LOGIN
"สตรีนางนั้นเป็นผู้ใด! เหตุใดท่านต้องสนิทสนมกับนาง บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงร้องโวยวายของเซี่ยเป่าเจินดังลั่นเรือน เมื่อในตอนเช้ามีสตรีนางหนึ่งมาขอพบสามีของนาง ในขณะที่นางกำลังแอบดูทั้งคู่พูดคุยกันอยู่นั้น เป็นเพราะระยะที่ค่อนข้างไกลทำให้นางไม่อาจได้ยินเสียงที่ทั้งคู่พูดคุยกัน แต่ในขณะนั้นเองอยู่ ๆ สตรีนางนั้นก็ล้มถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของสามีนาง ก่อนที่ซ่งรุ่ยหยางจะดันร่างของหญิงสาวออกแล้วถอยห่างออกมาไกล
แต่เป็นเพราะความหึงหวงของเซี่ยเป่าเจินทำให้หญิงสาวขาดสติและพุ่งตัวเข้าไปฉุดกระชากสตรีผู้นั้น ก่อนจะฟาดฝ่ามือของนางลงบนแก้มของอีกฝ่าย จนกระทั่งเกิดเป็นเรื่องยุ่ง ๆ ขึ้น กว่าที่ทั้งสองจะถูกแยกออกจากกันได้ก็ทำเอาสาวใช้ของสตรีทั้งสองและสามีของนางเกิดอาการหอบเหนื่อยไม่น้อย
ซ่งรุ่ยหยางใช้สายตาฟาดฟันไปที่ร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของตนเอง ก่อนจะเอ่ยตะคอกเสียงดังทำเอาร่างบางถึงกับสะดุ้งโหยง ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงพันกันพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มบวมช้ำเพราะถูกอาวุธลับของสตรีอีกฝ่ายไปไม่น้อย
"เซี่ยเป่าเจิน! นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ!" เซี่ยเป่าเจินได้แต่มองหน้าสามีก่อนจะเบะปากน้ำตาไหลเพราะความน้อยใจ นางก็แค่เพียงหึงหวงเขาเท่านั้น
ซูซินฮวาเห็นว่าแผนการที่ทำให้คนทั้งคู่แตกหักกันนั้นใกล้สำเร็จแล้วจึงได้ขอตัวกลับก่อนที่สตรีดุร้ายผู้นั้นจะพุ่งตัวเข้ามาทำร้ายนางอีกครั้ง โดยไม่ลืมเสแสร้งทำเป็นเจ็บปวดกับบาดแผลที่เกิดขึ้น
"ท่านอาจารย์ซ่ง เช่นนั้นข้าต้องขอตัวกลับก่อน อย่างไรเรื่องนี้ก็มิใช่ความผิดของซ่งฮูหยิน ท่านก็อย่าได้กล่าวโทษนางหนักจนเกินไปนัก"
"แม่นางซู ข้าต้องขออภัยแทนภรรยาผู้ไม่รู้ความผู้นี้ของข้าด้วย หวังว่าท่านจะไม่ถือสานางแล้วข้าจะเป็นผู้จัดการกับนางด้วยตนเอง"
"เช่นนั้น ข้าต้องขอตัวก่อนเจ้าค่ะ หลัวเอ๋อร์กลับกันเถิด"
"เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้ของซูซินฮวาเข้ามาพยุงร่างบางของนายสาวก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินตรงกลับไปยังรถม้าที่จอดเทียบอยู่หน้าเรือน ในขณะที่หน้าเรือนเริ่มมีชาวบ้านเข้ามามุงดูกันอยู่หลายคนก่อนที่ชาวบ้านเหล่านั้นจะเริ่มซุบซิบนินทาถึงวีรกรรมหึงหวงอันดุร้ายของเซี่ยเป่าเจิน เพราะนี่หาใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเช่นนี้ไม่
"นี่! เซี่ยเป่าเจินอาละวาดอีกแล้วหรือ" หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำสีหน้าเอือมระอาไม่น้อย
"นั่นน่ะสิ! ข้าละเห็นใจอาจารย์ซ่งยิ่งนักที่ต้องมาทนอยู่กับสตรีเช่นนี้" หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันเอ่ยเสริมขึ้น
"หึ! หากนางมิใช้เล่ห์เหลี่ยมกับท่านอาจารย์ซ่ง ป่านนี้จะได้มานั่งชูคอเป็นฮูหยินซ่งเช่นทุกวันนี้หรือ" หญิงวัยกลางคนที่เอ่ยขึ้นคนแรกกล่าวต่อ
"นั่นก็จริงอย่างที่เจ้ากล่าว เช่นนี้อีกไม่นาน นางก็คงจะถูกสามีหย่าร้างเป็นแน่!"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น!"
"หากข้าเป็นท่านอาจารย์ซ่งก็คงไม่ทนอยู่กับนางอีกแล้ว สตรีใจแคบดุร้ายเช่นนั้น ผู้ใดจะไปทนได้กันเล่า"
"ถูกต้อง ๆ" เสียงเหล่าชาวบ้านเอ่ยสมทบกันอย่างคึกคัก ผู้ใดเล่าจะมิรู้ถึงนิสัยใจคออันร้ายกาจของเซี่ยเป่าเจินภรรยาของซ่งรุ่ยหยาง ที่กล่าวออกไปเช่นนั้นก็เพราะว่าทุกคนต่างหวาดกลัวกับนิสัยดุร้ายของนางเป็นอย่างยิ่ง
ซูซินฮวาได้ยินเสียงชาวบ้านก่นด่าถึงความดุร้ายใจดำของสตรีอีกฝ่ายก็นึกกระหยิ่มอยู่ในใจก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าแล้วจากไปในทันที
หลังจากที่รถม้าเคลื่อนตัวออกห่างจากหมู่บ้านซัวเถาได้สักระยะ หลัวเอ๋อร์สาวใช้คนสนิทของหญิงสาวที่กำลังสางผมที่ยุ่งเหยิงของนายสาวให้เรียบงามดังเดิม จึงได้เอ่ยขึ้น
"คุณหนูคิดว่าท่านอาจารย์ซ่งจะลงโทษสตรีร้ายกาจผู้นั้นเช่นไรเจ้าคะ"
"หึ ข้าก็มิอาจรู้ได้ แต่ข้าหวังว่านางจะถูกท่านอาจารย์ซ่งหย่าร้างกับนางไปเสีย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียที"
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ สตรีร้ายกาจเช่นนั้นจะต้องถูกหย่าร้างไปเสีย"
"หึหึ หากนางถูกสามีหย่าร้างเข้าให้จริง ๆ คงน่าเห็นใจไม่น้อย"
"น่าเห็นใจอันใดกันเจ้าคะ สตรีร้ายกาจเช่นนั้นก็สมควรแล้วเจ้าค่ะ"
ทางด้านตระกูลซ่ง
"เซี่ยเป่าเจิน! ครั้งนี้เจ้าทำเกินไปแล้ว"
"หึ ใครใช้ให้สตรีหน้าด้านนั่นมายุ่งกับท่านกัน!"
"เจ้า! เหตุใดเจ้าจึงได้มีจิตใจคิดแต่เพียงเรื่องสกปรกเช่นนี้"
"ทะ ท่าน ท่านด่าข้างั้นหรือ" เซี่ยเป่าเจินมองหน้าสามีด้วยน้ำตาอาบแก้ม ถึงแม้นางจะร้ายกาจแล้วอย่างไรเล่า มิใช่ว่าเพราะสตรีไร้ยางอายเหล่านั้นหรอกหรือ ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง เหตุใดสามีของนางจึงมองไม่ออกกัน
"ข้าจะหย่ากับเจ้า!"
"ทะ ท่าน! ไม่นะ! ข้าไม่มีวันหย่ากับท่าน หยางหยาง ท่านจะทำเช่นนี้กับข้ามิได้ ฮือ ๆ หยางหยาง" เซี่ยเป่าเจินมีความรู้สึกราวกับหัวใจของนางกำลังจะแตกสลายที่ได้ยินสามีของตนเองกล่าวเช่นนั้นออกมา ภายในใจมีความรู้สึกไม่ยินยอม ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางที่จะยินยอมหย่าร้างกับอีกฝ่ายเป็นอันขาด
ซ่งรุ่ยหยางรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก เขาพยายามที่จะเดินหนีภรรยาแต่หญิงสาวกลับไม่ยินยอม เฝ้าแต่เดินตามพร้อมกับตอแยชายหนุ่มไม่เลิก ทำให้อารมณ์ของอีกฝ่ายขาดสะบั้น ก่อนจะพลั้งมือสะบัดแขนเสื้อทำให้ร่างของเซี่ยเป่าเจินที่พยายามตอแยชายหนุ่มอยู่นั้นกระเด็นไปด้านข้าง ก่อนที่ศีรษะของนางจะไปกระแทกกับก้อนหินใหญ่ที่ใช้ประดับสวนเต็มแรง
"อ๊ะ!" ศีรษะของเซี่ยเป่าเจินกระแทกกับก้อนหินเข้าอย่างจัง ภาพสุดท้ายก่อนที่หญิงสาวจะสลบไปนั้น นางพลันมองเห็นภาพเมื่อหลายปีก่อนที่นางได้พบกับซ่งรุ่ยหยางเป็นครั้งแรกที่จวนตระกูลเซี่ยซึ่งทำให้นางตกหลุมรักเขาเข้าให้ ด้วยความที่ยังเป็นเพียงหญิงสาวที่พึ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน และนิสัยที่ไม่รู้ความทำให้หญิงสาวลงมือกระทำการที่มิควร เพียงเพราะได้ฟังคำยุแยงของสาวใช้อาวุโสผู้หนึ่งจึงวางยานอนหลับในกาน้ำชาเพียงแค่หวังให้คนที่มาพบนั้นเข้าใจผิดเพียงเท่านั้น แต่ผู้ใดจะรู้ว่ายาห่อนั้นที่หญิงสาวคิดว่าเป็นเพียงยานอนหลับกลับกลายเป็นยาปลุกกำหนัดเสียได้ ก่อนที่ทั้งสองจะพลาดพลั้งจนซ่งรุ่ยหยางต้องออกหน้ารับผิดชอบด้วยการตบแต่งหญิงสาวเข้าจวน
หลังจากนั้นไม่นานเซี่ยเป่าเจินก็ตั้งครรภ์บุตรชายคนแรก ไม่เพียงแต่สถานการณ์ที่ผ่านมาไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ซ้ำนับวันก็ยิ่งแย่ลงไปเรื่อย ๆ เพราะเซี่ยเป่าเจินขึ้นชื่อในเรื่องความหึงหวงสามีเป็นที่หนึ่ง ทั้งยังชอบอาละวาดทำร้ายสตรีที่เข้าใกล้สามีของนางทุกคน ทำให้ซ่งรุ่ยหยางยิ่งรู้สึกเกลียดชังนางอย่างที่สุด เขาเกลียดชังนางมากเพียงใดเซี่ยเป่าเจินรับรู้ได้ดี เพียงแต่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันที่เขาเอ่ยขอหย่าร้างกับนางเช่นนี้ ความเสียใจที่ท่วมท้นทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย ไม่นานภาพทุกอย่างก็ดับมืดไป
"ฮูหยิน!" หงซิ่วสาวใช้คนสนิทของเซี่ยเป่าเจินเข้าไปพยุงร่างของหญิงสาวที่สลบไม่ได้สติหลังจากที่ศีรษะของนางกระแทกกับก้อนหินเข้าอย่างแรง ส่งผลให้มีเลือดออก
"ปะ เป่าเจิน หลบไป ข้าจะอุ้มนางเอง!"
ซ่งรุ่ยหยางตกใจเป็นอย่างยิ่งที่ตนเองพลั้งมือผลักร่างของภรรยาจนกระเด็นศีรษะไปกระแทกกับก้อนหินจนอีกฝ่ายสลบไป ก่อนจะก้าวเข้าไปอุ้มร่างของนางตรงไปยังห้องนอนแล้วให้สาวใช้เร่งไปตามหมอ
ศีรษะของเซี่ยเป่าเจินกระแทกกับก้อนหินอย่างแรง อาจเป็นเพราะร่างกายที่อ่อนแอของนางแต่เดิมทำให้หญิงสาวสิ้นใจในเวลาต่อมา แต่ในขณะนั้นเองอยู่ ๆ ร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจของหญิงสาวก็เกิดกลับมาเป็นปกติโดยที่ผู้คนภายในห้องไม่ทันได้สังเกต ก่อนจะหลับใหลไม่ได้สติไปอีกหลายวัน
ทางด้านโจวฮุ่ยหลานนั้นรู้สึกรำคาญและขยะแขยงชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนักอีกฝ่ายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้ทุก ๆ เจ็ดวัน หากแต่บิดาและมารดาก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับนางอีก ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังจะเดินหนีก็ยังเดินตามทั้งยังพยายามจะลวนลามนางจังหวะที่มือของอีกฝ่ายกำลังจะเอื้อมมาเพื่อสัมผัสกับร่างกายของหญิงสาวก็ถูกใครคนหนึ่งตีมือของเขาด้วยพัดอย่างแรง ร่างบางของโจวฮุ่ยหลานถูกรั้งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซ่งรุ่ยเป่า ในขณะที่เจ้าของอ้อมกอดมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีผ่านไปซ่งรุ่ยเป่าที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนเมื่อสามปีก่อน เขาเข้าทำงานในราชสำนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวย้ายถิ่นฐานเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด ฝ่าบาทหลงรักและเอ็นดูหลานชายผู้นี้ไม่น้อย นอกจากมีความสามารถแล้วยังขยันขันแข็งอย่างมาก เดิมทีอยากจะรั้งตัวเอาไว้ใช้งานหากแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ยินยอมจึงได้มอบตำแหน่งผู้ตรวจการผู้แทนพระองค์พร้อมกับให้ไปประจำการ ณ มณฑลทางใต้ทั้งหมด ทำให้ซ่งรุ่ยเป่าได้กลับบ้านสมใจหวังเสียทีนอกจากนี้ไท่เฟยที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว จึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปยังซัวเถาเพื่ออยู่กับหลานชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง พร้อมกับอยู่กับเหลน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก่อนที่ฮ่องเ
แม่ลูกพบหน้าพูดคุยกัน ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินและสามีจะขอตัวกลับก่อน ในยามที่มารดามาส่งนางที่รถม้าหญิงสาวก็ยังไม่วายเลิกม่านขึ้นโบกมือลาก่อนจะทำสายตาละห้อยอย่างรู้สึกอาลัย ในยามที่มีบุตรแล้วถึงสองคนจึงได้เข้าใจหัวอกมารดาถึงเพียงนี้ทำให้นางยิ่งรู้สึกรักมารดาของนางมากขึ้นไปอีก"เหตุใดจึงได้ทำหน้าเศร้านักเล่า""ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ""เอาไว้วันหลังเจ้าก็มาเยี่ยมท่านแม่ยายได้อีก เรายังคงรั้งอยู่ที่นี่อีกนาน"
ในวันนี้จวนซ่งช่างคึกคักเสียจริง นอกจากจะฉลองเนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบห้าปีให้แก่คุณชายใหญ่ซ่งรุ่ยเป่าแล้ว ยังเป็นการฉลองความสำเร็จที่อีกฝ่ายสอบได้ลำดับที่หนึ่งของมณฑลอีกด้วย ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าสองสามีภรรยาจะต้องเดินทางไปส่งบุตรชายยังเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบในฤดูกาลหน้าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่ โจวฮุ่ยหลานเองที่ต้องการมอบของขวัญให้กับเด็กหนุ่มกลับไม่กล้าเดินเข้าไป ในตอนนี้นางพึ่งจะสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ชื่นชอบเขามานานหลายปีหากแต่อีกฝ่ายก็มักเย็นชากับนาง ทำให้โจวฮุ่ยหลานรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าบรรดาสาว ๆ ในเมืองซัวเถาและเหล่าศิษย์พี่ในสำนักต่างก็มาร่วมในงานนี้ ผู้คนมากมายต่างมอบของขวัญให้กับเขา นางก็ได้แต่ก้มลงมองของขวัญในมือของนางก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
งานแต่งงานของโจวหนิงจินมาถึง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไร้อุปสรรค เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน สุ่ยจินเยว่จึงได้ถูกปล่อยตัวออกจากห้องหอ หญิงสาวไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายก็อาย คนใช้จวนตระกูลโจวต่างร่ำลือว่านายท่านโจวคลั่งรักฮูหยินมากเพียงใดในแต่ละวันก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลากระทั่งสุ่ยจินเยว่ออกไปตรวจร้านค้าของนาง อีกฝ่ายก็ยังจะดั้นด้นตามไปแม้ในวันที่ไม่ค่อยสบายก็ตาม สุ่ยจินเยว่ได้แต่คิดในใจว่านางไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะเป็นหนักถึงเพียงนี้ ยามเกลียดก็เกลียดยามรักก็คลั่งรักถึงเพียงนี้ เขามีสิ่งใดพอดีบ้างหรือไม่!
หากมีผู้มาพบเห็นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวน่าขบขันไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มสามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ภายในศาลากลางสวนดอกไม้ในจวนตระกูลซ่ง โดยมีซ่งรุ่ยหยางที่กำลังอุ้มบุตรสาวอยู่ หูทั้งสองข้างก็คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวความรักของสหายและญาติผู้พี่เช่นโจวหนิงจินและหลงเซียวจิ้งอ๋องเดือนหน้าจะเป็นงานแต่งงานของโจวหนิงจินแล้วส่วนเดือนถัดไปก็เป็นงานสมรสของจิ้งอ๋องเละเซ่าเลี่ยงซู เมื่อหลายวันก่อนก็พึ่งผ่านงานเลี้ยงเดือนของเจ้าก้อนแป้งน้อยซ่งฮวาหลันซ่งรุ่ยหยางได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย พักนี้ชายหนุ่มทั้งสองมาปรึกษาปัญหาความรักกับเขาไม่เว้นแต่ละ







