซีเมย เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับทารกน้อย หลี่จวิน ที่อยู่ในรถเข็นเด็กไฮเทค นางสวมชุดเดรสสีครีมดูเรียบหรู "อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกท่
หลังจากผ่านพ้นคืนพระจันทร์สีเลือดและการถือกำเนิดของ หลี่จวิน น้อย จวนแม่ทัพพยัคฆ์คำรามก็กลายเป็นสถานที่ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ทารกน้อยหลี่จวินเติบโตเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแค่หนึ่งเดือนเขาก็เริ่มจำหน้าผู้คนและส่งยิ้มที่ดูราวกับเข้าใจทุกอย่างที่ผู้ใหญ่พูด ซึ่งซีเมยรู้ดีว่าเป็นผลมาจากระบบที่ถ่ายโอนฐานข้อมูลเข้าสู่จิตใต้สำนึกของลูกชายแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือรางวัลพิเศษที่ระบบมอบให้... 'ประตูผ่านทางสองโลก' เฉียวซีเมย นั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา เบื้องหน้าของเธอคือหน้าต่างระบบที่เปล่งประกายสีทองเจิดจ้ากว่าครั้งไหน ๆ[ ติ๊ง! ระบบเตรียมความพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายมิติครั้งแรก ][ เงื่อนไขการเดินทาง: สามารถนำบุคคลย้อนยุคไปได้ไม่เกิน 5 ท่าน ][ รายชื่อผู้มีสิทธิ์ (แนะนำโดยระบบ): 1. หลี่เทียน (สามี/แม่ทัพใหญ่), 2. ฮ่องเต้หยวนหมิง (พันธมิตรสูงสุด), 3. ท่านแม่หลี่ (ผู้อาวุโส), 4. เสี่ยวหลง (ผู้ช่วยมือขวา), 5. ทารกน้อยหลี่จวิน (สายเลือดระบบ) ]ซีเมยยิ้มกว้างเมื่อเห็นรายชื่อ "นอกจากลูกและสามีแล้ว ถ้าพาฝ่าบาทไปด้วยได้ แผ่นดินนี้จะยิ่งก้าวกระโดดไปไกลแน่ ๆ"เย็น
บรรยากาศในจวนแม่ทัพพยัคฆ์คำรามคืนนี้ดูเงียบสงัดจนน่าประหลาด ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนอยู่ในอากาศ ท้องฟ้าเบื้องบนไร้แสงดาวมีเพียงดวงจันทร์กลมโตที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากเหลืองนวลเป็นสีแดงอิฐจาง ๆ ราวกับจะเตือนถึงเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เฉียวซีเมย ในวัยครรภ์แก่จัดนั่งพิงหมอนใบใหญ่หนานุ่มอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก นางรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่รุนแรงภายในท้อง ราวกับเจ้าตัวน้อยกำลังตื่นเต้นกับพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัว[ ติ๊ง! ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบสภาวะ 'รอยแยกมิติชั่วคราว' เหนือน่านฟ้าจวนแม่ทัพ ][ คำเตือน: พลังงานจากการคลอดของทายาทผู้สืบทอดระบบ กำลังดึงดูดคลื่นความถี่จากโลกอนาคตเข้าหาตัวโฮสต์ ]"อึก... ท่านพี่..." ซีเมยครางออกมาด้วยความเจ็บปวดที่เริ่มทวีคูณ มือเรียวเล็กจิกขอบเตียงไว้แน่น เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นตามไรผม หลี่เทียน ที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างรีบถลาเข้าไปประคองภรรยาไว้ แววตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรสั่นระริกด้วยความกังวล "เมยเมย! เจ้าเจ็บท้องแล้วหรือ? ท่านแม่! หมอตำแย! เร็วเข้า! เมยเมยจะคลอดแล้ว!"ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ จวนที่เคยเงียบสงบก็วุ่นวาย
ภายหลังจากชัยชนะเหนือจักรวรรดิโพ้นทะเล เมืองไห่หนานและเมืองหลวงกลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งที่หาใครเปรียบไม่ได้ แต่ท่ามกลางความรุ่งโรจน์นั้น เงามืดแห่งความอิจฉาริษยาก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของกลุ่มขุนนางเก่าและเหล่าบัณฑิตหัวโบราณที่ยึดถือคติ"บุรุษเป็นฟ้า สตรีเป็นดิน" พวกเขาไม่อาจยอมรับได้ที่แผ่นดินนี้ต้องเดินตามการชักนำของสตรีตั้งครรภ์เพียงคนเดียวอย่าง เฉียวซีเมยในห้องโถงลับใต้ดินของจวนอดีตเสนาบดีกรมพิธีการ กลุ่มชายในชุดบัณฑิตสีหม่นกว่ายี่สิบคนนั่งล้อมวงกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บนโต๊ะมีม้วนฎีกาที่เตรียมจะยื่นต่อฮ่องเต้เพื่อบีบให้ซีเมยสละอำนาจคลังทอง"พวกท่านดูสิ! ตอนนี้นางผู้นั้นเปิดโรงเรียนให้สตรีหัดอ่านเขียนและทำมาค้าขายอีกไม่นานบ้านเมืองจะไร้ระเบียบ สตรีจะกระด้างกระเดื่องต่อสามี!" บัณฑิตเฒ่าคนหนึ่งตบโต๊ะดังปังเราต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่นางจะคลอด 'ปีศาจ' ที่จะมาสืบทอดอำนาจมืดนี้!"พวกเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่ากบฏ แต่เรียกตัวเองว่า 'สมาคมพิทักษ์ธรรมเนียม' และแผนการของพวกเขาก็เยือกเย็นกว่าที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบ แต่ใช้'ข่าวลือ' และ 'ยาพิษทางปัญญา' ทางด้านจวนแม่ทัพพยัคฆ์คำราม
ท้องทะเลทิศตะวันออกไกลที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยเงาทมิฬขนาดมหึมาที่เคลื่อนตัวเข้าหาชายฝั่งอย่างช้าๆ มันไม่ใช่เรือสำเภาไม้แบบที่ชาแผ่นดินใหญ่คุ้นตา แต่เป็นกองเรือเหล็กกล้าที่ส่งควันดำพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า และมีเสียงหวูดดังกังวานก้องไปทั่วคาบสมุทรการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้ทำให
กลิ่นหอมของดอกไม้เมืองหนาวที่ถูกส่งตรงมาจากภาคเหนือ อบอวลไปทั่วเรือนพักของ เฉียวซีเมย ของขวัญประทานจากเหล่าขุนนางที่ส่งมาแสดงความยินดีกับการตั้งครรภ์ของสตรีคลังทองหลวง วางเรียงรายจนเต็มลาน แต่ทว่าภายใต้ความสวยงามและคำอวยพรเหล่านั้น กลับมีไอเย็นเยียบของเจตนาฆ่าแฝงอยู่ ซีเมยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกท
ท้องทะเลสีครามเข้มยามนี้ดูสงบนิ่งจนน่าประหลาด ราวกับผืนกระจกขนาดมหึมาที่รองรับท้องฟ้ากว้าง ทว่าภายใต้ความราบเรียบนั้น กลับมีคลื่นความถี่ลึกลับที่ส่งตรงเข้าสู่ระบบของ เฉียวซีเมย อย่างต่อเนื่อง กองเรือพาณิชย์ 'รัญจวนวารี' ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรทางทิศตะวันออก ไกลห่างจากชายฝั่งไห่หนานมาหลายร้อยลี้"เมย
บรรยากาศยามค่ำคืนที่ริมอ่าวไห่หนานถูกประดับประดาด้วยแสงโคมระย้าที่สะท้อนกับผิวน้ำทะเลดูงดงามจับตา งานเลี้ยงฉลองการเปิดตัว 'ศูนย์กลางการประมูลอาหารทะเล' ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในจวนพักรับรองของเจ้าเมือง ใต้เท้าเหอ เดินยิ้มร่าต้อนรับแขกเหรื่อที่เป็นขุนนางท้องถิ่นและพ่อค้าใหญ่ ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ดูใจ







