ANMELDENซูอี้จินเพิ่งพ้นจากโทษกักบริเวณสามวัน
ร่างระหงก้าวเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ไปตามทางเดินหิน ท่าทีผ่อนคลายราวกับเรื่องวุ่นวายที่สระบัวก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
ข้ออ้างในการหลบออกจากจวนที่อุดอู้ คือการขออนุญาตฮูหยินเฒ่าซูมาไหว้พระที่อารามป่าไผ่ โดยอ้างว่าต้องการสงบจิตสงบใจและสำนึกผิด แน่นอนว่าท่านย่าที่ชังน้ำหน้านางเป็นทุนเดิมย่อมรีบโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ แต่การไหว้พระสวดมนต์นั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า เป้าหมายที่แท้จริงของนางคือป่าลึกบนยอดเขาด้านหลังอารามแห่งนี้ต่างหาก
ปราณอัคคีที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นยังคงไหลเวียนอยู่ภายในร่าง มันยังแปรปรวนและไม่เสถียรนัก คัมภีร์ลับตระกูลเสิ่นของมารดาระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ในระยะแรกเริ่มของการฝึกปราณ จำต้องอาศัยสมุนไพรธาตุหยางเข้มข้นเพื่อกระตุ้นและหลอมรวมพลังให้แข็งแกร่ง ซึ่งภูเขาด้านหลังอารามป่าไผ่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณนานาชนิด บางทีโชคอาจจะเข้าข้างให้นางได้พบสมุนไพรที่ต้องการ
ในขณะที่นางกำลังวางแผนจะลอบขึ้นเขา ความสงบสุขก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน
"พี่หญิงอี้จิน! พี่หญิง!"
น้ำเสียงที่คุ้นหูดังแว่วมาจากอีกด้านของทางเดิน ซูอี้จินชะงักฝีเท้า เมื่อปรายตามองไปก็เห็น 'ซูมู่เหยียน' พร้อมด้วยบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงกลุ่มหนึ่ง ที่บังเอิญมาเยือนอารามป่าไผ่ในเวลาเดียวกันนี้พอดี
ซูมู่เหยียนพร้อมด้วยเหล่าคุณหนูจากตระกูลต่างๆ เดินตรงเข้ามาหา ใบหน้าของแต่ละนางประดับรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
คุณหนูจางแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ “ได้ข่าวว่าคุณหนูใหญ่ซูถูกกักบริเวณเพราะก่อเรื่องที่สระบัว น่าเห็นใจเสียจริงที่เพิ่งเข้าเมืองหลวงไม่นานก็ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ หรือว่าเป็นเพราะไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเราชาวเมืองหลวง?”
วาจาเสียดแทงนั้นเรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากคนอื่นๆ ซูอี้จินเพียงปรายตามองด้วยแววตาว่างเปล่า
ทันใดนั้น ซูมู่เหยียนก็ร้องอุทานออกมาเสียงหลง มือของนางยกขึ้นกุมศีรษะ ใบหน้าซีดเผือด
“แย่แล้ว! ปิ่น…ปิ่นปักผมของข้าหายไป!”
นางทำท่าทางร้อนรน คลำหาไปทั่วทั้งบนมวยผมและในแขนเสื้อ เหล่าคุณหนูต่างพากันเข้ามาช่วยปลอบและแสร้งทำเป็นช่วยมองหา
“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะน้องเหยียน” คุณหนูหลี่เอ่ยขึ้น
“เจ้าทำมันหล่นหายที่ใดกัน?”
“ข้า ข้าจำได้ว่าเมื่อครู่นี้ พวกเราเพิ่งเดินเล่นกันที่ป่าไผ่ริมเนินเขาด้านหลัง” ดวงตาของซูมู่เหยียนคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส
“ปิ่นปักผมอันนั้นเป็นของชิ้นสำคัญที่ท่านย่ามอบให้ข้าด้วยตนเอง หากมันหายไป ข้าจะเอาหน้าไปพบท่านย่าได้อย่างไร” นางสะอื้น ดูน่าสงสารจับใจ
“แต่ป่าไผ่รกทึบเช่นนั้น จะหาของชิ้นเล็กๆ ได้ยังไงกันล่ะ” คุณหนูจางถอนหายใจ ก่อนจะหันมาทางซูอี้จิน พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“จริงสิ! พี่หญิงอี้จิน ท่านเติบโตมาจากต่างเมือง คงจะคุ้นเคยกับป่าเขาลำเนาไพรเป็นอย่างดี อีกทั้งสายตายังเฉียบคมกว่าพวกเราที่เอาแต่อยู่ในห้องหอเป็นแน่”
กับดักที่ตื้นเขินและชัดเจนถึงเพียงนี้ หากเป็นนางในชาติก่อนคงหลงเชื่อและเดินเข้าไปติดกับอย่างง่ายดาย แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือโอกาสทองที่หยิบยื่นมาให้ถึงที่
“น้องเหยียนอย่าได้กังวลไปเลย” ซูอี้จินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างผิดคาด
“ปิ่นของสำคัญเช่นนั้น จะปล่อยให้หายไปได้อย่างไร ข้าจะขึ้นไปช่วยพวกเจ้าหาเอง”
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูมู่เหยียนและเหล่าสหายเพียงชั่ววูบก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ
“จริงหรือพี่หญิง! ขอบคุณท่านพี่มากจริงๆ ท่านพี่ช่างใจดีกับน้องเหลือเกิน เดี๋ยวข้าจะให้บ่าวไพร่ขึ้นไปกับท่าน ส่วนข้าจะไปหาตรงด้านโน่น”
เส้นทางสู่ป่าไผ่นั้นลาดชันและรกทึบกว่าที่คิด
ซูอี้จินกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง แต่ไม่ใช่เพื่อมองหาปิ่นปักผมจอมปลอมนั่น หากแต่เป็นการมองหาสมุนไพรธาตุหยางที่มักจะเติบโตในป่าเช่นนี้
ข้างหลังนางนอกจากจื่อเซี่ยแล้ว ยังมีสาวใช้ของซูมู่เหยียนและคุณหนูจางอีกสองคนเดินตามมาห่างๆ พวกนางไม่ได้ช่วยมองหา แต่กลับเอาแต่กระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักกันเป็นระยะ
“คุณหนูเจ้าคะ ป่ารกขนาดนี้จะหาเจอได้ยังไงกัน” จื่อเซี่ยบ่นอุบด้วยความเป็นห่วง
ซูอี้จินยังไม่ทันได้ตอบ สาวใช้ของคุณหนูจางที่ชื่อชุนเถาพลันชี้มือไปยังพุ่มไม้ข้างทางแล้วร้องขึ้นเสียงดัง
“นั่น! ข้าเห็นแสงอะไรแวบๆ ตรงนั้น! อาจจะเป็นปิ่นของคุณหนูเหยียนก็ได้!”
จื่อเซี่ยหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ “ตรงไหนหรือ?”
“ทางนั้น! หลังก้อนหินใหญ่นั่นแน่ะ!” ชุนเถาตอบพร้อมกับสาวใช้ของซูมู่เหยียน ทั้งสองรีบวิ่งนำไปยังทิศทางนั้นทันที
“เดี๋ยวสิ! รอข้าด้วย!” จื่อเซี่ยที่ไม่ทันได้คิดไตร่ตรองรีบวิ่งตามไปทันที
ซูอี้จินหยุดยืนนิ่ง มองแผ่นหลังของสาวใช้ทั้งสามที่วิ่งหายเข้าไปในดงไผ่อีกด้าน
นางยืนอยู่ลำพังกลางป่าไผ่ แผนการของซูมู่เหยียนสำเร็จลุล่วงแล้ว พวกนางหลอกล่อจื่อเซี่ยไปและทิ้งนางไว้ที่นี่ตามลำพัง แต่แทนที่จะหวาดกลัว ซูอี้จินกลับคลี่ยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนทิศทาง เดินลึกเข้าไปในป่าอีกฟากหนึ่งซึ่งดูรกชัฏและไร้ผู้คนสัญจรยิ่งกว่าเดิม
“เอาล่ะ ถึงเวลาหาของจริงเสียที” นางพึมพำกับตนเอง
ป่าส่วนลึกนั้นแตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
ต้นไผ่สูงชะลูดเสียดฟ้าจนแทบมองไม่เห็นแสงตะวัน หญิงสาวเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาคู่คมกวาดมองไปตามโคนต้นไม้และซอกหิน ในที่สุดนางก็พบสิ่งที่ตามหา หญ้าใบเรียวเล็กที่มีเส้นสีแดงพาดกลางใบดั่งเปลวไฟกำลังเติบโตอยู่ริมลำธารเล็กๆ
ซูอี้จินคุกเข่าลง ยื่นมือไปเด็ดมันอย่างระมัดระวัง แต่แล้วพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกเสียงลมเข้ามา
ฉึก!
เป็นเสียงโลหะกระทบเนื้อ ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ซูอี้จินชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อในทันที นางรีบย่อตัวลงต่ำ ซ่อนกายอยู่หลังโขดหินใหญ่ริมลำธารแล้วเงี่ยหูฟัง
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ไม่ไกล เสียงคมดาบที่แหวกผ่านอากาศ สลับกับเสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน
ซูอี้จินกลั้นหายใจ ค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นเหนือโขดหินเพื่อมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างพงหญ้า
ภาพที่เห็นทำให้นางต้องเบิกตากว้าง กลุ่มบุรุษชุดดำทะมัดทะแมงราวสิบคนกำลังล้อมกรอบต่อสู้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างดุเดือด
ซูอี้จินกดร่างตัวเองให้แนบชิดกับโขดหินยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก นี่มันการไล่ล่าสังหารกันกลางวันแสกๆ บนภูเขาหลังอาราม พวกมันเป็นใครกันแน่
ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าก้าวออกมาเบื้องหน้า ท่ามกลางซากศพที่นอนเกลื่อนกลาด เขายกกระบี่ที่อาบชุ่มไปด้วยหยาดเลือดขึ้น จ่อปลายแหลมคมไปยังลำคอของชายผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของกลุ่มฝั่งตรงข้าม
ซูอี้จินเบือนหน้าหนี นางไม่ใช่แม่พระผู้มีเมตตาที่จะยื่นมือเข้าไปสอดเรื่องเป็นตายของผู้อื่นโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ยิ่งเป็นการสังหารหมู่ที่ดุเดือดปานนี้ ยิ่งไม่ควรเอาตัวเข้าไปพัวพัน แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจถอยหนีไปอย่างเงียบเชียบ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบมาปะทะจมูก
กลิ่นอายเช่นนี้...
นางหันขวับกลับไปมองอีกครั้ง เพ่งมองไปยังร่างสูงสง่าของชายชุดดำผู้กุมกระบี่ชี้เป็นชี้ตายผู้นั้น!
แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งจะถูกปิดบัง ซ้ำยังเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดของศัตรูที่สาดกระเซ็น ทว่าโครงหน้าอันคมคาย สันกรามที่เด็ดเดี่ยว ท่วงท่าการยืนที่แผ่กลิ่นอายสังหารอันหนักหน่วง และโดยเฉพาะดวงตาคมกริบที่ทอประกายเย็นชาเยือกแข็ง มองดูความตายเบื้องหน้าประดุจมองมดปลวกไร้ค่า
มัจจุราชผู้ลงมือฆ่าล้างอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานีผู้นั้น...คือ เว่ยชางหลาง!
ขณะที่มองไปที่ภัตตาคารหอเฟิ่งหวงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...สายตาของซูอี้จินไม่ได้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ชั้นล่าง แต่กลับมองขึ้นไปยังชั้นสอง...ชั้นสำหรับรับรองแขกที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่อย่างมิดชิด บ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด“ท่านเห็นหรือไม่ เถ้าแก่หลิว” นางกล่าวเสียงเย็น“ปลาตัวใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้ว่ายปะปนอยู่กับปลาซิวปลาสร้อยที่ชั้นล่างหรอกนะ”เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของนางไปยังชั้นสองของหอเฟิ่งหวง ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งมีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้นหนึ่ง หรือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกรายเข้าไป“ท่านกำลังหมายถึง...แขกพิเศษเหล่านั้นหรือขอรับ”“คนเหล่านั้นน่ะหรือจะยอมเดินลงมาเข้าตรอกแคบๆ สกปรกของเรา” ซูอี้จินกล่าวต่อราวกับอ่านใจเขาออก“ไม่เลย...พวกเขาไม่ลดตัวลงมาทำเช่นนั้นแน่”ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาของเถ้าแก่หลิวอีกครั้ง“แล้ว...แล้วเช่นนั้นแผนการทั้งหมดที่ทำมาก็สูญเปล่าสิขอรับ”“
“กลิ่นหอมราวกับอยู่ในหุบเขาไร้ทุกข์ ข้าไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนเลย!”ชาวบ้านเริ่มมุงดูอยู่บริเวณปากตรอก พวกเขาชี้ชวนกันให้มองหากลุ่มหมอกจางๆที่ลอยออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง แต่ความลึกลับของตรอกยังคงเป็นปราการที่ไม่มีใครกล้าข้ามผ่านไป บางคนพยายามชะโงกหน้าเข้าไปมอง แต่ก็เห็นเพียงความมืดสลัวอยู่ลึกเข้าไป“คุณหนูขอรับ พวกเขาสนใจ แต่ไม่มีใครเข้ามาเลยสักคน!”เถ้าแก่หลิววิ่งขึ้นลงบันไดจนเหงื่อท่วมตัว เขาร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้“เราใช้ของดีที่สุดไปแล้วสองอย่าง แต่ยังขายอะไรไม่ได้เลยนะขอรับ!”“ข้ารู้”ซูอี้จินยังคงสงบนิ่ง นางกำลังตรวจสอบบัญชีวัตถุดิบอย่างใจเย็น ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา"ปลาที่กำลังตื่นน้ำย่อมไม่ฮุบเหยื่อโดยง่าย หากอยากได้ปลาใหญ่...เราก็ต้องรู้จักใจเย็นรอให้มันตายใจเสียก่อน"“ปลาใหญ่หรือขอรับ?” เถ้าแก่หลิวงุนงงกับคำเปรียบเทียบของนางซูอี้จินเงยหน้าขึ้นสบตาเถ้าแก่หลิว แววตาของนางลุ่มลึกจนคนมองอดทึ่งในวิสัยทัศน์ของสตรีตรง
รุ่งอรุณของวันใหม่…ซูอี้จินยืนสงบนิ่งอยู่บริเวณปากตรอกจิ้งสุ่ย แขนเสื้อกว้างสะบัดเบาๆ ตามลมยามเช้า ดวงตาของนางกวาดมองพื้นหินที่บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องไร้ซึ่งฝุ่นผงและเศษขยะ มีเพียงรอยชื้นจางๆ จากการขัดล้างอย่างดีเมื่อคืนก่อนร้านรวงรอบข้างยังคงปิดบานประตูเงียบสนิท แต่ร้านเครื่องหอม ‘เทียนเซียง’ ของนางพร้อมแล้วสำหรับการเปิดกิจการวันแรกทว่าบรรยากาศกลับเงียบเชียบผิดวิสัยของการเปิดร้านใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่มีซุ้มประตูประดับประดาด้วยดอกไม้ ไม่มีผ้าแพรสีแดงมงคล และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเสียงอึกทึกของประทัดแม้แต่ดอกเดียวเถ้าแก่หลิว ชายวัยกลางคนที่นางไว้ใจให้เป็นผู้ดูแลร้าน เดินวนไปวนมาอยู่ด้านหลังนางด้วยความกระสับกระส่าย มืออวบหนาทั้งสองข้างกุมกันแน่นอยู่ด้านหลังจนข้อนิ้วขาวซีด“คุณหนูขอรับ...แน่ใจหรือขอรับว่าเราจะไม่จุดประทัดจริงๆ”เขาเอ่ยถามเป็นครั้งที่สามของเช้านี้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล“ธรรมเนียมปฏิบัติของการเปิดร้านใหม่ ค
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในอกจนจุกแน่นไปหมด ทั้งความอับอาย ความโกรธเคือง และความสับสนที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่สุดท้าย ความดื้อรั้นทำให้นางไม่อาจยอมเงียบไปเฉยๆ“ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้พูดเล่น” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน“หากท่านกล้าล่วงเกินข้าอีก ข้าจะเผาจวนของท่านทิ้งจริงๆ”เว่ยชางหลางชะงักฝีเท้า แทนที่จะเดินจากไป ร่างสูงใหญ่กลับหมุนตัวและก้าวเท้าเข้ามาหานางในความมืดอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวแผงอกกว้างก็ต้อนนางจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตู กักขังซูอี้จินไว้ในวงแขนทั้งสองข้างเขาก้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดหน้าผากมน น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่างเจือแววหยัน“ไหนเจ้าสัญญาว่าจะเป็นเตาผิงมนุษย์ ให้ข้าอย่างไรเล่า? เพิ่งจะลงมือรักษาเพียงครั้งแรก... เจ้าก็คิดจะผิดสัญญาแล้วหรือ?”“ข้าสัญญาว่าจะรักษาพิษให้ท่าน มิได้ให้ท่านมาฉวยโอกาสเช่นนี้!” นางเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ก้อนเนื้อในอกซ้ายจะเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยินปลายนิ้วของเขาเลื่อนขึ้นมาจัดคอเสื้อคลุมให้เข้าที่ ทว่าข้อนิ้วกลับจงใจลากไล้แ
เว่ยชางหลางยังคงหันหลังให้นางอยู่เช่นนั้น...ร่างสูงใหญ่ตวัดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิทขึ้นสวมด้วยท่วงท่าดุดัน ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหา สาบเสื้อที่หลวมโพรกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามราวกับรูปสลักชั้นยอด ผิวเนื้อสีทองแดงที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมานั้น ดูทรงพลังเสียจนคนที่ลอบมองอยู่ถึงกับต้องรีบหลบสายตา“ขอบใจ”เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าเล็กน้อย เย็นชาและห่างเหิน เป็นน้ำเสียงของอ๋องที่ทุกคนต่างคุ้นเคย ไม่เหลือร่องรอยของบุรุษที่เคยอ่อนแอและอ้อนวอนอยู่ข้างหูนางเมื่อครู่แม้แต่น้อยซูอี้จินแค่นเสียงหยันในลำคอ แววตาที่สบกับเขามีเพียงความเย็นชาไม่แพ้กัน"ท่านอ๋องมิต้องลำบากเอ่ยคำขอบใจ ที่ข้ายอมรักษาพิษให้ หาใช่เพราะความเต็มใจไม่แต่เป็นเพราะถูกอ๋องผู้สูงศักดิ์เช่นท่านบีบบังคับต่างหาก"เว่ยชางหลางไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองกับคำประชดประชันนั้น นัยน์ตาคมปลาบเพียงหลุบมองนางอย่างเฉยชา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบมองไม่เห็น"ในเมื่อรู้ตัวว่าถูกบังคับ เช่นนั้นก็ดี"น้ำเ
การกระทำของเขาชะงักงันไปครู่หนึ่ง...ราวกับคำขู่ของนางสามารถทะลุผ่านม่านหมอกแห่งสัญชาตญาณเข้าไปถึงจิตสำนึกส่วนลึกที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แล้วเขาก็แค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งและแผ่วเบา แต่ก็เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเย้ยหยันอย่างที่บุรุษเช่นเขาพึงมี เขายอมอยู่นิ่ง ไม่ได้ใช้ริมฝีปากล่วงเกินนางอีก แต่วงแขนที่รัดเอวกลับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยเป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน“เจ้าคิดว่า… ข้าจะพิศวาสสตรีดุร้ายเช่นเจ้ารึ?” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจับใจความได้คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำให้ความร้อนแล่นปราดขึ้นสู่ใบหน้าของซูอี้จินอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเพราะความโกรธล้วนๆ นางกัดฟันกรอด ไม่ตอบโต้อะไรอีก แต่เร่งพลังปราณในมือให้รุนแรงขึ้นเป็นการระบายอารมณ์ ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เขาชะงักและครางออกมาเบาๆการถ่ายเทปราณดำเนินมาถึงจุดวิกฤต คลื่นพลังหยินและหยางที่แตกต่างกันสุดขั้วปะทะกันอย่างรุนแรงอยู่ตรงกลางระหว่างร่างของคนทั้งสอง อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นระล







