LOGINขบวนหนีภัยแล้งเดินทางต่อโดยมีหัวหน้าหมู่บ้านนำขบวนและครอบครัวหลีปิดท้ายขบวน ชิงอี่ค่อยใช้กล้องส่องทางไกลดูรอบๆว่าปลอดภัยมั้ย
"ชิงอี่เห็นอะไรบ้าง"พ่อหลีถามบุตรสาวด้วยกลัวพวกโจรจะตามมา "ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่มีใครตามขบวนเรามา "ที่เธอกังวลไม่ใช้โจร แต่เป็นพวกเจ้าหน้าที่ต่างหากละ จากที่เธออ่านในสมุดบัญชี มีเจ้าเมืองเฉียงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้วพวกเธอกำลังเดินทางผ่านเมืองนี้พอดี พวกเธอจะเจออะไรบ้างยากที่จะเดาจริงๆ ช่วงหยุดพักกลางวันหลายๆครอบครัวเลือกที่จะนอนพักเอาแรงเพราะเมื่อคืนทุกคนเกือบจะไม่ได้นอนกันเลย หัวหน้าหมู่บ้านก็เหมือนจะเข้าใจเลยพักให้นานอีกหน่อย เฟยหลงไปดูรอบๆพอรู้มีแหล่งน้ำ ไห่เม้ยกับฮวาหลิวเลยพาเสี่ยวซากับเสี่ยวหลิงไปอาบน้ำสระผมให้สะอาดตาขึ้น เพราะเมื่อคืนแค่เช็ดตัวแต่ยังไม่สะอาดหมดและผมที่เกาะกันเป็นก้อนๆต้องค่อยๆสางกว่าจะอาบน้ำสระผมเสร็จก็หมดเวลาพักพอดี "พออาบน้ำแล้วค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย"ชิงอี่พูดด้วยความเอ็นดู "ข้าว่าแหล่งน้ำเริ่มลดลงแล้วนะ"เฟยหลงเห็นปริมาณน้ำที่ลดลงมากจากรอยเดิม "หมายความว่าภัยแล้งเริ่มขยายพื้นที่แล้วเหรอ"แม่เฒ่าหวองเป็นกังกล กว่าพวกนางจะเดินไปถึงทางเหนือก็ใช้เวลาอีกกว่าอีกสองเดือน "มีความเป็นไปได้สูงขอรับ เพราะตั้งแต่ที่เราเดินทางมายังไม่เคยเห็นฝนตกเลย มีแต่แดดแล้วก็แดด"หลีฟูสังเกตตั้งแต่พวกเขาหลีภัยมายังไม่เคยเห็นแม่แต่น้ำค้าง "งั้นถ้าเราเจอแหล่งน้ำอีกต้องพยามกักตุนไว้ให้มากหน่อย"แม่เฒ่าหวองวางแผนการตุนน้ำ "เรื่องน้ำครอบครัวเราไม่เดือดร้อนขอรับแต่มันอาจสร้างความเดือดร้อนให้เราได้"หลีฟูหมายถึงคนอื่นจะมาสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวเขาได้ "ต่อไปนี้เราต้องระวังการใช้น้ำจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าครอบครัวพวกเรามีน้ำใช้ตลอด"เฟยเทียนคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่แนถ้ามีคนรู้ความลับของหลานสาว เป็นอันตกลงกันว่าทุกคนจะทำตัวปกติเหมือนผู้ลี้ภัยทั้วไปจะไม่อาบน้ำทุกวันอย่างที่ชิงอี่ให้ทำเพราะไม่อย่างนั้นผิดปกติแน ชิงอี่เลยได้แต่ทำใจแต่มีข้อแม้ว่าทุกคนต้องเช็ดตัวทุกวัน ตกเย็นพักตั้งกระโจมบุรุษทั้งสองครอบครัวก็สลับกันทำหน้าที่หลีฟูไปล่าสัตว์เฟยเทียนกับเฟยหลงออกไปหาแหล่งน้ำ ส่วนเสี่ยงหมิงกับชิงอี่เฝ้าระวังรอบๆกระโจม ส่วนฮวาหลิวกับไห่เม้ยช่วยกันหุงข้าวธัญพืชและเตรียมผักดอง หลีฟูกับเฟยเทียนก็แบกหมูป่าน้ำหนัก200กว่าชั่ง สร้างความหือฮาให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก หลีฟูกับเฟยเทียนเลยตกลงกันว่าจะแบ่งเนื้อหมูป่าให้ชาวบ้านทุกครัวเรือนแล้วแต่จะจัดสันปั่นส่วยได้ส่วนไดไป "ขอบใจมากนะหลีฟูที่แบ่งเนื้อหมูป่ามาให้ชาวบ้าน"หัวหมาหมู่บ้านรู้สึกซึ้งน้ำใจส่วนนี้มาก "ถือว่าช่วยเหลือกันขอรับ ยังไงก็หมู่บ้านเดียวกัน"เขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วเพราะเสบียงพวกเขาไม่เคยขาดแต่ที่ล่าสัตว์์์เพราะจะได้ออกกำลังฝึกฝีมือการต่อสู้ มีชาวบ้านรู้สึกขอบคุณครอบครัวหลีที่มีน้ำใจแบ่งปั่นอาหารให้ทั้งๆที่พวกเขาจะไม่แบ่งเลยก็ได้เพราะถือเป็นสิทธิของพวกเขา แต่ก็มีบางครอบครัวที่ไม่พอใจในส่วนแบ่งเพราะอยากได้มากกว่าที่แจกแต่ก็พูดอะไรไม่ได้เพราะหัวหน้าหมูบ้านขู่ว่าถ้าเรื่องเยอะก็ไม่ต้องรับส่วนแบ่ง แต่เรื่องพวกนี้หาได้รอดสายตาชิงอี่ที่มีความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาตามสัญชาตญาณเดิมจากภพที่แล้ว ครอบครัวที่ไม่พอใจคือครอบครัวอู๋ พวกเขาไม่ชอบครอบครัวหลีมาแต่เดิมตอนอยู่หมู่บ้านนางอู๋นางอยากดองกับบ้านหลีเพราะเห็นว่าเสียงหมิงขยันถ้าได้มาเป็นเขยคงจะมาช่วยงานลงนาที่บ้านได้ดีแนนอนเพราะเห็นหลีฟูกับเสียวหมิงไปช่วยทำดูแลบ้านแม่เฒ่าหวองที่เป็นบ้านเดิมภรรยาไม่เคยขาดถ้าเสียวหมิงได้แต่งกับบุตรสาวนางก็คงมาช่วยเหลืองานไร่บ้านนางแนๆ แต่พอนางลองเรียบๆเคียงๆถามฮวาหลิวกับบอกปัดว่าให้บุตรชายตัดสินเอง นางเลยพยามให้บุตรสาวค่อยเข้าใกล้เสียวหมิงฝ่ายชายได้สนใจ แต่เสียวหมิงกลับไม่สนใจสร้างความอับอายให้บุตรสาวนางอย่างมากจนต้องแต่งออกไปอยู่อีกหมู่บ้านแล้วเจอครอบครัวสามีไม่ดี ถ้าตอนนั้นเสียวหมิงยอมรับความหวังดีของบัตรสาวนาง หมี่เย่วคงไม่ต้องแต่งไปเจอครอบครัวสามีที่ไม่ดีแนๆ ทั้งหมดเป็นเพราะเสียวหมิงและครอบครัวหลี "ท่านพี่ ดูเหมือนท่านป้าอู๋จะยังโทษท่านที่ไม่ยอมแต่งงานกับบุตรสาวนางนะ" "ปล่อยนางไปเถอะ"เสี่ยวหมิงบอกปัดด้วยความไม่ใส่ใจ ชิงอี่จำได้อู๋หมี่เย่วเคยมาขอร้องให้พี่ชายเธอไปสู่ขอนางเพราะนางไม่อยากแต่งงานกับคนปลูกผักอีกหมู่บ้าน แต่พี่ชายเธอเพิ่งจะ13หนาวไหนเลยจะคิดถึงเรื่องคู่ครองเลยบอกปัดไปหมี่เย่วในวัย15หนาวถึงต้องแต่งออกไปอีกหมู่บ้านแล้วก็ได้ข่าวบ้านสามีใช้งานนางสารพัด จนทำให้แม่อู๋ร้องไห้แล้วบ่นให้คนใกล้ชินได้ฟังว่าเป็นเพราะเสียวหมิง "ถ้าตอนนั้นบ้านหลียอมมาขอลูกสาวข้านางคงไม่ต้องทรมานอย่างทุกวันนี้แน"พูดแล้วก็ร้องไห้ตีอกตัวเองว่าช่วยอะไรบุตรสาวไม่ได้ "ลูกชายบ้านหลีเพิ่งจะ13หนาวเองไม่ใช้เหรอแม่อู๋"ชาวบ้านที่ฟังก็ขัดคำพูดนางเพราะคิดว่าการที่บุตรสาวนางจะแต่งกับใครแล้วไม่ดีมันไปโทษลูกชาบบ้านหลีดูจะไม่เหมาะ แต่แม่อู๋ก็ไม่ฟังยังคงโทษว่าเป็นความผิดของคนสกุลหลีจนทุกวันนี้ บ้านหลีไม่ได้สนใจความคิดคนอื่นตอนนี้ทุกคนกำลังพยามช่วยกันแปลรูปหมูููป่าที่เหลือให้เก็บไว้กินได้นานที่สุด หลังจากนั้นผ่านไปอีกเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่มีเค้ารางว่าฝนจะตกและสภาพอากาศก็เริ่มแห้งแล้งขึ้น การหาแหล่งน้ำก็ยากขึ้น หลีฟูพยามออกหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ประทัง "ข้างหน้ามีแอ่งน้ำพอให้พวกเราตักมาใช้บ้างขอรับ"เฟยเทียนกลับมาแจ้งข่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน "แต่เราจะอยู่นานไม่ได้นะขอรับเพราะแหล่งน้ำที่มีพอแค่ใช้ครั้งนี้"หัวหน้าหมู่บ้านพอได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ "กลุ่มเราถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ การใช้น้ำมันเลยมีความต้องการมาก ไม่รู้กว่าจะถึงชายแดนเราจะเหลือชาวบ้านครบมั้ย"หัวหน้าหมู่บ้านพยามจะช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาจะช่วยได้ "พวกข้าจะพยามช่วยอีกแรงขอรับ ออกเดินทางมาด้วยกันก็อยากให้ถึงที่หมายด้วยกัน"เขาจะพยามเท่าที่ช่วยได้แล้วกัน "สัตว์เลี้ยงพวกเจ้าดีจังเลยนะขนาดไม่ค่อยได้กินยังดูดีเลยว่ามั้ย"แม่อู๋เดินมาเห็นสัตว์ทั้ง4ของครอบครัวหลีก็รู้สึกอิจฉา เกวียนวัวสองรถรากล่อหนึ่งลาอีกหนึ่ง แถมรูปร่างแต่ละตัวก็ดูแข็งแรงไม่มีสภาพอดอยากเลย มันจะดีแค่ไหนนะถ้าพวกมันเป็นของครอบครัวนาง ซานซาที่กำลังเอาหญ้าให้บันดาสัตว์ทั้ง4ก็หันมามอง "ท่านป้ามีอะไรเหรอเจ้าค่ะ"ซานซาเห็นท่านป้าพูดถึงเจ้าสี่สหายก็สงสัย "เรื่องของเจ้านาย ทาสอย่างเจ้าไม่ต้องมายุ่ง"นางเห็นนะว่าเสียวหมิงค่อยดูแลนังเด็กนี้กับน้องสาวตลอด ซานซาเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนพูดแบบนั้นก็เลิกสนใจ เสี่ยวหมิงอุ้มหลิงหลงมาหาซานซาทันได้ฟังคำพูดของท่านป้าอู๋ก็รู้สึกไม่ชอบใจแต่ซานซาส่งสายตาไม่ให้ใส่ใจเขาเลยปล่อยผ่าน ส่วนแม่อู๋เมื่อเห็นทั้งสองคนไม่สนใจก็นึกโกรธจึงอยากจะทำร้ายสัตว์เลี้ยงแต่พอจะเอาไม้ไปตีเจ้าลาโง่ ตัวล่อก็เดินมาส่งเสียงไล่ไม่ให้นางเข้าไกล้น้องชายมัน จนนางต้องวิ่งหนี หลีฟูกับเฟยเทียนนั้งปรึกษากันเรื่องปัญหาภัยแล้ง "ถ้ายังเป็นแบบนี้ชาวบ้านต้องแยแนๆ เราหนีภัยแล้งมาแต่กลับมาเจอแล้งหนักกว่าเก่า " "แล้วเราจะขึ้นเหนือไปอีกมั้ย" เสียวหมิงเอยถามบิดา "เราเดินทางกันมาเป็นสองเดือนแล้วนะ อีกไม่ถึงสองเดือนก็ถึงชายแดน แล้วถ้าไปถึงแล้วชายแดนก็แล้งเราไม่แยกว่าเก่าหรือ"เฟยหลงกังวลถึงอนาคต ชิงอี่ก็คิดหนักไม่รู้ว่าต้องทำยังไง เธอเป็นนักประดิษไม่ใช้นักวิทยาศาตร์ จะต้องทำไงฝนถึงจะตก แล้วเธอก็นึกอะไรออกก่อนจะปีนขึ้นไปบนเกวียนแต่จริงๆแล้วหายเข้าไปในมิติ บ้านหวองเริ่มชินกับการกระทำของชิงอี่ ส่วนซานซากับหลิงหลงถือว่าชิงอี่เป็นผู้ช่วยชีวิตไม่ว่าชิงอี่จะทำอะไรสองพี่น้องล้วนรับได้หมด ผ่านไปครึ่งชั่วยามชิงอี่ก็ออกมาจากมิติพร้อมกล่องอะไรสักอย่าง "มันคืออะไรนะชิงอี่"เสียวหมิงมองด้วยความสงสัย "มันเหมือนที่ตรวจจับว่าจะมีฝนตกมั้ยนะเจ้าค่ะ..ข้าก็ไม่แนใจว่าช่วยอะไรได้บ้างมั้ย"เธอซื่อเครื่องนี้มาเหมือนจะเอาไว้ตรวจสภาพอากาศว่าวันนั้นจะมีลมหรือปริมาณฝนเท่าไร เธอได้มาตอนปลอมตัวอยู่ศูนย์วิจัยสภาพอากาศ กว่าเธอจะหาเจอก็ใช้เวลานานโข ชิงอี่เอาเครื่องมานั้งเปิดและรอ สักแปบเครื่องก็ปรากฏหน้าจอแล้วบอกปริมาณน้ำฝน "อีกไม่เกินเจ็ดวันอาจฝนตกเจ้าค่ะ"ฮูหยินใหญ่ยืนดูท่านหมอตรวจลูกสะใภ้ด้วยความห่วงใย ลูกสะใภ้นางปกติแข็งแรงไม่เคยนอนป่วย จะเป็นอะไรหรือไม่นะพอท่านหมอตรวจเสร็จก็หันมายิ้มแล้วบอกอาการ"ชีพจรมงคล นางกำลังตั้งครรภ์ได้เดือนหนึ่งแล้ว..เดี๋ยวข้าจัดยาแก้แพ้อาการและบำรุงครรภ์ให้ ช่วงนี้ก็ให้ฮูหยินน้อยนอนพักให้มาก" พอท่านหมอบอกว่าลูกสะใภ้นางตั้งครรภ์ฮูหยินใหญ่ถึงกับยิ้มเต็มใบหน้าด้วยความดีใจ"อี่เอ๋อกำลังจะมีทายาทให้ตระกูลไป๋..ดีๆ ต่อไปนี้จวนเราจะได้คึกครื่น"นางจะมีหลานแล้ว "เจ้าเป็นไงบ้าง ต่อไปนี้ห้ามออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนแล้วนะ ต้องดูแลตัวเองด้วย"ชิงอี่พอได้ฟังแม่สามีบอกก็ทำหน้าเซง งานเธอมีออกเยอะแยะ ไหนจะอ๋อนตวนคิดกอกบฏอีก จะให้เธอนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ไม่มีทาง แต่ตอนนี้ขอนอนหลับตาก่อน บ้านหมุนลืมตาไม่ไหวจริงๆ ฮูหยินใหญ่อยู่ดูแลลูกสะใภ้อย่างใกล้ชิด แล้วสั่งให้ในครัวทำโจ๊กเกลือกับยำผักดองให้ลูกสะใภ้กินรองท้อง แล้วไม่ลืมให้คนไปส่งข่าวบอกบ้านคนสกุลหลีให้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วย พระชายาจิวจิวรู้ข่าวว่าพี่สะใภ้ตั้งครรภ์ก็รู้สึกอิจฉา พี่สะใภ้ผู้นี้วันๆทำแต่งานแถมยังออกรบกับสามีอีก ร่างกายทำงานหนักไม่น่าจะท้องได้ง่าย ส่วนตัวนางเองบำรุงทุก
เมื่อกล้องอินฟาเรดจับความร้อนของคนได้และตรวจสอบจนมั่นใจว่าเป็นทหารของอ๋องตวนไม่ใช้ชาวบ้าน แม่ทัพหนุ่มก็เตรียมให้ทุกคนโจมตี แต่ชิงอี่กลับให้ใช้ยาพิษเธอยิงใส่กลุ่มทหารที่มีเกือบร้อยนายอย่างตั้งตัวไม่ติดพร้อมปืนเก็บเสียง การโจมตีต้องให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ทหารที่ซ้อนตัวกลุ่มอื่นรู้ตัวเธอยังให้ธนูที่สามารสยิงลูกธนูได้ครั้งละ4ดอกและยิงโดนเปาอย่างแม่นยำแก่ทหารฝีมือดีของสามี เมื่อจัดการทหารกลุ่มแรกได้ก็หาทหารกลุ่มอื่นที่ซ้อนตัวกระจายทั่วป่า "ถ้าเรามัวแต่หาที่ละกลุ่มแบบนี้จะเสียเวลา ไม่สู้เราแยกกลุ่มกันไปจัดการน่าจะดีกว่า"อ๋องชินเสนอแนะความคิดซึ่งแม่ทัพหนุ่มก็คิดตาม ทั้งหมดเลยจัดกลุ่มๆละ5คนเพื่อแยกตัวไปโจมตีและนัดมารวมตัวที่ชายป่าเมื่อเสร็จงาน ชิงอี่ให้อาวุธพิษและกล้องอินฟาเรดและบอกวิธีการใช้ ป่าแห่งนี้กล้างใหญ่ การหากลุ่มคนนั้นไม่บากแต่มันต้องแยกให้ออกก่อนว่าผู้คนกลุ่มนั้นเป็นชาวบ้านจริงหรือทหารในยามค่ำคืนแบบนี้สิยาก เมื่อแยกตัวกลุ่มของไป๋เฮอหมิงซึ้งแนนอนมีเขากับภรรยาและเจ้าสองเผือกเป็นผู้ช่วย ก็ทำอะไรถนัดขึ้นเพราะไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย สองสามีภรรยาให้เจ้าสองเผือกหากลุ่มคนให้ เ
ไป๋เฮอหมิงมองอ๋องตวนตรงๆอย่างไม่หลบสายตา อ๋องตวนเลยยกจอกสุราขึ้นมายกตรงหน้าให้แม่ทัพหนุ่มหเป็นการชนจอก ชิงอี่ที่มองการกระทำของอ๋องผู้นี้ก็ให้รู้สึกหมั่นใส้ยิ่งหนัก คนอะไรแค่เห็นหน้าก็อยากชกหน้า ด้วยฮองเต้ไม่ได้จัดงานมานาน งานเลี้ยงคืนนี้จึงจัดดึกจนฮองเฮาต้องเตือนฝ่าบาทว่าดึกแล้วควรเสด็จกลับตำหนักไปพักได้แล้ว ฮองเต้ถึงลุกแล้วกลับ แต่ก่อนกลับก็หันไปมองหน้าโอรสองค์โตก่อนจะเสด็จออกจากงาน ขันทีประกาศเสียงดังการเสด็จกลับของฮองเต้ ทุกคนในงานจึงลุกขึ้นคำความเคารพพอองค์เหนือหัวกลับองค์ชายและองค์หญิงก็เริ่มออกจากงานเลี้ยงกลับตำหนักที่พัก แขกในงานก็เตรียมตัวกลับเช่นกันเพราะดึกมากแล้ว องค์ชายสามเดินกลับตำหนักแต่ก่อนกลับพระชายาก็เดินมาหาชิงอี่แล้วกำชับให้เธอพาหลัวหลัวไปเที่ยวที่วังลิ่วหลง คนจวนโหวก็เตรียมตัวกลับ ชิงอี่เดินข้างแม่สามีโดยมีพ่อสามีเดินนำ คืนนี้ฮูหยินไป๋รู้สึกภูมิใจมากที่มีแต่คนชมลูกสะใภ้ไม่ขาดปากว่าเหมาะสมกับตระกูลไป๋เป็นอย่างมากเพราะนางทั้งสง่างามและเก่งสมกับเป็นภรรยาแม่ทัพลือชื่อรถม้าจวนโหวมีมา2คัน ของท่านโหวหนึ่งคันกับของแม่ทัพไป๋อีกหนึ่งคัน กลับถึงจวนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน พอก
การที่อ๋องชินมาประทับที่จวนโหว ทำให้สองสามีภรรยาคุยกันมากขึ้น ชิงอี่รู้ว่าสามีเธออยากให้ทั้งสองได้มีโอกาสเรียนรู้กันใหม่เพราะแต่เริ่มอ๋องชินไม่พยามเปิดใจให้ภรรยาเลยอ๋องหนุ่มห่วงแต่กองทหารไม่เคยใส่ใจพระชายา การที่อ๋องหนุ่มความจำเสื่อมอาจเป็นโอกาสดีของไป๋จิวจิวก็ได้เพราะอ๋องชินตอนนี้ดูเอาใจใส่พระชายากว่าแต่ก่อนมากตอนร่วมโต๊ะรับมื้อเย็นชิงอี่ก็เห็นได้ว่าอ๋องหนุ่มคอยเอาใจพระชายาจนนางยิ้มอย่างมีความสุข พระชายาจิวจิวช่วงนี้ดูสดใสใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข ตอนนี้อ๋องชินพักราชการรักษาตัวจนกว่าจะจำอะไรได้เหมือนเดิมถึงกลับไปรับตำแหน่ง ที่จริงแล้วความจำของอ๋องชินกลับมาเกือบหมดแล้ว เขาจำการต่อสู้ในสนามรบได้แต่ยังจำเรื่องราวในชีวิตตัวเองไม่ได้ ทุกเช้าเฮอหมิงจึงให้อ๋องหนุ่มฝึกการต่อสู้ทุกวันเพื่อความคล่องตัวและได้เกิดความเคยชิน ซึ่งอ๋องหนุ่มก็ไม่ทำให้แม่ทัพไป๋ผู้นี้ผิดหวัง ใกล้งานเลี้ยงฉลองในวังหลวง ฮูหยินเหล่าขุนนางต่างก็ไปร้านผ้าเพื่อตัดชุดใส่ไปงาน แม่สามีก็ให้สาวใช้มาเรียกชิงอี่ไปพบเพื่อเลือกผ้าไว้ใส่ไปงานเลี้ยงไปถึงเรือนใหญ่เห็นแม่สามีนั้งอยู่กับพระชายาจิวจิว เธอเข้าไปคารวะ "ลูกสะใภ้มาแล้ว
อ๋องชินถึงจะรักษาจนเลือดที่คั่งสลายหมดและขาก็ปกติแล้วแต่เขาก็ยังจำอะไรไม่ได้อยู่่ดี ชายหนุ่มอยากกลับไปหาท่านผู้เฒ่าทั้งสองไม่อยากอยู่ที่นี้ เขาไม่เข้าใจว่าในอดีตเขาจะจับดาบฆ่าคนได้เหรอ เขาชอบปลูกผักอยู่อย่างสงบมากกว่ามาจับดาบทางกองกำลังทหารก็กลับมาสงบอย่างเดิมเมื่อมีแม่ทัพปีศาจมาคุม แล้วเรื่องที่แม่ทัพหนุ่มไม่อยากได้ยินก็มาถึงจริงๆ"มีคำสั่งให้พวกเราพาท่านอ๋องกลับเมืองหลวง""แต่ถ้าเราไปจะไม่มีใครเฝ้าชายแดนนะ"ชิงอี่ไม่เข้าใจเพราะถ้าให้พวกเธอพาอ๋องชินกลับแล้วชายแดนจะอยู่ยังไง ถึงตอนนี้จะดูสงบแต่มันก็ยังวางใจไม่ได้ ต้องมีคนเฝ้าระวังตลอด"ฝ่าบาทส่งแม่ทัพเหอมาคุมแทนชั่วคราว เรื่องที่อ๋องชินความจำเสื่อมเข้าหูพระองค์ เลยมีคำสั่งให้พาท่านอ๋องกลับไปรักษาตัวด่วน"ก่อนกลับทั้งสองก็เตรียมเสบียงให้เหล่าทหารเต็มคลังเสบียงเพื่อให้ทหารได้รับอาหารที่มีประโยชน์และอิ่มท้อง "ระยะทางกลับเมืองหลวงห่างไกลเดินทางเป็นเดือนอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แบบนี้ระหว่างทางเราก็ต้องระวังตัวนะสิ"หญิงสาวคิดหนัก ถ้าลำพังเธอกับสามีไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่อ๋องชินนี้สิตอนนี้เขาเหมือนชายหนุ่มธรรมดาไม่มีวรยุทธใดๆ อันตรายเกิดกับเข
"ชินหลง..เป็นเจ้าจริงด้วย"เฮอหมิงเดินเข้าไปใกล้อ๋องหนุ่มที่ตอนนี้ยืนงงสับสนไปหมดว่าคนผู้นี้เรียกใคร"ท่านเรียกข้าหรือ"ชายหนุ่มชี้ตนเอง "ใช้นะสิ ท่านรู้มั้ยจิวจิวภรรยาท่านพอรู้ว่าท่านหายไปก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงขนาดให้สามีข้าออกตามหาท่านนะ"ชิงอี่พูดคำปกติตามสามี เพราะไม่อย่างให้ใครรู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร"ข้าต้องขออภัย เพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้ความจำข้าหายไป ข้าเป็นใครแม้ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก ""เจ้าเป็นน้องเขยข้า เป็นแม่ทัพใหญ่ เมื่อสองเดือนที่แล้วอยู่ๆเจ้าก็หายตัวไปไม่มีร่องรอย ทุกคนเป็นห่วงเจ้ามากโดยเฉพาะบิดาเจ้า"อ๋องชินมีสีหน้าสับสน เขาตั้งตัวไม่ติด ตลอด2เดือนที่อยู่นี้เขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน เขารู้สึกพอใจในชีวิตทุกวันนี้ ยังคิดว่าจะอยู่ดูแลผู้เฒ่าไปตลอด"ท่านกังวลเรื่องใดหรือ"เฮอหมิงเห็นความสับสนกังวลในสายตาของอ๋องหนุ่ม "ข้าเป็นห่วงท่านผู้เฒ่าทั้ง2ขอรับ"อ๋องหนุ่มตอบอย่างสุภาพพอผู้เฒ่าหยางได้ฟังก็ยิ้ม"เจ้าไม่ต้องห่วงพวกข้า เราสองผัวเมียอยู่มาได้ตั้งหลายปี ถ้าเจ้าคิดถึงพวกข้ามีเวลาว่างก็แค่แวะมาหาก็ได้"เมื่อผู้เฒ่าหยางพูดแบบนั้นชายหนุ่มเลยตัดสินใจกลับไปกับสองสามีภรรยา
ขนาดนั้นทหารยามที่ได้ยินเสียงการต่อสู้ก็เข้ามา พอเห็นสองนักฆ่าตาแดงถึงกับไปไม่ถูก ทั้งสองจึงใช้จังหวะนั้นหนี แต่ทหารก็ตั้งสติได้แล้วตามล่าผู้ร้าย ไป๋เฮอหมิงจึงพาชิงอี่เข้าไปแอบในมิติ พอทหารวิ่งไปอีกทางก็พากันออกมาแล้ววิ่งไปเพื่อออกจากวังหลวง แต่ด้วยทหารเต็มวังหลวงไม่ใช้เรื่องง่ายที่ทั้งคู่จะหนีออกไ
กองทัพพอมาถึงเขตชายแดนฮัวเปยแม่ทัพไป๋ก็ตั้งทัพออกรบทันทีโดยไม่มีการพัก "ท่านใส่ชุดนี้ไว้ข้างในก่อนออกไปรบ มันเป็นชุดนาโนช่วยป้องกันตัวท่านได้"ชิงอี่เอ่ยบอกแม่ทัพหนุ่ม ชายหนุ่มเลยเอาชุดมาใส่ไว้ด้านใน ส่วนชิงอี่ไป๋เฮอหมิงก็จะหาชุดเกราะให้นางใส่ แต่หญิงสาวไม่ชอบเพราะดูมันหนักไม่คล่องตัวเธอเลือกใส่ชุด
เมื่อมาส่งหญิงสาวถึงจวนเขาก็ลากลับ แต่หลัวหลัวน้อยกลับงอแงไม่ยอมให้ชายหนุ่มไป จนแม่ทัพหนุ่มต้องอุ้มจนเด็กน้อยหลับถึงกลับ แต่ก่อนกลับเขาก็ได้ส่งเครื่องมือส่งรหัสมอสไว้ให้หญิงสาวเพื่อมีอะไรก็ส่งรหัสบอกกัน หลีฟูพอแขกกลับเลยเดินเข้ามาหาบุตรสาวเพื่อถามข่าวคราว"เรียบร้อยมั้ยลูก.."เขาทั้งห่วงสำนักและห่ว
ถึงเมืองหลวงชิงอี่ก็ไม่ส่งองค์ชายสามกับพระชายาก่อน"หมดหน้าที่พวกหมอมฉันแล้วขอตัวก่อนนะเพคะ""เจ้ามาเที่ยวหาเราบ้างนะพาหลัวหลัวมาด้วย"พอจะแยกทางพระนางก็อดคิดถึงสหายไม่ได้"เพคะ สิ่งนี้ติดตัวไว้ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินหมุนกระบอกมันจะเป็นสัญญาณแล้วคนของสำนักพยักบินจะมาชวยเพคะ"บอกลาแล้วกลับสำนักพยักบินเพื่







