เข้าสู่ระบบเมื่อใกล้ถึงปากทางออก แสงที่ส่องเข้ามาก็ดูเหมือนว่าจะสว่างมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจนเธอมองไม่เห็นอะไรเลย ก่อนจะรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างราวกับเธอเป็นแผ่นโลหะที่กำลังถูกแม่เหล็กขนาดยักษ์ดึงดูดเข้าไปที่ใดที่หนึ่ง
ผ่านไปชั่วครู่ก็มีภาพความทรงจำของเด็กสาวผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาให้เห็นฉายเป็นภาพอยู่ในสมอง ประทับอยู่ในความทรงจำ เป็นเรื่องของเด็กสาวอายุ 17 ปีนามว่าซูหนิงเฉิน รูปร่างหน้าตาชื่อสกุลคล้ายคลึงกลับเธอทุกอย่างเพียงแต่เป็นเธอในช่วงวัยรุ่นเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายที่โรงเรียนแถบชานเมืองเจิ้นโจว
ครอบครัวของหนิงเฉินที่นี่อยู่ร่วมกันกับปู่ย่ามีนามว่าซูเมิ่งจื่อกับซูไห่เม่ย เธอมีลุงคนหนึ่งนามว่าซูอี้ไห่กับภรรยาหรือป้าสะใภ้ของหนิงเฉินนามว่าซูเจียหลินพวกเขามีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนอายุ 18 ปีนามว่าซูจินม่าย ลุงของเธอทำงานเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมือง ป้าสะใภ้เป็นแม่บ้าน จินม่ายกำลังเรียนในมหาลัยเจิ้นโจวชั้นปีที่ 1 ครอบครัวของลุงจึงไปเช่าบ้านอยู่ร่วมกันในเมือง
ส่วนครอบครัวเธออยู่กับปู่ย่าที่นอกเมืองแห่งนี้โดยมีพ่อของเธอนามว่าซูอี้เฉิน แม่ของเธอนามว่าซูเย่าหลิน เธอมีพี่ชาย 1 คนนามว่าซูห่าวหมิง อายุ 20 ปีเรียนอยู่มหาลัยเจิ้นโจวชั้นปีที่ 3 พักอยู่ในหอพักของมหาลัย ส่วนน้องชายอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกันกับเธอ
ครอบครัวของเธอมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์โดยพ่อกับปู่เป็นหัวแรงใหญ่ในการทำงาน ย่าเป็นแม่บ้านเต็มตัว ส่วนแม่ของเธอเป็นแม่บ้านช่วยทำเกษตร รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า ตัวเธอถ้ามีเวลาเหลือจากการเรียนก็จะช่วยครอบครัวทำงานทุกอย่างเช่นเดียวกับน้องชาย
ฐานะทางบ้านของครอบครัวเธอโดยรวมแล้วไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักแต่ก็ไม่ถึงกับลำบากยากแค้น มีที่ดินทำกินสืบต่อมาจากบรรพบุรุษไม่น้อยเลย ครอบครัวของลุงเธอนับว่ามีฐานะดีกว่า เนื่องจากลุงเธอมีโอกาสได้เข้าทำงานในห้างสรรพสินค้าใหญ่ทั้งที่เรียนจบเพียงชั้นมัธยมปลาย ไต่เต้าจนได้เป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้า ผิดกับพ่อของเธอที่คอยช่วยปู่ทำการเกษตรอยู่ที่ชานเมืองนี้
พอหนิงเฉินได้รับรู้เรื่องของตัวเองในยุคนี้โดยรวมแล้วก็นับว่าพอใจในระดับหนึ่ง ครอบครัวเธอไม่นับว่าเลวร้ายอะไร หากไม่ติดเรื่องที่ว่าปู่กับย่าไม่สนับสนุนให้เธอเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงจับแต่งงานไปซะก็จบเรื่อง ส่วนพ่อกับแม่ของเธออยากสนับสนุนแต่ก็ขาดกำลังทรัพย์ เพราะต้องเตรียมเงินให้น้องชายของเธอได้เรียนสูงๆด้วย ทำให้หนิงเฉินต้องหาทางขวนขวายทุกอย่างด้วยตนเองเพื่อที่จะเข้าเรียนต่อมหาลัยที่นี่ให้ได้
ส่วนเรื่องที่เธอเข้ามาเป็นหนิงเฉินในยามนี้ได้ยังไงนั้นก็เนื่องด้วยหนิงเฉินเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในธารน้ำขณะเดินทางกลับจากโรงเรียนมาที่บ้านของเธอ แล้วก็มานอนเกยฝั่งอยู่ไม่ไกลจากสวนที่ดินบ้านของเธอเท่าไรนัก ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมหนิงเฉินจึงฟื้นขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายที่บอบช้ำเปียกปอนไปหมดทั้งตัวแบบนี้
‘เฮ้อ หนิงเฉินเธอเป็นคนซุ่มซ่ามสินะ แต่เอาเถอะต่อไปนี้ฉันจะใช้ชีวิตแทนเธอให้ดีเลยทีเดียว’ หนิงเฉินคนใหม่คิด พร้อมกับมองกำไลข้อมือวิเศษที่ติดตัวมาด้วยเพียงสิ่งเดียว ก่อนจะกดปุ่มกลไกที่พลอยสีเขียว หายาแก้ปวด แก้อักเสบ ฟกช้ำขึ้นมากินและทาตรงบริเวณที่บาดเจ็บ เพียงไม่นานนักอาการบอบช้ำเจ็บปวดของเธอก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนิงเฉินจึงรีบลุกขึ้นและสำรวจโดยรอบก่อนจะใช้งานพลอยสีแดงนำถุงกำมะหยี่ขนาดพอดีกับกำไลเพื่อเอามาใส่เก็บเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเห็น เพราะครอบครัวของหนิงเฉินคงไม่คิดว่าเธอมีปัญญาซื้อหากำไลที่ดูดีมีราคาเช่นนี้มาใส่แน่
จากนั้นหนิงเฉินก็เดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของเธอซึ่งเป็นตัวเรือนแยกออกมาไม่ห่างจากบ้านหลังใหญ่ที่ปู่กับย่าของเธออาศัยอยู่มากนัก
เมื่อกลับมาถึงก็เห็นแม่ของเธอกำลังนั่งตัดเย็บเสื้อผ้าที่รับจ้างตัดให้คนในหมู่บ้านซินหยางอยู่
“สวัสดีค่ะแม่ หนูกลับมาแล้วค่ะ” หนิงเฉินเอ่ยทักทายผู้เป็นมารดาด้วยรอยยิ้ม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอซึ่งเป็นเด็กกำพร้าได้เรียกแม่ของตนเองเช่นนี้ นับว่าไม่เลวเลยเพราะยามนี้เธอเป็นเด็กสาวที่มีครอบครัวใหญ่พอดู แม้นจะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้แร้นแค้นอะไรนัก
‘ส่วนเรื่องของความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นยกให้เป็นหน้าที่ของเธอเถอะ เธอจะเป็นผู้ไขว่คว้ามาให้ทุกคนเอง’ หนิงเฉินคิดอย่างหมายมาด
“เฉินเอ๋อกลับมาแล้วเหรอลูก ทำไมเสื้อผ้าผมเผ้าถึงเป็นแบบนั้นล่ะ ไปตกน้ำที่ไหนมางั้นหรือ” เย่าหลินถามบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นบุตรสาวกลับบ้านมาด้วยสภาพมอมแมม เสื้อผ้าเปียกชื้นไปหมด
“ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ หนูแค่แวะไปเดินเล่นริมธารน้ำแล้วซุ่มซ่ามลื่นไถลตกลงไปเปียกเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ งั้น..เดี๋ยวหนูรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะจะได้มาช่วยแม่ทำงานไง” หนิงเฉินกล่าว ก่อนจะรีบขึ้นห้องของตัวเองไป ไม่ทันให้เย่าหลินได้ซักถามอะไรต่อ
เมื่อขึ้นมาบนห้องของหนิงเฉินซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กมีพื้นที่สำหรับเตียงนอนเดี่ยวเตียงหนึ่ง โต๊ะหนังสือมีตะเกียงตั้งไว้พร้อมสมุดหนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียนจำนวนหนึ่ง มีที่ให้วางตู้ใส่เสื้อผ้า ชั้นไม้วางของและตู้ขนาดย่อมไว้เก็บข้าวของอีกตู้หนึ่ง เพียงเท่านั้น
‘ยังดีที่ห้องนี้มีหน้าต่างเปิดให้มองออกไปเห็นทิวทัศน์ด้านนอกด้วย แม้นจะเล็กแต่ก็อบอุ่นสบาย ส่วนห้องน้ำต้องใช้รวมกันด้านบนห้องหนึ่ง หนิงเฉินมองสำรวจคร่าวๆก่อนจะรีบอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปช่วยแม่ของเธอทำงานตามที่ตั้งใจไว้
เมื่อลงมาถึงแม่ของเธอก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารแล้ว หนิงเฉินจึงตามเข้าไปช่วยในครัวด้วยอีกแรง
“แม่คะ วันนี้ทำอะไรทานบ้างหรือคะ” หนิงเฉินเข้ามาถามเย่าหลินที่กำลังง่วนอยู่กับการทำปลาสดๆที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้านี้
“แม่จะทำหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดอง ปลานึ่งขิง ซุปเต้าหู้ มะเขือเทศผัดไข่ เสร็จแล้วลูกช่วยแบ่งหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองนี่ไปให้คุณปู่กับคุ้นย่าด้วยนะ” เย่าหลินตอบบุตรสาว
“ได้ค่ะ งั้นหนูช่วยทำจะได้เสร็จไวๆ” หนิงเฉินอาสา ก่อนหน้านี้เธอซึ่งเป็นเด็กกำพร้าทำงานมาสารพัดรูปแบบแล้ว ส่วนเรื่องอาหารเธอก็มักจะทำกินเองเพื่อความประหยัดและอร่อยถูกใจ จึงนับว่ามีฝีมือของเธอในการปรุงอาหารนับว่าดีไม่น้อยเลยล่ะ
หลังจากเตรียมกับข้าวเสร็จ น้องชายของเธอห่าวเยว่ก็กลับมาถึงพอดี ตามด้วยพ่อของเธอซูอี้เฉิน
“พี่หนิงเฉินวันนี้กลับมาไม่รอเลยนะ” ห่าวเยว่เอ่ยกับพี่สาวเพราะพวกเขาเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน
“ก็ฉันหมดคาบเรียนแล้วนี่ เลยรีบกลับมาช่วยงานแม่ไง” หนิงเฉินตอบ
“อืมก็ได้เข้าใจแล้วละ งั้นผมขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” ห่าวเยว่กล่าวก่อนจะรีบขึ้นไปด้านบน
“พ่อคะ นี่น้ำค่ะ” หนิงเฉินกล่าวก่อนจะรินน้ำไปให้พ่อของเธอซึ่งกลับเข้ามาเหนื่อยๆ
“ขอบใจลูก” อี้เฉินกล่าวขอบคุณ หนิงเฉินยิ้มรับ จากนั้นจึงขอตัวนำหมูสามชั้นตุ๋นผักดองไปให้ที่บ้านใหญ่ของปู่ย่า
หนิงเฉินนิ่งคิดอยู่พักใหญ่หลังจากได้ฟังคำขอให้ช่วยพิจารณาอี้เหรินมากกว่าความเป็นเพื่อน ซึ่งความจริงแล้วใจเธอตอบตกลงไปแล้วล่ะ สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจตอบออกไปตามใจปรารถนา “ได้ค่ะ ฉันเองก็ยอมรับว่าฉันรู้สึกดีกับคุณไม่น้อย คุณเองก็เป็นคนดีคนหนึ่งอีกทั้งยังตรงไปตรงมา คิดอะไรอยากได้อะไรก็มุ่งตรงไปที่เป้าหมายอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด ขนาดรีสอร์ตนี้ที่ทำสำเร็จได้ก็เพราะคุณวางแผนเอาไว้นานหลายปีแล้วนี่คะ ถ้างั้นฉันจะลองเชื่อคุณดูแล้วก็ขอให้คุณพิจารณาฉันให้ดีด้วยเช่นกันเพราะถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าระยะเวลาที่เราได้เจอและรู้จักกันนั้นมันสั้นเกินไปจริงๆเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น เผื่อนานไปคุณได้รู้จักฉันมากขึ้นคุณเองอาจจะเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจก็ได้”หนิงเฉินเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาและใจกว้างเป็นที่สุด ทำให้อี้เฉินยิ้มออกมาด้วยความพอใจมากทีเดียว “งั้นถือว่าเราเริ่มคบหาเพื่อศึกษานิสัยใจคอกันเรียนรู้กันตั้งแต่วันนี้เลยก็แล้วกันนะครับ”
วันนี้อี้เหรินมารับหนิงเฉินเพื่อพาไปชมรีสอร์ตของเขาตั้งแต่แปดโมงเช้า เมื่อมาถึงเขาก็พาเธอไปชมห้องครัวของรีสอร์ตพร้อมแนะนำพนักงานรวมทั้งพ่อครัวให้เธอรู้จักเป็นอันดับแรกตามความต้องการของหนิงเฉิน “เป็นยังไงบ้านครับห้องครัวของรีสอร์ตเรามีอะไรขาดเหลือบ้างหรือเปล่า” อี้เหรินเอ่ยถามขณะพาหนิงเฉินมาสำรวจห้องครัวที่จะใช้ทำอาหารต้อนรับแขก “ดูโดยรวมแล้วก็ครบครันอยู่นะคะ ขนาดเตาอบยังมีพร้อมเลยแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าอย่างงั้นคุณลองดูรายการอาหารที่ฉันเตรียมมาให้เลือกก่อนก็แล้วกันค่ะว่าอยากจัดให้มีอะไรบ้าง จากนั้นฉันค่อยจัดเตรียมวัตถุดิบแล้วมาทำให้พวกคุณลองชิมดูก่อนที่ครัวนี้ หากขาดเหลืออะไรจะได้จัดเตรียมให้พร้อม” หนิงเฉินกล่าวอย่างมืออาชีพจนอี้เหรินอดยิ้มพอใจไม่ได้ที่หญิงสาวอายุน้อยอย่างเธอกลับเป็นคนรอบคอบยิ่งนัก ที่สำคัญเธอยังสวยมากอีกด้วย “
หลังหนิงเฉินนำขนมที่ร้านซูฮ่าวซือบางส่วนไปขายที่ตลาดมืดเสร็จแล้วเธอก็แยกย้ายกับป้าลู่ก่อนกลับมาดูที่ร้านซูฮ่าวซืออีกครั้ง โดยนำวัตถุดิบชั้นเลิศซึ่งได้มาจากตลาดมืดติดมือมาด้วยเป็นปูขนชั้นดีจากมณฑลเจียงซูที่เป็นแหล่งผลิตปูขนแหล่งใหญ่ในประเทศ เมื่อเธอกลับมาถึงร้านห่าวเยว่ก็กลับบ้านไปแล้วเพราะได้เวลาที่เขานัดหมายกับห่าวหมิงเอาไว้ว่าจะช่วยควบคุมดูแลคนงานที่จ้างมาเก็บผลผลิตด้วยกัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาทุ่มตรงก็ได้เวลาปิดร้าน เหล่าพนักงานของเธอก็ช่วยกันเก็บกวาดเช็ดถูทำความสะอาดร้านก่อนจะพากันลากลับไปราวสองทุ่ม เหลือเพียงหนิงเฉินที่ตั้งใจจะทำอะไรทานและคิดรายการอาหารเมนูใหม่อยู่เพียงลำพังที่ร้าน ในขณะที่เธอกำลังจะปิดประตูหน้าร้านเพื่อไปหยิบป้ายที่ลืมเอาไว้มาแขวนตรงหน้าประตูว่าร้านปิด จู่ๆกลับมีคนมาดึงประตูร้านอีกด้านหนึ่งเพื่อที่จะเข้ามาด้านใน เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งพร้อมกับหนิงเฉินที่ตกใจเล็กน้อยเพราะคาดไม่ถึงว่าดึกป่านนี้แล้วยังจะมีแขกมาเยือนร้
ตอนนี้ร้านซูฮ่าวซือก็เปิดกิจการมาได้ปีกว่าแล้วโดยกิจการค้าขายของหนิงเฉินเป็นไปได้ด้วยดีมากเลยทีเดียว ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการในร้านมักจะเป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่เนื่องจากพวกเธอสนใจอาหารที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะขนมของร้านนี้ที่มากมายหลากหลายให้เลือกตั้งแต่เค้กผลไม้รวม เค้กส้ม เค้กลูกพลัม เค้กสตรอว์เบอร์รี่เค้กมะม่วง เค้กกล้วยหอม เค้กลิ้นจี่เป็นต้น ส่วนพวกพายก็มีพายแอปเปิล พายสับปะรด พายมะนาว พายฟักทอง พายสตรอว์เบอร์รี่พายเห็ด พายวอลนัตหรือผลเฮอเถา พายผักโขมและอื่นๆ อีกทั้งยังมีคุกกี้แสนอร่อยอย่างคุกกี้เนยถั่ว คุกกี้วอลนัต คุกกี้ข้าวโพด คุกกี้พุทรา คุกกี้หยางเหมยคุกกี้ส้มและคุกกี้ผลไม้ชนิดอื่นๆอีก ทางด้านเครื่องดื่มก็มีน้ำผลไม้ปั่นหลากชนิด รวมทั้งเอามาปั่นอย่างเดียวหรือผสมกับผักผลไม้ต่างชนิดกัน ไม่ก็นำมาคั้นเป็นน้ำผักผลไม้สด ดื่มดับกระหายได้สุขภาพคุณประโยชน์มากมาย โดยหนิงเฉินคิดสูตรใหม่ๆขึ้นมาตลอด เป็นที่ถูกอกถูกใจผ
หลังเรียนจบหนิงเฉินก็มาบริหารร้านซูฮ่าวซือเต็มตัว โดยวันเปิดร้านมีครอบครัวสกุลซู สกุลโจว สกุลลู่ รวมทั้งสหายในหมู่บ้านซินหยางและเพื่อนฝูงมากมายของสกุลซูมาร่วมแสดงความยินดีด้วยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเลยทีเดียว “เฉินเอ๋อ..อาหารอร่อยทุกอย่างเลย” เหล่าบรรดาเพื่อนมหาลัยที่มาร่วมแสดงความยินดีกับงานเปิดร้านซูฮ่าวซือเอ่ยอย่างชื่นชมหลังจากได้ทานอาหารสดอร่อยจากพืชผักผลไม้สกุลซูซึ่งมีสลัดผักผลไม้โรยด้วยวอลนัตบุบกับน้ำสลัดรสเปรี้ยวอมหวานปรุงพิเศษจากส้มสดๆจากไร่รสหวานอมเปรี้ยวหอมสดชื่นในตัวมันเอง นอกนั้นยังมีบะหมี่ผักที่ทำจากผักสดรสชาติไม่ขมแต่หอมอร่อยเฉพาะตัว นำมาปรุงบะหมี่น้ำ บะหมี่แห้ง บะหมี่ยำกับผักหลากชนิดและเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆทั้งหมู ไก่ กุ้ง ปลา มีเกี๊ยวไส้ผักกับหมูสับหมักเครื่องเทศต้มหรือทอดพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด เปาะเปี๊ยะสดไส้หัวไชเท้าขูดเป็นเส้นผัดกับหมูสับใส่กุ้งต้มถั่วลิสงคั่วบด ผักกาดหอม ถั่วงอกทานกับน้ำซอสรสเค็มเผ็ดเปรี้ย
หลังจากตอบเหล่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ต่างก็อยากจะจับคู่ให้เธอกับบุตรหลานของพวกเขาเสร็จแล้ว หนิงเฉินก็ขอตัวไปนำของหวานมาให้ทุกคน โดยแน่นอนว่ามีหลี่จวินกับลี่หยางอาสาตามไปช่วยเธอทั้งคู่ “ความจริงพวกพี่สองคนไม่ต้องมาช่วยก็ได้นะคะ แค่เสี่ยวเยว่กับฉันก็พอแล้วล่ะ” หนิงเฉินบอกทั้งสองหนุ่ม “ไม่เป็นไรหรอก พี่นั่งทานอาหารนานแล้ว ได้ลุกมายืดเส้นสายช่วยด้วยก็ดีไม่ใช่เหรอ” ลี่หยางกล่าว “พี่อยากมาช่วยเธอ พร้อมหลบเสียงจอแจด้านนอกสักพักน่ะ” หลี่จวินตอบอีกคน “พี่หนิงเฉิน ในเมื่อพี่มีพี่หลี่จวินกับพี่ลี่หยางมาช่วยเตรียมของว่างแล้ว งั้นผมขอตัวไปกินต่อก่อนนะ รบกวนพี่ทั้งสองคนด้วยนะครับ” เสี่ยวเยว่บอกกับทุกคนก่อนจะรีบวิ่งกลับไปหาอาหารแสนอร่อยด้านนอกทันที ทิ้งให้หนิง







