INICIAR SESIÓNแทนที่จะเขียนอักษรหรือวาดภาพ ฮองเฮากลับลากเส้นเชื่อมต่อกันเป็นโครงสร้างประหลาด คล้ายผังของอาคารหลังหนึ่ง ซีฮันหยุดพู่กันแล้วเงยหน้ามองขันทีคนสนิท
"ตงเปียน"
"พ่ะย่ะค่ะ เหนียงเหนียง"
"เจ้าบอกว่ารับใช้ข้ามาตั้งแต่ยังอยู่จวนตระกูลซี"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้าคงรู้เรื่องในวังหลังดีกว่าข้าในตอนนี้"
ตงเปียนรีบก้มศีรษะ "กระหม่อมยินดีถวายชีวิตเพื่อรับใช้พระองค์"
ซีฮันยิ้มบาง
"ข้าไม่ได้ต้องการชีวิตของเจ้า"
นางวางพู่กันลงเบา ๆ "ข้าต้องการข้อมูล"
ตงเปียนชะงัก ก่อนจะเข้าใจความหมายทันที ซีฮันผลักกระดาษเปล่ามาตรงหน้าเขา
"เล่าให้ข้าฟังทุกอย่างเกี่ยวกับสนมทั้งเจ็ด อย่าปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว"
ตงเปียนสูดหายใจลึก ก่อนเริ่มต้นรายงานอย่างละเอียด
"คนแรก...เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย"
เพียงได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของซีฮันก็หรี่ลงเล็กน้อย
"พระนางเป็นธิดาของเสนาบดีใหญ่เข่อเจิ้งเหอ ตระกูลเข่อมีอำนาจสูงสุดในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋น ขุนนางจำนวนมากเป็นคนของตระกูลนี้ แม้แต่หมอหลวงหลายคนก็เกรงใจ"
ซีฮันพยักหน้า ก่อนลากวงกลมวงใหญ่ที่สุดลงบนกระดาษ
"อำนาจของนางไม่ได้มาจากตัวเอง แต่มาจากตระกูล"
ตงเปียนรีบตอบ "ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้พระนางยังฉลาดมาก ไม่เคยลงมือเอง ทุกครั้งจะใช้คนอื่นเป็นหมาก"
ซีฮันเขียนคำว่า ศูนย์กลาง ลงในวงกลมนั้น
"เสาหลักของอาคาร" นางพึมพำ "หากจะรื้อทั้งหลัง ไม่จำเป็นต้องทุบเสาหลักก่อน"
ตงเปียนมองอย่างไม่เข้าใจ ซีฮันไม่ได้อธิบาย แต่เอ่ยต่อ
"คนถัดไป"
"เซียนรื่อหงกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ" ตงเปียนถอนหายใจ "พระนางพูดจาอ่อนหวานที่สุดในวัง ยิ้มเก่ง เอาใจทุกคน เก่งเรื่องประจบ ไม่เคยทำให้ผู้ใดโกรธต่อหน้า"
ซีฮันนึกถึงภาพความทรงจำเมื่อคืน หญิงสาวที่จับมือตนแล้วบอกว่าจะภักดีแต่ลับหลังกลับนำทุกคำพูดไปบอกเข่อชิง
"มีความสามารถอะไร"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ" ตงเปียนตอบทันที "แต่พระนางรู้จักเข้าหาคน"
ซีฮันยิ้มมุมปาก "ปรสิต"
ตงเปียนกะพริบตา "พ่ะย่ะค่ะ"
"คนประเภทนี้ไม่มีอำนาจของตัวเอง แต่เติบโตด้วยการเกาะคนที่แข็งแรงกว่า"
นางเขียนวงกลมเล็กอีกวง ลากเส้นเชื่อมไปยังเข่อชิง
"หากเสาหลักพัง ปรสิตก็อยู่ไม่ได้" จากนั้นนางเงยหน้าขึ้น "ต่อไป"
"ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย" ตงเปียนลดเสียงลง "พระนางรักการปรุงยา สนใจสมุนไพร สัตว์มีพิษ และตำราแพทย์"
ซีฮันหัวเราะเบา ๆ "งูที่ซ่อนอยู่ในกองดอกไม้"
ตงเปียนพยักหน้า "หมอหลวงหลายคนยังยอมรับว่าพระนางมีความรู้จริง"
ซีฮันลากเส้นอีกเส้น "คนแบบนี้มั่นใจในความสามารถของตัวเอง"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
"คนที่มั่นใจมาก มักคิดว่าตัวเองไม่มีวันผิด"
นางเขียนคำว่า 'โอหัง' ไว้ใต้ชื่อของยู่จินเชียง
"ความโอหังคือรอยร้าว"
ตงเปียนเริ่มเข้าใจ ฮองเฮาไม่ได้ฟังข้อมูลเฉย ๆแต่กำลังหาจุดอ่อนของแต่ละคน
"ต่อไป"
"จินเช่อเฟย"
ตงเปียนขมวดคิ้ว "พระนางชอบอาวุธ ลอบฝึกเพลงดาบกับองครักษ์ลับ และมีนิสัยชอบลงโทษนางกำนัลอย่างรุนแรง"
ซีฮันพยักหน้า "คนที่ใช้ความกลัวปกครอง" นางวาดดาบเล็ก ๆ ไว้ข้างชื่อ "เมื่อไรคนเลิกกลัว เมื่อนั้นอำนาจจะหายไป"
"เซียวจื่อเฟย"
"ชอบคุณไสย เชื่อเรื่องโชคลาง"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้ม "คนที่เชื่อโชคลาง มักหวาดกลัวมากกว่าคนอื่น"
นางเขียนคำว่า 'หวาดระแวง'
"ต่อไป"
"โถวฝ่าเฟย"
ตงเปียนมีสีหน้าครุ่นคิด "พระนางรักการปักผ้า สนใจเพียงงานฝีมือ ไม่ค่อยยุ่งการเมือง"
ซีฮันเงียบไป "แล้วเหตุใดจึงอยู่ฝ่ายเข่อชิง"
"เพราะพระนางหวาดกลัวพ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันพยักหน้า "คนขี้กลัว...ไม่ใช่ศัตรู"
นางเขียนวงกลมด้วยหมึกสีอ่อน ไม่เหมือนคนอื่น "คนสุดท้าย"
"ซินจางเฟย"
ตงเปียนถอนหายใจยาว "พระนางไม่มีความสามารถอะไรเลย"
"ไม่มีหรือ"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเหตุใดถึงได้ตำแหน่งเฟย"
ตงเปียนนิ่งไปครู่หนึ่ง "เพราะพระนางซื่อสัตย์"
ซีฮันชะงัก "ซื่อสัตย์"
"พระนางไม่เคยใส่ร้ายผู้ใด ไม่เคยสมคบคิด และเคยช่วยฮองเฮาหลายครั้ง แต่เพราะอ่อนแอเกินไป จึงช่วยอะไรไม่ได้"
ซีฮันนิ่งเงียบ ปลายพู่กันค้างอยู่เหนือกระดาษ ในที่สุดนางเขียนคำหนึ่งลงใต้ชื่อซินจางเฟย
'ใช้ได้' ตงเปียนเบิกตา
"เหนียงเหนียง..."
ซีฮันวางพู่กันลง ก่อนมองแผนผังทั้งหมด วงกลมทั้งเจ็ดเชื่อมต่อกันด้วยเส้นหมึก ตรงกลางคือเข่อชิง รอบนอกคือคนอื่น ภาพนี้เหมือนแบบโครงสร้างของอาคารขนาดใหญ่ ตงเปียนอดถามไม่ได้
"เหตุใดพระองค์จึงวาดเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้มบาง "เมื่อก่อนข้า..." นางหยุดคำพูดทันที เกือบเผลอบอกว่าเคยเป็นสถาปนิก จึงเปลี่ยนเป็น
"ข้าเคยอ่านตำราการก่อสร้าง"
ตงเปียนพยักหน้าโดยไม่สงสัย ซีฮันใช้นิ้วแตะวงกลมของเข่อชิง
"คนส่วนใหญ่คิดว่า หากจะทำลายอาคาร ต้องทุบเสาหลักก่อน" นางส่ายหน้า "แต่นั่นผิด"
ตงเปียนตั้งใจฟัง
"อาคารที่แข็งแรง หากทุบเสาหลักตรง ๆ ผู้ทุบอาจถูกซากอาคารทับตายเสียเอง"
นางเลื่อนนิ้วไปยังวงกลมเล็กด้านข้าง "สิ่งที่ต้องทำ คือรื้อฐานรากทีละชั้น"
นางลากเส้นตัดความเชื่อมโยงของวงกลมเล็กออกจากวงใหญ่ "ตัดคนสนับสนุน"
อีกเส้นหนึ่ง "ตัดข่าวสาร"
อีกเส้นหนึ่ง "ตัดความไว้ใจ"
สุดท้ายจึงแตะวงกลมของเข่อชิง "เมื่อเหลือเพียงตัวคนเดียว" ซีฮันยิ้มเย็น "ต่อให้เป็นเสาหลัก ก็ล้มเอง"
ตงเปียนมองแผ่นกระดาษตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่ใช่เพราะเข้าใจทั้งหมดแต่เพราะรู้สึกว่าฮองเฮาตรงหน้าเปลี่ยนไปจนแทบไม่ใช่คนเดิม นางไม่ได้คิดเพียงแก้แค้นแต่วางแผนเหมือนแม่ทัพก่อนออกรบ ซีฮันทอดสายตามองรายชื่อทั้งเจ็ดอีกครั้ง เข่อชิงมีอำนาจที่สุด ยู่จินเชียงอันตรายที่สุด จินเช่อเฟยโหดเหี้ยมที่สุด เซียวจื่อเฟยลึกลับที่สุด
แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่เป้าหมายแรก นางใช้ปลายพู่กันแตะชื่อหนึ่งเบา ๆ เซียนรื่อหงกุ้ยเฟย ตงเปียนมองตาม
"เหนียงเหนียง...พระองค์จะจัดการนางก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้มอย่างสุขุม "เข่อชิงแข็งแรงเกินไป ยู่จินเชียงระวังตัวเกินไป จินเช่อเฟยดุร้ายเกินไป แต่..."
นางแตะชื่อเซียนรื่อหงอีกครั้ง "คนที่ชอบสวมหน้ากากอ่อนโยน มักเชื่อว่าตัวเองหลอกทุกคนได้"
ดวงตาหงส์ฉายประกายเย็นเยียบ "คนแบบนี้ประมาท"
นางค่อย ๆ ม้วนกระดาษเก็บ ก่อนลุกขึ้นยืนมองสวนด้านนอกที่ดอกเหมยกำลังผลิบานท่ามกลางความหนาว ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม หากแต่แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึง
"ศึกครั้งนี้..." นางกล่าวช้า ๆ "ข้าจะไม่เริ่มจากคนที่แข็งแรงที่สุด"
ตงเปียนก้มหน้ารอฟัง ซีฮันหันกลับมา ดวงตาเยือกเย็นราวกับคมดาบที่เพิ่งถูกลับจนแหลมคม
"ข้าจะเริ่มจากคนที่ดูอ่อนหวานที่สุดก่อน"
นางพูดได้เพียงสองพยางค์ก็สะอื้นจนพูดต่อไม่ได้ ซีฮันไม่ได้เร่งรัด นางเพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อย่างเงียบ ๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ โถวฝ่าเฟยจึงเอ่ยเสียงสั่น“หม่อมฉันกลัว...”“กลัวสิ่งใด”หญิงสาวตัวสั่นจนผ้าห่มขยับ “นางบอกว่า...ต่อให้หม่อมฉันพูด ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ แล้วคนที่หม่อมฉันรัก...จะตายหมด”ซีฮันนิ่งไปเล็กน้อย“คนที่เจ้ารัก”โถวฝ่าเฟยพยักหน้าเบา ๆ“ครอบครัวของหม่อมฉันยังอยู่บ้านเดิมเพคะ”เพียงประโยคเดียว ซีฮันก็เข้าใจทุกอย่าง จินเช่อเฟยมิได้ข่มขู่เพียงชีวิตของโถวฝ่าเฟย แต่นางใช้ครอบครัวของอีกฝ่ายเป็นโซ่ตรวน ซีฮันยกมือแตะไหล่โถวฝ่าเฟยเบา ๆ“ข้าจะไม่บังคับเจ้า”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ“แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วใช้ความกลัวเป็นอาวุธต่อไป”เมื่อออกจากห้องพัก ตงเปียนก็รีบถาม “เหนียงเหนียง นางยอมพูดหรือยัง”“ไม่”“เช่นนั้น...”“ไม่จำเป็นแล้ว”ซีฮัน
ไม่นานหลังรุ่งสาง ซีฮันปลอมเป็นการเสด็จตรวจตำหนักตามธรรมเนียม มีเพียงตงเปียนและขันทีคนสนิทไม่กี่คนติดตาม จินเช่อเฟยรีบออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นเคย“ฮองเฮาเสด็จถึงตำหนักหม่อมฉัน นับเป็นเกียรติยิ่งเพคะ”ซีฮันยิ้มตอบ “ข้าได้ยินว่าตำหนักเจ้าตกแต่งงดงาม จึงอยากชมด้วยตนเอง”จินเช่อเฟยก้มศีรษะ “เชิญพระองค์ทอดพระเนตรได้ทุกแห่งเพคะ”แม้จะตอบเช่นนั้น แต่สายตาของนางกลับจับจ้องทุกฝีก้าวของฮองเฮาอย่างไม่ละเลยซีฮันเดินชมตำหนักอย่างสงบ เริ่มจากเรือนรับรอง ห้องเก็บผ้าแพร ห้องน้ำชา และลานฝึก ทุกอย่างดูเรียบร้อยไม่มีพิรุธ นางเดินช้ากว่าปกติ ใช้ปลายนิ้วเคาะเสาไม้เป็นระยะ สายตากวาดมองความกว้างของทางเดิน เทียบกับพื้นที่ภายนอกตำหนักในใจเมื่อเดินมาถึงห้องปักผ้า ซีฮันหยุดทันทีห้องนี้กว้างประมาณหกช่วงเสา แต่เมื่อเทียบกับแนวกำแพงด้านนอกแล้ว พื้นที่ด้านในกลับสั้นกว่าที่ควรจะเป็นเกือบสองช่วงคนจินเช่อเฟยสังเกตเห็นฮองเฮาหยุดมอง จึงยิ้มพลางกล่าว “หม่อมฉันไม่ถนัดงานปักเหมือนโถวฝ่าเฟย ห้องนี้จึงใช้เพียงเก
นางเงยหน้าขึ้นยิ้ม ดวงตาอ่อนโยนจนแม้แต่นางกำนัลรอบข้างยังอดชื่นชมไม่ได้ ฮ่องเต้ตรัสเพียงไม่กี่ประโยคก่อนเสด็จต่อไปยังสวนอีกด้าน จินเช่อเฟยยืนส่งเสด็จด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานไม่เปลี่ยนแปลงทันทีที่ขบวนเสด็จลับสายตา รอยยิ้มนั้นก็ค่อย ๆ จางหาย ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับเย็นเฉียบ นางหันไปมองนางกำนัลคนสนิทแล้วกล่าวเสียงเรียบ “โถวฝ่าเฟยอยู่ที่ใด”“เพคะ นางกำลังเลือกไหมอยู่ที่เรือนปักผ้า”“เชิญนางมาหาข้า”“เพคะ”ไม่นาน โถวฝ่าเฟยก็เดินเข้ามาในศาลาริมสระด้วยสีหน้างุนงง นางยังไม่รู้เลยว่าตนถูกเรียกมาด้วยเหตุใด เมื่อเห็นจินเช่อเฟยก็รีบย่อตัวถวายพระพร“ถวายพระพรจินเช่อเฟยเพคะ”จินเช่อเฟยยิ้มบาง “นั่งเถิด”โถวฝ่าเฟยนั่งลงอย่างระมัดระวัง จินเช่อเฟยรินชาให้นางด้วยตนเอง “ข้าได้ยินว่าฮองเฮาชื่นชมฝีมือปักของเจ้ามาก”โถวฝ่าเฟยยิ้มเขิน “เป็นพระเมตตาของฮองเฮาเพคะ”“จริงหรือ”น้ำเสียงของจินเช่อเฟยยังคงนุ่มนวล แต่แววตากลับเย็นลง “แล้วฮองเฮาไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเสื้อคลุมหรือ”โถวฝ่าเฟยสะดุ้งเพียงเล็กน้อย ก่อนรีบตอบ “ก็...ทรงถามเรื่องการปักตามปกติเพคะ”“ตามปกติเท่านั้นหรือ”โถวฝ่าเฟยเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าสบตาจินเช่อเฟ
ภายในห้องนั้นกลิ่นกำยานจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นผ้าไหมใหม่ ผ้าแพรหลากสีพับเรียงเป็นชั้นอย่างงดงาม หีบไม้ทุกใบลงลายทองประณีต ดูเผิน ๆ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ตงเปียนใช้ไฟจากตะเกียงเล็กส่องดูตามขอบหีบทีละใบ พบว่าหีบด้านหน้าเก็บเพียงผ้าแพรจริง ๆแต่เมื่อแตะหีบใบหนึ่งที่ตั้งลึกสุดด้านหลัง เขากลับรู้สึกว่าน้ำหนักผิดธรรมชาติ หีบนั้นหนักเกินกว่าจะใส่เพียงผ้าไหม เขาจึงค่อย ๆ เปิดฝาออกอย่างระวัง ภายในชั้นบนยังมีผ้าแพรพับวางปิดไว้ แต่เมื่อยกผ้าออก ด้านล่างกลับปรากฏช่องซ่อนอีกชั้นหนึ่งตงเปียนกลั้นลมหายใจแล้วเปิดแผ่นไม้ชั้นล่างขึ้น ภายในเรียงรายด้วยมีดสั้นหลายเล่ม ปลอกมีดหุ้มหนังสีดำ ปลายด้ามประดับหยกเล็ก ๆ อย่างประณีต มีบางเล่มบางเฉียบเหมาะแก่การซ่อนในแขนเสื้อ และบางเล่มปลายโค้งคล้ายใช้เพื่อกรีดมากกว่าแทงใกล้กันนั้นยังมีม้วนผ้าสีเทาห่อเข็มเงินขนาดเล็กนับสิบเล่ม ปลายเข็มมีสีคล้ำผิดปกติ ตงเปียนรู้สึกขนลุกทันที เขาไม่แตะปลายเข็ม เพียงใช้ผ้าเช็ดหน้าหยิบขึ้นมาดูจากระยะห่าง ก่อนรีบวางกลับที่เดิมและจดตำแหน่งลงบนกระดาษเล็กขณะเดียวกัน ขันทีอีกคนที่ถูกส่งไปทางเรือนด้านเหนือก็พบสิ่งน่าตกใจยิ่งกว่า หลังฉากไม้แกะสลัก
ซีฮันไม่ได้เปิดทุกเล่ม นางเลือกเฉพาะบัญชีของโถวฝ่าเฟยในช่วงเดือนที่ผ่านมา“ครั้งล่าสุดที่โถวฝ่าเฟยรับด้ายไหมสำหรับปักเสื้อคลุม เป็นวันใด”เจ้ากรมรีบพลิกสมุด “วันที่สิบสามของเดือนก่อนพ่ะย่ะค่ะ”“ผู้ใดเป็นผู้ส่ง”“ตามธรรมเนียม สำนักทอผ้าจะบรรจุหีบ แล้วให้ขันทีเวรนำไปส่งโดยตรง”ซีฮันมองตงเปียน “ตรวจหีบ”ตงเปียนและขันทีในตำหนักฮองเฮารีบตรวจหีบไม้ที่ใช้ส่งของทันที พบว่าด้านข้างของหีบทุกใบมีตราประทับของสำนักทอผ้า แต่หีบที่ส่งให้โถวฝ่าเฟยกลับมีรอยงัดเล็ก ๆ บริเวณสลักไม้ รอยนั้นถูกแต้มสีทับไว้อย่างแนบเนียนจนแทบมองไม่ออก“เหนียงเหนียง”ตงเปียนยื่นหีบให้ดูซีฮันใช้นิ้วลูบรอยงัดเบา ๆ ก่อนถามเจ้ากรม “หีบทุกใบเป็นเช่นนี้หรือไม่”เจ้ากรมรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”“เช่นนั้นหีบนี้เคยถูกเปิด”เจ้ากรมเริ่มเหงื่อตก “กระหม่อม...ไม่ทราบจริง ๆ”ซีฮันไม่ได้ต่อว่า เพียงกล่าวเรียบ ๆ “เรียกขันทีผู้ส่งของวันนั้นมา”ไม่นาน ขันทีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาคุกเข่าจนตัวสั่นเมื่อเห็นฮองเฮา“เจ้าส่งหีบนี้หรือ”“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ”“ระหว่างทางเกิดสิ่งใด”ขันทีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างลังเล “หีบถูกเรียกตรวจ
ซีฮันจึงค่อย ๆ เปิดกล่องไม้เล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างตัว ภายในบรรจุเศษด้ายสีแดงและผงสีขาวหม่นซึ่งหมอหลวงขูดออกมาจากเสื้อคลุม นางเลื่อนกล่องไปตรงหน้าโถวฝ่าเฟย“เจ้ารู้จักสิ่งนี้หรือไม่”โถวฝ่าเฟยก้มลงมองอย่างสงสัย “เป็นเศษด้ายของเสื้อคลุมเพคะ”“แล้วผงสีขาวนี้เล่า”นางเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่เคยเห็น”ซีฮันกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ “หมอหลวงตรวจพบว่าผงชนิดนี้เคลือบอยู่บนด้ายไหมบางส่วน หากข้าสวมเสื้อคลุมนี้ติดต่อกัน อาจล้มป่วยโดยไม่มีผู้ใดสงสัย”สิ้นประโยคนั้น สีหน้าของโถวฝ่าเฟยก็ซีดเผือดทันที ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน“เป็นไปไม่ได้!”นางเผลอร้องออกมา ก่อนรีบคุกเข่าลงอย่างแรง “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันสาบานด้วยชีวิต หม่อมฉันไม่เคยใส่สิ่งใดลงไปเลย”น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า“หม่อมฉันรักการปักผ้ามาตั้งแต่เด็ก ทุกฝีเข็มที่ปักลงไป หม่อมฉันตั้งใจเพียงให้งดงามที่สุด หม่อมฉันไม่มีวันทำให้ผลงานของตัวเองกลายเป็นอาวุธ”ซีฮันยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้กล่าวหาหรือปลอบโยนโถวฝ่าเฟยรีบก้มหน้าลงกับพื้น “หากฮองเฮาไม่เชื่อ จะลงโทษหม่อมฉันก็ได้ แต่หม่อมฉันไม่ได้ทำจริง ๆ เพคะ”ตงเปียนมองภาพตรงหน้
หมากรุกในสวนบุปผา และการชำแหละธาตุแท้เมื่อฮ่องเต้เสด็จกลับไป ลิลลี่ถอนหายใจยาวพลางทิ้งตัวลงนั่ง ตงเปียนรีบวิ่งเข้ามาปรนนิบัติถวายน้ำชา"ฮองเฮา! เมื่อครู่นี้กระหม่อมหัวใจจะวายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกล้าล้อเล่นเรื่องเปลี่ยนเจ้าของบ้านต่อหน้าฝ่าบาท!"ลิลลี่จิบชาพลางยิ้มเย็น "ตงเปียน... ผู้ชายประเภทนี้ชอบความท้
เหล่าสนมมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย แสร้งทำเป็นเป็นห่วง "ฮองเฮาทรงตรัสเรื่องใดเพคะ? หรือว่าพิษที่... เอ้อ อาการประชวรครั้งก่อนจะกระทบกระเทือนถึงพระเศียร?"ลิลลี่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "กระทบกระเทือนน่ะใช่ แต่มันทำให้ข้าเห็น พิมพ์เขียว ของวังนี้ชัดขึ้นเยอะเลยล่ะ ยู่จินเชียง... ยาที่เจ้าส
เธอยืนนิ่งอยู่กลางอุทยาน สูดลมหายใจลึกๆ "ตงเปียน ข้าขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือน ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว วังหลวงนี่มันก็เหมือนโปรเจกต์งานสร้างที่ซับซ้อนที่สุด ถ้าข้าไม่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของวัสดุ ข้าก็ไม่มีทางสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงได้"ตงเปียนมองเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง "พระนางทรงเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดพ่ะย่
“แล้วเจ้าว่าพวกนางเป็นเช่นไรเล่าตงเปียน”“พวกนางไม่น่าไว้วางใจ พระองค์ไว้วางพระทัยพวกนางมิได้เลยแม้แต่คนเดียว เหล่านางเหมือนงูพิษคอยฉกกัดพระองค์”“ตงเปียน...เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพวกงูกลัวอะไรมากที่สุด”“กลัวอะไรหรือเพคะ?”“มันก็เหมือนสัตว์ทั่วไป กลัวการถูกทำร้าย งูน่ะพิษแรงและมันก็มีวิธีการเอาตัวรอด







