LOGINเศษผ้าที่หลงเหลือให้เห็นว่าเป็นสีแดงนั้นเสียหายเพราะถูกเพลิงเผาไปเกือบห้าส่วน ถึงจะสามารถซ่อมแซมได้แต่ชุดแต่งงานที่ถูกเพลิงไหม้ไปแล้วเป็นอัปมงคลไม่ต้องไหม้ถึงห้าส่วนเช่นนี้แค่เพียงหนึ่งส่วนยังไม่ได้เลย ซ่งไฉ่หนิงยิ่งเริ่มมั่นใจว่าเนื้อเรื่องมันชักจะผิดเพี้ยนไปแปลก ๆ หรือเป็นเพราะนางข้ามภพข้ามมิติมาแทนซ่งไฉ่หนิงตัวจริงกันนะ
“เป็นผู้ใดกัน?! เป็นผู้ใดมันบังอาจทำเช่นนี้”
ฮ่องเต้ซ่งไห่หยางโกรธจนถึงกับหน้ามืดเมื่อเห็นชุดที่ตนเองตั้งใจส่งต่อมันให้กับบุตรสาวที่ตนเองรักใคร่ที่สุดแต่มิอาจแสดงออกให้ผู้อื่นหรือตัวของซ่งไฉ่หนิงนั้นทราบได้ มือแกร่งสั่นสะท้านเมื่อเขาเอื้อมออกไปจับเศษซากของอาภรณ์ที่พระมารดาของเขาเคยย้ำนักย้ำหนาให้เขามอบมันให้กับสตรีซึ่งตนเองรักที่สุดแต่สตรีนางนั้นก็วาสนาน้อยมิอาจได้สวมเขาจึงเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีเพื่อมอบให้กับเลือดเนื้อของนางแต่สุดท้ายก็ถูกเผาเป็นเศษซากอยู่ในมือของเขาจนได้ บุรุษวัยสี่สิบเจ็ดหนาวถึงกับหัวไหล่ตกงองุ้มดูแก่ชรากว่าวัยลงทันตา
“ฝ่าบาท...”
หลินฮองเฮาไม่กล้าจะเปิดปากและก้าวเข้าไปใกล้มีเพียงจางกุ้ยเฟยที่กล้าหาญเห็นแล้วซ่งไฉ่หนิงก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องแต่นางก็ไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่งให้ทุกสิ่งในเรื่องผิดเพี้ยนมากไปกว่านี้เลยทำได้แต่นั่งสงบนิ่งมองดูผู้เป็นบิดาโมโหจนตัวสั่นตาแดงก่ำไปหมด
“ตามหาคนทำมาให้เจิ้น หากภายในพรุ่งนี้เช้าเจิ้นไม่ได้ประหารคนชำระแค้นที่ชุดนี้ถูกเผาพวกเจ้าจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ”
ไม่ถูกต้อง!
ซ่งไฉ่หนิงอยากจะคัดค้านแต่แค่ขยับปากจงอี้ผิงก็รีบกระตุกแขนเสื้อของนางเอาไว้ หญิงสาวเหลียวกลับไปมองนางกำนัลคนสนิททันทีเพราะไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาขัดขวางไม่ให้นางห้ามปรามฮ่องเต้
“อย่าเพคะองค์หญิง ฝ่าบาทตรัสแล้วยากจะแก้ไข”
จงอี้ผิงเองก็กระซิบกระซาบเตือนกลับมา ทำให้ซ่งไฉ่หนิงได้สติว่าบิดาของตนเองเป็นถึงฮ่องเต้ เป็นใหญ่ที่สุดในต้าเหลียงถึงไม่ถูกต้องแต่อีกฝ่ายถูกใจผู้ใดจะไปกล้าทัดทานแม้แต่นางที่เป็นบุตรสาวต่อหน้าขุนนางและข้ารับใช้นับร้อยชีวิตนางยิ่งมิอาจสอดแทรกคัดค้านได้เลย ไม่ถูกต้องนั้นมันแน่อยู่แล้วเพราะการสืบหาคนลงมืออย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหากให้เวลาเพียงพรุ่งนี้เช้ามันแน่นอนอยู่แล้วว่าเหล่าองครักษ์และขันทีภายในวังคงหาคนไร้อำนาจไร้พรรคพวกมาเป็นแพะสังเวยความเคียดแค้นให้ฮ่องเต้อยู่แล้วแต่เหนืออื่นใดเหมือนฮ่องเต้จะทรงทราบว่าเป็นฝีมือของผู้ใดแต่เขาต้องการปกป้องคนร้ายผู้นั้นมากกว่าจึงเอ่ยสั่งการเช่นนี้
สุดท้ายซ่งไฉ่หนิงทนไม่ไหวจึงอ้างว่าตนเองจะเป็นลมเพราะตกใจเสียขวัญรวมกับที่นางเพิ่งฟื้นไข้และเหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวจึงขอตัวกลับตำหนักไปพักฮ่องเต้เห็นบุตรสาวใบหน้าซีดขาวก็ใจอ่อนอนุญาตให้นางไปพักผ่อนได้ส่วนชุดแต่งงานก็ให้จางกุ้ยเฟยควบคุมคนตัดเย็บขึ้นมาใหม่
ขณะที่หันหลังจากมาซ่งไฉ่หนิงรับรู้ถึงสายตาอำมหิตที่แผดเผามายังด้านหลังของตนเองนางจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองยังเบื้องหลังก็พบเข้ากับสายตาของพี่สาวเช่นซ่งหลิงจูที่อายุห่างกับนางอยู่สามเดือนมองมาเพียงผู้เดียวเท่านั้นแต่สายตาของหลิงจูกงจู่นั้นก็ไม่แข็งกร้าวพอที่จะทำให้นางรับรู้ได้ถึงความชิงชังจนอยากสังหารกันได้เช่นเมื่อครู่นี่นา
…เช่นนั้นยังมีใครเคียดแค้นข้าถึงเพียงนั้นกันเล่า? …
ขนบนหลังลำคอพลันลุกซู่เพราะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา หรือเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนไปจนนางมิอาจควบคุมหรือรับรู้ถึงภัยร้ายที่จะมาถึงตัวได้แล้วจริง ๆ
“องค์หญิง...”
“ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ”
พอเห็นว่าผู้เป็นนายหยุดฝีเท้านานจงอี้ผิงจึงสะกิดถาม ซ่งไฉ่หนิงหันกายกลับมาแล้วตอบว่าตนเองไม่มีอะไรติดค้างจากนั้นก็ชวนหนึ่งนางกำนัลกับหนึ่งขันทีกลับตำหนักดังเดิม แต่ภายในใจของหญิงสาวนั้นกลับคิดวนเวียนไปมาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นยากจะหยุดได้
เพราะนางยังมีความทรงจำของหญิงสาววัยทำงานอายุสามสิบห้าปีนั้นติดดวงจิตมาเต็มเปี่ยมมันจึงทำให้นางสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายสังหารอำมหิตเมื่อครู่ได้อย่างแม่นยำ ไหนจะเรื่องขโมยชุดแต่งงานไปเผาแต่ฮ่องเต้ออกตัวปกป้องคนผู้นั้นนี่มันจะอันตรายเกินไปแล้วนะ!
คิดไปคิดมาคนที่น่าสงสัยก็มีเพียงหลินซีเหยา แต่หลินซีเหยาที่นางสร้างขึ้นมากับมือเป็นคนดี จิตใจงามมากคุณธรรมแล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะคิดขโมยชุดแต่งงานซ่งไฉ่หนิงไปเผาทำลายเช่นนั้น แล้วหากเป็นหลินซีเหยาฮ่องเต้เหตุใดจึงปกป้องนางด้วยเพราะอีกฝ่ายก็เป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมของฮองเฮาเท่านั้น หากเทียบความสำคัญคาดว่าในใจของฮ่องเต้ซ่งไห่หยางผู้ร้ายในเงามืดจะต้องสำคัญมากว่าบุตรสาวบุญธรรมของฮองเฮาเป็นแน่เพราะดูแล้วชุดแต่งงานดังกล่าวสูงค่าทางจิตใจกับฮ่องเต้ยิ่งนัก
ตอนอวสานและคนเช่นกงหยวนฉีแน่นอนว่าคิดแล้วต้องทำได้ ผ่านไปไม่ถึงสิบวันเขาและซ่งไฉ่หมิงที่ร่วมมือกันก็ได้ดังตั้งใจ คือกำจัดหลินฮองเฮาและจางกุ้ยเฟยรวมไปถึงฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายรองได้สำเร็จโดยขาวสะอาดเพราะการปลิดชีพหลินซีเหยานั้นไปบีบคั้นให้หลินฮองเฮาโกรธมากจึงสนับสนุนให้องค์ชายรองยกกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงคิดรวบรัดก่อกบฏ แต่ที่หลินฮองเฮากับจางกุ้ยเฟยกับฝ่ายสนับสนุนไม่รู้ก็คือกลับมาคราวนี้ซ่งไฉ่หมิงไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง ทว่าเขานำกำลังทหารยอดฝีมือกลับมาด้วยส่วนหนึ่งซึ่งส่วนหนึ่งนี้กลับมากพอเอาไว้ปราบกบฏได้โดยมีอิงซื่อคอยส่งข่าว กับหน่วยองครักษ์เงาชิงหลงที่ขึ้นตรงกับฮ่องเต้ปกป้องพระราชวังชั้นในดังนั้นแค่บุกเข้ามาก็เหมือนกับฝูงแมลงบินเข้ามาติดกับดักเท่านั้น ใช้เวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนสกุลหลินและสกุลจางสายหลักก็ไม่เหลือรอดอยู่บนแผ่นดินต้าเหลียง และแน่นอนทั้งหลินฮองเฮากับจางกุ้ยเฟยนั้นต้องถูกประหารรวมไปถึงองค์ชายรองอีกด้วย ส่วนหลิงจูกงจู่นั้นถูกปลดให้เป็นสามัญชนจากนั้นก็เนรเทศออกไปจากเมืองหลวงตลอดชีวิตห้ามหวนคืนเป็นเช่นนี้กงหยวนฉีจึงค่อยสบายใจกลับไปกอบกู้เฉิงตูที่กำลังจะกลายไปเป็นของเผ่านอก
ถึงเขาจะว่ายน้ำเก่งมาตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบ ทว่าน้ำที่เย็นเฉียบเช่นนี้เขาแหวกว่ายได้ไม่นานร่างกายก็เป็นตะคริว ก่อนจะรู้สึกว่าตนเองใกล้จะหมดสติเต็มทนนั่นเองจึงรับรู้ถึงมือเล็ก ๆ ที่ดึงเขาขึ้นจากความตายอันหนาวเหน็บขึ้นไปได้“แต่เปิ่นหวางรู้แต่แรกแล้วว่าคนที่ฉุดดึงเปิ่นหวางขึ้นจากความตายอันหนาวเหน็บนั้นไม่ใช่เจ้าหากแต่เป็นซ่งไฉ่หนิง เจ้ามันก็แค่คนที่ฉกฉวยโอกาสเอาความดีเข้าตัว เพราะหลังจากขึ้นไปได้ทั้งข้าและไฉ่หนิงก็สลบไปทันที ส่วนเจ้าก็แค่คนที่ดูชมเรื่องราวแล้วเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงเข้าสวมรอย!”หากไม่มีเสี่ยวนั่วคอยจับยึดร่างกายของนางเอาไว้หลินซีเหยาคงล้มลงไปแล้วเป็นแน่เรื่องราวคราวนั้นแน่นอนว่านางรู้เห็นตั้งแต่แรก เพราะเป็นนางเองที่ล่อหลอกซ่งไฉ่หมิงไปให้นักฆ่า แต่วันนั้นซ่งไฉ่หนิงอยู่ด้วยจึงร้องจะตามพี่ชายของนางไปด้วยและเพราะนางชิงชังไฉ่หนิงกงจู่ผู้นั้นอยู่ก่อนแล้วจึงคิดว่าให้สองพี่น้องตายไปพร้อมกันย่อมเหมาะสมที่สุดจึงรีบสนับสนุนให้ซ่งไฉ่หนิงตามไปด้วย โดยอ้างกับซ่งไฉ่หมิงว่านางจะตามไปภายหลังให้เขากับน้องสาวไปรอก่อนได้เลยแต่ใครจะคาดซ่งไฉ่หมิงในวันนั้นจะเก่งกาจขนาดที่นักฆ่ากว่ายี่สิบชีวิตยัง
หลินซีเหยาที่ถูกตบจนหน้าชาไปหมดภายในปากก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองกงหยวนฉีด้วยแววตาเจ็บช้ำภายในใจของหลินซีเหยานั้นคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงไม้ลงมือกับตนได้เช่นนี้เพราะในสายตาของนางตลอดมากงหยวนฉีทั้งสุภาพทั้งอ่อนโยน มีหรือจะนึกภาพเขาต่ำทรามจนตบหน้าสตรีโดยไม่กะพริบตาเพราะแค่อยากเอาใจซ่งไฉ่หนิงเท่านั้น“เพื่อนาง เพื่อนางท่านกล้าตบหน้าของข้าเชียวหรือกงหยวนฉี กับสตรีไร้ยางอายเช่นซ่งไฉ่หนิง ท่านต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านมันก็ต่ำช้าไม่ต่างจากนางสินะ แม้แต่ข้าผู้เคยช่วยชีวิตของท่านขึ้นมาจากทะเลสาบคราวนั้นท่านก็ไม่นึกถึงแล้วสินะ”พอคิดว่าจวนตัวถึงที่สุดแล้วจริง ๆ หลินซีเหยานั้นก็ดึงเอาความหลังครั้งเก่ามาทวงบุญคุณกับกงหยวนฉีจนอีกฝ่ายถึงกับหงายหน้าขึ้นหัวเราะทั้งที่ไม่มีสิ่งใดน่าขบขันแม้แต่น้อย“ฮ่า ฮ่า ฮ่า บุญคุณ! คำนี้เจ้ากลับกล้าพูดออกมาทั้งที่เพิ่งด่าทอภรรยาของข้าว่าเป็นสตรีต่ำทราม ไร้ยางอาย แต่ที่เจ้ากล้าเอาความดีความชอบทั้งที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงมือช่วยเหลือสักนิดมาแอบอ้าง หลินซีเหยา เอ๋ยหลินซีเหยา เจ้าไปเอาความกล้าใดมาแอบอ้างโดยไม่หวาดเกรงเช่นนี้กัน”หลินซีเหย
เมื่อจัดท่าทางจนนอนสบายทั้งคู่แล้วกงหยวนฉีจึงถามถึงเหตุการณ์หลังจากที่ตนเองหมดสติไปกับภรรยาทันที ซ่งไฉ่หนิงก็เล่าตามที่นางได้รับฟังมาจากถงเปียวอีกทีให้กับผู้เป็นสามีได้รับฟังทั้งหมด หลังฟังจบกงหยวนฉีก็หัวเราะหึ หึ หากแต่ก็ไม่ได้ออกความคิดเห็นอันใดออกมา พอซ่งไฉ่หนิงถาม เขาก็บอกแต่ว่าไม่ต้องคิดมาก เพราะเชื่อว่าซ่งไฉ่หมิงนั้นคงคิดดีแล้วจึงทำเช่นนั้นถึงจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่เมื่อกงหยวนฉียังวางใจ นางเองก็สมควรวางใจเช่นกันเพราะพี่ชายของนางไม่ใช่บุรุษโง่เขลาหรือเห็นสาวงามแล้วจิตใจอ่อนไหวที่เขาทำต้องมีเหตุผลแน่ ส่วนซ่งไห่หยางผู้เป็นฮ่องเต้ยิ่งไม่ต้องสงสัยในสติปัญญาเข้าไปใหญ่เนื่องจากนางเห็นแล้วว่าบิดาของนางในชาตินี้ฉลาดล้ำลึกเพียงใดผ่านไปอีกสามวันอาการของกงหยวนฉีก็หายสนิทถึงร่างกายยังไม่แข็งแรงเท่าใดนักแต่ก็นับว่าหายดีมากแล้ว พอหายดีสิ่งแรกที่ฉู่อ๋องตั้งใจไปจัดการก็คือหลินซีเหยา ซึ่งคราวนี้ซ่งไฉ่หนิงขอติดตามไปด้วย ไม่ใช่ติดตามไปห้ามแต่ครั้งนี้นางอยากตามไปดูให้เห็นกับตาว่าสตรีร้ายกาจจิตใจเหี้ยมโหดมีแต่ความริษยาผู้นั้นจะแก้ตัวว่าอย่างไรแน่นอนว่าการไปที่คุกหลวงในคราวนี้ซ่งไฉ่หมิงต้องตามไปด้วยอ
หลังจากพี่ชายจากไปแล้วซ่งไฉ่หนิงก็เหลียวไปมองบนเตียงที่มีร่างของกงหยวนฉีนอนอยู่โดยมีหมอหลวงกับผู้ช่วยกำลังรักษาเขาอยู่อย่างเคร่งเครียด ก่อนจะต้องตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อเห็นสามีของตนเองกระอักโลหิตออกมาจนเต็มเตียง“เร็วเข้าเร่งเตรียมถังน้ำมาแช่สมุนไพรให้ฉู่อ๋อง!”หัวหน้าหมอหลวงร้องเร่งเหล่าผู้ช่วย ซ่งไฉ่หนิงถึงห่วงใยสามีแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้กลัวตนเองจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเหล่าหมอหลวงกับผู้ช่วย จงอี้ผิงกับกู่หลีจิ้งยกเก้าอี้มาให้ผู้เป็นนายหญิงนั่งเพราะคนมีครรภ์ยืนนานไม่ดี“ขอบใจมากพวกเจ้าคอยไปช่วยดูว่าขาดเหลือสิ่งใดเถอะ หากท่านหมอหลวงกับผู้ช่วยต้องการก็รีบจัดหามาโดยเร็ว”“เพคะ”“พ่ะย่ะค่ะ”เวลาหมุนผ่านไปจนดึกดื่นกว่าอาการของกงหยวนฉีจะปลอดภัย ระหว่างนั้นซ่งไฉ่หนิงก็เพิ่งรู้แจ้งว่าที่แท้นางก็มีใจให้กับสามีมาสักพักใหญ่แล้วแต่ยังไม่รู้ตัวจนวันนี้ความตายมาใกล้คนที่ตนเองรักนางจึงได้ซาบซึ้งถึงความหวาดกลัวว่าจะต้องพลัดพรากจากคนที่รักโดยไม่ทันได้ทำดีกับเขาหรือได้เอ่ยคำว่ารักให้กับบุรุษที่ดีกับนางขนาดนี้แม้เพียงครึ่งคำไหนจะเป็นนางที่ใจอ่อนไม่ยอมให้กำจัดหลินซีเหยาไปแต่แรกเช่นที่กงหยวนฉี
“ก็เพราะเป็นนางนะสิข้าจึงมองว่าเหมาะยิ่งนัก”วันนี้แต่เดิมหลินซีเหยาวางให้เป็นซ่งหลิงจูที่จะมอบให้เป็นของขวัญก่อนจากลาระหว่างนาง กงหยวนฉี และซ่งไฉ่หนิง แต่กลับต้องผิดหวังเพราะตั้งแต่เช้าซ่งหลิงจูกลับมีองครักษ์เงาในคราบของขันทีคอยติดตามไม่ห่างจนนางกับคนของนางเข้าใกล้อีกฝ่ายไม่ได้เลยขณะนั้นหลินซีเหยาจึงคิดจะถอดใจล้มเลิกแผนอยู่จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นคุณหนูรองเหลิ่งที่ติดตามบิดามาพอดีความคิดชั่วร้ายจึงบังเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะหลินฮองเฮาแอบเตือนนางอยู่ก่อนแล้วว่าคุณหนูรองเหลิ่งผู้นี้ฮ่องเต้หมายตาอีกฝ่ายเอาไว้ให้กับซ่งไฉ่หมิงหลังเขาชนะศึกจากเผ่าซีเจ๋อซึ่งเป็นชายแดนติดกับแคว้นอู๋ตูของต้าเหลียงกลับมาได้แต่งงานกันพอวันนี้ได้พบหน้าอีกฝ่ายจึงคิดวิธีกำจัดอีกฝ่ายขึ้นมาทันทีและสิ่งใดจะเด็ดขาดได้เท่ายัดเยียดคุณหนูรองเหลิ่งให้กับกงหยวนฉีกันเล่า“ข้าจะไม่ไหวแล้วยามใดท่านจึงจะลงมือสักคราพี่หมิง!”เพราะสะกดจุดเอาไว้แทบไม่ไหวแล้วกงหยวนฉีจึงเลิกเสแสร้งเพื่อจะถ่วงเวลาเอาความจริงแล้วตะโกนเสียงดังเรียกคนที่แอบแฝงกายสังเกตการณ์มาครู่ใหญ่แต่ไม่ยอมเปิดเผยโฉมหน้าออกมาช่วยตนเองสักครา รอจนคนของหลินซีเหยาปลดอาภร
ชิงเหนี่ยวจีบปากจีบคอกลับขาวเป็นดำทันทีทั้งที่ความจริงแล้วซ่งไฉ่หนิงนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดสักสิ่งแต่เพราะอยากใส่ความให้คนในตำหนักผิงอันที่ฉู่อ๋องพักอาศัยอยู่ในเมืองหลวงนั้นชิงชังซ่งไฉ่หนิงยามใดที่อีกฝ่ายไปอยู่จะได้ยากลำบากจนทนไม่ไหวแล้วหนีกลับวังหลวงคราวนี้ผู้เป็นนายหญิงของนางก็จะได้โอกาสอีกคร
ซ่งไห่หยางมองตามร่างของบุตรสาวที่เขารักมากไปด้วยสายตายากจะอ่านความหมายมีแค่เพียงตนเองเท่านั้นที่ทราบว่าตนเองคิดสิ่งใดอยู่ เมื่อครู่กู้กงกงแอบกระซิบกับเขาว่าชุดเจ้าสาวนี้ค้นพบที่ท้ายตำหนักของไฉ่หนิงกงจู่เพียงเท่านี้บิดาเช่นเขาก็กระจ่างทันทีถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในวันนี้กษัตริย์ตรัสแล้วไม่
“เจ้ามัวทำสิ่งใดอยู่จึงเพิ่งมาเอาป่านนี้หนิงเอ๋อร์ ชุดแต่งงานนี้สมควรเป็นเจ้าที่นำไปให้ข้ากับฮองเฮาตรวจดูก่อนจะส่งแก้ไขมิใช่หรือ?”“...”ขนาดนางรู้แจ้งก็รีบเร่งออกจากตำหนักของตนเองทันทีก็ยังจะโดนฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาตำหนิเข้าจนได้ ซ่งไฉ่หนิงที่กำลังวิงเวียนกับกลิ่นเครื่องหอมถึงกับนึกคำจะแก้ตัวไม่ออกไป
ดังนั้นเรื่องในคราวนี้ถึงนางจะไม่พอใจซ่งไฉ่หนิงอยู่มากแต่ซ่งไฉ่หนิงคือน้องสาวที่ซ่งไฉ่หมิงรักมากหากนางทำให้เด็กสาวไม่พึงใจความสัมพันธ์ของนางกับลูกเลี้ยงทั้งสองคงไม่ดีแน่นางจึงทำเป็นวางเฉยปล่อยให้เด็กสาวทำตามอำเภอใจได้เต็มที่ถึงจะทำร้ายหัวใจของลูกบุญธรรมของนางไปบ้างก็ไม่นับว่าเสียหายอันใดเรื่องนี้ท







