Se connecterภายในห้องครัวนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่พอจะให้กินได้เลย กู้หวั่นหนิงเปิดดูจนทั่วก็พบว่ามีเพียงข้าวสารอยู่สามกำมือเท่านั้น คงจะพอนำมาหุงเป็นข้าวต้มได้ นอกจากนั้นก็มีผักดองที่ดูแล้วยังพอจะกินได้ แต่ทางที่ดีนางควรนำมันมาลวกด้วยน้ำเดือด ๆ ก่อนจะดีกว่า
เอาละ วันนี้นางสมควรจะต้องออกไปยังตลาดเพื่อจับจ่ายกับข้าวและข้าวสารมาเตรียมเอาไว้กินในวันต่อ ๆ ไปเสียแล้ว อีกสิ่งหนึ่งให้นางปลูกผักไว้กินในครอบครัวนั้นพอไหว หากแต่ให้นางปลูกขายด้วยแล้ว นางก็คิดว่าด้วยกำลังของตนเองแล้วนั้นคงไม่อาจถึกทนได้ถึงเพียงนั้น อีกทั้งคงจะยากเกินที่นางจะทำได้ไหว
ไปท่องเที่ยวตลาดอาจจะพอได้ลู่ทางทำมาหากินเอาชีวิตรอดได้บ้าง เพราะข้ามภพมาทั้งทีไม่ใช่จะมาเป็นนางเอกสวยครบสูตรเช่นในซีรีส์ ทว่านางต้องกลายเป็นหญิงหม้ายไม่พอ ยังมีลูกติดและมารดาตาบอดพ่วงมายิ่งกว่ารถพ่วงยี่สิบแปดล้อเสียอีก หากมีชีวิตเพียงคนเดียวอาจจะง่ายกว่านี้ แต่นี่…
“จื่อจิงพาท่านยายมากินข้าวกัน วันนี้มีเพียงข้าวต้มกับแตงกวาดองเท่านั้น”
ถ้วยข้าวต้มแลเห็นควันลอยกรุ่นทั้งสามถ้วยก็ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะอาหารกลางห้องโถว พร้อมกับถ้วยแตงกวาดอง และหัวไชเท้าดองเค็มวางเป็นกับข้าวเพียงหนึ่งถ้วยเท่านั้น หึ!…นี่คืออาหารมื้อแรกของนางกับชีวิตใหม่ แต่คิดย้อนกลับไปสามเดือนบนเตียงคนพิการติดเตียงมันทรมานกว่ามาก ดังนั้นมื้อนี้ได้กินข้าวต้มร้อน ๆ กับผักดอง ก็ไม่ได้แย่เลย อาจนับว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดในรอบสามเดือนของนางแล้ว
“ท่านแม่เจ้าคะ ประเดี๋ยวข้ากินข้าวเสร็จแล้วจะไปตลาดกับจื่อจิง ท่านแม่จะไปกับข้าหรือสะดวกใจจะรออยู่ที่บ้านเจ้าคะ”
กู้หวั่นหนิงในวันนี้สอบถามคนเป็นมารดาอย่างระมัดระวัง เพราะนางเองก็เคยตกอยู่ในสภาพคนพิการป่วยหนักติดเตียงมาก่อนย่อมเข้าใจมารดาที่อยู่ในโลกมืดดี
“เจ้าไปกับจื่อจิงเถิด ข้าจะอยู่ที่เรือนเอง อยากอยู่คอยเก็บกวาดและจัดห้องนอนให้สะดวกขึ้นอีกหน่อย”
หญิงชราต้องการอยู่จัดห้องให้กับตนเองมากกว่า เพราะถึงนางนั้นจะตามืดบอดแต่ก็ไม่ได้สนิท ยังพอแลเห็นภาพเลือนราง แลเห็นได้เป็นรูปร่างได้ เพียงแต่หากเป็นคนนั้นนางไม่อาจบอกได้ว่าเป็นสตรีหรือบุรุษ บอกได้เพียงว่าเป็นเด็กหรือคนโตเท่านั้น แลเห็นแสงได้พอประมาณ ซึ่งหากได้พบท่านหมอที่เก่งนางอาจกลับมาหายดี แต่บัดนี้ชีวิตตกต่ำถึงเพียงนี้ เงินทองที่มีต้องเก็บเอาไว้ต่อลมหายใจ และเลี้ยงปากท้องทั้งสามชีวิตให้ได้กินอิ่มต่อไป เรื่องรักษาจึงต้องยกเลิกไปเลย
“แต่ช่วยซื้อเมล็ดพันธุ์ผักพวกผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง และแตงกวามาให้ข้าด้วยก็ดีนะหว่านอี เราจะได้นำมาปลูกเอาไว้กินเอง พวกเป็ดและไก่เราซื้อเขาเอา”
เฉียวอิ๋น สตรีวัยห้าสิบนี้แท้จริงนางมิใช่มารดาอันแท้จริงของกู้หวั่นหนิง แต่นางคือพี่สาวฝาแฝดของเฉียวอิงซึ่งเป็นมารดาแท้จริงของกู้หวั่นหนิงและเผยหว่านหนิง ด้วยคลอดลูกแฝดนางที่เป็นเพียงอนุขาดการเอาใจใส่ สุดท้ายเฉียวอิงก็ตกเลือดตายเพียงคลอดกู้หวั่นหนิงได้เพียงหนึ่งชั่วยาม
ดังนั้นไม่ใช่มารดาก็เป็นดังมารดา ซึ่งกู้หวั่นหนิงและเผยหว่านหนิงเองก็มีโชคชะตาไม่แตกต่างจากมารดากับท่านป้าที่นางไม่เคยเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ท่านป้า’ แต่เรียกท่านแม่มาตลอด เพียงแต่พอแต่งงานออกมากับแม่ทัพแซ่จ้าวนามว่าเจียงเฉิน คนที่มีครรภ์กลับเป็นเผยหว่านหนิง จากนั้นนางก็มีครรภ์แฝดไม่ต่างจากมารดา แต่ที่ต่างก็คือนางคลอดออกมาได้เพียงจ้าวจื่อจิง พอกู้หวั่นหนิงหย่าขาดจากสามีแซ่จ้าว นางก็ให้จื่อจิงเปลี่ยนมาให้แซ่เผยเช่นเดียวกับตนเอง ไม่ยอมให้บุตรสาวไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุรุษชั่วช้าที่ทิ้งแม้นแต่บุตรสาววัยเพียงสี่ขวบปีได้ลงคอ
ซึ่งสำหรับเผยจื่อจิงจวบจนทุกวันนี้นางก็ทราบเพียงกู้หวั่นหนิงคือมารดาผู้ให้กำเนิด ส่วนเฉียวอิ๋นก็คือท่านยาย มิเคยทราบว่าแท้จริงทั้งมารดาและท่านยายแท้จริง รวมไปถึงผู้เป็นฝาแฝดคนน้องล้วนตายจากไปจนสิ้นแล้วซึ่งในอดีตกู้หวั่นหนิงไม่เปิดเผย ในวันนี้นางที่มาอยู่ในร่างนี้แทนอดีตของกู้หวั่นหนิงก็จะไม่เอ่ยความจริงชวนเจ็บปวดเหล่านั้นเด็ดขาด เด็กหญิงแก้มใสผู้นี้ถูกบิดาขับไล่ก็นับว่าอาภัพแล้ว หากทราบว่ากู้หวั่นหนิงเป็นเพียง ‘ท่านน้า’ นางคงเจ็บปวดเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
แคว้นชายแดนของหนานฉู่เช่น ‘สุ่ยโจว’ ด้วยมีอาณาเขตใกล้ชิดติดกับอาณาจักรยิ่งใหญ่เช่นต้าซ่งจึงนับว่าเป็นแคว้นที่เจริญไม่น้อย คนข้ามชายแดนไปมาเยอะอาจมากกว่าเมืองหลวงของหนานฉู่เสียอีก เด็กสาวเดือนจรัสในอดีตหรือบัดนี้คือกู้หวั่นหนิงมารดาลูกหนึ่งไร้สามีนั้นเดินท่องไปตามท้องถนนด้วยสายตาที่สนใจอย่างยิ่ง
นางไม่เก่งด้านปลูกผักทำฟาร์มเช่นนางเอกในนวนิยายจีนแปลที่เคยซื้อมาอ่าน แต่ในอดีตนางคิดว่าตนเองมีหัวทางด้านการค้ามากกว่า จำได้ว่าในวัยเด็กเมื่อครั้งที่คุณยายของเดือนจรัสยังมีชีวิตอยู่ท่านทำขนมเก่งมาก ตัวนางเองยังเคยช่วยนำขนมที่ท่านทำไปขายในโรงเรียนแล้วก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกำไร ถึงไม่มากแต่เด็กหญิงในวัยแปดถึงเก้าขวบก็ดีใจมากแล้ว
พอเดือนจรัสขึ้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งท่านก็จากไป แต่วิชาขนมหลายอย่างก็อยู่ในความทรงจำของเดือนจรัส ดังนั้นเมื่อได้มาอยู่ในร่างของกู้หวั่นหนิงสิ่งเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ เรียกว่านอกจากร่างกายที่เป็นของกู้หวั่นหนิงแล้วทุกสิ่งในความทรงจำล้วนเป็นของเดือนจรัสทั้งหมด
ดังนั้นนอกจากความทรงจำ เหตุการณ์สำคัญ รายละเอียดยิบย่อยเหมือนนางจะจดจำไม่ค่อยได้เท่าใด แต่ไม่กระทบกับชีวิตของนาง เดือนจรัสคิดว่าช่างมันเถอะ
“ท่านแม่ จื่อจิงกินน้ำตาลปั้นได้ไหมเจ้าคะ”
เด็กน้อยกับลูกอมขนมหวานมันของคู่กันอยู่แล้ว ดังนั้นไม่แปลกที่เผยจื่อจิงจะอยากกินน้ำตาลปั้นร้านข้างทางที่เพิ่งเพิ่งเดินผ่านมา
ภายในห้องครัวนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่พอจะให้กินได้เลย กู้หวั่นหนิงเปิดดูจนทั่วก็พบว่ามีเพียงข้าวสารอยู่สามกำมือเท่านั้น คงจะพอนำมาหุงเป็นข้าวต้มได้ นอกจากนั้นก็มีผักดองที่ดูแล้วยังพอจะกินได้ แต่ทางที่ดีนางควรนำมันมาลวกด้วยน้ำเดือด ๆ ก่อนจะดีกว่าเอาละ วันนี้นางสมควรจะต้องออกไปยังตลาดเพื่อจับจ่ายกับข้าวและข้าวสารมาเตรียมเอาไว้กินในวันต่อ ๆ ไปเสียแล้ว อีกสิ่งหนึ่งให้นางปลูกผักไว้กินในครอบครัวนั้นพอไหว หากแต่ให้นางปลูกขายด้วยแล้ว นางก็คิดว่าด้วยกำลังของตนเองแล้วนั้นคงไม่อาจถึกทนได้ถึงเพียงนั้น อีกทั้งคงจะยากเกินที่นางจะทำได้ไหวไปท่องเที่ยวตลาดอาจจะพอได้ลู่ทางทำมาหากินเอาชีวิตรอดได้บ้าง เพราะข้ามภพมาทั้งทีไม่ใช่จะมาเป็นนางเอกสวยครบสูตรเช่นในซีรีส์ ทว่านางต้องกลายเป็นหญิงหม้ายไม่พอ ยังมีลูกติดและมารดาตาบอดพ่วงมายิ่งกว่ารถพ่วงยี่สิบแปดล้อเสียอีก หากมีชีวิตเพียงคนเดียวอาจจะง่ายกว่านี้ แต่นี่…“จื่อจิงพาท่านยายมากินข้าวกัน วันนี้มีเพียงข้าวต้มกับแตงกวาดองเท่านั้น”ถ้วยข้าวต้มแลเห็นควันลอยกรุ่นทั้งสามถ้วยก็ถูกนำมาวางลงบนโต๊ะอาหารกลางห้องโถว พร้อมกับถ้วยแตงกวาดอง และหัวไชเท้าดองเค็มวางเป็นกั
บทนำบรรยากาศหนาวเย็นทำให้เดือนจรัสเริ่มรู้สึกตัวตื่นมาจากความทุกข์ทรมานที่ต้องอดทนนอนเป็น ‘ซากเน่า’ นับจากหนึ่งเดือนก่อนที่ป้าสะใภ้กับลุงได้ใช้เงินมรดกของเธอกันอย่างสบายมือ แต่กลับทอดทิ้งไม่ดูแลเธอผู้เป็นเจ้าของเงินทอง บ้านและ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยมานานนับเดือน"ท่านแม่...ท่านแม่..."เสียงหวานใสของเด็กหญิงวัยไม่น่าจะเกินห้าขวบดังมาจากดินแดนไกลแสนไกล เดือนจรัส เด็กสาวผู้ป่วยติดเตียงจะลุกนั่งหรือเดินยังไม่ได้จึงค่อย ๆ ขยับเปลือกตาลืมขึ้นมาอย่างเนิบช้า"ท่านแม่!...ท่านยายเจ้าคะ ท่านแม่ลืมตาขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ"...เสียงดังจากที่ไหนกัน?...นั่นคือสิ่งแรกที่เดือนจรัสพยายามนึก เพราะที่บ้านคุณลุงกับคุณป้าของเธอไม่มีเด็กเลยสักคน ทว่ายังไม่ทันหายสงสัย เด็กสาวที่ขนาดปลายนิ้วยังกระดิกเองแสนยากเย็น หากแต่ในเวลานี้เดือนจรัสกลับยกแขนยกมือขึ้นมาขยี้ตาได้อย่างสบายดวงตาที่ยังตื่นไม่เต็มตาจึงลืมโพลงขึ้นมาทันควัน จากนั้นไม่ใช่เพียงแขนแต่ขาสองข้างก็ยังขยับยกขึ้นมากอดหัวเข่าได้หรือขนาดเธอลองลุกขึ้นมานั่งเดือนจรัสก็ทำได้!?...นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?..."ท่านแม่ตื่นแล้ว หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำไหมเจ้าคะ"ภาพของเด็กหญิ







