LOGINเมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา
ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หรี่ตามอง "ท่านพ่อของข้าตายแล้วขอรับ" "เหตุใดพูดเช่นนั้น" "ท่านย่าบอกข้ามาตลอดว่าท่านพ่อตายในสนามรบ แล้วท่านย่าไม่ต้องการเรา ท่านย่าโยนห่อผ้าแล้วไล่ข้ากับท่านแม่ออกมาจากบ้าน" หลิวเวินเซียนเงยหน้าช้า ๆ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที สายตาเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง หัวใจร้อนรุ่มด้วยความโกรธและเสียใจ เด็กชายตัวเล็ก ๆ ผู้บริสุทธิ์ต้องพบเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ และหลี่อันหนิงภรรยาของเขา ต้องอดทนอยู่ท่ามกลางความทุกข์เหล่านั้น หลิวเวินเซียนกัดฟันแน่น มือกำแน่นด้วยความโกรธ "ไล่ออกจากบ้านงั้นหรือ" เขาถามย้ำ ถึงไม่อยากเชื่อว่ามารดาทำเช่นนั้น แต่เด็กอย่างไรก็โกหกไม่เป็น เขาเดินไปใกล้หลี่อันหนิง ลูบหัวลูกชายช้า ๆ สายตาเต็มไปด้วยความรักและความปกป้อง หลี่อันหนิงยังคงนิ่งสงบ มีแต่ความเศร้าและความอ่อนล้าเต็มดวงตา นางไม่พูดอะไร เพียงแค่สบสายตาเขาแล้วมองเมินไปทางอื่น เสี่ยวหลานมองพ่อด้วยความตื่นเต้นและงุนงง "ท่านเป็นท่านพ่อของข้าจริง ๆ หรือขอรับ" คำถามนั้นเสียดแทงหัวใจของหลิวเวินเซียน แม้เขาจะตั้งตัวไม่ทันตั้งแต่ได้ยินข่าวลือว่าหลี่อันหนิงมีลูก แต่เมื่อพบหน้าเด็กคนนี้เขาแน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่ว่าไม่ใช่ลูกคนอื่น เสี่ยวหลานหน้าตาและรูปร่างเหมือนเขาราวกับถอดแบบออกมา ไม่ผิดไปจากเขาแม้แต่น้อย จะให้คิดว่าเป็นลูกคนอื่นได้อย่างไร "เจ้าชื่ออะไร" เขานั่งลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กชาย "ข้าชื่อเสี่ยวหลาน หลิวเยี่ยหลาน ขอรับ" เสี่ยวหลานตอบใสซื่อ ความไร้เดียงสาของเขาทำให้หัวใจหลิวเวินเซียนอ่อนยวบลง "นั่นแหละคือชื่อที่พ่อตั้งให้เจ้าก่อนเจ้าเกิดเสียอีก" เขาสวมรอยสร้างความเชื่อใจทันที พลางเงยหน้ามองหลี่อันหนิงก่อนยักคิ้วให้นาง หลี่อันหนิงกัดฟันด้วยความขุ่นเคือง หลิวเวินเซียนมีสิทธิ์อะไรมาสร้างเรื่องหลอกลวงลูกชายนาง "จริงหรือขอรับ" เสี่ยวหลานยิ้มตาหยีทั้งดีใจและตื่นเต้น "จริงสิ พ่อเจ้าอยู่กับเจ้าแล้ว ไม่ได้ตายอย่างที่คนอื่นกล่าวหา" เขาพูดไปพลางลูบหัวบุตรชายอย่างเบามือ "หน้าด้าน" หลี่อันหนิงกัดฟันกรอดสบถลอดไรฟันออกมาฟังแทบไม่ได้ยิน แต่หลิวเวินเซียนได้ยิน เขายืนขึ้นหันมามองนางแล้วเดินเข้ามาใกล้เล็กน้อย "เมื่อครู่เจ้าด่าข้าหรือ" นางเชิดหน้ามองอย่างไม่ยอมแพ้ กิริยาเช่นนี้หลิวเวินเซียนไม่เคยเห็นจากหลี่อันหนิงคนเก่า แต่ท่าทางอย่างนี้ก็ชวนดึงดูดเขาไม่น้อย "ได้ยินแล้วยังไม่รีบไปอีก" เสี่ยวหลานมองพ่อกับแม่ เขาเดินเข้ามาหาค่อย ๆ สอดนิ้วมือเล็ก ๆ เข้าไปในอุ้งมือของบิดา หลิวเวินเซียนจึงยึดเอาไว้อย่างมั่นคงทำให้เด็กน้อยยิ่งตื่นเต้นดีใจ "ท่านพ่อจะมาอยู่กับเราหรือไม่ขอรับ ท่านแม่ ข้าอยากอยู่กับท่านพ่อ" หลี่อันหนิงจึงเอ็ดบุตรชายเบา ๆ "ปล่อยมือนะเสี่ยวหลาน" เสี่ยวหลานหน้ามุ่ย ก้มหน้าลงอย่างน่าสงสาร หลิวเวินเซียนเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งปวดร้าว ที่นางมีท่าทีเช่นนี้ก็เพราะเขาที่เป็นต้นเหตุ "อันหนิง" เสียงเขาแผ่วแต่หนักแน่น "กลับบ้านกับข้าเถิด ข้ายังอยากให้เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง" หลี่อันหนิงเงยหน้ามองเขา ครานี้สายตาของนางเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ใบหน้าสงบนิ่ง ไม่มีแม้ร่องรอยความหวั่นไหว "ข้าจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว ข้าเหนื่อยกับเรื่องในอดีต อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกของข้า" หลิวเวินเซียนใจหาย แต่เขาพยายามกลั้นเสียงสั่นเอาไว้ "อันหนิง ข้าเคยทำผิดต่อเจ้ามามาก ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้ากับลูกไป ข้าสัญญาว่าจะไม่มีใครทำร้ายเจ้ากับลูกของเราได้อีก" หลี่อันหนิงมองหน้าเขาอย่างเด็ดเดี่ยว "ท่านเห็นแก่คำว่าครอบครัว ข้าก็เห็นแก่ชีวิตข้าและลูก ข้าไม่ต้องการกลับไปสภาพเก่า ๆ อีก ข้าอยากเริ่มต้นใหม่กับลูก และสร้างชีวิตที่ดีกว่านี้ด้วยตัวข้าเอง" นางจับจ้องเขาอย่างมั่นคง กลายเป็นเขาเองที่รู้สึกสั่นไหว "ถ้าท่านอยากให้เรื่องจบ ท่านก็เขียนหนังสือหย่าให้ข้า แล้วเราจะต่างคนต่างไป" หลิวเวินเซียนสูดลมหายใจลึก สายตาของเขาหันไปมองเสี่ยวหลาน เด็กชายตัวเล็ก ๆ ยิ้มบาง ๆ เต็มไปด้วยความสงสัย หัวใจเขาพลันร้อนขึ้น ความรู้สึกที่มีต่อสองแม่ลูกทำให้เขาไม่อาจยอมจำนน "ไม่ ข้าไม่หย่า" เสียงเขาเข้มและหนักแน่น "ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าไปอยู่คนเดียว หรือให้ลูกของเราต้องเผชิญความลำบากอีก ข้าจะอยู่กับพวกเจ้าเอง" หลี่อันหนิงยืนนิ่ง แต่สายตาของหลิวเวินเซียนกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ถ้าข้ายังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีคนพรากเจ้ากับลูกไปจากข้าได้" หลี่อันหนิงนิ่งอึ้งเนิ่นนาน หลิวเวินเซียนที่นางเคยรู้จักมิใช่คนเช่นนี้ เขาควรหย่ากับนางแล้วไปมีชีวิตที่ดี แต่เหตุใดถึงหัวรั้นได้ขนาดนี้เล่า เสี่ยวหลานมองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยความสงสัย แต่แววตาเริ่มมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ท่ามกลางความตึงเครียดและความอบอุ่นปะปนกัน หลิวเวินเซียนยืนอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็ก สายตาของเขายังคงจ้องหลี่อันหนิงที่เย็นชาทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยว หัวใจเขาเจ็บแปลบอย่างน่าประหลาดที่เห็นสายตานั้น แต่ด้วยความห่วงใยและความรู้สึกประหลาดบางอย่าง เขายินยอมที่จะกลับบ้านไปเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกับนาง ก่อนกลับ เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็ก จับมือเสี่ยวหลานอย่างอ่อนโยนสายตาคมเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น "เจ้าอย่าได้กลัวนะ พ่อจะดูแลเจ้าเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อสัญญา" เด็กชายมองหน้าบิดา ความสง่างามและความน่าเชื่อถือของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยเกือบคล้อยตาม "ขะ… ข้าจะเชื่อฟังท่านพ่อขอรับ" แต่หลี่อันหนิงยืนตัวตรงแน่วแน่ ดึงมือบุตรชายกลับมาอยู่ข้าง ๆ ตน "พอแล้ว ข้าจะดูแลลูกเอง ท่านไม่ต้องมาอีก" นางผลักเขาออกไปจนพ้นประตูแล้วปิดลงทันที ใบหน้าของหลิวเวินเซียนหดหู่ เขากำหมัดแน่น แต่ยังคงควบคุมสติ ไม่โกรธเกินเหตุ "ได้ คราวนี้ข้าจะไป แต่ข้าจะกลับมาอีกแน่" เขาเดินออกไปจากบ้านหายไปสองวัน แต่เมื่อกลับมาอีกครั้งพร้อมห่อผ้าและย่ามใส่ตำราและเครื่องเขียน ทว่านางยังไม่ให้เข้าไปในบ้าน "ท่านมาทำไมอีก ไม่มีบ้านอยู่หรือไร" หลี่อันหนิงขึ้นเสียงแข็ง หลิวเวินเซียนที่หอบของเต็มสองมือยืนนิ่งไม่ยอมขยับ "เมื่อเจ้าไม่ไปกับข้า ข้าก็จะมาอยู่กับเจ้า" เป็นสิ่งที่หลี่อันหนิงคาดไม่ถึงจากหลิวเวินเซียน คนรักศักดิ์ศรีเช่นเขาเหตุใดทำให้ตัวเองดูต่ำต้อยเช่นนี้ได้ "เวินเซียน ท่านกลายเป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไร" หากไม่เห็นกับตานางก็ไม่เชื่อว่าหลิวเวินเซียนจะยอมลดเกียรติอันสูงส่งลงมาคลุกคลีกับคนที่ใคร ๆ ก็ตราหน้าว่าน่ารังเกียจเช่นนาง เมื่อก่อนเขาแทบไม่พูดกับนางด้วยซ้ำ "ตั้งแต่เป็นสามีเจ้านั่นแหละ" ไม่ว่าเปล่า เขาวางของลงที่แคร่หน้าบ้านแล้วนั่งลงอย่างถือวิสาสะ "ลุกขึ้นนะ ท่านทำอะไร" นางเดินไปใกล้เขาดุเสียงเบาเพราะกลัวคนอื่นผ่านมาได้ยิน นางไม่อยากมีปัญหากับที่อยู่อาศัยละแวกนี้ หลิวเวินเซียนเงยหน้ามองอย่างท้าทาย ยกยิ้มมุมมปาก "ข้าเมื่อยแล้วก็ต้องนั่งสิ เจ้าไม่เมื่อยบ้างหรือ นั่งคุยกันก็ได้" หลิวเวินเซียนวางท่าราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนอย่างไม่ใส่ใจนาง ไม่แม้กระทั่งรักษาความสูงส่งของภาพลักษณ์บัณฑิตอีกต่อไป หลี่อันหนิงไร้คำพูด นางยกมือขึ้นเท้าเอวแล้วพูดห้วน ๆ "ดี ถ้าอย่างนั้นก็นอนตากยุงก็แล้วกัน" ก่อนสาวเท้าเดินเข้าบ้านปิดประตูลงกลอนแน่นหนาเมื่อขายซาลาเปาหมดหลิวเวินเซียนอาสาถือของกลับบ้าน นางจึงแบ่งซาลาเปาให้เขาสองลูกแล้วจูงมือเสี่ยวหลานไปที่โรงน้ำชา จากนั้นเขาก็กลับมารับจ้างเขียนจดหมายต่อ แม้คนจะเริ่มเงียบเป็นบางช่วงแต่เขาก็ยืนอยู่จนกระทั่งหลี่อันหนิงเลิกงานตอนเย็นและไปรอรับนางกลับบ้านพร้อมกัน หลี่อันหนิงก็มิได้ตั้งแง่เกลียดชังหลิวเวินเซียน เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานและร่างนี้ยังมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเขาอยู่บ้าง ตอนนี้เขามิใช่หลิวเวินเซียนคนเก่า คลับคล้ายว่าเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนางและลูก แต่สิ่งที่นางไม่เคยลืมก็คือครอบครัวของสามีที่รังเกียจนาง ทำร้ายนางกับลูกแล้วยังตามรังควานไม่ให้นางมีที่ยืน หากหลิวเวินเซียนยังอยู่กับนาง ชีวิตสงบสุขไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ นางอยากหย่าขาดจากเขาแต่ไม่ห้ามหากเขาจะมาเยี่ยมเยียนลูกบ้าง หรือเขาจะมีภรรยาใหม่ก็สุดแล้วแต่ ทว่าหลิวเวินเซียนดื้อดึงยิ่งนัก นอกจากเขาไม่ยอมหย่าเขายังตามมาอยู่กับนางและลูก เฝ้าทำหน้าที่สามีและบิดาไม่ให้บกพร่อง ทั้งที่เขามีโอกาสที่ดีกว่านี้และเขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า นางไม่รู้ว่าตลอดหกปีที่เขาไปรับใช้บ้านเมืองเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงกลับ
แม้จะขาดรายได้ไปแต่นางยังมีงานที่โรงน้ำชาและรับจ้างซ่อมเสื้อผ้าในตอนเย็นเป็นครั้งคราว ด้วยความเคยชินกับการทำงานหลายอย่างนางจึงคิดหาวิธีหาเงินให้ได้มากขึ้น "พอจะมีเงินเก็บบ้าง ทำซาลาเปาขายคงจะดี" นางเข้ามาถึงบ้านไม่เห็นหลิวเวินเซียน มีเพียงห่อผ้าและย่ามใส่ตำราวางอยู่บนแคร่ หลังจากมารดาเข้าบ้านแล้ว เสี่ยวหลานจึงเดินดูรอบบ้าน พบบิดากำลังปลูกผักที่แปลงหลังบ้านอย่างเอาจริงเอาจัง เด็กชายรีบวิ่งออกไปบอกพ่อทันที "ท่านพ่อ วันนี้ท่านแม่ถูกไล่ออกแต่ท่านแม่ไม่ท้อ ข้าเห็นท่านแม่จะทำซาลาเปาขาย หลิวเวินเซียนใจกระตุกวาบ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง "เช่นนั้นเสี่ยวหลานช่วยพ่อรดน้ำผัก เราจะได้มีผักกินและขายได้" "ขอรับ" สองพ่อลูกเดินมาหน้าบ้านมองเห็นหลี่อันหนิงอยู่ในครัวเขาจึงเดินเข้าไปหานาง "เจ้าจะขายของหรือ มาเถิดข้าช่วยเอง" หลี่อันหนิงละจากงานตรงหน้า แค่นหัวเราะมองเขา "หากท่านกลับบ้านไป ข้ากับลูกคงสบายขึ้นกว่านี้" "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเจ้ากับลูกไม่ไปข้าก็ไม่มีทางไปไหน" พูดจบเขาก็คว้าชามใส่แป้งในมือนางไปวางบนโต๊ะ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว "นี่ ไม่ต้อง ท่านทำเป็นรึ" ตั้งแต่นางอย
หลิวเวินเซียนแม้ใจจะเจ็บกับหลายอย่างแต่เขาก็อดทนได้ ยินยอมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง กลางดึก เสี่ยวหลานแอบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูออกมาดูบิดา เด็กชายมองเขาที่นอนหลับบนแคร่หน้าบ้าน แม้จะงุนงงว่าพ่อเป็นมาอย่างไร แต่ความฉลาดเกินวัยและความอบอุ่นในใจทำให้เขาเดินไปเอาผ้านวมเล็ก ๆ มาห่มให้ เด็กชายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลับเข้าบ้านปิดประตูแล้วนอนลงข้างแม่เช่นเดิม เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเวินเซียนตื่นขึ้นพร้อมดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง สายตาเขามองไปยังร่างของตัวเองที่มีผ้านวมห่มไว้ "อันหนิงห่มให้หรือ" คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาอบอุ่นขึ้น ความหวังและรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขายิ้มเก้อ ๆ จนเกือบลืมตัว หลี่อันหนิงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เปิดระตูออกมาจะเดินเข้าครัว สายตาเหลือบเห็นเขาที่นั่งยิ้มอยู่ก็หงุดหงิดเล็ก ๆ "ยิ้มอะไรอีกเล่า" นางไม่สนใจเขาอีก เริ่มหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมฉุยลอยไปทั่วบ้าน หลิวเวินเซียนเก็บผ้าห่มแล้วลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาเดินมาหานางพูดเสียงนุ่มทุ้มที่ฟังดูขัดหูยิ่งนัก "เช้านี้ ขอกินข้าวด้วยนะ" นางจึงตักใส่ชามแล้วยื่นให้แต่ทำท่ารำคาญเล็กน้อย "รีบกิน
เมื่อหลี่อันหนิงพาลูกชายเดินกลับบ้านเช่า เขาแอบอยู่หลังมุมตึกไม้เก่า มองภาพทั้งสองคนอย่างไม่ละสายตา ความรู้สึกอ่อนโยนและปกป้องล้นหัวใจ หลิวเวินเซียนค่อย ๆ เดินตามทิ้งระยะห่าง หัวใจเขาพลันเต้นแรงด้วยความตั้งใจแน่วแน่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัวกันของครอบครัว แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ความลับ เขาต้องรอเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะเผยตัวต่อหลี่อันหนิงและเสี่ยวหลาน เช้าวันต่อมา หลี่อันหนิงกำลังเตรียมอาหารเช้าให้เสี่ยวหลาน เด็กชายตัวน้อยกำลังกวาดโต๊ะอย่างตั้งใจ ทุกอย่างยังคงสงบ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความคาดเดา ทันใดนั้น ประตูไม้เปิดเบา ๆ แต่มั่นคง หลิวเวินเซียนก้าวเข้ามาในบ้าน หยุดฝีเท้าแล้วยืนมอง ทั้งสามคนต่างตกตะลึง เสี่ยวหลานตัวเล็ก ๆ เงยหน้ามองชายร่างสูงด้วยความสงสัย "ท่านเป็นใครขอรับ" หลี่อันหนิงนิ่งสงบ ยืนข้างลูก ปล่อยให้เสี่ยวหลานพูดต่อ เด็กชายชี้ไปยังบุรุษตรงหน้าพลางเบิกตาโต "ท่านเป็นใคร ทำไมเข้ามาในบ้านเรา" หลิวเวินเซียนใจเต้นแรง เขาก้าวเข้าใกล้เสี่ยวหลาน ค่อย ๆ ก้มลง สายตาคมจับจ้องดวงตาสดใสของเด็กชาย กล่าวด้วยเสียงอ่อนนุ่ม "ข้าคือพ่อของเจ้า" เสี่ยวหลานขมวดคิ้ว หร
หลิวเวินเซียนออกจากบ้านโดยไม่สนใจผู้อื่นแม้แต่มารดา จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่หลี่อันหนิงเท่านั้น เขาเดินทะลุฝูงชนในตลาดยามเช้า เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกขายของ ขนมอบร้อนและกลิ่นเครื่องเทศผสมผสานไปกับผู้คน แต่สายตาของเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามองหาเพียงร่างของหลี่อันหนิง "ต้องเป็นนาง ข้ารู้สึกได้" เขาหยุดที่ร้านน้ำชาริมถนน พยายามสอดส่องทุกซอกมุม ในร้านเล็ก ๆ เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ กำลังนั่งรอแม่อย่างตั้งใจ หลิวเวินเซียนใจเต้นแรงทันที ดวงตากลมโต ผมดำยาวชี้ฟูเล็กน้อย เด็กชายเหมือนคนที่เขาเคยเห็นในความทรงจำ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตลก ๆ ของแม่ค้ากลุ่มหนึ่งดึงเขาออกจากความคิด "มาหาอันหนิงหรือเปล่า นางทำงานอยู่โรงน้ำชานี่เอง แต่ก็ไม่รู้หายไปไหนช่วงปิดร้าน" เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นสตรีคนนั้น จังหวะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ร้าน น้ำชาเจ้าของร้านยกมือปัดฝุ่นอยู่ ถามไถ่ได้ความว่านางเพิ่งพาลูกออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดใกล้ ๆ "ข้าพลาดอีกแล้ว" หลิวเวินเซียนยืนตะลึงอยู่หน้าร้าน หัวใจเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและความผิดหวังปะปนกัน ร่างกายของเขาเหมือนจะเคลื่อนไหวเอง แต่สายตาก็ยังคงมองไปยังทิศทางที
หลี่อันหนิงคิดหารายได้เพิ่มก่อนโรงน้ำชาเปิด หากตื่นเช้ากว่านี้นางก็มีเวลารับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ นางจึงหารือกับป้าซ่งและขอย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่เพื่อความสบายใจและไม่ต้องการเอาเปรียบป้าซ่ง จากนั้นจึงออกมาเช่าบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงน้ำชาเพื่อจะได้เดินทางไปทำงานได้สะดวก รุ่งเช้าที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทอแสง หลี่อันหนิงก็ลุกขึ้นจากเตียงฟางในบ้านหลังเล็กที่ปลูกด้วยไม้เก่า ๆ มีเพียงเตียง ฟืน และหม้อใบหนึ่ง นางห่มผ้าให้เสี่ยวหลานที่ยังหลับอยู่ ก่อนออกจากบ้านพร้อมกับตะกร้าไม้ในมือ ที่หน้าตลาด มีบ้านเศรษฐีหลังหนึ่งที่นางรับจ้างทำความสะอาดอยู่ "อ้าว อันหนิงมาเช้าเชียว" สาวใช้ในบ้านร้องทักทาย "เจ้าค่ะ รีบมาปัดฝุ่นก่อนแสงแดดแรง จะได้กลับไปทันโรงน้ำชาเปิด" นางยิ้มตอบพร้อมก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น มือของหลี่อันหนิงแม้หยาบกร้าน แต่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ปัดกวาด ขัดพื้น ซักผ้า ไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้ เมื่อเสร็จงาน นางจะได้รับเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะ แต่สำหรับนางมันคืออาหารสำหรับลูกหนึ่งมื้อ จากนั้นนางจึงรีบกลับไปหาบุตรชายที่เรือนหลังเล็กแล้วออกไปโรงน้ำชาดังเช่นทุกวัน ทำงานต่อจนกระทั่งร้านปิดในยา







