Se connecterผ่านมาอีกเจ็ดวันนอกจากซาลาเปา หมั่นโถว ขนมจีบไส้ต่าง ๆ แล้วเผยหว่านอียังไปได้สูตรเกี๊ยวปลาและเกี๊ยวปูจากนางจางซื่ออีกด้วย ส่วนพื้นดินรกร้างก็เริ่มโล่งเตียนไปเกือบจะหมด ทางด้านรั้วบ้านก็เริ่มจะล้อมมิดชิดไปมากแล้ว ในใจของเผยหว่านอีนั้นที่คิดเอาไว้ก่อนสิ่งอื่นก็คือซ่อมแซมบ้านทั้งประตูหน้าต่างรวมไปถึงหลังคา กับจัดการทำรั้วบ้านให้แข็งแรงแน่นหนา เพราะหากนางออกไปขายของนางเฉียวซื่อผู้เป็นมารดาต้องอยู่ลำพังภัยร้ายอาจมาถึงตัวหญิงชราโดยมิทันระวัง ถึงจะผูกมิตรไว้ทั่วเหิงเตี่ยน แต่ทว่ารู้หน้ายากจะรู้ใจนางจึงไม่เคยวางใจผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากคนในครอบครัวของตนเองเท่านั้น
“หมดไปไม่น้อยแล้วกระมังหว่านอี?”
ไหนจะซ่อมแซมหลังคาที่มีรูรั่ว ไหนจะซ่อมประตูหน้าต่างตลอดจนล้อมรั้วรอบขอบชิด แล้วยังจ้างคนงานมาถางที่รกร้างเพื่อทำเป็นสวนผัก และแบ่งส่วนไปทำนาปลูกข้าว ซึ่งการปลูกข้าวที่สุ่ยโจวคือการหยอดเมล็ดข้าวลงดินรอให้ฝนตกข้าวจึงขึ้นแล้วชาวนาจึงค่อยมาถอนหญ้าดูแลนาข้าวต่อไปจวบจนเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวนั่นเลย แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายย่อมมากมายดังที่มารดาเอ่ยถาม
“เพื่อความปลอดภัยเจ้าค่ะท่านแม่ จ่ายมากหน่อยแต่แลกกับชีวิตพวกเรา ก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้วกับที่จ่ายไป ท่านแม่อย่าคิดมากเลย”
หญิงสาวเอ่ยกับมารดาแล้วบีบมือของท่าน นางเลือกใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์อย่างถึงที่สุด ซึ่งหกวันต่อมาทั้งบ้านและรั้วก็แข็งแรงดิบดี เผยหว่านอีจึงเข้ามาปรึกษากับนางเฉียวซื่อด้วยเห็นว่านี่ก็ผ่านมาร่วมเดือนแล้ว เห็นทีนางจะต้องออกไปขายของที่แผงได้แล้วซึ่งนอกจากจะมีขนมจีบ หมั่นโถว ซาลาเปา เกี๊ยวไส้ต่างกับขนมกุยช่ายแล้ว หญิงสาวยังคิดจะทดลองทำ ‘ผัดไทย’ สูตรของคุณยายของ ‘เดือนจรัส’ นั่นก็เพราะนางบังเอิญเจอกับ ‘มะขามเปียก’ เข้าแถมตอนไปเดินท่องเที่ยวในตลาดก็พบเจอเครื่องปรุงสำหรับทำ ‘ผัดไทย’ ทั้งจากเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก แล้วยังได้ ‘วุ้นเส้น’ ที่ทำจากเมล็ดถั่วเขียว เช่นนั้นแล้วภายในมื้อค่ำดังกล่าวบ้านเรือนโดยรอบก็ได้ชิมเป็นบุญปากวาสนาลิ้นกันถ้วนหน้า
“ฝีมือของนางเผยซื่อนี่ช่างเป็นสวรรค์ประทานมาให้ทดแทนชีวิตอาภัพถูกสามีทอดทิ้งเสียเป็นแน่”
ชาวบ้านที่ได้ชิมอาหารต่าง ๆ จากฝีไม้ลายมือของเผยหว่านอีมาเป็นเดือน และทราบว่าชีวิตของสามคนหนึ่งเด็กหญิงหนึ่งหญิงชราตาบอดและหนึ่งหญิงสาวนั้นดวงชะตาแสนอาภัพยิ่งนัก ด้วยเผยหว่านอีรวมไปถึงนางเฉียวซื่อไม่เคยปกปิดอดีตว่าก่อนมาอยู่ที่แห่งนี้นั้นพวกตนต้องผ่านอันใดมาบ้าง และนางยังมีผ้าผูกศีรษะอันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวหนานฉู่ว่าเผยหว่านอีนั้นกลับกลายเป็น ‘หญิงหม้าย’ ตั้งแต่อายุยังน้อยจนผู้คนต่างพากันเสียดายในความงดงามและความสามารถของนาง
“อาหารมื้อเช้าและมื้อเที่ยงข้าเตรียมเอาไว้ให้ท่านแม่แล้วนะเจ้าคะ”
ก่อนออกไปขายของวันแรกเผยหว่านอีทำอาหารเตรียมเอาไว้ให้มารดาที่ดวงตาในยามกลางวันนั้นพอจะมองเห็นเลือนรางอยู่ ก่อนจะนำอาหารเหล่านั้นจัดใส่ตู้กับข้าวที่หญิงสาวทำเอาไว้กันตัวแมลงวันมาวางไข่ในอาหาร มารดาสายตาเห็นเพียงเลือนรางย่อมไม่เห็นไข่ของแมลงวัน หากกินลงไปคงได้ท้องเสียเป็นแน่
“มิต้องห่วงข้าหรอก ท่านป้าจางกับท่านป้ารุ่ยพอตกสายเล็กน้อยก็ชอบแวะมานั่งคุยกับข้าแล้ว เจ้าเองกับเสี่ยวหว่าเถิดวันนี้เปิดร้านวันแรกแม่ขออวยพรให้การค้าของเจ้าขายดิบขายดีเจริญรุ่งเรืองนะอาหว่าน”
คำอวยพรใดเล่าจะดีเท่าคำอวยพรของมารดา เผยหว่านอีคุกเข่าลงไปโขกศีรษะกับพื้นที่ปลายเท้าของมารดาขอบคุณจากใจจริง เผยหว่าหวาเห็นมารดานั้นทำกับท่านยายเช่นนั้นเด็กหญิงที่ตื่นเต้นสำหรับวันแรกที่จะได้เป็น ‘แม่ค้าตัวน้อย’ สมใจหลังจากเตรียมตัวมาเสียหลายสิบวันจึงคุกเข่าลงไปและทำเลียนแบบมารดาเช่นกัน ปลายยามอิ๋นสองแม่ลูกแซ่เผยต่างก็ช่วยกันเข็นรถเข็นสองล้อที่เล็กกว่ารถลากเทียมวัวเทียมกระบือราวครึ่งหนึ่งตรงไปยังแผงในตลาดสุ่ยโจวที่นางได้เช่าและเพิ่งจ่ายค่าเช่าระยะยาวเป็นเวลาหกเดือน
กว่าจะถึงก็เข้าต้นยามเหม่าพอดี ช่วยกันจัดร้านอีกครึ่งชั่วยามก็พร้อมที่จะขาย ซาลาเปานึ่งร้อน ๆ ขนมจีบ เกี๊ยวปลา เกี๊ยวปู และเกี๊ยวหมูก็หอมกรุ่นฟุ้งกำจายเรียกลูกค้าให้เข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนผัดไทยนั้นหญิงสาวห่อใส่ใบบัวแล้วเรียกชื่ออาหารดังกล่าวว่า ‘ก๋วยเตี๋ยวผัดทรงเครื่อง’ ซึ่งสะดวกต่อการซื้อไปกินตามท้องไร่ท้องนา เหล่าคนในหมู่บ้านเหิงเตี่ยนที่เคยชิมมาก่อนหน้านี้ต่างก็แวะมาอุดหนุนสองแม่ลูกไปคนละห่อสองห่อ ส่วนซาลาเปา ขนมจีบ และหมั่นโถวรวมไปถึงเกี๊ยวไส้ต่าง ๆ ก็ขายได้เรื่อย ๆ สำหรับวันแรกขายหมดเกลี้ยงภายในปลายยามเฉินก็นับว่าไปเลวเลยทีเดียว
“ไปซื้อข้าวของกันเสี่ยวหว่า”
หลังจากเก็บกวาดร้านจนสะอาดเอี่ยม เกี๊ยวปลาหนึ่งห่อก็ถูกนำไปฝากให้แก่เถ้าแก่ร้านขายสมุนไพร ‘เสวียน’ อย่างต้องการ ‘ผูกใจ’ คนสูงวัยด้วยอาหารที่นางทำขาย คนเรามีน้อยย่อมให้ตามกำลังนั่นจึงทำให้ผู้ใหญ่เอ็นดู สิ่งเหล่านี้อดีตคุณยายของเดือนจรัสเคยสั่งสอนเด็กสาวมานับจากจำความได้ เถ้าแก่กับเถ้าแก่เนี้ยนั้นได้เกี๊ยวไส้ปลาและผัดไทยทั้งสองก็ดีอกดีใจจะจ่ายเงินให้เผยหว่านอีก็เร่งปฏิเสธทันควัน ดังนั้นท่านทั้งสองจึงหันไปให้เงินเล็กน้อยเป็นกำลังใจให้แก่เด็กหญิงแก้มกลมใสเป็นพวงสีของลูกท้อน่ารักน่าชัง จนสองสามีภรรยาที่ยังไม่มีหลานสักคนอดใจจะจับเอากายเล็กของเด็กหญิงมาโอบอุ้มฟัดจุมพิตพวงแก้มด้วยความชอบใจ
“หว่านอีจะไปซื้อของเจ้าก็ไปเถิด ปล่อยเสี่ยวหว่าเอาไว้กับพวกข้าที่ร้านนี่แหละ”
ใจความที่คนสองข้างถนนที่รถม้าของจวงฉีเยว่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเช่นนี้คำอวยพรเซ็งแซ่ จนสองฝาแฝด หานฉางเซิน และหานเฉินเซียวต่างก็ไม่ยอมนั่งลุกขึ้นไปเกาะหน้าต่างรถม้ามองดูต้นเสียงดังเอ็ดอึงเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกนั่นเอง จวงฉีเยว่ไม่คิดว่าตนเองจะมาถึงขั้นนี้เวลาสองปีไม่นานนักแต่ถามว่านางเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มันก็ไม่ขนาดนั้นเพราะทุกสิ่งนางเต็มใจทำและด้วยนิสัยไม่ชอบหยุดนิ่งเพราะในใจยังคิดถึงวันที่เคยทุกยากอยู่ในร่างกายที่พิการขยับเคลื่อนไหวไม่ได้มันทรมานมากเพียงใดรสชาติความขมขื่นนั้นนางจดจำไม่เคยลืมเลือนและจนตายนางก็มั่นใจยิ่งนักว่าตนเองจะลืมไม่ได้ในชาตินี้เสียงอวยพรนี้ยังดังกึกก้องส่งนางและลูกๆ ทั้งสามออกไปจนไกลจากกำแพงเมืองถึงหกลี้ก็ยังได้ยินแต่อาจเพราะนางเคยทุกสาหัสมาก่อนหรือไม่ก็เกินจะทราบแทนที่จะยินดีกับความสำเร็จนี้ของตนเองจวงฉีเยว่กลับดีใจและสุขใจได้ไม่ถึงที่สุดคล้ายกับว่าในซอกหลืบลึกลับภายในหัวใจของนางมันคอยเตือนว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้มีทุกข์เสื่อมทุกข์มีสุขวันใดก็เสื่อมสุขได้ในวันหนึ่งชีวิตมนุษย์เราเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้วไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ดังนั้นพอวันนี้มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้นางจึง
ตอนที่41 (อวสาน)หลังจากพิชิตหนานฉู่ได้แล้วอีกหนึ่งเดือนต่อมาขบวนรถม้ายิ่งใหญ่ก็ถูกส่งมารับชินหวางเฟยแห่งต้าซ่งจนถึงแคว้นเว่ยเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วแต่ตลอดร่วมสองปีที่จวงฉีเยว่มาอยู่แคว้นเว่ยในฐานะ ‘นายหญิง’ ของค่ายซ่างหานนางก็ทำเพื่อประชาชน สร้างคุณประโยชน์มากมายจนคนในแคว้นเว่ยถึงไม่เคยเห็นรูปโฉมของ ‘นายหญิง’ กลับเยินยอเสียโฉมงามหยดย้อยเกินเทพเซียนไปมากเพราะนางเป็นดังเทพธิดาแห่งธัญพืชเพาะปลูกพืชผัก ข้าวและผลไม้บำรุงกองทัพไม่พอยังเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านชาวเมืองจนสองปีผ่านพ้นบนท้องถนนแคว้นเว่ยไร้ขอทานและผู้ยากไร้ไปจนสิ้น ก็ล้วนเป็นนางคอยให้คำปรึกษากับท่านเจ้าเมืองของแคว้นเว่ยมิได้ขาดชาวบ้านจึงมีอาชีพไม่อดอยากยากไร้อีกต่อให้ไร้ที่ดินทำกินก็จะมีที่ดินของค่ายซ่างหานให้ได้ทำกินดังนั้นพอทุกคนทราบว่า ‘นายหญิง’ กำลังจะจากไปบางคนนั้นยินดีที่คนดีคนเก่งกำลังจะไปได้ดิบได้ดี หากแต่บางคนกลับไม่อยากสูญเสีย ‘เทพธิดา’ ของพวกเขาไป แต่พระราชโองการของฮ่องเต้ผู้ใดจะกล้าไปขัดขวางจึงทำได้เพียงออกมายืนส่งขบวนเสด็จของ ‘ชินหวางเฟยเฉียว’ ซึ่งเป็นจวงฉีเยว่ที่เลือกจะยืนหยัดใช้แซ่นี้ของฝ่ายมารดาเพื่อจะลำลึกถึงนางเฉี
“ฉีเยว่เอ๋ย นับจากนี้ต่อไปภาระอันหนักอึ้งตกลงมาใส่บ่าบอบบางของเจ้าแล้ว แต่ท่านแม่ผู้นี้ก็เป็นเช่นกับฮ่องเต้ ท่านแม่วางใจและเชื่อใจเจ้าว่าฉีเยว่ของเราจะเป็นท่านแม่ที่ดี เป็นท่านอาสะใภ้ที่มั่นคง และยิ่งว่ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นมารดาของแผ่นดิน เป็นภรรยาที่ดียิ่งให้แก่สามีได้ ท่านแม่ผู้นี้เชื่อใจเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าก็ต้องเชื่อใจตนเองด้วยเช่นกัน” นางเฉียวซื่อวางมือเหี่ยวย่นอันแสนจะสั่นเท่าลงบนบ่าบอบบางของบุตรสาวที่ต่อให้นางไม่ได้เป็นผู้คลอดหญิงสาวตรงหน้าออกมาจากครรภ์ของตนเองแต่นางกลับทั้งรักและวางใจเพราะบุตรสาวที่นางใช้สองมือกับหนึ่งหัวใจดวงแกร่งเลี้ยงดูจวงฉีเยว่มาเป็นอย่างดีนางทั้งมั่นใจและวางใจสตรีตรงหน้าเป็นที่สุดแล้วในชีวิต“ต่อไปไม่ว่าจะมีท่านแม่หรือไม่มีข้าอยู่ข้างกายของเจ้าต่อไปอีกก็จงมั่นใจในตนเองเถิดว่าเจ้านั้นจะแน่วแน่และมั่นคงเป็นหลักที่ดีเป็นหลังบ้านที่ดีของอาฉีและต้องเป็นท่านแม่ที่กล้าแกร่งคอยเป็นเบาะอันหนาคอยรองรับไม่ให้ลูกและหลานเมื่อล้มลงต้องบาดเจ็บมากนัก เป็นบ้านที่อบอุ่นรอคอยให้เด็กๆ เหล่านั้นได้กลับมาพักพิงยามพวกเขาสับสน ฉีเยว่เกือบสามปีมานี้เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ มากจนหา
ตอนที่40และแล้ววันเคลื่อนทัพหน้าของต้าซ่งก็มาถึงแล้วในวันนี้ หานเฟยฉีเป็นแม่ทัพใหญ่สวมเกราะสีดำดูดุดัน ยืนอยู่ข้างอาชาพ่วงพีสีดำสนิทเช่นกัน โดยในอ้อมแขนแกร่งทั้งสองข้างที่อุ้มร่างของเด็กชายฝาแฝดสองพี่น้อง ฉางเซินและเฉินเซียววัยเกือบสี่เดือนแต่ตัวอวบอ้วนน้ำหนักไม่น้อยเรียกว่าจวงฉีเยว่อุ้มไม่นานแขนยังปวดร้าวไปหมด“ได้ฤกษ์แล้วเจ้าค่ะท่านพี่อย่าได้กังวลอันใดหว่านหว่านจะดูแลลูกๆ และตนเองให้ดีจะไม่ทำให้ท่านพี่ว้าวุ่นในเมื่อต้องออกไปอยู่แนวหน้าแน่นอนเจ้าค่ะวางใจได้” เสียงลั่นกลองบอกถึงฤกษ์ยามที่ดีที่สุดในการเคลื่อนทัพแล้ว จวงฉีเยว่จึงก้าวเข้าไปรับเอาหานฉางเซินมาส่งให้กับจิ่วฉีช่วยอุ้มจากนั้นจึงรับเอาหานเฉินเซียวมาอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองแทนส่งสามีขึ้นหลังม้าโดยมีเด็กๆ ทั้งสามกับหานเฟยหลงและนางเฉียวซื่อมายืนอวยพรส่งทหารกว่าสองแสนเคลื่อนขบวนตรงไปพิชิตศึกแรกที่สุ่ยโจว“ท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ใหญ่ พี่สะใภ้และหลานๆ จะคุ้มครองเจ้า นะอาฉี ข้าขออวยพรให้ศึกแรกนี้เจ้าเอาชนะได้โดยง่ายและว่องไว” หานเฟยหลงตรงเข้าไปตบหัวไหล่แกร่งของน้องชายสามครั้ง ทั้งน้ำเสียงและดวงตานั้นมั่นคงยิ่งนัก ลำดับถัดไปก็เป็น
“เอาละๆ เจ้าไปตามสองคนทางนั้นแล้วพาพวกเขากลับไปนอนเถอะปล่อยเสด็จพ่อของเจ้าเอาไว้กับเสด็จอานี่แหละ” หานเฟยฉีจำเป็นต้องห้ามทัพระหว่างพ่อลูกคู่เหมือนนี้เสียก่อนที่พี่ชายจะเอ่ยวาจาไม่ชวนฟังไม่ถนอมน้ำใจคนฟังออกมาให้หลานชายคนโตนั้นต้องคิดมากเพิ่มขึ้นไปอีกจากแต่เดิมหานเว่ยเหยานั้นก็สงบปากสงบคำแต่กลับเก็บทุกคำพูดของบิดาไปคิดมากอยู่เสมอ“เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยเชียวมันคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันถึงมาทำทีท่าทางแบบนั้นใส่คนเป็นพ่อแบบข้าเช่นนี้หึ!” หานเฟยหลงเอ่ยวาจาใส่อารมณ์เต็มที่ยังดีที่เสียงร้องรำทำเพลงภายในงานเลี้ยงนั้นดังมากทหารทั้งหลายจึงไม่ทันได้ยินคำพูดและน้ำเสียงไร้สาระเช่นนี้ออกจากปากของนายเหนือหัวของพวกเขาหาไม่ทุกคนคงแปลกใจกันแย่เท่านั้นว่าที่แท้ฮ่องเต้ของพวกตนก็ยังมีมุมเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน“พี่รองปกติการเป็นองค์ชายก็ไม่ง่ายอยู่แล้วเพียงแต่พวกเราทั้งสามคนนั้นโชคดีเกิดมามีเสด็จแม่คนเดียวกันและยิ่งโชคดีอีกชั้นเพราะเสด็จพ่อรักเสด็จแม่แต่ขนาดนั้นชีวิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะง่ายดายแล้วท่านคิดว่า อาเหยาที่เกิดมามารดาของเขาก็ตายจากไปทันทีนั้นเติบโตมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ” “……” เป็น
ตอนที่39งานเลี้ยงฉลองปีใหม่มาถึงแล้วเจ้าสองแฝดนั้นเลิกงอแงเอะอะลืมตาขึ้นมาก็แผดเสียงกรีดร้องจ้าดังก้องไปทั่วจวนอีกแล้วฉางเซินและเฉินเซียวไม่ติดมารดาและติดเต้านมของจวงฉีเยว่มากมายเหมือนช่วงแรกคลอดอีกแล้วดังนั้นแล้วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่นี้นายหญิงของซ่างหานจึงลงไปควบคุมดูแลเรื่องอาหารการกินได้อย่างเต็มที่ทำให้ปีนี้เป็นงานเลี้ยงที่อบอุ่นและอิ่มหนำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือครอบครัวของพวกเขา“ลำบากเจ้ามากจริงๆ นะฉีเยว่” หานเฟยหลงมองดูบรรยากาศโดยรอบก็อดจะกล่าววาจาชื่นชมและขอบอกขอบใจจวงฉีเยว่ไม่ขาดปากเสียมิได้เพราะผู้ใดจะทราบดีไปกว่าเขาและหานเฟยฉีบ้างว่าขวัญและกำลังใจของทหารก่อนออกรบนั้นสำคัญมากเพียงใดดังนั้นพอในวันนี้จวงฉีเยว่เข้าใจและทำทุกสิ่งโดยอ้างอิงคิดถึงครอบครัวทหารไม่ว่าจะยศต่ำเพียงใดหญิงสาวล้วนใส่ใจเท่าเทียมกันจึงทำให้ฮ่องเต้หนุ่มตื้นตันใจกับทุกสิ่งที่น้องสะใภ้ตั้งใจทำมาทั้งหมดทั้งสิ้นนี้จริงๆ“ฝ่าบาทกล่าวเกรงใจไปแล้วเพคะ ที่หม่อมฉันทำไปก็เพียงคิดว่านี่คือการฉลองปีใหม่ภายในครอบครัวเพียงแต่ครอบครัวของพวกเราออกจะใหญ่ไปสักหน่อยเท่านั้นเองเพคะ” ‘ครอบครัว’ คำนี้หากฟังจากผู้อื่นคงไม่รู้สึก







