LOGINสิ้นคำฮูหยินผู้เฒ่า...
ซูมู่เหยียนยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม นางส่ายหน้าไปม
บรรดาคุณชายและคุณหนูที่นั่งทานอาหารอยู่ที่ชั้นสองของภัตตาคารหอเฟิ่งหวงพวกเขาต่างมองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นเพียงกลุ่มไอหมอกจางๆ ที่ลอยมาจากปากตรอกโทรมๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ไม่อาจมองเห็นต้นตอได้ชัดเจนนัก ความสงสัยและความประทับใจถูกจุดขึ้นในใจของพวกเขาอย่างเงียบงันปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกสามวัน ลูกค้าชั้นสูงของหอเฟิ่งหวงหลายกลุ่มต่างพากันแปลกใจกับกลิ่นหอมปริศนาที่ช่วยชูรสชาติอาหารและขจัดความเลี่ยนได้ชะงัดนัก เริ่มมีการพูดคุยไต่ถามกันปากต่อปาก จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาเล็กๆ ในหมู่พวกเขา แต่เพราะความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี จึงยังไม่มีใครยอมลดตัวลงไปเดินเข้าตรอกซอกซอยเพื่อสืบหาด้วยตนเองจนกระทั่งเช้าวันที่สิบ...แผนการขั้นสุดท้ายก็ได้เปิดฉากขึ้น…ซูอี้จินยืนประจันหน้ากับสตรีงดงามผู้หนึ่งในห้องทำงานของนาง นางมีนามว่า ฉีม่านหนิง เป็นบุตรสาวของอดีตขุนนางต้องโทษที่ถูกริบทรัพย์สิน แม้จะตกยากแต่เค้าความงามสง่าและกิริยามารยาทแบบคุณหนูในห้องหอยังคงติดตัวไม่เสื่อมคลาย“
ขณะที่มองไปที่ภัตตาคารหอเฟิ่งหวงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...สายตาของซูอี้จินไม่ได้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ชั้นล่าง แต่กลับมองขึ้นไปยังชั้นสอง...ชั้นสำหรับรับรองแขกที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่อย่างมิดชิด บ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด“ท่านเห็นหรือไม่ เถ้าแก่หลิว” นางกล่าวเสียงเย็น“ปลาตัวใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้ว่ายปะปนอยู่กับปลาซิวปลาสร้อยที่ชั้นล่างหรอกนะ”เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของนางไปยังชั้นสองของหอเฟิ่งหวง ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งมีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้นหนึ่ง หรือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกรายเข้าไป“ท่านกำลังหมายถึง...แขกพิเศษเหล่านั้นหรือขอรับ”“คนเหล่านั้นน่ะหรือจะยอมเดินลงมาเข้าตรอกแคบๆ สกปรกของเรา” ซูอี้จินกล่าวต่อราวกับอ่านใจเขาออก“ไม่เลย...พวกเขาไม่ลดตัวลงมาทำเช่นนั้นแน่”ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาของเถ้าแก่หลิวอีกครั้ง“แล้ว...แล้วเช่นนั้นแผนการทั้งหมดที่ทำมาก็สูญเปล่าสิขอรับ”“
“กลิ่นหอมราวกับอยู่ในหุบเขาไร้ทุกข์ ข้าไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนเลย!”ชาวบ้านเริ่มมุงดูอยู่บริเวณปากตรอก พวกเขาชี้ชวนกันให้มองหากลุ่มหมอกจางๆที่ลอยออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง แต่ความลึกลับของตรอกยังคงเป็นปราการที่ไม่มีใครกล้าข้ามผ่านไป บางคนพยายามชะโงกหน้าเข้าไปมอง แต่ก็เห็นเพียงความมืดสลัวอยู่ลึกเข้าไป“คุณหนูขอรับ พวกเขาสนใจ แต่ไม่มีใครเข้ามาเลยสักคน!”เถ้าแก่หลิววิ่งขึ้นลงบันไดจนเหงื่อท่วมตัว เขาร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้“เราใช้ของดีที่สุดไปแล้วสองอย่าง แต่ยังขายอะไรไม่ได้เลยนะขอรับ!”“ข้ารู้”ซูอี้จินยังคงสงบนิ่ง นางกำลังตรวจสอบบัญชีวัตถุดิบอย่างใจเย็น ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา"ปลาที่กำลังตื่นน้ำย่อมไม่ฮุบเหยื่อโดยง่าย หากอยากได้ปลาใหญ่...เราก็ต้องรู้จักใจเย็นรอให้มันตายใจเสียก่อน"“ปลาใหญ่หรือขอรับ?” เถ้าแก่หลิวงุนงงกับคำเปรียบเทียบของนางซูอี้จินเงยหน้าขึ้นสบตาเถ้าแก่หลิว แววตาของนางลุ่มลึกจนคนมองอดทึ่งในวิสัยทัศน์ของสตรีตรง
รุ่งอรุณของวันใหม่…ซูอี้จินยืนสงบนิ่งอยู่บริเวณปากตรอกจิ้งสุ่ย แขนเสื้อกว้างสะบัดเบาๆ ตามลมยามเช้า ดวงตาของนางกวาดมองพื้นหินที่บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องไร้ซึ่งฝุ่นผงและเศษขยะ มีเพียงรอยชื้นจางๆ จากการขัดล้างอย่างดีเมื่อคืนก่อนร้านรวงรอบข้างยังคงปิดบานประตูเงียบสนิท แต่ร้านเครื่องหอม ‘เทียนเซียง’ ของนางพร้อมแล้วสำหรับการเปิดกิจการวันแรกทว่าบรรยากาศกลับเงียบเชียบผิดวิสัยของการเปิดร้านใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่มีซุ้มประตูประดับประดาด้วยดอกไม้ ไม่มีผ้าแพรสีแดงมงคล และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเสียงอึกทึกของประทัดแม้แต่ดอกเดียวเถ้าแก่หลิว ชายวัยกลางคนที่นางไว้ใจให้เป็นผู้ดูแลร้าน เดินวนไปวนมาอยู่ด้านหลังนางด้วยความกระสับกระส่าย มืออวบหนาทั้งสองข้างกุมกันแน่นอยู่ด้านหลังจนข้อนิ้วขาวซีด“คุณหนูขอรับ...แน่ใจหรือขอรับว่าเราจะไม่จุดประทัดจริงๆ”เขาเอ่ยถามเป็นครั้งที่สามของเช้านี้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล“ธรรมเนียมปฏิบัติของการเปิดร้านใหม่ ค
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในอกจนจุกแน่นไปหมด ทั้งความอับอาย ความโกรธเคือง และความสับสนที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่สุดท้าย ความดื้อรั้นทำให้นางไม่อาจยอมเงียบไปเฉยๆ“ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้พูดเล่น” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน“หากท่านกล้าล่วงเกินข้าอีก ข้าจะเผาจวนของท่านทิ้งจริงๆ”เว่ยชางหลางชะงักฝีเท้า แทนที่จะเดินจากไป ร่างสูงใหญ่กลับหมุนตัวและก้าวเท้าเข้ามาหานางในความมืดอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวแผงอกกว้างก็ต้อนนางจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตู กักขังซูอี้จินไว้ในวงแขนทั้งสองข้างเขาก้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดหน้าผากมน น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่างเจือแววหยัน“ไหนเจ้าสัญญาว่าจะเป็นเตาผิงมนุษย์ ให้ข้าอย่างไรเล่า? เพิ่งจะลงมือรักษาเพียงครั้งแรก... เจ้าก็คิดจะผิดสัญญาแล้วหรือ?”“ข้าสัญญาว่าจะรักษาพิษให้ท่าน มิได้ให้ท่านมาฉวยโอกาสเช่นนี้!” นางเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ก้อนเนื้อในอกซ้ายจะเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยินปลายนิ้วของเขาเลื่อนขึ้นมาจัดคอเสื้อคลุมให้เข้าที่ ทว่าข้อนิ้วกลับจงใจลากไล้แ
เว่ยชางหลางยังคงหันหลังให้นางอยู่เช่นนั้น...ร่างสูงใหญ่ตวัดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิทขึ้นสวมด้วยท่วงท่าดุดัน ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหา สาบเสื้อที่หลวมโพรกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามราวกับรูปสลักชั้นยอด ผิวเนื้อสีทองแดงที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมานั้น ดูทรงพลังเสียจนคนที่ลอบมองอยู่ถึงกับต้องรีบหลบสายตา“ขอบใจ”เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าเล็กน้อย เย็นชาและห่างเหิน เป็นน้ำเสียงของอ๋องที่ทุกคนต่างคุ้นเคย ไม่เหลือร่องรอยของบุรุษที่เคยอ่อนแอและอ้อนวอนอยู่ข้างหูนางเมื่อครู่แม้แต่น้อยซูอี้จินแค่นเสียงหยันในลำคอ แววตาที่สบกับเขามีเพียงความเย็นชาไม่แพ้กัน"ท่านอ๋องมิต้องลำบากเอ่ยคำขอบใจ ที่ข้ายอมรักษาพิษให้ หาใช่เพราะความเต็มใจไม่แต่เป็นเพราะถูกอ๋องผู้สูงศักดิ์เช่นท่านบีบบังคับต่างหาก"เว่ยชางหลางไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองกับคำประชดประชันนั้น นัยน์ตาคมปลาบเพียงหลุบมองนางอย่างเฉยชา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบมองไม่เห็น"ในเมื่อรู้ตัวว่าถูกบังคับ เช่นนั้นก็ดี"น้ำเ







