Se connecterตลอดช่วงบ่ายนั้นสามชีวิตต่างช่วยกันเพาะเมล็ดพันธุ์ผักทั้งหมดลงแปลงจนเสร็จเรียบร้อย มีเพียงแตงกวาเท่านั้นที่เผยหว่านอีกนำไปหยอดลงหลุม ชีวิตของนางในวันนี้เริ่มมีความหวังมากขึ้น หลังมื้อค่ำนั้นหญิงสาวส่งทั้งมารดาและบุตรสาวเข้านอนเรียบร้อยจึงไปค้นเอาหีบสี่ใบที่อยู่ใต้เตียงออกมา คิดทบทวนครู่ใหญ่ว่านางเก็บกุญแจไขเปิดเจ้าหีบสี่ใบนี้เอาไว้ที่ใด
สุดท้ายจึงนึกออกว่าอดีตเผยหว่านอีนั้นนางคาดหวังเก็บสินเดิมทั้งของตนเองและพี่สาวฝาแฝดเอาไว้มอบให้แก่เผยหว่าหวา นางจึงนำกุญแจทั้งสี่ดอกนั้นทำเป็นสร้อยคอของเด็กหญิงตัวน้อย นางเดินไปจับดูที่สร้อยบนลำคอของบุตรสาวก็พบมันจริงเสียด้วย
“ขออภัยนะแม่นางทั้งสอง แต่ข้ามิได้ตั้งใจนำไปใช้จ่ายโดยไร้ประโยชน์ ตั้งใจนำเงินทองและทรัพย์สินทั้งหมดมาต่อยอดเท่านั้น”
นางนึกไปถึงวิญญาณคนตายทั้งสองที่เป็นเจ้าของสินเดิมทั้งสี่หีบนี้ ขยับดึงออกมาแล้วจึงไขเปิดออกดูทีละใบซึ่งภายในหีบนั้นหลัก ๆ แล้วล้วนก็เป็นเงินกับทองทั้งสิ้น ทั้งยังมีสร้อยไข่มุก และสร้องทองอีกจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย นับแล้วร่วมสามหมื่นตำลึงเงินกับสองพันตำลึงทอง ดวงตาเรียวสวยราวดวงตาหงส์ปิดลงแล้วระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเป็นที่สุด อย่างน้อยนางก็มีทุนมากพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างไม่ลำบากเช่นผู้อื่น จะยุคใดสมัยไหนหากมีเงินและทองก็ยากจะลำบากทั้งสิ้น
บัดนี้หากนับรวมสินเดิมด้วยนางก็มีเงินขวัญถุงสำรองในยามยากมากร่วมเป็นเงินแล้วเกือบสี่หมื่นตำลึงเงินเลยทีเดียว ดังนั้นพรุ่งนี้นางจะลองไปจ้างคนมาถางหญ้าในที่ดินรกร้าง แบ่งส่วนหนึ่งปลูกข้าวเอาไว้กินเอง ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผักเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่พร้อมทั้งสุกร นั่นย่อมเป็นแนวทางสำหรับที่ดินไม่มากแต่พออยู่พอกินเช่นคำกล่าวที่ว่ากินอยู่อย่างพอเพียง
โฉนดที่ดินถูกกางออกดูอีกครั้ง ค่อยสบายใจที่มันยังเป็นชื่อของนางเอง ฝ่ายอดีตสามีกับคนสกุลเจียงยากจะมาวุ่นวายด้วยได้อีกแล้ว ส่วนแผงที่ไปเช่าเอาไว้นางก็จะค้าขายเลี้ยงชีพไปด้วย ยุคใดสมัยไหนการยืนด้วยลำแข้งของตนเองนั้นมันย่อมดีกว่าที่นางจะไปฝากชีวิตเอาไว้กับบุรุษที่เรียกตนเองว่า ‘สามี’ เพราะไอ้บุรุษบางคนมันก็เป็นเพียงสามีจริง ๆ ด้านอื่นยากจะพึ่งพาได้ ดังนั้นนับจากนี้นางจะต้องคิดพึ่งพาตนเองให้มาก
คืนนั้นหญิงสาวก็ทำเช่นคืนก่อนคือพอนางจะนอนก็ปลุกบุตรสาวขึ้นมาและพานางออกไปฉี่อีกรอบ จากนั้นพอจวบจนถึงยามเช้าเผยหว่าหวานั้นก็ไม่ฉี่ใส่ที่นอนอีกเป็นคืนที่สอง
“เดี๋ยวท่านแม่บอกเครื่องปรุงมาได้เลยเจ้าค่ะ หว่านอีจะจดแล้วไปซื้อของมาฝึกทำ” ซึ่งก่อนที่นางจะไปตลาดก็แวะไปเยือนยังเรือนของสกุลจาง พูดคุยสอบถามถึงการจะจ้างแรงงานมาถางผืนดินที่รกร้างให้โล่งเตียนเพื่อจะได้ปลูกข้าวและพืชผักรวมไปถึงการขุดบ่อปลาอีกด้วย
ซึ่งก็ไม่ผิดหวังสองผู้เฒ่านั้นนับว่าเป็นคนกว้างขวางในหมู่บ้านเหิงเตี่ยนแถบนี้ ท่านทั้งสองแนะนำหญิงสาวได้หมดว่าต้องจ้างผู้ใดจึงจะเหมาะสมกับงานที่จะทำ ดังนั้นกว่าสองแม่ลูกแซ่เผยจะได้ของและคนครบก็เลยยามอู่ไปเล็กน้อยจึงกลับถึงบ้านหลังน้อยของพวกนาง
“ท่านป้าจางกับท่านลุงจางนี้ช่วยข้าได้มากทีเดียวเจ้าค่ะท่านแม่”
ระหว่างจัดข้าวของที่ซื้อมาและไม่ลืมซื้อสาลี่กับแอปเปิลมาฝากสองสามีภรรยาสกุลจาง โดยได้ไหว้วานให้เผยหว่าหวาเป็นคนเอาผลไม้ดังกล่าวไปให้แก่ท่านสองผู้เฒ่าแซ่จาง ซึ่งเด็กวัยนี้หากให้เขาได้มีส่วนร่วมบ้างจะยิ่งทำให้พัฒนาการทั้งทางด้านสมองและอารมณ์เจริญเติบโตได้สมวัย นางทราบว่าเด็กหญิงรู้ความดีในวันที่บิดาของนางเอาคมดาบจดจ่อไปที่ลำคอน้อย ๆ นั้นเด็กน้อยเสียขวัญเพียงใด
คนเช่นเจียงซู่นั้นอย่าได้กล่าวถึงการเป็นสามีที่ดี แม้นแต่บิดาที่ดีคนเช่นเขาก็มิอาจเป็นได้ นางคิดสงสารฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่ผู้นั้นเสียจริงที่หน้ามืดตามัวเห็นผีเน่าเป็นเทพเซียนไปได้ หากไร้บิดาของสองฝาแฝดผลักดันเจ้าคนชั่วหรือจะได้มีผลงานจนไปเข้าตาฮ่องเต้ แล้วสุดท้ายบิดาเจ้าของร่างนี้ตายทว่าความสงสัยยังติดตรึงว่าที่แท้ตายลงเพราะ ‘ศึกนอก’ หรือเป็น ‘คนใน’ กันแน่ที่แอบสังหารเผยไท่เว่ยแล้วฮุบผลงานทั้งหมดหวังให้ตนเองได้เป็นใหญ่!
ยิ่งคุณชายใหญ่เผยสมองเฉื่อยชาจะเท่าทันสองพ่อลูกสกุลเจียงไปได้อย่างไร ทุกวันนี้ทุกอย่างในสกุลเผยยามสิ้นเผยไท่เว่ยก็สิ้นความรุ่งเรืองทันควัน กลับเป็นสกุลเจียงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา เจียงซู่วัยเพียงสามสิบเอ็ดปีก็ต้องขึ้นมานั่งแทนตำแหน่งพ่อตาเป็นเจียงไท่เว่ยเสียแล้ว ถึงเดือนจรัสจะเป็นเด็กสาววัยเพียงสิบหกปีแต่การถูกลุงกับป้าสะใภ้โกงกินจนสมบัติของนางไม่เหลือ อย่ากล่าวถึงบ้านที่ดินและเงินทอง แม้แต่ชีวิตของนางเองก็จบสิ้นเช่นกัน ดังนั้นจะกล่าวว่านางมองโลกในแง่ร้ายก็น้อมรับไม่ปฏิเสธเลยเพราะนางเจอกับตัวมาแล้ว
“ท่านแม่! ท่านยาย!”
เด็กหญิงหายไปครู่ใหญ่ก็วิ่งตุบตับกลับมาทำเอาเผยหว่านอีต้องกางแขนออกโอบอุ้มเด็กน้อยก่อนที่เรือนกายน้อยนั้นจะล้มโครมลงไปนอนวัดพื้นเข้าเท่านั้น
“ระวังหน่อยหว่าหวาประเดี๋ยวจะหกล้มเอาได้”
“ขออภัยเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านยาย หว่าหวาดีใจมากไปหน่อย เมื่อครู่ท่านยายจางกับท่านตาจางชมว่าหว่าหวาเก่งมากจึงให้ไข่ไก่มาสามฟองเจ้าค่ะ ท่านแม่หว่าหวาอยากกินไข่ตุ๋น”
แต่อนิจจาเจ้าตัวน้อยวิ่งเร็วเกินไปจากไข่ไก่สามฟองจึงแตกเสียหนึ่งเหลือเพียงสองเท่านั้น เด็กน้อยเห็นเข้าก็จมูกแดงน้ำตาคลอเบ้าทันควัน จนเผยหว่านอีเอ็นดูยิ่งนักต้องพูดชื่นชมผสมปลอบขวัญอีกฝ่ายไปด้วย
“ไม่เป็นไรนะหว่าหวาคนเก่งสองฟองแม่ก็ตุ๋นได้ เพียงแต่คราวหน้าจงจำไว้นะลูกเปลือกไข่นี้มันบอบบางมาก เจ้าจะห่อให้แขนเสื้อแล้ววิ่งตุบตับเช่นวันนี้ไม่ได้”
นางเฉียวซื่อฟังเผยหว่านอีสั่งสอนบุตรสาวด้วยกิริยาอบอุ่นไม่ใช้อารมณ์ตนเองเป็นหลักเช่นอดีตก็ยิ้มออกมาเต็มปาก อย่างน้อยการได้พ้นมาจากสามีเห็นแก่ตัวเช่นเจียงซู่ก็ดีต่อสภาพจิตใจของทั้งบุตรสาวและหลานสาวของนางใช่น้อย
“มาช่วยแม่นวดแป้งกันดีกว่าเนอะ ไม่ต้องเสียใจไปเช่นไรมื้อค่ำนี้เราก็จะได้กินไข่ตุ๋นสูตรของแม่แน่นอน”
เสียงเราะเอิ๊กอ๊ากของเด็กหญิงผสานกันไปกับเสียงหัวเราะของหญิงชราและตามมาด้วยเสียงของหญิงสาวหนึ่งเดียวของบ้านดังออกมาเป็นระยะพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า ‘บ้าน’ จะหลังใหญ่หรือเล็กล้วนไม่สำคัญ หากแต่สำคัญว่าคนซึ่งอาศัยนั้นมีความสุขหรือไม่
พอตกค่ำซาลาเปาไส้หมูสับเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างน่ากินแถมกลิ่นยังหอมหวนยั่วนำลายใช่น้อยจนสามชีวิตอดจะชิมกันไปจนอิ่มเสียมิได้ พอกินกันจนอิ่มก็ได้เวลา ‘แจก’ ซึ่งสำหรับเผยหว่านอีนั้นมองว่ามันคือการ ‘หว่านเหยื่อ’ ลงไปก่อนจะได้ปลาขึ้นมาเป็นอาหาร บ้านใกล้ชิดติดกันได้ชิมซาลาเปาสูตร ‘เสี่ยวหว่า’ กันถ้วนหน้า ถึงไม่ใช่ทุกบ้านเพราะจำนวนที่ทำไม่มากพอแต่ก็ได้กันไปแปดในสิบส่วนเลยทีเดียว
“วันนี้นับว่าเจ้าสมกับเป็นสายเลือดสกุลเฉียวเชียวนาหว่านอี ฝีมือฝึกทำครั้งแรกออกมาดีเกินคาดทีเดียว”
พอทั้งสามมานั่งกินข้ามมื้อค่ำร่วมกันนางเฉียวซื่อก็อดจะชื่นชมบุตรสาวคนเดียวเสียมิได้ จากนั้นก็ต่างพูดคุยปรึกษากันถึงว่าพรุ่งนี้จะเป็นการลองทำหมั่นโถวกับขนมจีบไส้หมูไส้ปลาและไส้กุ้งกันเป็นลำดับถัดไป
…คำว่าหนึ่งหัวคิดมิสู้หลายหัวช่วยกันคิดช่วยกันทำมิเกินจริงเลยสินะ….
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น
“เอาละๆ เจ้าไปตามสองคนทางนั้นแล้วพาพวกเขากลับไปนอนเถอะปล่อยเสด็จพ่อของเจ้าเอาไว้กับเสด็จอานี่แหละ” หานเฟยฉีจำเป็นต้องห้ามทัพระหว่างพ่อลูกคู่เหมือนนี้เสียก่อนที่พี่ชายจะเอ่ยวาจาไม่ชวนฟังไม่ถนอมน้ำใจคนฟังออกมาให้หลานชายคนโตนั้นต้องคิดมากเพิ่มขึ้นไปอีกจากแต่เดิมหานเว่ยเหยานั้นก็สงบปากสงบคำแต่กลับเก็บทุกคำพูดของบิดาไปคิดมากอยู่เสมอ“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยเชียวมันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันถึงมาทำทีท่าทางแบบนั้นใส่คนเป็นพ่อแบบข้าเช่นนี้หึ!” หานเฟยหลงเอ่ยวาจาใส่อารมณ์เต็มที่ยังดีที่เสียงร้องรำทำเพลงภายในงานเลี้ยงนั้นดังมากทหารทั้งหลายจึงไม่ทันได้ยินคำพูดและน้ำเสียงไร้สาระเช่นนี้ออกจากปากของนายเหนือหัวของพวกเขาหาไม่ทุกคนคงแปลกใจกันแย่เท่านั้นว่าที่แท้ฮ่องเต้ของพวกตนก็ยังมีมุมเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน“พี่รองปกติการเป็นองค์ชายก็ไม่ง่ายอยู่แล้วเพียงแต่พวกเราทั้งสามคนนั้นโชคดีเกิดมามีเสด็จแม่คนเดียวกันและยิ่งโชคดีอีกชั้นเพราะเสด็จพ่อรักเสด็จแม่แต่ขนาดนั้นชีวิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะง่ายดายแล้วท่านคิดว่า อาเหยาที่เกิดมามารดาของเขาก็ตายจากไปทันทีนั้นเติบโตมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ” “……” เป็น
ตอนที่39งานเลี้ยงฉลองปีใหม่มาถึงแล้วเจ้าสองแฝดนั้นเลิกงอแงเอะอะลืมตาขึ้นมาก็แผดเสียงกรีดร้องจ้าดังก้องไปทั่วจวนอีกแล้วฉางเซินและเฉินเซียวไม่ติดมารดาและติดเต้านมของจวงฉีเยว่มากมายเหมือนช่วงแรกคลอดอีกแล้วดังนั้นแล้วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่นี้นายหญิงของซ่างหานจึงลงไปควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกินได้อย่างเต็มที่ทำให้ปีนี้เป็นงานเลี้ยงที่อบอุ่นและอิ่มหนำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือครอบครัวของพวกเขา“ลำบากเจ้ามากจริงๆ นะฉีเยว่” หานเฟยหลงมองดูบรรยากาศโดยรอบก็อดจะกล่าววาจาชื่นชมและขอบอกขอบใจจวงฉีเยว่ไม่ขาดปากเสียมิได้เพราะผู้ใดจะทราบดีไปกว่าเขาและหานเฟยฉีบ้างว่าขวัญและกำลังใจของทหารก่อนออกรบนั้นสำคัญมากเพียงใดดังนั้นพอในวันนี้จวงฉีเยว่เข้าใจและทำทุกสิ่งโดยอ้างอิงคิดถึงครอบครัวทหารไม่ว่าจะยศต่ำเพียงใดหญิงสาวล้วนใส่ใจเท่าเทียมกันจึงทำให้ฮ่องเต้หนุ่มตื้นตันใจกับทุกสิ่งที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้จริงๆ“ฝ่าบาทกล่าวเกรงใจไปแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันทำไปก็เพียงคิดว่านี่คือการฉลองปีใหม่ภายในครอบครัวเพียงแต่ครอบครัวของพวกเราออกจะใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ‘ครอบครัว’ คำนี้หากฟังจากผู้อื่นคงไม่รู้สึก







