Se connecterรุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนยังสุ่ยโจวอีกครั้ง เดือนจรัสในร่างของเผยหว่านอีก็ตื่นขึ้นมารับวันใหม่ด้วยการลุกขึ้นมาเก็บกวาดบ้านช่อง หุงหาอาหารเสร็จแล้วนางจึงไปดูแลมารดาตาบอดกับบุตรสาวตัวน้อยอย่างตั้งอกตั้งใจ จนท่านป้ากับท่านลุงที่ปลูกข้าวติดกับที่ดินของสามสาวต่างวัยแวะมาทักทายพูดคุยตามประสาชาวบ้านนอกทั่วไป
“นี่แม่นางเผยเจ้าหายป่วยดีแล้วหรือ?”
สอบถามจนได้ความก็ทราบว่าท่านป้ากับท่านลุงแซ่ ‘จาง’ นามว่าท่านป้า ‘จางหรู’ กับท่านลุง ‘จางเสิ่น’ ที่มีที่ดินติดกันซึ่งกำลัง ‘หิ้ว’ ปลาเค็มมาฝากเพื่อผูกมิตรกันเอาไว้ตามประสาคนบ้านใกล้ชิดติดกัน
“อ้าวท่านป้าจาง ข้าหายสบายดีแล้วเจ้าค่ะนั่นถืออันใดมามากมาย”
หญิงสาวหันไป ‘ผูกมิตร’ กับอีกฝ่ายก่อนจะเดินตรงไปพูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสดใสใบหน้ายิ้มแย้มจนท่านป้าจางเชื่อสนิทใจว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นคงหายป่วยแล้วจริง ๆ เพราะหลายวันก่อนที่นางแวะไปเยี่ยมอีกฝ่ายถึงในเรือนนั้นร่างกายนี้ซีดเผือดราวกับคนใกล้ตายก็มิปาน
“ปลาเค็มน่ะแม่นางเผย เห็นเจ้าเพิ่งย้ายมาแล้วยังมีเด็กเล็ก เจ้าเองก็ป่วยอีกด้วยกินปลาเค็มย่อมไม่แสลงไข้”
“ขอบคุณท่านป้าจางอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
เผยหว่านอีเร่งเดินไปเชิญท่านป้าจางมานั่งที่หน้าบ้านพักขนาดกลางในหมู่บ้านแห่งนี้ จากนั้นนางก็จัดการไปค้นหาใบชามาต้มแล้วจึงเทใส่ถ้วยให้ท่านป้าจางพร้อมขนมที่มีติดบ้านไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การผูกมิตรนั้นสำคัญมากเผยหว่านอีจึงทุ่มเทไม่ขี้เหนียว เพราะชีวิตเดียวดายเพียงสามแม่ลูกอย่างไรก็ต้องหา ‘พรรคพวก’ ให้ได้มากที่สุด
“ขออภัยเถิด ทราบว่าเจ้าเพิ่งหย่าขาดจากสามีมา หากมีสิ่งใดอยากให้ตาเฒ่ามาช่วยเหลือก็อย่าได้เกรงใจนะแม่นางเผย”
ท่านป้าจางนั้นนับว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง พอทราบจากปากมารดาที่ตาบอดของหญิงสาวตรงหน้า ไหนจะยังมีเด็กน้อย ‘หว่าหวา’ สุดแสนจะน่ารักน่าชัง นางก็อดจะเห็นใจสาวงามทว่าชะตาอาภัพเสียมิได้
“ขอบคุณท่านป้าจางอย่างยิ่งเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้คงยังไม่มีสิ่งใดรบกวนท่านลุงจาง แต่พอดีหว่านอีนั้นกำลังต้องการแผงขายของในตลาดสุ่ยโจว มิทราบว่าท่านป้าจางมีที่ใดทำเลดีเยี่ยมจะแนะนำหรือไม่เจ้าคะ”
หาช่องทางจากคนใกล้ตัวและในพื้นที่ย่อมดีแน่นอนที่สุดแล้ว ซึ่งก็นับว่าเผยหว่านอีถามได้ถูกคนอย่างยิ่ง ดังนั้นในช่วงสายท่านป้าจางก็พานางไปพบกับ ‘ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน’ แซ่ถานนามว่าเต๋อ ท่านเจ้าบ้านถานเต๋อนั้นรู้จักคนกว้างขวาง พอเจอคำป้อยอของท่านป้าจางเข้าไปอีกสุดท้ายเผยหว่านอีก็ได้แผงด้านหน้าร้านขายสมุนไพร ‘เสวียน’ ที่ฝั่งตรงกันข้ามเป็นโรงเตี๊ยม ‘เฉิงฟู่’ ของคนแซ่เฉิงซึ่งนับว่าร่ำรวยไม่น้อยในสุ่ยโจวแห่งนี้ ดังนั้นวันนั้นทั้งวันของแม่ลูกแซ่เผยจึงเดินกันเสียปวดน่องปวดเท้ากันไปอีกหนึ่งวัน
“นางงดงามสมกับเป็นสตรีเมืองหลวงเสียจริง บุรุษผู้เป็นสามีก็ช่างตาต่ำเสียยิ่งกว่าตาตุ่มทอดทิ้งภรรยางดงามกับลูกสาววัยน่ารัก หากเป็นบุตรชายของข้าหน่อยมิได้จะเอาสากตำข้าวฟาดศีรษะมันให้ตายกันไปข้าง”
หลังจากที่กลับมาเข้า ‘สมาคม’ ประจำหมู่บ้าน ‘เหิงเตี่ยน’ ซึ่งใกล้ชิดติดกับตัวเมืองและตลาดของสุ่ยโจวไม่ถึงสามสิบลี้นางจางซื่อหรือก็คือ ‘ท่านป้าจาง’ ที่บุตรชายของนางนั้นเพิ่งจะแต่งงานออกเรือนไป หาไม่แม่นางเผยหว่านอีหญิงหม้ายที่ทั้งงดงามและขยันขันแข็งแถมยังมีหัวการค้าเช่นนี้ นางคงยากจะปล่อยให้หลุดมือไป ถึงจะมีลูกติดมาหนึ่งนางก็นับเป็นกำไรเพราะเผยหว่าหวานั้นช่างเป็นเด็กหน้าตาผิวพรรณดีแถมยังเลี้ยงง่ายไม่ดื้อไม่ซน คิดมาถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจทิ้งเฮือก ๆ เพราะเสียดายเผยหว่านอีจริง ๆ
"เป็นเช่นไรบ้างหว่านอี"
นางเฉียวซื่อนั้นรอฟังข่าวอยู่ที่เรือนพลางถอนหญ้าเตรียมทำแปลงผักรอไปด้วย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าในยามกลางวันดวงตาของนางยังพอเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง กับอาศัยว่านางเป็นเช่นนี้หลายปีความคุ้นเคยย่อมมี นางจึงยังพอช่วยเหลือตนเองและทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในยามกลางวันได้อยู่บ้าง
"ได้แผงขายทำเลดีทีเดียวเจ้าค่ะ ด้านหลังเป็นร้านขายสมุนไพร ส่วนด้านหน้าเป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ ถัดไปก็ยังมีหอคณิกา ร้านขายข้าวของที่สำคัญก็มากในตรอกนั้น"
เผยหว่านอีนั้นทรุดกายลงนั่งลงมือช่วยมารดาทำแปลงลงผักบุ้งจีนก่อนเป็นอันดับแรก พลางก็พูดคุยเล่าถึงหน้าร้านที่ตนเองไปดูและวางเงินค่าเช่าไปครึ่งหนึ่งพร้อมทำสัญญาเรียบร้อยกันจะถูกโกง เพราะในยุคสมัยของเดือนจรัสนั้นเชื่อถือได้มีเพียงหนังสือสัญญาเท่านั้น นางจึงเรียกหาก่อนวางเงินมัดจำทันที
"แล้ววันนี้คงยังไม่ได้ฝึกทำกระมัง?"
นางเฉียวซื่อเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังใช้คราดตีดินเพื่อให้ร่วนและง่ายต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ผักต่าง ๆ ที่เผยหว่านอีซื้อมา ทั้งผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง นอกจากนั้นยังมีผักกาดหัวหรือหัวไชเท้า แตงกวา แคร์รอต และเมล็ดพันธุ์พริกอ่อนที่ผู้เป็นบุตรสาวซื้อมาเพิ่มอีกด้วย ด้านเผยหว่านอีก็หันมาช่วยมารดาเตรียมดินต่อทันที เพราะยามนี้ยังไม่มืดค่ำเท่าใดนัก เพียงจะเพิ่งต้นยามเว่ยเท่านั้นเอง
"วันนี้เราช่วยกันปลูกผักก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ พรุ่งนี้จึงค่อยว่ากันใหม่ ที่ดินด้านนั้นยังว่างท่านแม่ว่าเราจ้างท่านลุงจางมาปลูกกระท่อมเป็นเล้าเป็ดเพื่อเลี้ยงเป็ดกับเลี้ยงไก่เอาไว้กินไข่ดีหรือไม่เจ้าคะ"
“ดี...ดี...หว่าหวาชอบกินไข่ตุ๋นเจ้าค่ะ”
เผยหว่าหวาตบมือแปะ ๆ เห็นดีเห็นงามตอบแทนท่านยายของตนเองก่อนเสียอีก ทำให้สองสตรีต่างวัยอดจะต่างคนต่างแย้มยิ้มน้อย ๆ เสียมิได้ ชีวิตพวกนางหลุดพ้นมาจากสกุลเจียงนับว่าก้าวขึ้นสวรรค์มาครึ่งทางแล้ว
นางเฉียวซื่อยังจดจำวันที่เจียงซู่ข่มขู่ให้บุตรสาวของนางนั้นยอมหย่าขาดให้ได้เป็นอย่างดี วันนั้นเผยหว่านอีที่ไม่เคยลำบากถึงจะเป็นบุตรีที่กำเนิดจากอนุภรรยาแต่เผยไท่เว่ยก็เอ็นดูสองพี่น้องฝาแฝดมาก เพียงแต่แผ่นดินหนานฉู่นั้นฝาแฝดที่เป็นสตรีหากคนพี่แต่งกับบุรุษใดคนน้องก็จะต้องตบแต่งไปด้วย และทั้งคู่จะต้องอยู่ในตำแหน่งฮูหยินเอก
ดังนั้นต่อให้เผยหว่านหนิงตายจากไป แต่เผยหว่านอีก็ยังคงเป็นฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพเจียงซู่เช่นเดิม วันนั้นเพราะนางไม่เคยลำบากจึงไม่ยินยอมหย่าขาด ต่อให้เจียงซู่นั้นจะทุบตีนาง รวมไปถึงตัวของนางเฉียวซื่อเองด้วย ไม้โบยถูกโบยลงมาบนหลังทั้งคู่จนสลบแต่ก็ถูกน้ำสาดจนฟื้นขึ้นมาใหม่
ทว่าสุดท้ายที่เผยหว่านอียินยอมก็เพราะเจ้าบุรุษสารเลวเจียงซู่ผู้นั้นเอาคมดาบไปจดจ่อที่ลำคอเรียวเล็กของเด็กน้อยหว่าหวา ถึงมิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดแต่เผยหว่านอีเลี้ยงเด็กน้อยมาตั้งแต่พ้นครรภ์ของพี่สาว ความรักความผูกพันย่อมมิแตกต่างจากมารดาโดยแท้ นางยินยอมหย่าขาดแล้วก็ถูกจับโยนขึ้นรถม้ามาทั้งที่ร่างกายบอบช้ำอย่างแสนสาหัส
ความใจดำอำมหิตของบุตรเขยนางเฉียวซื่อจดจำยากจะลืมเลือน ดังนั้นวันนี้มีบ้านหลังเล็กกับที่ดินเท่าฝ่ามือ แต่พวกนางกลับรู้สึกอยู่แล้วยังมีความสุขกว่าจวนหรือคฤหาสน์หลังโตของทั้งสกุลเจียงและสกุลเผยมาก
“เอาตามที่เจ้าคิดก็ดีเช่นกัน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้ย่อมดี มีผักแล้วมีเป็ดมีไก่ก็ประหยัดค่าอาหารได้ไม่น้อย จริงสิเจ้าได้ตรวจดูสินเดิมบ้างหรือไม่ว่ายังมีเงินทองและของมีค่าอันใดที่บิดาเจ้ามอบมาให้”
พอนางเฉียวซื่อเอ่ยถามขึ้นมา เผยหว่านอีก็เพิ่งนึกได้ว่าตนเองและพี่สาวฝาแฝดต่างยังมีหีบสินเดิมมาคนละสองหีบที่นับจากแต่งเข้าจวนสกุลเจียงไปพวกนางเองก็แทบจะลืมสิ้นเพราะต่างก็มีมารดาสามีที่ดี นางไม่เคยให้สองฝาแฝดต้องลำบากเงินทองขาดมือ แต่ในวันที่จะจากมา ถึงมารดาของสามีผู้นั้นจะมิอาจมีปากมีเสียงอันใดมากก็ยังแอบมอบตั๋วเงินให้นางติดกายมาจับจ่ายระหว่างเดินทาง รวมไปถึงที่ดินกับบ้านหลังนี้อีกด้วย นับว่าในหมู่คนเลวก็ยังพอจะมีคนดีมากเมตตาช่วยเหลือนางกับลูกสาวและมารดาพิการอยู่บ้าง
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น
“เอาละๆ เจ้าไปตามสองคนทางนั้นแล้วพาพวกเขากลับไปนอนเถอะปล่อยเสด็จพ่อของเจ้าเอาไว้กับเสด็จอานี่แหละ” หานเฟยฉีจำเป็นต้องห้ามทัพระหว่างพ่อลูกคู่เหมือนนี้เสียก่อนที่พี่ชายจะเอ่ยวาจาไม่ชวนฟังไม่ถนอมน้ำใจคนฟังออกมาให้หลานชายคนโตนั้นต้องคิดมากเพิ่มขึ้นไปอีกจากแต่เดิมหานเว่ยเหยานั้นก็สงบปากสงบคำแต่กลับเก็บทุกคำพูดของบิดาไปคิดมากอยู่เสมอ“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยเชียวมันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันถึงมาทำทีท่าทางแบบนั้นใส่คนเป็นพ่อแบบข้าเช่นนี้หึ!” หานเฟยหลงเอ่ยวาจาใส่อารมณ์เต็มที่ยังดีที่เสียงร้องรำทำเพลงภายในงานเลี้ยงนั้นดังมากทหารทั้งหลายจึงไม่ทันได้ยินคำพูดและน้ำเสียงไร้สาระเช่นนี้ออกจากปากของนายเหนือหัวของพวกเขาหาไม่ทุกคนคงแปลกใจกันแย่เท่านั้นว่าที่แท้ฮ่องเต้ของพวกตนก็ยังมีมุมเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน“พี่รองปกติการเป็นองค์ชายก็ไม่ง่ายอยู่แล้วเพียงแต่พวกเราทั้งสามคนนั้นโชคดีเกิดมามีเสด็จแม่คนเดียวกันและยิ่งโชคดีอีกชั้นเพราะเสด็จพ่อรักเสด็จแม่แต่ขนาดนั้นชีวิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะง่ายดายแล้วท่านคิดว่า อาเหยาที่เกิดมามารดาของเขาก็ตายจากไปทันทีนั้นเติบโตมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ” “……” เป็น
ตอนที่39งานเลี้ยงฉลองปีใหม่มาถึงแล้วเจ้าสองแฝดนั้นเลิกงอแงเอะอะลืมตาขึ้นมาก็แผดเสียงกรีดร้องจ้าดังก้องไปทั่วจวนอีกแล้วฉางเซินและเฉินเซียวไม่ติดมารดาและติดเต้านมของจวงฉีเยว่มากมายเหมือนช่วงแรกคลอดอีกแล้วดังนั้นแล้วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่นี้นายหญิงของซ่างหานจึงลงไปควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกินได้อย่างเต็มที่ทำให้ปีนี้เป็นงานเลี้ยงที่อบอุ่นและอิ่มหนำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือครอบครัวของพวกเขา“ลำบากเจ้ามากจริงๆ นะฉีเยว่” หานเฟยหลงมองดูบรรยากาศโดยรอบก็อดจะกล่าววาจาชื่นชมและขอบอกขอบใจจวงฉีเยว่ไม่ขาดปากเสียมิได้เพราะผู้ใดจะทราบดีไปกว่าเขาและหานเฟยฉีบ้างว่าขวัญและกำลังใจของทหารก่อนออกรบนั้นสำคัญมากเพียงใดดังนั้นพอในวันนี้จวงฉีเยว่เข้าใจและทำทุกสิ่งโดยอ้างอิงคิดถึงครอบครัวทหารไม่ว่าจะยศต่ำเพียงใดหญิงสาวล้วนใส่ใจเท่าเทียมกันจึงทำให้ฮ่องเต้หนุ่มตื้นตันใจกับทุกสิ่งที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้จริงๆ“ฝ่าบาทกล่าวเกรงใจไปแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันทำไปก็เพียงคิดว่านี่คือการฉลองปีใหม่ภายในครอบครัวเพียงแต่ครอบครัวของพวกเราออกจะใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ‘ครอบครัว’ คำนี้หากฟังจากผู้อื่นคงไม่รู้สึก







