เข้าสู่ระบบ9
ถูกโบย
"โอ๊ย! หลังข้า! ก้นข้า! นังปีศาจตู้จือหลานนั่นจิตใจโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว”
เสียงโหยหวนของนางจางดังระงมไปทั่วตรอกเปลี่ยว หลังจากถูกโบยจนครบไม้แล้วบ่าวตระกูลตู้ก็โยนพวกนางสองแม่ลูกออกมาไว้นอกจวนเหมือนขยะสองกอง สภาพของพวกนางตอนนี้ดูไม่ต่างจากสุนัขตกถังสี ชุดผ้าป่านฉีกขาดจนเห็นเนื้อตัวแดงเถือกจากการถูกโบยยี่สิบไม้โทษฐานแอบอ้างเป็นญาติขุนนาง ส่วนจางเม่ยเอ๋อร์นั้นก็สภาพไม่ต่างกัน นางลากสังขารพลางเอามือกุมก้น สะอึกสะอื้นจนแป้งบนหน้าไหลย้อยลงมากลายเป็นทางยาวดูสยดสยอง
"ท่านแม่ ฮื่อ ฮื่อ ข้าบอกแล้วว่าอย่ามา พี่เหวินไฉน่ะเปลี่ยนไปแล้ว ดูซิ! มันยืนดูพวกเราโดนโบยตาปริบๆ แถมยังช่วยนังนั่นนับไม้ด้วย ข้าอยากจะเอาหัวไชเท้าเว่ยเสี่ยวเหอมายัดปากเขานัก" จางเม่ยเอ๋อร์บ่นอุบน้ำตาอาบ
"ไอ้ลูกทรพีเลี้ยงเสียข้าวสุก มันแช่งให้แม่มันตายไม่พอ ยังจะให้เมียใหม่มาถลกหนังแม่อีก คอยดูเถอะ! ถ้าข้าหายปวดเมื่อไหร่ ข้าจะเอาเรื่องพระจันทร์เสี้ยวที่ก้นมันไปป่าวประกาศให้ทั่วตลาด ให้คนรู้กันไปเลยว่าขุนนางจางมีปานที่ก้นข้างซ้าย"
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังด่ากราดอยู่นั้น เสียงฝีเท้าถี่รัวก็ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่พยายามกดให้ต่ำที่สุด
"ท่านแม่ เม่ยเอ๋อร์ หยุดก่อนอย่าเพิ่งเดินไปทางถนนใหญ่"
จางเหวินไฉวิ่งหอบแฮกๆ มาในสภาพลนลาน เขายังคงสวมชุดขุนนางหรูหราแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ เขารีบดึงตัวมารดาและน้องสาวเข้าไปแอบหลังรถเข็นผักเน่าที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง
"ไอ้ลูกสารเลว! เจ้ายังกล้าตามมาอีกรึ!" นางจางเตรียมจะเงื้อมือตีบุตรชายแต่พอออกแรงขยับแผลที่ก้นก็รั้งจนนางต้องร้องโอ๊ยแล้วเปลี่ยนมาหยิกแขนเขาแทน
"ท่านแม่เบาๆ สิขอรับเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า ที่ข้าต้องยอมให้พวกท่านโดนโบยก็เพื่อรักษาชีวิตพวกท่านไว้นะ"
"รักษาชีวิตงั้นรึ ยี่สิบไม้นั่นทำข้าเกือบตายแล้ว พี่ชายท่านบอกคุณหนูตู้ว่าอย่างไรนะ! บอกว่าพวกเราเป็นสัมภเวสีมาทวงไข่ไก่งั้นรึ ท่านเห็นข้าเป็นผีหิวไข่ไปได้อย่างไร หา!"
"โธ่ เม่ยเอ๋อร์ ท่านแม่ ฟังข้าก่อน"
จางเหวินไฉปาดเหงื่อพลางชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา
"จือหลานนางไม่ใช่คนธรรมดา นางคือลูกสาวเสนาบดีตู้ที่อารมณ์ร้ายกว่าเสือ หากนางรู้ว่าพวกท่านคือแม่และน้องสาวข้าจริงๆ นางต้องสงสัยแน่ว่าเหตุใดข้าต้องโกหกเรื่องโจรป่าฆ่าล้างครอบครัว แล้วถ้าขุดไปถึงเรื่องเว่ยเสี่ยวเหอกับอาเป่าคราวนี้พวกเราไม่ใช่แค่โดนโบยนะ แต่จะโดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรฐานหลอกลวงเบื้องสูง!"
นางจางหยุดชะงัก "ตัดหัวเชียวรึ!"
"ก็ใช่น่ะสิขอรับ ที่ข้าต้องแสร้งทำเป็นจำคนผิด ก็เพื่อให้พวกท่านดูเหมือนสิบแปดมงกุฎธรรมดาๆ จือหลานนางจะได้ไม่ติดใจสงสัยต่อ ตอนที่ข้าช่วยนางนับไม้ข้าก็ปวดกระดองใจจนแทบจะขาดใจตายตามพวกท่านไปเลยนะขอรับ”
"เจ็บปวดแต่ขยิบตาเออออให้ตู้จือหลานนั่นน่ะรึ" จางเม่ยเอ๋อร์เถียง
"นั่นเพราะข้าโดนฝุ่นเข้าตาต่างหาก! เอาล่ะๆ ตอนนี้พวกท่านรีบออกจากเมืองหลวงไปก่อน กลับไปที่หมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วไปจัดการเว่ยเสี่ยวเหอให้เงียบสนิท อย่าให้นางโผล่หน้ามาที่นี่เด็ดขาด นี่คือเงินตำลึงที่ข้าแอบขโมยมาจากลิ้นชักโต๊ะของจือหลาน เอาไปซื้อยาทาแล้วที่เหลือก็จ้างคนไปพังกระท่อมนั่นซะ ให้นางหอบลูกหนีไปให้ไกลจะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันอีก"
เขายัดเงินใส่มือนางจางพลางทำท่าจะวิ่งกลับ "ข้าต้องไปแล้ว จือหลานเรียกหาข้าไปนวดเท้าให้ ถ้าข้าไปช้านางจะสั่งโบยข้า"
"เดี๋ยว! เหวินไฉ! แล้วเรื่องแผลที่ก้นเจ้าล่ะตู้จือหลานจะเห็นไหม"
จางเหวินไฉทำหน้าสยอง "ข้ากะว่าจะเอาถ่านร้อนๆ มานาบให้เป็นรอยไหม้ จะได้บอกนางว่าเป็นแผลเป็นจากคมดาบตอนสู้กับโจรป่า ข้ายอมเจ็บตัวเพื่อความอยู่รอดของตระกูลจางนะท่านแม่"
พูดจบขุนนางหนุ่มก็โกยแน่บกลับจวนไปทันที ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนมองเงินในมือสลับกับมองแผ่นหลังลูกชาย
"ท่านแม่ข้าว่าพี่ชายน่ะนอกจากจะใจดำแล้วยังสมองบวมอีก เอาถ่านนาบก้นตัวเองเนี่ยนะ"
จางเหม่ยเอ๋อร์ส่ายหน้าเอือม นางจางกำเงินแน่น แววตาที่เคยเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นอาฆาต
“ช่างมัน ในเมื่อได้เงินมาแล้วเรากลับไปจัดการเว่ยเสี่ยวเหอก่อน”
สองแม่ลูกลากสังขารออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านชิงสุ่ย โดยไม่รู้เลยว่าเว่ยเสี่ยวเหอในยามนี้ไม่ใช่คนเดิมที่พวกนางจะมารังแกได้ง่ายๆ อีกต่อไป และที่สำคัญในมิติลับของนางตอนนี้มีหมูป่าที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำทิพย์จนเขี้ยวโง้ง มีแกะ มีแพะ มีทุกอย่างที่สร้างเงินให้นางได้ นางไม่ใช่เว่ยเสี่ยวเหอคนกระจอก แต่กำลังจะฟื้นฟูฐานะเพื่อเลี้ยงดูอาเป่าให้เติบโตไปได้ดี
ค่ำคืนที่มืดมิดในหมู่บ้านชิงสุ่ย เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ไหว ทว่าที่ทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าสู่กระท่อมท้ายทุ่ง กลับมีเงาร่างห้าเงากำลังกระซิบกระซาบกันอย่างมีเลศนัย นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ในสภาพที่ก้นยังระบมเดินนำหน้าชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงสามคน พวกนางไปจ้างมาจากหมู่บ้านข้างๆ ด้วยเงินตำลึงที่จางเหวินไฉให้มา
"นั่นไง กระท่อมนั่นแหละ พวกเจ้าจำไว้นะพังแปลงผักมันให้ราบเผากระท่อมมันให้วอด แล้วลากนังเว่ยเสี่ยวเหอออกมาตีสั่งสอนให้หายแค้น ส่วนไอ้เด็กตัวดีนั่นข้าจะเอาไปขายให้เป็นทาส” นางจางชี้มือสั่นๆ ไปที่กระท่อมที่บัดนี้หลังคาดูแน่นหนาผิดหูผิดตา
"งานง่ายๆ แค่ผู้หญิงกับเด็ก แค่เอาไฟขู่หน่อยก็คงฉี่ราดแล้วป้าจาง" นักเลงหัวไม้คนหนึ่งที่เป็นหัวโจกขยับมีดในมือ
"ระวังหน่อยนะเจ้าคะนังนั่นมันมีของดี" จางเม่ยเอ๋อร์กระซิบเตือนแม้จะอยากเห็นเว่ยเสี่ยวเหอพินาศใจจะขาด
ภายในกระท่อมเว่ยเสี่ยวเหอที่กำลังนั่งลับมีดอยู่ในมิติเสบียงพลันลืมตาขึ้น สัญชาตญาณเตือนนางถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก แผนป้องกันฐานทัพที่วางไว้รอบบ้านเริ่มทำงานแล้ว
"แขกมาเยือนไวกว่าที่คิด"
นางพึมพำ ก่อนจะหายตัวออกมาจากมิติเพื่อเตรียมตัวต้อนรับแขก กลุ่มนักเลงหัวไม้เริ่มกระจายตัวล้อมกระท่อม หัวโจกนักเลงเดินอาดๆ เข้าไปทางหน้าบ้านด้วยความชะล่าใจ ทว่าทันทีที่เท้าของมันเหยียบลงบนกองใบไม้แห้งที่ดูแสนธรรมดา
ฉับ! อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วทุ่ง นักเลงคนนั้นทรุดฮวบลงกับพื้น เมื่อเท้าของมันเหยียบเข้ากับกับดักล่าสัตว์แบบฟันเขี้ยวที่เว่ยเสี่ยวเหอแอบนำมาวางไว้ ฟันเหล็กงับเข้าที่ข้อเท้าจนเลือดสาดกระเซ็นย้อมใบไม้แห้งกลายเป็นสีแดงฉาน
"เกิดอะไรขึ้น!" นางจางอุทานเสียงหลง
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
93แต่งงานนางบิดชายผ้ากันเปื้อนไปมาพลางก้มหน้าพึมพำ “ก็ตามนั้นแหละเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านอ๋องก็ดูเป็นคนดี และอาเป่าก็ดูจะชอบท่าน ข้าเลยคิดว่าเราอาจจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ สักปีสองปีถ้าเข้ากันได้ก็ค่อยว่ากัน”“ปีสองปีรึ” ท่านอ๋องขมวดคิ้วแน่น “นานไป ข้าไม่อยากคบหาดูใจอะไรแบบนั้นห
90บังเอิญล่ะมั้งเวลาผ่านไป เว่ยเสี่ยวเหอที่เพิ่งส่งหมั่นโถวลูกสุดท้ายในซึ้งให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่งชะงักมือลงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางเบี่ยงสายตาไปมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันก่อนที่เจอบนรถม้ากลางสายฝน จนมาถึงวันนี้ที่หน้าร้าน เป็นความบังเอิญจริงๆ
86พัดปัดฝนนางมองผลงานของตัวเองด้วยความโล่งอก แล้วเก็บพัดเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ก้าวออกมาจากมิติกลับไปที่เตียงนอน ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสบายใจในเวลาเดียวกัน ณ จวนอ๋องสิบเอ็ดที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ท่านอ๋องที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำพลันขมวด
85อย่ามองว่าข้าบ้าเขายื่นมือมาแตะที่หลังมือนางเบาๆ “เจ้าบอกว่าเจ้าสิงอยู่ในร่างของมารดาอาเป่า แต่สำหรับข้าไม่ว่าวิญญาณข้างในจะมาจากที่ใด สิ่งที่ข้าเห็นและสัมผัสได้คือสตรีที่ชื่อเว่ยเสี่ยวเหอผู้ที่มีหัวใจเมตตาและมีความเด็ดเดี่ยวต่างหาก”เว่ยเสี่ยวเหอรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาด้วยความตื้นตัน ความล







