Share

สหายของท่านตา

Author: l3oonm@
last update Last Updated: 2025-10-12 00:55:06

สามพี่น้องบ้านหวังเดินเท้าถึงร้านหมออู๋ เสี่ยวเอ้อหน้าร้านก็จำได้ จึงรีบต้อนรับเข้าไปในห้องรับรอง หลงจู๊กับหมออู๋ก็เข้ามาทักทายทันที

"ท่านปู่อู๋ พวกข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านปู่" มู่หลินรู้ว่าถ้าต้องการให้คนช่วยต้องแสดงน้ำใจ

นางเอาเห็ดหลินจือแดงดอกใหญ่สองฝ่ามือออกมา เมื่อเห็ดหลินจือวางบนโต๊ะ หลงจู๊หงายหลังไปเรียบร้อยแล้ว หมออู๋ก็ตกใจกว่าจะตั้งสติพูดได้ก็ผ่านไปหนึ่งเค่อได้ (1เค่อ=15นาที)

"หลินเออร์ไหนเจ้าบอกไม่มีแล้ว" หมออู๋หรี่ตามองเด็กเจ้าเล่ห์อย่างมู่หลิน

“ดอกใหญ่ขนาดนี้ ยังไม่มีใครพบเจอมาก่อน ท่านหมอนำเข้าประมูลดีไหมขอรับ” หลงจู๊เจินเอ่ยถามหมออู๋

“ดีดี เจ้าไปแจ้งหอเฟยหลงที่อำเภอได้เลย อีกไม่ถึงสิบวันจะมีการประมูลแล้ว” หมออู๋ตื่นเต้นที่โรงหมอของเขาจะมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น

“ข้าจะออกหน้าให้เจ้า แต่ทางโรงประมูลจะหัก2ใน10ส่วน”

“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะให้ท่านปู่อู๋สามส่วน อย่าเพิ่งห้ามเจ้าค่ะ ฟังข้าก่อน ข้ามีคำขอที่จะให้ท่านปู่ช่วย” หมออู๋ที่กำลังจะเอ่ยปากแย้งก็ยอมรับฟังมู่หลินก่อน

“ข้าอยากทราบเรื่องตระกูลเซี่ยของท่านแม่ทัพที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ แล้วข้าก็รู้ว่าท่านปู่อู๋ต้องรู้แน่นอน”

หมออู๋กำลังมองประเมินสามพี่น้องที่เอ่ยถามเรื่องตระกูลเซี่ยขึ้นมาก็ให้แปลกใจ เมื่อพิจารณาใบหน้าของเจียวโจว ดวงตาคู่นั้นช่างคล้ายกับสหายของตนยิ่งนัก ก่อนจะถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องของตระกูลเซี่ยเมื่อ 17 ปีก่อน

“เรื่องของตระกูลเซี่ยก็ไม่ใช่ความลับอะไร คนในเมืองหลวงล้วนรู้เรื่องราวดี ถ้าจะนับเรื่องทั้งหมดคงเริ่มตั้งแต่บุตรีท่านแม่ทัพเซี่ยโดนลอบฆ่า หายตัวไปเป็นตายร้ายดีไม่มีใครรู้ได้ ไม่เจอแม้กระทั่งร่าง รองแม่ทัพเซี่ยที่เป็นพี่ชายตามหาอยู่นานถึงสามเดือน ถ้าหากไม่เกิดเรื่องใส่ร้ายขึ้นมาก็คงจะไม่หยุดตามหา องครักษ์ที่รอดกลับมานั้นจับตัวบ่าวที่ผลักคุณหนูเซี่ยกลับมาด้วย

องครักษ์ได้เปิดเผยคำพูดสุดท้ายที่บ่าวชั่วได้พูดกับหนูเซี่ย เมื่อตรวจสอบและหลักฐานที่มีทำให้ตระกูลเซี่ยกับตระกูลเว่ยแตกกัน คุณหนูเว่ยโดนโทษหนัก โดนทางตระกูลเว่ยตัดขาด ทางการตัดสินให้เนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดน ถึงผลตัดสินจะยุติธรรม แต่กับตระกูลเซี่ยถือว่าบอบช้ำอย่างหนัก ฮูหยินท่านแม่ทัพล้มป่วยเพราะตรอมใจ ท่านแม่ทัพลาออกจากตำแหน่งยกให้บุตรชายขึ้นเป็นแม่ทัพต่อ

พยัคฆ์ที่อ่อนแอเสือซุ่มทั้งหลายต่างก็รอเวลาเพื่อลงมือ หลักฐานใส่ร้ายมากมายส่งถวายฎีกาต่อฝ่าบาท แต่หลักฐานที่มีก็ไม่แน่นหนาพอจะเอาผิดได้ พระองค์กับแม่ทัพเซี่ยออกศึกร่วมกันนับครั้งไม่ถ้วนใจพระองค์รู้ดีที่สุดว่าสหายของตนเป็นเช่นไร หลังจากเรื่องของคุณหนูเซี่ย ฝ่าบาทเรียกท่านแม่ทัพเข้าวังอย่างลับๆ บอกให้แม่ทัพพร้อมลูกชายคืนตำแหน่งรักษาชีวิตไว้แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเดิม

โดยจะประกาศราชโองการยึดทรัพย์ทั้งหมด แต่พระองค์ให้องครักษ์เงาของพระองค์ขนย้ายทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปไว้ที่บ้านเดิมก่อน เมื่อราชโองการออกให้ออกเดินทางไปแต่ตัว"

ระหว่างที่เล่าไปมู่หลินรู้สึกว่าเรื่องราวมันมีอะไรมากกว่าที่หมออู๋เล่า แต่นางค่อยสอบถามทางท่านตาเมื่อเจอหน้า

"สงสัยใช่หรือไม่ทำไมเรื่องลับระหว่างฝ่าบาทกับตาเฒ่าเซี่ย ปู่เจ้าคนนี้ถึงได้รู้" หมออู๋สอบถามเด็กทั้งสามก่อนจะเอ่ยปากเล่าต่อ

"วันนั้นข้าอยู่ที่นั่นด้วย ทุกครั้งที่ฝ่าบาทกับตาเฒ่าเซี่ยออกรบ ข้าก็ติดตามไปด้วยในตำแหน่งหมอ เกือบได้ไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง (เทพประจำในนรกภูมิ จะยืนคอยส่งน้ำลืมเลือนให้กับวิญญาณที่จะข้ามสะพานไหน่ห่อเกี๊ย) ก็หลายครา หลังจากตาเฒ่าเซี่ยกับคืนบ้านเกิด ข้าก็ออกเดินทางมาอยู่ที่นี่" หมออู๋เล่าไปก็ถอนหายใจ อดสะท้อนใจกับชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้

"ไม่ใช่ตาเฒ่าเซี่ยที่อ่อนแอแต่เป็นเพราะหมดหวังที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อ บุตรชายในตอนนั้นก็แข็งแกร่งไม่เท่าตาเฒ่าเซี่ย จึงมิอาจช่วยเหลืออันใดกับลูกน้องหรือสหายได้" ตลอดช่วงที่เล่าเรื่องเก่า มีแต่ความเจ็บปวดในแววตา ทั้งตนและสหายต่างวัยที่เป็นถึงฮ่องเต้ก็มิอาจยืนมือเข้าช่วยได้

"ท่านปู่อู๋ท่านเคยไปพบท่านผู้เฒ่าเซี่ยอีกหรือไม่"

"ข้าเดินทางไปพบตาเฒ่าที่บ้านเกิดครั้งล่าสุดเมื่อหกเดือนที่แล้ว เห้อ พยัคฆ์ก็คือพยัคฆ์ แม้จะล้มความเป็นพยัคฆ์ก็คงมี เงินที่เหลือตาเฒ่านำไปซื้อที่นา บุตรชายเพียงคนเดียวของตาเฒ่าจากจับดาบต้องมาจับจอบทำนา แม้ข้าจะยื่นมือเข้าช่วยเพียงใดก็ไม่รับ จะยอมรับแค่เพียงให้รักษาฮูหยินเซี่ยที่ล้มป่วยตั้งแต่ลูกสาวหายตัวไป เห้อออ" เสียงถอนหายใจดังครั้งแล้วครั้งเล่า มู่หลินมองหน้าพี่ชายทั้งสองก่อนจะตัดสินใจบอกเรื่องเกี่ยวกับมารดาของตนให้หมออู๋ฟัง

"ท่านปู่อู๋ แม่ของข้าคือเซี่ยเหมยฮวา นางเพิ่งจำเรื่องราวครั้งก่อนได้เมื่อวานนี้เองเจ้าค่ะ ท่านพ่อข้าเจอท่านแม่ที่ริมแม่น้ำ เมื่อรักษาจนฟื้นขึ้นมาถึงได้รู้ว่าไม่มีความทรงจำเดิมแล้ว"

ท่านหมออู๋ลุกขึ้นเร็วจนเก้าอี้ด้านหลังล้มลง พี่ใหญ่ที่เร็วสุดรีบเข้าไปประคอง หลงจู๊เจินที่สั่งงานลูกน้องเรียบร้อยแล้วรีบเข้ามาพบด้วยความตกใจ

“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร สวรรค์ สวรรค์เมตตาแล้ว" หมออู๋พูดได้เท่านั้นก็ถึงกับร่ำไห้เพราะดีใจแทนสหายรักของตน

"ท่านปู่อู๋ พวกข้าพี่น้องจะเดินทางไปรับท่านตา ท่านยายและท่านลุงมาอยู่ด้วยเจ้าค่ะ อยากให้ท่านปู่บอกที่อยู่" หมออู๋รีบยกมือโบกปฏิเสธทันที

"ไม่ต้อง ไม่ต้องข้าจะพาไป เดินทางอีกห้าวัน ไม่ ไม่ อีกสองวันเดินทางเลย จากนี้ไปหางโจว เดินทางโดยรถม้าใช้เวลาห้าวัน แต่พวกเจ้าจะไม่ได้เข้าดูประมูลเช่นนั้นว่าอย่างไร"

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกข้าพี่น้องขอลาท่านปู่อู๋เพื่อกลับไปเตรียมตัวก่อนนะเจ้าค่ะ" มู่หลินรีบบอกลาหมออู๋ทันทีเพราะเวลาที่กระชันชิด นางบอกพี่ใหญ่ให้ไปซื้อรถม้าก่อนถ้าหากต้องเช่าก็สู้ซื้อเลยดีกว่า

สามพี่น้องมาดูรถม้าที่โรงขายสัตว์ พี่ใหญ่กับพี่รองต่างเลือกตามความชอบของตน ได้ม้าดำสองตัว ม้าสีขาวสองตัว พร้อมรถม้าเทียมขนาดใหญ่อีกสองหลัง ทางโรงสัตว์สอนให้พี่น้องขับรถมาครึ่งชั่วยามทั้งคู่ก็ขับเป็น

ระหว่างรอมู่หลินเดินไปซื้อเบาะรองนั่งใส่รถม้า มู่หลินเห็นยังพอมีเวลาเหลือจึงชวนพี่ชายทั้งสองไปโรงค้าทาส มู่หลินต้องการคนขับรถมาและคนดูแลบ้านช่วงที่ครอบครัวเดินทางไปรับท่านตา ถ้าหากให้พี่ชายทั้งสองบังคับรถม้าตลอดห้าวันดูท่าทางคงจะทรมานน่าดู

ในโรงค้าทาส นายหน้าต่างตะโกนเรียกให้ซื้อชีวิตคนเหมือนกับสิ่งของ พี่ใหญ่พี่รองที่ไม่เคยเจอถึงจะสะท้อนใจแต่ก็ยังควบคุมอารมณ์ได้อย่างดี มู่หลินเดินดูจนไปหยุดที่โรงค้าทาสที่เกือบจะสุดซอยแล้ว นายหน้าเดินมาต้อนรับอย่างดี พอบอกความต้องการไปแล้ว นายหน้านำทาสออกมาให้เลือกเหมือนกับเสนอสินค้าอย่างหนึ่ง

ตรงหน้ามู่หลินนั้น มีทาสที่เป็นครอบครัวอยู่สองครอบครัว นายหน้าบอกเป็นกลุ่มทหารเก่าที่ต้องโทษเป็นทาสหลวง ต้องการขายทั้งครอบครัว ที่นายหน้ายินยอมเพราะรับของมีค่าที่ติดตัวมากับพวกทาสมาด้วยนั้นเอง

สองครอบครัว มีทั้งสิ้น 15 คน มู่หลินจ่ายเงินไปทั้งสิ้น สิบตำลึงทอง เพราะราคาแต่ละคนไม่เท่ากัน มู่หลินให้คนที่ขับรถมาได้มาขับแทนพี่ชาย คนที่เหลือให้แบ่งกันนั่งในรถม้าทั้งสองคัน สามพี่น้องไม่ได้รังเกียจพวกทาสเลย ตอนแรกที่ทาสทั้งหมดกลัวจะเจอเจ้านายไม่ดีก็เบาใจลงไปเยอะ

นางแบ่งหน้าที่ให้ทาสบางคนทันที ให้ไปซื้อซาลาเปา ซื้อเสื้อผ้า เครื่องนอน ให้ทุกคน คนที่บาดเจ็บหรือป่วยนางพาไปที่โรงหมอของหมออู๋ กว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดก็เข้าปลายยามเว่ย (13.00-14.59น.) ทั้งหมดจึงรีบเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน เพราะต้องรีบสร้างบ้านแบบง่ายๆ อยู่กันไปก่อน

เมื่อทั้งสามพาคนเข้ามาถึงบ้าน ก็เกือบถึงเวลาเลิกงานของชาวบ้านแล้ว ชาวบ้านต่างเดินมาสอบถามด้วยความสงสัย สองพี่น้องหวังเจียวโจวกับหวังเจียวจ้านก็ตอบคำถามอย่างดี

เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว มู่หลินให้พวกทาสมาแนะนำตัวกับท่านพ่อและท่านแม่ บ้านของพวกทาสก็ให้นายช่างช่วยสร้างแบบพออยู่ช่วงนี้ไปก่อนสี่ห้อง คนที่นายช่างพามามีจำนวนมาก จึงทำให้สร้างเสร็จได้ในเวลารวดเร็ว และยังมีแรงงานจากทาสชายที่เพิ่งซื้อมาด้วย

หัวหน้าครอบครัวและภรรยาของทาสทั้งสองครอบครัว เมื่อได้เห็นหน้าเหมยฮวาถึงกับรีบคุกเข่าร้องไห้เสียงดังออกมา เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คนโดยรอบบริเวณลานบ้านตกใจ

แม้แต่ท่านแม่เหมยฮวาก็ร่ำไห้ด้วยความปวดใจที่เห็นคนของท่านแม่ทัพเซี่ยตกต่ำถึงเพียงนี้ เมื่อปลอบกันจนเงียบแล้วนั้นท่านแม่ก็สอบถามความเป็นมาทั้งหมด ทำไมทั้งสองครอบครัวคนสนิทของท่านแม่ทัพถึงได้ตกเป็นทาสหลวง

หลังจากที่ท่านแม่ทัพเดินทางกลับบ้านเดิมแล้ว คนที่เข้ามารับตำแหน่งท่านแม่ทัพแทนเป็นคนของตระกูลเว่ย ความเจ็บแค้นที่โดนตระกูลเซี่ยกำจัดหมากตัวสำคัญอย่างเว่ยเลี่ยงซู ทำให้ตระกูลไม่สามารถเกี่ยวดองกับฉีอ๋องได้ แม้จะพยายามส่งบุตรของฮูหยินรองหรืออนุไปยั่วยวนเท่าใด ฉีอ๋องก็ตลบหลังจับคนพวกนั้นแต่งออกไปกับตระกูลคุณชายเสเพลทั้งสิ้น

ยิ่งทำให้เสนาบดีเว่ยโกรธแค้นท่านแม่ทัพอย่างมาก ทหารที่เคยภักดีต่อตระกูลเซี่ยบางคนก็ต้านทานอำนาจเงินไม่ไหวทำให้ย้ายฝั่งไปเข้าพวกกับตระกูลถังที่เสนาบดีเว่ยหนุนหลังให้ขึ้นเป็นท่านแม่ทัพคนปัจจุบัน ส่วนทหารที่ไม่ยินยอมก็จะโดนยัดข้อหายักยอกเสบียงแล้วตัดสินโทษให้เป็นทาสหลวง

ยังมีอีกหลายสิบครอบครัว แต่กระจายกันออกไป ที่โรงค้าทาสในตำบลชุนไห่ยังมีอีกสองครอบครัว ในอำเภอโยวโจวมีอีกสามครอบครัว แต่ไม่รู้ว่ามีคนซื้อไปแล้วหรือยัง ที่พวกตนมีเครื่องประดับติดสินบนนายหน้าค้าทาสเป็นเพราะท่านแม่ทัพให้คนแอบนำเงินและของมาให้

ครอบครัวทาสที่1

1. เฉินหย่ง บิดา อายุ 57 ปี

2. เมิ่งซิน มารดา อายุ 52 ปี

3. เฉินฝู บุตรชายคนโต อายุ 36 ปี

4. ชางซิงอี สะใภ้ใหญ่ อายุ 32 ปี

5. เฉินหาน บุตรชายคนรอง อายุ 34ปี

6. ซ่งหรู สะใภ้รอง อายุ 30 ปี

7. เฉินเหวิน บุตรชายเฉินฝู อายุ 15 ปี

8. เฉินวั่งซู บุตรีเฉินเฉินฝู อายุ 12 ปี

9. เฉินฮัน บุตรชายเฉินหาน อายุ 12 ปี

ครอบครัวทาสที่2

1. หลิวกัง บิดา อายุ 56 ปี

2. เฉินหราน มารดา อายุ 52 ปี (น้องสาวเฉินหย่ง)

3. หลิวกุ้ย บุตรชาย อายุ 34 ปี

4. จางเหลียง ลูกสะใภ้ อายุ 28 ปี

5. หลิวเสิน บุตรชาย อายุ 26 ปี

6. หลิวเทียน บุตรชายหลิวกุ้ย อายุ 11 ปี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   ตอนจบ

    ห้าปีผ่านไปชายแดนประจิมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ชาวเมืองแคว้นฉีเริ่มเข้ามาทำการค้ามากขึ้น ถึงกับมีตลาดชายแดนที่ทั้งสองแคว้นจะนำสินค้าของตนมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ชีวิตชาวบ้านจึงดีขึ้นมู่หลินได้หาพืชผักที่ทนต่อสภาพอากาศหนาวเข้ามาปลูก นางยังค้นพบภูเขาที่มีดินเค็ม เมื่อถวายฎีกาถึงฮ่องเต้ให้ทราบเรื่องแล้ว พระองค์ได้ช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงภูเขาผลิตเกลือออกมาจำหน่าย โดยหักภาษีเข้าคลังเพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองอื่นต่อไปฮ่องเต้ฉู่เฟยหลางสละราชบัลลังก์ให้กับองค์รัชทายาทขึ้นปกครองตอนนี้เจ้าลูกเต่าทั้งสามติดตามบิดาเข้าไปฝึกวรยุทธ์ในค่ายทหาร เพราะไป๋เฟยหรงหมั่นไส้บุตรชายทั้งสามที่เกาะติดมู่หลินมากเกินไปไป๋หมิงยู่ ไป๋หรงซิ่ง ไป๋เฉินกง เวลาอยู่กับบิดาทั้งสามจะทำตัวนิ่งขึม เหมือนเช่นบิดา พอลับหลังบิดา ทหารที่เป็นพี่เลี้ยงทั้งหลายล้วนปวดหัวกันเป็นแทบ เด็กชายทั้งสามพี่ใหญ่วางแผน พี่รองดูต้นทาง น้องเล็กหลอกล่อ กลยุทธ์ที่ร่ำเรียนมาจากกงหยวนนั้นเรียกได้ว่าตอนนี้เก่งเกินอาจารย์เสียแล้วแม้แต่กงหยวนยังเจ้าเล่ห์ไม่ได้เท่าไป๋หรงซิ่งเลย หากหนีเรียนวันใดแล้วโดนจับได้ ไป๋เฉินกงจะทำหน้าที่เรียกร

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   บทส่งท้าย

    ใช้เวลาเดินทางครึ่งเดือนก็มาถึงแดนประจิม จวนท่านแม่ทัพนั้นไม่มีอะไรให้มู่หลินปรับปรุงแก้ไขนอกจากห้องน้ำ นางอยากจะเอาที่นอนออกมาใช้ใจจะขาด แต่ยังไม่ได้บอกกล่าวเรื่องมิติที่มีให้กับเฟยหรงได้รู้มู่หลินที่นอนไม่สบายตัวก็ขยับไปมาจนเฟยหรงรู้สึกตัว“น้องหญิง นอนไม่หลับหรือ” เฟยหรงดึงตัวมู่หลินมา กอด“ท่านพี่ข้าจะพาท่านไปที่แห่งหนึ่ง” พูดจบมู่หลินก็พาเฟยหรงเข้าไปในมิติของตน“ที่นี่คือที่ใด” เฟยหรงมองรอบๆ อย่างโง่งม ที่นี้สวยมากจริงๆ ลำธารที่น่าลงไปแช่ ภูเขาด้านหลังก็ดูอุดมสมบูรณ์ ไหนจะแปลงสมุนไพรหลากหลายชนิด พืชผักผลไม้เต็มไปหมด ทุ่งข้าวที่เหลืองอร่ามพร้อมเก็บเกี่ยว กระท่อมหลังน้อยที่อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้“ที่นี่คือมิติของข้าเจ้าค่ะ” มู่หลินพาเฟยหรงเข้าไปในกระท่อม ด้านในเครื่องเรือนของใช้ไม่เหมือนที่เขาเคยเห็น นางจึงเล่าเรื่องทั้งหมดของนางตั้งแต่แรกให้ฟัง ก็เหมือนสิ่งที่นางเล่าให้ครอบครัวฟังเฟยหรงกอดมู่หลินยิ่งนึกถึงว่านางเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่งใจเขาก็ยิ่งปวด“หากเจ้าไม่อยากนำที่นอนออกไปด้านนอก เจ้าจะบอกพี่เรื่องนี้หรือไม่” เฟยหรงเอ่ยอย่างน้อยใจ มู่หลินจึงจูบไปที่มุมปากเพื่อเอาใจ“ย่อมต้อง

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   งานมงคล

    ไป๋เฟยหรงกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ตัวแทบจะติดกับมู่หลินเลยทีเดียว ยิ่งมู่หลินออกไปข้างนอกเฟยหรงแทบจะให้นางใส่ผ้าคลุมทั้งตัวไม่ใช่ว่าไม่มีสตรีเข้าหาเฟยหรงนะ มีมากเลยทีเดียว สาวใช้ที่มาใหม่ในจวนไป๋ที่คิดจะปีนเตียงเฟยหรง โดนเฟยหรงถีบออกมาจากห้องรักษาตัวอยู่ห้าวันกว่าจะลุกขึ้น เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นใครจะกล้าเสี่ยงขุนนางที่ใจกล้าก็อยากจะยกบุตรสาวให้เป็นอนุ ตอนเช้ามาทหารเข้ามาจับกุมโดนขุดความผิดที่ตนก่อไว้ตั้งแต่เริ่มเป็นขุนนาง แม้จะเล็กน้อยไม่โดนตัดสินโทษหนักก็ย่อมต้องโดนลดขั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ขุนนางทั้งหลายเลยเลิกยุ่งกับแม่ทัพไป๋ไปโดยปริยาย“หลินเออร์ แม่ว่าเจ้าแต่งให้ท่านแม่ทัพเสียเลยเถิด ตอนนี้เจ้าก็ 17 หนาว แล้ว พ่อกับแม่มีพี่รองของเจ้าอยู่ด้วย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” เหมยฮวาเรียกมู่หลินมานั่งพูดคุย เพราะนางก็เห็นใจว่าที่ลูกเขยเช่นกัน“ข้าแล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ” มู่หลินยอมตกลงเฟยหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะวิ่งไปป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงได้รู้กันทั่ว เฟยหรงรีบเข้าวังหลวงไปขอฤกษ์มงคลที่เร็วที่สุด แล้วก็เร็วจริงๆ งานจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้ามู่หลินขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอย่างโมโห สั

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   แต่งเลยมิได้หรือ

    แล้วก็ถึงวันสอบเตี้ยนซื่อ หน้าพระที่นั่ง โดยวันสอบจะมีฮ่องเต้เป็นผู้คุมสอบและออกข้อสอบ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับหนึ่งจะได้เป็น จอหงวน อันดับที่สอง ปั๋งเหยี่ยน อันดับที่สาม ทั่นฮวาครอบครัวหวังมาส่งเจียวโจวกับเจียวจ้านหน้าสนามสอบ“ตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุดพอ พ่อไม่คาดหวังว่าเจ้าทั้งสองจะติดสามอันดับ” เจียวจิ้นให้กำลังใจบุตรชาย“แต่ข้าคาดหวังว่าท่านพี่ทั้งสองจะได้จอหงวนเจ้าค่ะ”เจียวโจวดีดหน้าผากมู่หลิน เจียวจ้านตบอกให้น้องเล็กรอดูได้เลยเมื่อทั้งสองเดินเข้าสนามสอบแล้ว เจียวจิ้น เหมยฮวา มู่หลินจึงกลับไปรอที่จวนระหว่างรอผลสอบ ข่าวที่ส่งจากโยวโจวทำให้เฟยหรงถึงกับนั่งไม่ติด ต้องรีบควบม้าออกมาจากค่ายทหารนอกเมืองเพื่อขอความเห็นใจจากมู่หลินทันที่“หลินเออร์” เฟยหรงเอ่ยเสียงอ่อยเรียกมู่หลินมู่หลินเลิกคิ้วรอฟังว่าพ่อตัวดีจะพูดสิ่งใด"เยว่เออร์ตั้งครรภ์แล้ว""อืม" ใช่เรื่องนี้นางรู้แล้ว เพราะห่าวหรานส่งข่าวมาเช่นกัน"หลินเออร์ แต่งเลยมิได้หรือ" มู่หลินหรี่ตามองเฟยหรง"กลับค่ายไปเลย" นางกัดฟันพูดผลการสอบเตี้ยนซื่อ ก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เจียวโจวได้เป็นปั๋งเหยี่ยน เจียวจ้านได้อันดับที่ห้า เด็กๆ

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   งานปักปิ่นมู่หลิน

    ท่านผู้เฒ่าเซี่ยมาถึงก็เมืองหลวงพักผ่อนเพียงหนึ่งวันก็พาคนทั้งตระกูลเดินทางเข้าสู่วังหลวง"ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี""ลุกขึ้น ไม่ต้องมากพิธี" ฮ่องเต้มองสหายต่างวัยด้วยความคิดถึง"เซี่ยหลี่เฉียงรับราชโองการ ตระกูลเซี่ยจงรักภักดีต่อราชวงศ์ มีความดีความชอบร่วมปราบกบฏองค์ชายใหญ่ในครั้งนี้ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำแหน่งกั๋วกง ขั้นหนึ่ง ประทานจวนหน่งหลัง เงินรางวัล 50,000 ตำลึงทอง ผ้าไหม 20 พับ เครื่องประดับ 5 หีบ จบราชโองการ " ขันทีประกาศราชโองการแม้ของรางวัลที่ได้จะไม่อาจเทียบเท่ากับของที่เคยโดนยึดไป แต่ตระกูลเซี่ยก็ไม่เสียดาย เพราะทรัพย์สินของตระกูลตอนนี้มีมากมายเทียบเท่าเงินในคลังหลวงได้ฮ่องเต้ยังคงต้องใช้เงินเยี่ยวยาชาวเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการก่อกบฏขององค์ชายใหญ่ในครั้งนี้อีกมากตระกูลเซี่ยเข้าพักในจวนหลังใหม่ ท่านตาท่านยายยังบ่นกับมู่หลินเรื่องที่นอนนั้นนอนไม่สบายเท่าที่หมู่บ้านชุนหง ห้องน้ำก็ไม่สะดวกสบาย หลานสาวแสนดีจึงเอาใจด้วยการเอาที่นอนของใช้ออกมาให้ทุกคน ท่านตาท่านยายเลยได้ยิ้มหน้าบานครอบครัวหวังเจียวจิ้นนั้นแยกตัวไปอยู่จวนที่ห่าวหรานซื้อไว้ หากให้นั

  • ข้ามเวลามาสู้ชีวิต   บทลงโทษของกบฏ

    เซี่ยซีห่าวนำทัพพร้อมพวกกบฏเดินทางถึงเมืองหลวงหลังจากที่ไป๋เฟยหรงถึงเกือบสิบวันฮ่องเต้สังประหารขุนนางฝ่ายกบฏทั้งหมด ขุนนางคนใดที่โทษไม่หนักก็เนรเทศออกไปใช้แรงงานที่ชายแดน ส่วนองค์ชายใหญ่นั้นทดพิษบาดแผลไม่ไหวชิงตายไปเสียก่อนวันตัดสินโทษเพียงแค่สองวัน หวงกุ้ยเฟย เสนาบดีเว่ย เว่ยซูเหิง โดนตัดสินให้แล่เนื้อเถือหนังจนกว่าจะสิ้นใจตายส่วนคนในจวนตระกูลเว่ยและตำหนักขององค์ชายใหญ่ที่ตรวจสอบแล้วไม่มีความผิดก็โดนเนรเทศสั่งห้ามทั้งหมดกลับเข้าเมืองหลวงและหมดสิทธิ์เข้าสอบขุนนางตลอดชีวิตเว่ยซูเม่ยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏครั้งนี้ แต่นางมีความผิดที่ส่งนักฆ่าไปลอบสังหารมู่หลินหลายครั้ง จึงโดนตัดสินให้ประหารชีวิตด้วย ถึงแม้มู่หลินจะเสียดายที่นางไม่ได้เป็นคนจัดการเอง แต่ก็ไม่ได้ติดใจเพราะโทษตายที่นางได้รับนั้นสมควรแล้วขุนนางกว่าครึ่งในท้องพระโรงที่โดยตัดสินโทษครั้งนี้ แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ทรงร้อนใจเท่าใด เพียงแต่ตั้งขุนนางตงฉินเข้ามาแทนในตำแหน่งสำคัญที่หายไป ส่วนในตำแหน่งอื่นนั้น ทรงรอการสอบหน้าพระที่นั่งในอีกหกเดือนที่จะถึงนี้ คงเติมเต็มท้องพระโรงได้ครบทุกตำแหน่งเวลาที่ครอบครัวบ้านหวังรอก็มาถ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status