เข้าสู่ระบบซูอี้จินข่มความตื่นตระหนก กดร่างของตนให้แบนราบไปกับพื้นหญ้าหลังโขดหินยิ่งกว่าเดิม!!
กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าไม่วางตา หัวใจที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับเต้นรัวแรงพร้อมจะทะลุออกมานอกอก
เว่ยชางหลางยืนนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางซากศพที่นอนเกลื่อนกลาดในสภาพน่าอนาถ องค์รักษ์ในชุดดำสนิทที่เหลือต่างเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบ พวกเขาเดินตรวจดูศพทีละร่างอย่างเลือดเย็น ผู้ใดยังมีลมหายใจรวยรินก็จะถูกมีดสั้นจ้วงแทงซ้ำที่หัวใจอย่างไร้ความปรานี ทุกการกระทำล้วนเฉียบขาดและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
มีเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดต่อกรกับความตาย ชายในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบคนสุดท้ายที่รอดชีวิต เขาทรุดกายพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจรวยริน แขนข้างหนึ่งหักพับผิดรูปอย่างน่าเวทนา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“พวก...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่” เขาเค้นเสียงแหบพร่าถามออกมาอย่างยากลำบาก เลือดไหลทะลักออกจากมุมปากเป็นทางยาว
เว่ยชางหลางไม่ตอบคำถามนั้น เขาก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
“คนตาย...ไม่จำเป็นต้องรู้อะไร”
สิ้นคำ กระบี่ยาวในมือก็ตวัดวาบ ซูอี้จินเบิกตากว้างมองเห็นเส้นทางของคมกระบี่ที่รวดเร็วและแม่นยำจนน่าเหลือเชื่อ ชายคนนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอชีวิตหรือแสดงความเจ็บปวดใดๆ ศีรษะของเขากลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นหญ้า ดวงตายังคงเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ร่างไร้วิญญาณของเขาล้มฟุบลง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง
ซูอี้จินเผลอกลั้นหายใจจนหน้าอกปวดหนึบ นางเคยเห็นคนตายมานักต่อนักในชาติก่อน เคยเห็นกระทั่งภาพครอบครัวของตนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม แต่การฆ่าที่เยือกเย็น เฉียบขาด และไร้ความรู้สึกถึงเพียงนี้ นางเพิ่งเคยประสบเป็นครั้งแรก เขาปลิดชีวิตคนราวกับเด็ดใบไม้ใบหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความลังเล มีเพียงความว่างเปล่าอันน่าพรั่นพรึงในแววตาคู่นั้น
องค์รักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามารายงานด้วยเสียงที่กดต่ำ
“ท่านอ๋อง จัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีผู้ใดรอด”
เว่ยชางหลางเพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆ โดยไม่หันไปมอง เขาเช็ดคราบเลือดบนกระบี่กับเสื้อผ้าของศพที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะเก็บมันเข้าฝัก แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับนั่นเอง
เป๊าะ!
เสียงกิ่งไม้แห้งเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้ร่วงซึ่งอยู่ใต้เท้าของนางหักดังขึ้น มันเป็นเสียงที่เบามาก แต่ในความเงียบสงัดของป่าที่เพิ่งผ่านการนองเลือดมาหมาดๆ เสียงเพียงเล็กน้อยกลับดังกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า
ฉับพลัน!
เว่ยชางหลาง ตวัดสายตากลับมายังทิศทางของเสียงในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบคู่นั้นเปลี่ยนเป็นจิตสังหารอันเย็นชาในบัดดล มันทอประกายวาวโรจน์ราวกับเหยี่ยวที่พบเหยื่อ เล็งเป้าหมายมายังโขดหินที่ซูอี้จินซ่อนตัวอยู่อย่างแม่นยำ
หัวใจของซูอี้จินหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบ นางถูกจับได้แล้ว!
ชั่วพริบตา เหล่าองค์รักษ์ต่างชักอาวุธออกมาพร้อมเพรียงกัน รังสีฆ่าฟันที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าพุ่งตรงมายังจุดที่นางซ่อนตัวอยู่ ซูอี้จินรู้สึกได้ถึงคมดาบที่จ่ออยู่ปลายจมูก แม้จะยังไม่มีผู้ใดขยับเข้ามาก็ตาม ความกดดันมหาศาลทำให้นางแทบหยุดหายใจ
นางแข็งทื่อไปทั้งตัว สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ คิดหาทางหนีทีไล่ไม่ทัน จะลุกขึ้นวิ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกตำแหน่งของตนให้ชัดเจนขึ้น เป็นเป้านิ่งให้พวกเขาปลิดชีพ จะซ่อนต่อไปก็เป็นการกระทำที่โง่เขลา เพราะพวกเขาจับทิศทางของเสียงได้แล้วอย่างแน่นอน
ท่ามกลางความตึงเครียดที่บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก เว่ยชางหลางกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามปรามองค์รักษ์ของเขาไว้ เขาไม่ได้ออกคำสั่งให้ใครบุกเข้ามา แต่กลับก้าวเดินมายังโขดหินนั้นด้วยตนเองอย่างช้าๆ
เสียงฝีเท้าของเขาย่ำลงบนใบไม้แห้งและพื้นดินชื้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและหนักแน่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย แต่ละก้าวที่เขาขยับเข้ามาใกล้ ยิ่งทำให้หัวใจของซูอี้จินบีบรัดตัวแน่นขึ้นเรื่อยๆ
นางควรทำอย่างไรดี? เปิดเผยตัวตน?
หรือรอให้เขามาค้นพบด้วยตนเอง? ไม่ว่าทางไหนก็ดูเหมือนจะนำไปสู่ความตายทั้งสิ้น!!
ทว่าสิ่งที่ซูอี้จินไม่ล่วงรู้เลยก็คือ อันที่จริงเว่ยชางหลางสัมผัสถึงกระแสปราณอันอบอุ่นที่แผ่วเบาในบริเวณนี้มาได้สักพักแล้ว
ในคราแรกไออุ่นนั้นช่างเจือจางจนเขาไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ยิ่งเขาสืบเท้าเข้าใกล้โขดหินก้อนนี้มากเท่าใด ปราณอัคคีที่ตอบสนองต่อไอเย็นในร่างของเขาก็ยิ่งแผ่ซ่านชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ร่างสูงใหญ่ชะงักฝีเท้าลงห่างจากโขดหินเพียงคืบ นัยน์ตาดุดันพลันฉายแววประหลาดใจ แม้เขาจะยังไม่ล่วงรู้ว่าสตรีที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินก้อนนี้เป็นบุตรีจวนใดหรือมีนามว่ากระไร แต่สัมผัสของปราณอุ่นร้อนอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ เขาจำได้อย่างแม่นยำ...
เป็นนาง...หญิงสาวผู้มีปราณประหลาดที่เขาบังเอิญพบ ณ ศาลาริมน้ำของงวัดหลงซานเมื่อคราวก่อนนั้น
เว่ยชางหลางหลุบตาลง มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น ชายหนุ่มมิได้เอ่ยปากทักทายหรือสั่งให้คนลากตัวนางออกมา เขากลับเลือกที่จะหยุดยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้ความเงียบงันและไอสังหารที่แผ่ออกมา กดทับสตรีหลังโขดหินให้หวาดผวาเล่นอยู่เงียบๆ
จุดที่เขายืนอยู่ ห่างจากจุดที่ซูอี้จินหลบซ่อนอยู่เพียงแค่ฝ่ามือกั้น บรรยากาศรอบด้านกดดันจนแทบจะทำให้ซูอี้จินหายใจไม่ออก
ทว่าในวินาทีที่นางคิดว่าตนเองคงไม่แคล้วต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เป็นแน่ ชายหนุ่มกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาลดกระบี่ที่ชุ่มไปด้วยเลือดลง ก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับอย่างเยือกเย็น
"ถอย...แยกย้ายกันไปให้หมด"
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยสั่งการเพียงสั้นๆ เหล่าองครักษ์ชุดดำแม้จะแปลกใจแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากทักท้วง พวกเขาพยักหน้ารับคำสั่งและสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงซากศพและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง
ซูอี้จินเบิกตากว้างอยู่ในมุมซอกหิน ลมหายใจของนางสะดุดด้วยความสับสน นางมั่นใจ...มั่นใจถึงสิบส่วนว่ามัจจุราชผู้นี้ล่วงรู้การซ่อนตัวของนางอย่างแน่นอน สัมผัสคุกคามเมื่อครู่ชัดเจนเสียจนแทบจะรับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่จ่อรดปลายจมูก
แต่เหตุใด...เหตุใดเขาจึงเลือกที่จะหันหลังกลับ และปล่อยนางไปง่ายๆ เช่นนี้?
เมื่อเสียงฝีเท้าของเหล่าชายชุดดำเงียบหายไปจนหมดสิ้น ซูอี้จินจึงค่อยๆ ก้าวพ้นออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ ขาทั้งสองข้างของนางอ่อนแรงจนแทบทรุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับจังหวะหัวใจที่เต้นกระหน่ำ นางรีบหมุนตัวเตรียมจะออกจากป่าไผ่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ หญิงสาวกลับหารู้ไม่ว่า ท่ามกลางเงามืดของดงไผ่ที่สั่นไหวตามแรงลม ยังคงมีดวงตาคมกริบคู่หนึ่ง จับจ้องทุกการเคลื่อนไหว และมองตามแผ่นหลังของนางที่กำลังเดินห่างออกไปอย่างเงียบเชียบและไม่วางตา!!!
“เพราะที่ซ่อนของมันไม่ได้อยู่ในที่ที่เราจะนึกถึง” เว่ยชางหลางเริ่มเล่า“ข้าจึงต้องไปด้วยตนเองในคืนนี้ เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปค้นหาและสับเปลี่ยนบัญชีด้วยตัวเองให้สิ้นเรื่อง”บรรยากาศในห้องพลันกดดันขึ้นทันที การที่เว่ยอ๋องต้องลงมือด้วยตนเองย่อมหมายความว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด“ข้าพบมันซ่อนอยู่ในช่องลับหลังกำแพงใต้ม้วนภาพวาดภูเขา หลังโต๊ะหนังสือของใต้เท้าเฉิน กลไกที่ใช้เปิดซับซ้อนและเชื่อมต่อกันหลายชั้น ต้องอาศัยทั้งความจำและการคำนวณที่แม่นยำเพื่อไขรหัส” เขากล่าวต่อ“ทว่าในจังหวะที่ข้ากำลังจะไขรหัสเปิดกลไกชั้นสุดท้าย...ก็มีคนชุดดำบุกรุกเข้ามา”คิ้วของโม่เฉินขมวดเข้าหากัน “คนของสกุลเฉินหรือขอรับ?”“เปล่า” เว่ยชางหลางส่ายหน้าช้าๆ“เป็นนาง... ซูอี้จิน”โม่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ “คุณหนูใหญ่ซู!?”“อืม” เว่ยชางหลางพยักหน้า“นางสวมชุดดำรัดกุม ปิดบังใบหน้ามิดชิด แต่ข้าจำกลิ่นกายของนางได้... กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดตัวนางอยู่เสมอ”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกถึงสัมผัสร้อนผ่าวในโรงเตี๊ยม ก่อนจะกล่า
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกหลายลมหายใจจนกระทั่งแน่ใจว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ และจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจื่อเซี่ยที่อาจจะเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะเมื่อครู่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางในทันที แววตาที่เคยสับสนวูบไหวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความได้ใจอย่างของผู้กำชัยชนะซูอี้จินยกแขนเสื้อข้างซ้ายของตนขึ้น ล้วงมือเข้าไปด้านในและหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง แสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนป้ายหยกขาวเนื้อเนียนละเอียด ด้านหน้าแกะสลักเป็นรูปเหยี่ยวถลาลมที่ดูวิจิตรทว่าดุดันน่าเกรงขาม มันมีน้ำหนักพอสมควรเมื่อวางอยู่ในฝ่ามือของนางและเมื่อนางพลิกดูด้านหลัง ก็สัมผัสได้ถึงตัวอักษรนูนต่ำที่ถูกสลักไว้ด้วยวิถีพู่กันตวัดดุดันเป็นคำว่า ‘เว่ย’ป้ายหยกชิ้นนี้คือของใช้ส่วนตัวที่เว่ยชางหลางพกติดกายตลอดเวลา และไม่เคยเปิดเผยให้คนภายนอกล่วงรู้ทว่าซูอี้จินกลับรู้จักมันเป็นอย่างดีจากความทรงจำในอดีตชาติ นางจำได้แม่นยำว่าเคยเห็นเขาชูตราหยกเหยี่ยวขาวชิ้นนี้เพื่อสั่งการกองทหารนับหมื่น และเคยเ
เว่ยขางหลางบังคับม้าให้ออกเดินช้าๆ ไปตามถนนสายเล็กที่ไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงเสียงกีบม้าที่กระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะ ซูอี้จินนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับหรือเอนพิงร่างด้านหลังมากนัก แต่วงแขนแกร่งของเขากลับโอบล้อมนางไว้หลวมๆ บังคับให้นางต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาในทุกขณะจิตเมื่อมาถึงตรอกซอยด้านหลังกำแพงจวนสกุลซู เขาก็บังคับม้าให้หยุด เว่ยชางหลางลงจากหลังม้าก่อน แล้วจึงหันมารวบร่างนางลงมายืนบนพื้น“ขอบคุณที่มาส่ง ข้าเข้าจวนเองได้” ซูอี้จินเอ่ย พยายามจะปลีกตัวออกมาจากพันธนาการของเขา“ข้าจะไปส่งเจ้าให้ถึงห้อง” เขายืนกราน ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ วินาทีถัดมา ร่างของนางก็ลอยขึ้นอีกครั้ง เขารวบตัวนางขึ้นอุ้มในท่าเดิมและใช้วิชาตัวเบาทะยานข้ามกำแพงสูงของจวนสกุลซูเข้าไปอย่างเงียบกริบ หลบหลีกสายตาของยามลาดตระเวนที่เดินตรวจตราอยู่เบื้องล่างได้อย่างง่ายดายในที่สุด เขาก็วางนางลงบนพื้นห้องนอนส่วนตัวของนางในเรือนหว่านเฟิงอย่างปลอดภัย ประตูและหน้าต่างถูกปิดล
ความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนประชดประชันซูอี้จินนึกถึงข่าวลือไร้สาระที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เรื่องราวที่ถูกแต่งเติมจนเกินจริงโดยนักเล่านิทานพเนจรคนหนึ่งกลายเป็นว่านาง คุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ กลับคลั่งไคล้เว่ยอ๋องจนถึงขั้นส่งจดหมายรักไปให้ ทั้งที่ความจริงในวันชมบุปผานั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงความคิดนั้นจุดประกายวาบขึ้นในหัวของนาง ริมฝีปากของซูอี้จินเหยียดออกเป็นรอยยิ้มหยัน“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...” นางเอ่ยเสียงเยาะเย้ย ก้าวถอยห่างจากเขารักษาระยะ“ที่เว่ยอ๋องทำเช่นนี้ กอดรัดข้าแน่นปานนี้ อย่าบอกนะว่าท่านเชื่อข่าวลือไร้สาระของนักเล่านิทานพเนจรข้างถนนพวกนั้น ที่บอกว่าข้าเขียนจดหมายสารภาพรักและคลั่งไคล้ท่านจนหัวปักหัวปำน่ะ!”นางจงใจพูดประชดเขา หวังจะให้เขาโกรธหรืออย่างน้อยก็รู้สึกเสียหน้าบ้างที่ถูกสตรีกล่าวหานัยๆ ว่าหลงตัวเองไปกับเรื่องเล่าลมๆ แล้งๆทว่า...ปฏิกิริยาของเว่ยชางหลางกลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง 
ภายในคือทางเดินแคบๆ ที่มืดสนิทและอบอ้าวมีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมเล็กๆ ด้านบนส่องลงมาเป็นลำพอให้เห็นฝุ่นละอองลอยฟุ้งในอากาศ“เข้ามาทำไมที่นี่” ซูอี้จินกระซิบถามอย่างไม่พอใจ การเข้ามาในอาคารแบบนี้ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกพบตัวและจนมุมเขาไม่ตอบ แต่กลับจูงมือนางเดินลึกเข้าไปตามทางเดิน สัมผัสเย็นเฉียบจากฝ่ามือของเขายังคงทำให้ผิวของนางรู้สึกเย็นวาบ เขานำทางไปยังบันไดไม้สำหรับคนงานที่อยู่สุดทางเดินแล้วขึ้นไปยังชั้นสองอย่างเงียบเชียบที่ชั้นสองเป็นโถงทางเดินยาวปูด้วยพรมสีแดงเข้ม มีประตูห้องพักทำจากไม้เนื้อดีเรียงรายอยู่สองฝั่ง โคมไฟบนผนังให้แสงสลัว ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโรงเตี๊ยมชื่อดัง แขกที่มาพักคงมีแต่พ่อค้าผู้มั่งคั่งหรือขุนนางเดินทางปัง! ปัง! ปัง!เสียงทุบประตูดังลั่นมาจากชั้นล่าง ตามด้วยเสียงตวาดหยาบคายของทหารสกุลเฉิน“เปิดประตู! พวกเราเป็นทหารกำลังตามจับผู้บุกรุก! เปิดให้พวกข้าเข้าไปตรวจค้นเดี๋ยวนี้!”ซูอี้จินตัวแข็งทื่อ พวกมันตามมาถึงนี่แล้ว เว่ยชางหลางดึงนางให้หลบเข้
บุรุษชุดดำสะบัดฝ่ามือเบาๆ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งออกไปปะทะร่างทหารสองนายที่อยู่ใกล้ที่สุดจนกระเด็นไปกระแทกผนังอย่างรุนแรง เสียงกระดูกซี่โครงหักดังลั่น ร่างของทหารพวกนั้นทรุดลงกองกับพื้น ไอเป็นเลือดแล้วแน่นิ่งไปทหารอีกนายหนึ่งเห็นดังนั้นก็ร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวแล้วหันหลังวิ่งหนี แต่ก็ช้าไป เงาร่างสีดำนั้นปรากฏขึ้นเบื้องหน้าราวกับภูตผี นิ้วมือที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าจ้วงทะลุผ่านลำคอของทหารนามนายนั้นอย่างง่ายดาย เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วเขาสังหารทหารยามราวกับเป็นเพียงมดปลวก ไม่มีความลังเล ไม่มีความปรานี มีเพียงความเหี้ยมโหดที่แผ่ออกมาจนน่าขนลุก ซูอี้จินยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ มองภาพการสังหารอันน่าสยดสยองตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดกลัว ทั้งประหลาดใจในเวลาไม่ถึงหนึ่งอึดใจ ทหารยามกว่าสิบนายก็นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้องจนน่าสะอิดสะเอียนบุรุษชุดดำหันกลับมาหานาง ในความมืดสลัวนั้น นางเห็นเพียงดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองมายังนางนิ่ง เลือดของทหารยามหยดลงจา







