Mag-log inพอยามเช้าของวันใหม่มาเยือนเพรียวที่ยอมรับว่าตนเองคือไฉ่หนิงกงจู่หรือก็คือองค์หญิงขั้นหนึ่งของอาณาจักรต้าเหลียงไปแล้วก็ตื่นมาด้วยความสดชื่นร่างกายของเด็กสาววัยสิบหกหนาวนี้ช่างดียิ่งถึงจะยังเคล็ดขัดยอกอยู่มากจากการถูกบุรุษร่วมรักอย่างป่าเถื่อนแต่พอได้ดื่มยากับนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ถึงขนาดนั้น เมื่อนึกย้อนไปว่าชาติก่อนตนเองมัวแต่ทำงานจนลืมดูแลสุขภาพกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ววันนี้ซ่งไฉ่หนิงจึงเริ่มวันใหม่ด้วยโยคะที่ตนเองเคยฝึกในช่วงพักรักษาตัวบนเตียงก่อนเป็นอันดับแรกชีวิตใหม่ร่างกายใหม่นางจะใช้มันให้ดีและรู้คุณค่าอย่างถึงที่สุด!
เพล้ง! โครม!
“ว้าย! องค์หญิงทำอันใดเพคะ!?”จงอี้ผิงที่เข้ามาพร้อมอุปกรณ์ล้างหน้าทำความสะอาดร่างกายของไฉ่หนิงกงจู่ถึงกับกรีดร้องเมื่อได้เห็นภาพบนเตียงที่ผู้เป็นนายลุกขึ้นมาทำท่าทางแสนแปลกประหลาดและไม่น่ามองชวนเสียวไส้ยิ่งนัก
“เกิดอันใดขึ้นอี้ผิง องค์หญิงเป็นอันใดไป?!”
‘กู่หลีจิ้ง’ขันทีวัยยี่สิบหนาวที่รับใช้ใกล้ชิดร่วมกับนางกำนัลจงอี้ผิงเมื่อได้ยินสหายสนิทรุ่นน้องกรีดร้องเอะอะโวยวายพร้อมกับเสียงข้าวของตกหล่นโครมครามกระจัดกระจายเขาเองก็วิ่งพลวดพลาดเข้ามาด้วยใบหน้าแตกตื่นอีกคน
“หยุด! เปิ่นกงจู่ไม่ได้เป็นอันใด เพียงแค่ยืดเส้นยืดสายเท่านั้นเปิ่นกงจู่นอนติดเตียงมาตั้งสองวันสองคืนย่อมปวดเมื่อยเป็นธรรมดา”
ซ่งไฉ่หนิงนั้นพยายามเลียนแบบวิธีการพูดของเจ้าของร่างคนเก่าให้ได้มากที่สุดแต่เกรงว่าจะไม่เหมือนอยู่ดีเพราะในอดีตนั้นหากไม่พอใจไม่มีวันที่ไฉ่หนิงกงจู่นั้นจะพูดอธิบายอันใดให้กับเหล่านางกำนัลหรือขันทีคนสนิทได้เข้าใจกระจ่างเช่นที่นางทำลงไปเมื่อครู่มีแต่จะด่ากราดออกไปเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าที่ซ่งไฉ่หนิงในอดีตเป็นคนเช่นนั้นล้วนถูกจางกุ้ยเฟยนั้นคอยเสี้ยมสอนว่าคนเหล่านี้ต่ำต้อยและไร้ค่าไม่คู่ควรต้องพูดจาดีด้วยหากไม่พอใจก็เฆี่ยนตีลงโทษหรือหากลงโทษแล้วยังไม่หลาบจำก็แค่ปลดหรือประหารไปเสียก็สิ้นความดังนั้นเหตุการณ์ในวันนี้หากเป็นซ่งไฉ่หนิงในอดีตกู่หลีจิ้งกับจงอี้ผิงคงโดนกระโถนปัสสาวะปาใส่ศีรษะแล้วเป็นแน่ไม่มีทางพูดจาด้วยดีเช่นนี้
“เอาน้ำมาตรงนี้เถอะ”
หลังจากจงอี้ผิงวิ่งกลับไปนำน้ำล้างหน้ามาใหม่แล้วซ่งไฉ่หนิงจึงเรียกให้อีกฝ่ายยกมาวางตรงริมหน้าต่างเพื่อที่ตนเองจะได้ทำธุระได้สะดวกไม่หกเลอะเทอะภายในห้องให้เหล่านางกำนัลกับขันทีต้องทำงานหนักซ้ำซาก
“เปลี่ยนชุดให้เปิ่นกงจู่หน่อย เปิ่นกงจู่อยากออกไปกินมื้อเช้ารับแสงแดดยามที่ศาลาด้านหน้าตำหนักเช้าสักครู่”
ไม่ตะโกน ไม่ดุด่าแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนนุ่มนวลทำเอากู่หลีจิ้งกับจงอี้ผิงนั้นแอบมองหน้ากันอยู่บ่อยครั้งเพราะนับตั้งแต่องค์หญิงซ่งไฉ่หนิงของพวกตนนั้นฟื้นขึ้นมาเมื่อวันก่อนก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ทั้งกิริยาและวาจาต่อให้ยังแทนตนเองว่า‘เปิ่นกงจู่’เช่นเดิมแต่กลับไม่เหมือนเดิมอย่างชัดเจนแค่กิริยาสุขุมคิดก่อนจะพูดของซ่งไฉ่หนิงนั้นก็ผิดหูผิดตาคนสนิทมากล้นแล้ว
“จะดีหรือเพคะ” จงอี้ผิงท้วงขึ้นด้วยกิริยากล้า ๆ กลัว ๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรไฉ่หนิงองค์หญิงไม่ชอบที่สุดก็คือบ่าวไพร่ที่ขัดใจแต่วันนี้นางกังวลว่าอีกฝ่ายจะสร้างเรื่องจนฮ่องเต้โกรธเพิ่มจึงจำใจต้องเปิดปากทัดทาน
“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”
กู่หลีจิ้งก็กังวลว่าหากซ่งไฉ่หนิงออกไปด้านนอกแล้วเกิดคิดจะหลบหนีไปพบหน้าฉู่อ๋องที่ตำหนักนอกเมืองฮ่องเต้ต้องพิโรธจนหนวดหงอกอีกหลายเส้นเป็นแน่
“เช่นนั้นก็เปลี่ยนเป็นแค่เฉลียงด้านข้างตำหนักเท่านั้นก็พอเปิ่นกงจู่ไม่คิดหลบหนีไปที่ใดหรอกน่าอย่ากังวลนักเลย”
ซ่งไฉ่หนิงเอ่ยออกมาราวกับเข้าไปนั่งอยู่กลางใจของสองคนสนิทอย่างไรอย่างนั้นทำเอากู่หลีจิ้งและจงอี้ผิงต่างเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลักเพราะองค์หญิงของพวกเขาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
“เร็วเข้าเถอะประเดี๋ยวจะสายแดดจะแรงเกินไปชมดอกไม้ก็ไม่รื่นรมย์แล้ว”
หลังจากทำใจได้ว่าคนเองถูกดูดเข้ามาในโลกเสมือนนิยายที่ตนเคยเองแต่งขึ้นมาอยู่เกือบแปดส่วนได้แล้ว ซ่งไฉ่หนิงนั้นก็คิดได้ว่าตนเองจะไม่ยอมมีจุดจบเช่นในนิยายที่ตนเองเขียนเป็นแน่ แล้วการที่นางจะวิ่งไปหาคนเช่นกงหยวนฉีก็ไม่ใช่หาเรื่องตายเร็วให้ตนเองหรือไรเล่า?
ตอนอวสานและคนเช่นกงหยวนฉีแน่นอนว่าคิดแล้วต้องทำได้ ผ่านไปไม่ถึงสิบวันเขาและซ่งไฉ่หมิงที่ร่วมมือกันก็ได้ดังตั้งใจ คือกำจัดหลินฮองเฮาและจางกุ้ยเฟยรวมไปถึงฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายรองได้สำเร็จโดยขาวสะอาดเพราะการปลิดชีพหลินซีเหยานั้นไปบีบคั้นให้หลินฮองเฮาโกรธมากจึงสนับสนุนให้องค์ชายรองยกกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงคิดรวบรัดก่อกบฏ แต่ที่หลินฮองเฮากับจางกุ้ยเฟยกับฝ่ายสนับสนุนไม่รู้ก็คือกลับมาคราวนี้ซ่งไฉ่หมิงไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง ทว่าเขานำกำลังทหารยอดฝีมือกลับมาด้วยส่วนหนึ่งซึ่งส่วนหนึ่งนี้กลับมากพอเอาไว้ปราบกบฏได้โดยมีอิงซื่อคอยส่งข่าว กับหน่วยองครักษ์เงาชิงหลงที่ขึ้นตรงกับฮ่องเต้ปกป้องพระราชวังชั้นในดังนั้นแค่บุกเข้ามาก็เหมือนกับฝูงแมลงบินเข้ามาติดกับดักเท่านั้น ใช้เวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนสกุลหลินและสกุลจางสายหลักก็ไม่เหลือรอดอยู่บนแผ่นดินต้าเหลียง และแน่นอนทั้งหลินฮองเฮากับจางกุ้ยเฟยนั้นต้องถูกประหารรวมไปถึงองค์ชายรองอีกด้วย ส่วนหลิงจูกงจู่นั้นถูกปลดให้เป็นสามัญชนจากนั้นก็เนรเทศออกไปจากเมืองหลวงตลอดชีวิตห้ามหวนคืนเป็นเช่นนี้กงหยวนฉีจึงค่อยสบายใจกลับไปกอบกู้เฉิงตูที่กำลังจะกลายไปเป็นของเผ่านอก
ถึงเขาจะว่ายน้ำเก่งมาตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบ ทว่าน้ำที่เย็นเฉียบเช่นนี้เขาแหวกว่ายได้ไม่นานร่างกายก็เป็นตะคริว ก่อนจะรู้สึกว่าตนเองใกล้จะหมดสติเต็มทนนั่นเองจึงรับรู้ถึงมือเล็ก ๆ ที่ดึงเขาขึ้นจากความตายอันหนาวเหน็บขึ้นไปได้“แต่เปิ่นหวางรู้แต่แรกแล้วว่าคนที่ฉุดดึงเปิ่นหวางขึ้นจากความตายอันหนาวเหน็บนั้นไม่ใช่เจ้าหากแต่เป็นซ่งไฉ่หนิง เจ้ามันก็แค่คนที่ฉกฉวยโอกาสเอาความดีเข้าตัว เพราะหลังจากขึ้นไปได้ทั้งข้าและไฉ่หนิงก็สลบไปทันที ส่วนเจ้าก็แค่คนที่ดูชมเรื่องราวแล้วเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงเข้าสวมรอย!”หากไม่มีเสี่ยวนั่วคอยจับยึดร่างกายของนางเอาไว้หลินซีเหยาคงล้มลงไปแล้วเป็นแน่เรื่องราวคราวนั้นแน่นอนว่านางรู้เห็นตั้งแต่แรก เพราะเป็นนางเองที่ล่อหลอกซ่งไฉ่หมิงไปให้นักฆ่า แต่วันนั้นซ่งไฉ่หนิงอยู่ด้วยจึงร้องจะตามพี่ชายของนางไปด้วยและเพราะนางชิงชังไฉ่หนิงกงจู่ผู้นั้นอยู่ก่อนแล้วจึงคิดว่าให้สองพี่น้องตายไปพร้อมกันย่อมเหมาะสมที่สุดจึงรีบสนับสนุนให้ซ่งไฉ่หนิงตามไปด้วย โดยอ้างกับซ่งไฉ่หมิงว่านางจะตามไปภายหลังให้เขากับน้องสาวไปรอก่อนได้เลยแต่ใครจะคาดซ่งไฉ่หมิงในวันนั้นจะเก่งกาจขนาดที่นักฆ่ากว่ายี่สิบชีวิตยัง
หลินซีเหยาที่ถูกตบจนหน้าชาไปหมดภายในปากก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองกงหยวนฉีด้วยแววตาเจ็บช้ำภายในใจของหลินซีเหยานั้นคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงไม้ลงมือกับตนได้เช่นนี้เพราะในสายตาของนางตลอดมากงหยวนฉีทั้งสุภาพทั้งอ่อนโยน มีหรือจะนึกภาพเขาต่ำทรามจนตบหน้าสตรีโดยไม่กะพริบตาเพราะแค่อยากเอาใจซ่งไฉ่หนิงเท่านั้น“เพื่อนาง เพื่อนางท่านกล้าตบหน้าของข้าเชียวหรือกงหยวนฉี กับสตรีไร้ยางอายเช่นซ่งไฉ่หนิง ท่านต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านมันก็ต่ำช้าไม่ต่างจากนางสินะ แม้แต่ข้าผู้เคยช่วยชีวิตของท่านขึ้นมาจากทะเลสาบคราวนั้นท่านก็ไม่นึกถึงแล้วสินะ”พอคิดว่าจวนตัวถึงที่สุดแล้วจริง ๆ หลินซีเหยานั้นก็ดึงเอาความหลังครั้งเก่ามาทวงบุญคุณกับกงหยวนฉีจนอีกฝ่ายถึงกับหงายหน้าขึ้นหัวเราะทั้งที่ไม่มีสิ่งใดน่าขบขันแม้แต่น้อย“ฮ่า ฮ่า ฮ่า บุญคุณ! คำนี้เจ้ากลับกล้าพูดออกมาทั้งที่เพิ่งด่าทอภรรยาของข้าว่าเป็นสตรีต่ำทราม ไร้ยางอาย แต่ที่เจ้ากล้าเอาความดีความชอบทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงมือช่วยเหลือสักนิดมาแอบอ้าง หลินซีเหยา เอ๋ยหลินซีเหยา เจ้าไปเอาความกล้าใดมาแอบอ้างโดยไม่หวาดเกรงเช่นนี้กัน”หลินซีเหย
เมื่อจัดท่าทางจนนอนสบายทั้งคู่แล้วกงหยวนฉีจึงถามถึงเหตุการณ์หลังจากที่ตนเองหมดสติไปกับภรรยาทันที ซ่งไฉ่หนิงก็เล่าตามที่นางได้รับฟังมาจากถงเปียวอีกทีให้กับผู้เป็นสามีได้รับฟังทั้งหมด หลังฟังจบกงหยวนฉีก็หัวเราะหึ หึ หากแต่ก็ไม่ได้ออกความคิดเห็นอันใดออกมา พอซ่งไฉ่หนิงถาม เขาก็บอกแต่ว่าไม่ต้องคิดมาก เพราะเชื่อว่าซ่งไฉ่หมิงนั้นคงคิดดีแล้วจึงทำเช่นนั้นถึงจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่เมื่อกงหยวนฉียังวางใจ นางเองก็สมควรวางใจเช่นกันเพราะพี่ชายของนางไม่ใช่บุรุษโง่เขลาหรือเห็นสาวงามแล้วจิตใจอ่อนไหวที่เขาทำต้องมีเหตุผลแน่ ส่วนซ่งไห่หยางผู้เป็นฮ่องเต้ยิ่งไม่ต้องสงสัยในสติปัญญาเข้าไปใหญ่เนื่องจากนางเห็นแล้วว่าบิดาของนางในชาตินี้ฉลาดล้ำลึกเพียงใดผ่านไปอีกสามวันอาการของกงหยวนฉีก็หายสนิทถึงร่างกายยังไม่แข็งแรงเท่าใดนักแต่ก็นับว่าหายดีมากแล้ว พอหายดีสิ่งแรกที่ฉู่อ๋องตั้งใจไปจัดการก็คือหลินซีเหยา ซึ่งคราวนี้ซ่งไฉ่หนิงขอติดตามไปด้วย ไม่ใช่ติดตามไปห้ามแต่ครั้งนี้นางอยากตามไปดูให้เห็นกับตาว่าสตรีร้ายกาจจิตใจเหี้ยมโหดมีแต่ความริษยาผู้นั้นจะแก้ตัวว่าอย่างไรแน่นอนว่าการไปที่คุกหลวงในคราวนี้ซ่งไฉ่หมิงต้องตามไปด้วยอ
หลังจากพี่ชายจากไปแล้วซ่งไฉ่หนิงก็เหลียวไปมองบนเตียงที่มีร่างของกงหยวนฉีนอนอยู่โดยมีหมอหลวงกับผู้ช่วยกำลังรักษาเขาอยู่อย่างเคร่งเครียด ก่อนจะต้องตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อเห็นสามีของตนเองกระอักโลหิตออกมาจนเต็มเตียง“เร็วเข้าเร่งเตรียมถังน้ำมาแช่สมุนไพรให้ฉู่อ๋อง!”หัวหน้าหมอหลวงร้องเร่งเหล่าผู้ช่วย ซ่งไฉ่หนิงถึงห่วงใยสามีแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้กลัวตนเองจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเหล่าหมอหลวงกับผู้ช่วย จงอี้ผิงกับกู่หลีจิ้งยกเก้าอี้มาให้ผู้เป็นนายหญิงนั่งเพราะคนมีครรภ์ยืนนานไม่ดี“ขอบใจมากพวกเจ้าคอยไปช่วยดูว่าขาดเหลือสิ่งใดเถอะ หากท่านหมอหลวงกับผู้ช่วยต้องการก็รีบจัดหามาโดยเร็ว”“เพคะ”“พ่ะย่ะค่ะ”เวลาหมุนผ่านไปจนดึกดื่นกว่าอาการของกงหยวนฉีจะปลอดภัย ระหว่างนั้นซ่งไฉ่หนิงก็เพิ่งรู้แจ้งว่าที่แท้นางก็มีใจให้กับสามีมาสักพักใหญ่แล้วแต่ยังไม่รู้ตัวจนวันนี้ความตายมาใกล้คนที่ตนเองรักนางจึงได้ซาบซึ้งถึงความหวาดกลัวว่าจะต้องพลัดพรากจากคนที่รักโดยไม่ทันได้ทำดีกับเขาหรือได้เอ่ยคำว่ารักให้กับบุรุษที่ดีกับนางขนาดนี้แม้เพียงครึ่งคำไหนจะเป็นนางที่ใจอ่อนไม่ยอมให้กำจัดหลินซีเหยาไปแต่แรกเช่นที่กงหยวนฉี
“ก็เพราะเป็นนางนะสิข้าจึงมองว่าเหมาะยิ่งนัก”วันนี้แต่เดิมหลินซีเหยาวางให้เป็นซ่งหลิงจูที่จะมอบให้เป็นของขวัญก่อนจากลาระหว่างนาง กงหยวนฉี และซ่งไฉ่หนิง แต่กลับต้องผิดหวังเพราะตั้งแต่เช้าซ่งหลิงจูกลับมีองครักษ์เงาในคราบของขันทีคอยติดตามไม่ห่างจนนางกับคนของนางเข้าใกล้อีกฝ่ายไม่ได้เลยขณะนั้นหลินซีเหยาจึงคิดจะถอดใจล้มเลิกแผนอยู่จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นคุณหนูรองเหลิ่งที่ติดตามบิดามาพอดีความคิดชั่วร้ายจึงบังเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะหลินฮองเฮาแอบเตือนนางอยู่ก่อนแล้วว่าคุณหนูรองเหลิ่งผู้นี้ฮ่องเต้หมายตาอีกฝ่ายเอาไว้ให้กับซ่งไฉ่หมิงหลังเขาชนะศึกจากเผ่าซีเจ๋อซึ่งเป็นชายแดนติดกับแคว้นอู๋ตูของต้าเหลียงกลับมาได้แต่งงานกันพอวันนี้ได้พบหน้าอีกฝ่ายจึงคิดวิธีกำจัดอีกฝ่ายขึ้นมาทันทีและสิ่งใดจะเด็ดขาดได้เท่ายัดเยียดคุณหนูรองเหลิ่งให้กับกงหยวนฉีกันเล่า“ข้าจะไม่ไหวแล้วยามใดท่านจึงจะลงมือสักคราพี่หมิง!”เพราะสะกดจุดเอาไว้แทบไม่ไหวแล้วกงหยวนฉีจึงเลิกเสแสร้งเพื่อจะถ่วงเวลาเอาความจริงแล้วตะโกนเสียงดังเรียกคนที่แอบแฝงกายสังเกตการณ์มาครู่ใหญ่แต่ไม่ยอมเปิดเผยโฉมหน้าออกมาช่วยตนเองสักครา รอจนคนของหลินซีเหยาปลดอาภร
ชิงเหนี่ยวจีบปากจีบคอกลับขาวเป็นดำทันทีทั้งที่ความจริงแล้วซ่งไฉ่หนิงนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดสักสิ่งแต่เพราะอยากใส่ความให้คนในตำหนักผิงอันที่ฉู่อ๋องพักอาศัยอยู่ในเมืองหลวงนั้นชิงชังซ่งไฉ่หนิงยามใดที่อีกฝ่ายไปอยู่จะได้ยากลำบากจนทนไม่ไหวแล้วหนีกลับวังหลวงคราวนี้ผู้เป็นนายหญิงของนางก็จะได้โอกาสอีกคร
ซ่งไห่หยางมองตามร่างของบุตรสาวที่เขารักมากไปด้วยสายตายากจะอ่านความหมายมีแค่เพียงตนเองเท่านั้นที่ทราบว่าตนเองคิดสิ่งใดอยู่ เมื่อครู่กู้กงกงแอบกระซิบกับเขาว่าชุดเจ้าสาวนี้ค้นพบที่ท้ายตำหนักของไฉ่หนิงกงจู่เพียงเท่านี้บิดาเช่นเขาก็กระจ่างทันทีถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในวันนี้กษัตริย์ตรัสแล้วไม่
เศษผ้าที่หลงเหลือให้เห็นว่าเป็นสีแดงนั้นเสียหายเพราะถูกเพลิงเผาไปเกือบห้าส่วน ถึงจะสามารถซ่อมแซมได้แต่ชุดแต่งงานที่ถูกเพลิงไหม้ไปแล้วเป็นอัปมงคลไม่ต้องไหม้ถึงห้าส่วนเช่นนี้แค่เพียงหนึ่งส่วนยังไม่ได้เลย ซ่งไฉ่หนิงยิ่งเริ่มมั่นใจว่าเนื้อเรื่องมันชักจะผิดเพี้ยนไปแปลก ๆ หรือเป็นเพราะนางข้ามภพข้ามมิติมา
“เจ้ามัวทำสิ่งใดอยู่จึงเพิ่งมาเอาป่านนี้หนิงเอ๋อร์ ชุดแต่งงานนี้สมควรเป็นเจ้าที่นำไปให้ข้ากับฮองเฮาตรวจดูก่อนจะส่งแก้ไขมิใช่หรือ?”“...”ขนาดนางรู้แจ้งก็รีบเร่งออกจากตำหนักของตนเองทันทีก็ยังจะโดนฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาตำหนิเข้าจนได้ ซ่งไฉ่หนิงที่กำลังวิงเวียนกับกลิ่นเครื่องหอมถึงกับนึกคำจะแก้ตัวไม่ออกไป







