로그인แทนที่จะเขียนอักษรหรือวาดภาพ ฮองเฮากลับลากเส้นเชื่อมต่อกันเป็นโครงสร้างประหลาด คล้ายผังของอาคารหลังหนึ่ง ซีฮันหยุดพู่กันแล้วเงยหน้ามองขันทีคนสนิท
"ตงเปียน"
"พ่ะย่ะค่ะ เหนียงเหนียง"
"เจ้าบอกว่ารับใช้ข้ามาตั้งแต่ยังอยู่จวนตระกูลซี"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นนั้นเจ้าคงรู้เรื่องในวังหลังดีกว่าข้าในตอนนี้"
ตงเปียนรีบก้มศีรษะ "กระหม่อมยินดีถวายชีวิตเพื่อรับใช้พระองค์"
ซีฮันยิ้มบาง
"ข้าไม่ได้ต้องการชีวิตของเจ้า"
นางวางพู่กันลงเบา ๆ "ข้าต้องการข้อมูล"
ตงเปียนชะงัก ก่อนจะเข้าใจความหมายทันที ซีฮันผลักกระดาษเปล่ามาตรงหน้าเขา
"เล่าให้ข้าฟังทุกอย่างเกี่ยวกับสนมทั้งเจ็ด อย่าปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว"
ตงเปียนสูดหายใจลึก ก่อนเริ่มต้นรายงานอย่างละเอียด
"คนแรก...เข่อชิงหวงกุ้ยเฟย"
เพียงได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของซีฮันก็หรี่ลงเล็กน้อย
"พระนางเป็นธิดาของเสนาบดีใหญ่เข่อเจิ้งเหอ ตระกูลเข่อมีอำนาจสูงสุดในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋น ขุนนางจำนวนมากเป็นคนของตระกูลนี้ แม้แต่หมอหลวงหลายคนก็เกรงใจ"
ซีฮันพยักหน้า ก่อนลากวงกลมวงใหญ่ที่สุดลงบนกระดาษ
"อำนาจของนางไม่ได้มาจากตัวเอง แต่มาจากตระกูล"
ตงเปียนรีบตอบ "ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้พระนางยังฉลาดมาก ไม่เคยลงมือเอง ทุกครั้งจะใช้คนอื่นเป็นหมาก"
ซีฮันเขียนคำว่า ศูนย์กลาง ลงในวงกลมนั้น
"เสาหลักของอาคาร" นางพึมพำ "หากจะรื้อทั้งหลัง ไม่จำเป็นต้องทุบเสาหลักก่อน"
ตงเปียนมองอย่างไม่เข้าใจ ซีฮันไม่ได้อธิบาย แต่เอ่ยต่อ
"คนถัดไป"
"เซียนรื่อหงกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ" ตงเปียนถอนหายใจ "พระนางพูดจาอ่อนหวานที่สุดในวัง ยิ้มเก่ง เอาใจทุกคน เก่งเรื่องประจบ ไม่เคยทำให้ผู้ใดโกรธต่อหน้า"
ซีฮันนึกถึงภาพความทรงจำเมื่อคืน หญิงสาวที่จับมือตนแล้วบอกว่าจะภักดีแต่ลับหลังกลับนำทุกคำพูดไปบอกเข่อชิง
"มีความสามารถอะไร"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ" ตงเปียนตอบทันที "แต่พระนางรู้จักเข้าหาคน"
ซีฮันยิ้มมุมปาก "ปรสิต"
ตงเปียนกะพริบตา "พ่ะย่ะค่ะ"
"คนประเภทนี้ไม่มีอำนาจของตัวเอง แต่เติบโตด้วยการเกาะคนที่แข็งแรงกว่า"
นางเขียนวงกลมเล็กอีกวง ลากเส้นเชื่อมไปยังเข่อชิง
"หากเสาหลักพัง ปรสิตก็อยู่ไม่ได้" จากนั้นนางเงยหน้าขึ้น "ต่อไป"
"ยู่จินเชียงกุ้ยเฟย" ตงเปียนลดเสียงลง "พระนางรักการปรุงยา สนใจสมุนไพร สัตว์มีพิษ และตำราแพทย์"
ซีฮันหัวเราะเบา ๆ "งูที่ซ่อนอยู่ในกองดอกไม้"
ตงเปียนพยักหน้า "หมอหลวงหลายคนยังยอมรับว่าพระนางมีความรู้จริง"
ซีฮันลากเส้นอีกเส้น "คนแบบนี้มั่นใจในความสามารถของตัวเอง"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
"คนที่มั่นใจมาก มักคิดว่าตัวเองไม่มีวันผิด"
นางเขียนคำว่า 'โอหัง' ไว้ใต้ชื่อของยู่จินเชียง
"ความโอหังคือรอยร้าว"
ตงเปียนเริ่มเข้าใจ ฮองเฮาไม่ได้ฟังข้อมูลเฉย ๆแต่กำลังหาจุดอ่อนของแต่ละคน
"ต่อไป"
"จินเช่อเฟย"
ตงเปียนขมวดคิ้ว "พระนางชอบอาวุธ ลอบฝึกเพลงดาบกับองครักษ์ลับ และมีนิสัยชอบลงโทษนางกำนัลอย่างรุนแรง"
ซีฮันพยักหน้า "คนที่ใช้ความกลัวปกครอง" นางวาดดาบเล็ก ๆ ไว้ข้างชื่อ "เมื่อไรคนเลิกกลัว เมื่อนั้นอำนาจจะหายไป"
"เซียวจื่อเฟย"
"ชอบคุณไสย เชื่อเรื่องโชคลาง"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้ม "คนที่เชื่อโชคลาง มักหวาดกลัวมากกว่าคนอื่น"
นางเขียนคำว่า 'หวาดระแวง'
"ต่อไป"
"โถวฝ่าเฟย"
ตงเปียนมีสีหน้าครุ่นคิด "พระนางรักการปักผ้า สนใจเพียงงานฝีมือ ไม่ค่อยยุ่งการเมือง"
ซีฮันเงียบไป "แล้วเหตุใดจึงอยู่ฝ่ายเข่อชิง"
"เพราะพระนางหวาดกลัวพ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันพยักหน้า "คนขี้กลัว...ไม่ใช่ศัตรู"
นางเขียนวงกลมด้วยหมึกสีอ่อน ไม่เหมือนคนอื่น "คนสุดท้าย"
"ซินจางเฟย"
ตงเปียนถอนหายใจยาว "พระนางไม่มีความสามารถอะไรเลย"
"ไม่มีหรือ"
"ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเหตุใดถึงได้ตำแหน่งเฟย"
ตงเปียนนิ่งไปครู่หนึ่ง "เพราะพระนางซื่อสัตย์"
ซีฮันชะงัก "ซื่อสัตย์"
"พระนางไม่เคยใส่ร้ายผู้ใด ไม่เคยสมคบคิด และเคยช่วยฮองเฮาหลายครั้ง แต่เพราะอ่อนแอเกินไป จึงช่วยอะไรไม่ได้"
ซีฮันนิ่งเงียบ ปลายพู่กันค้างอยู่เหนือกระดาษ ในที่สุดนางเขียนคำหนึ่งลงใต้ชื่อซินจางเฟย
'ใช้ได้' ตงเปียนเบิกตา
"เหนียงเหนียง..."
ซีฮันวางพู่กันลง ก่อนมองแผนผังทั้งหมด วงกลมทั้งเจ็ดเชื่อมต่อกันด้วยเส้นหมึก ตรงกลางคือเข่อชิง รอบนอกคือคนอื่น ภาพนี้เหมือนแบบโครงสร้างของอาคารขนาดใหญ่ ตงเปียนอดถามไม่ได้
"เหตุใดพระองค์จึงวาดเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้มบาง "เมื่อก่อนข้า..." นางหยุดคำพูดทันที เกือบเผลอบอกว่าเคยเป็นสถาปนิก จึงเปลี่ยนเป็น
"ข้าเคยอ่านตำราการก่อสร้าง"
ตงเปียนพยักหน้าโดยไม่สงสัย ซีฮันใช้นิ้วแตะวงกลมของเข่อชิง
"คนส่วนใหญ่คิดว่า หากจะทำลายอาคาร ต้องทุบเสาหลักก่อน" นางส่ายหน้า "แต่นั่นผิด"
ตงเปียนตั้งใจฟัง
"อาคารที่แข็งแรง หากทุบเสาหลักตรง ๆ ผู้ทุบอาจถูกซากอาคารทับตายเสียเอง"
นางเลื่อนนิ้วไปยังวงกลมเล็กด้านข้าง "สิ่งที่ต้องทำ คือรื้อฐานรากทีละชั้น"
นางลากเส้นตัดความเชื่อมโยงของวงกลมเล็กออกจากวงใหญ่ "ตัดคนสนับสนุน"
อีกเส้นหนึ่ง "ตัดข่าวสาร"
อีกเส้นหนึ่ง "ตัดความไว้ใจ"
สุดท้ายจึงแตะวงกลมของเข่อชิง "เมื่อเหลือเพียงตัวคนเดียว" ซีฮันยิ้มเย็น "ต่อให้เป็นเสาหลัก ก็ล้มเอง"
ตงเปียนมองแผ่นกระดาษตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่ใช่เพราะเข้าใจทั้งหมดแต่เพราะรู้สึกว่าฮองเฮาตรงหน้าเปลี่ยนไปจนแทบไม่ใช่คนเดิม นางไม่ได้คิดเพียงแก้แค้นแต่วางแผนเหมือนแม่ทัพก่อนออกรบ ซีฮันทอดสายตามองรายชื่อทั้งเจ็ดอีกครั้ง เข่อชิงมีอำนาจที่สุด ยู่จินเชียงอันตรายที่สุด จินเช่อเฟยโหดเหี้ยมที่สุด เซียวจื่อเฟยลึกลับที่สุด
แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่เป้าหมายแรก นางใช้ปลายพู่กันแตะชื่อหนึ่งเบา ๆ เซียนรื่อหงกุ้ยเฟย ตงเปียนมองตาม
"เหนียงเหนียง...พระองค์จะจัดการนางก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ซีฮันยิ้มอย่างสุขุม "เข่อชิงแข็งแรงเกินไป ยู่จินเชียงระวังตัวเกินไป จินเช่อเฟยดุร้ายเกินไป แต่..."
นางแตะชื่อเซียนรื่อหงอีกครั้ง "คนที่ชอบสวมหน้ากากอ่อนโยน มักเชื่อว่าตัวเองหลอกทุกคนได้"
ดวงตาหงส์ฉายประกายเย็นเยียบ "คนแบบนี้ประมาท"
นางค่อย ๆ ม้วนกระดาษเก็บ ก่อนลุกขึ้นยืนมองสวนด้านนอกที่ดอกเหมยกำลังผลิบานท่ามกลางความหนาว ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม หากแต่แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึง
"ศึกครั้งนี้..." นางกล่าวช้า ๆ "ข้าจะไม่เริ่มจากคนที่แข็งแรงที่สุด"
ตงเปียนก้มหน้ารอฟัง ซีฮันหันกลับมา ดวงตาเยือกเย็นราวกับคมดาบที่เพิ่งถูกลับจนแหลมคม
"ข้าจะเริ่มจากคนที่ดูอ่อนหวานที่สุดก่อน"
ทหารม้ากว่าสามสิบคนพุ่งออกมาจากแนวไม้ ทุกคนสวมชุดเกราะดำประดับตรามังกรเงิน ดาบในมือสะท้อนแสงไฟวาบหัวหน้ากององครักษ์ยกดาบขึ้น“คุ้มครองรถหลักฐาน จับคนร้ายเป็น!”องครักษ์หลวงเข้าปะทะทันที ม้าศึกพุ่งชนแนวชายชุดดำจนแตกกระจาย ดาบคมกริบฟาดลงอย่างแม่นยำ คนร้ายที่กำลังล้อมรถถูกบีบให้ถอยออกจากกัน หัวหน้าคุ้มกันตระกูลซีมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจตามแผนเดิม ฮองเฮาส่งคนมารับเพียงหกคน แต่ผู้ที่ปรากฏกลับเป็นองครักษ์หลวงทั้งกอง นั่นหมายความว่ามีผู้หนึ่งรู้เรื่องขบวนหลักฐาน และยอมใช้อำนาจของราชสำนักเข้าปกป้องอย่างเปิดเผยชายชุดดำบางส่วนเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงพยายามหนีเข้าป่า แต่พลธนูขององครักษ์หลวงปิดทางไว้ทั้งหมด“ผู้ใดทิ้งอาวุธจะไว้ชีวิตเพื่อสอบสวน!”หัวหน้ากองประกาศ คนร้ายกลับไม่มีผู้ใดยอมจำนน พวกเขาต่อสู้ราวกับรู้ดีว่าหากถูกจับเป็นย่อมมีชะตาที่เลวร้ายกว่าความตาย ชายชุดดำผู้หนึ่งล้วงยาพิษจากแขนเสื้อ แต่ยังไม่ทันกลืน องครักษ์ข้างหน้าก็ใช้ด้ามดาบกระแทกข้อมือจนหลุด อีกคนพยายามจุดไฟเผาตัวเองพร้อมเอกสารที่แย่งมาได้ แต่ถูกลูกธนูยิง
นางคลี่แผนที่รอบเมืองหลวงออกหากคนของเข่อหยวนฉิงยังควบคุมด่านตรวจ พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่าขบวนใดเป็นของจริง เพียงส่งคนเฝ้าถนนทุกสายและตรวจรถสินค้าจากชายแดนทั้งหมดก็พอ“ส่งองครักษ์ของเราออกไปรับนอกเมือง”“จะใช้คนจำนวนเท่าใดพ่ะย่ะค่ะ” ตงเปียนถาม“ไม่เกินหกคน หากมากกว่านั้นจะสะดุดตา”“จุดนัดพบอยู่ที่ใด”ซีฮันชี้สะพานร้างทางเหนือ ห่างจากกำแพงเมืองประมาณยี่สิบลี้“ให้พวกเขารอที่โรงเตี๊ยมร้างหลังสะพาน เมื่อเห็นรถสมุนไพรสามคัน ให้แสดงเหรียญทองแดงที่บากตรงขอบ”ตงเปียนรับคำแล้วรีบออกไปจัดการ ขณะเดียวกัน ขบวนรถขนหลักฐานกำลังเข้าใกล้เมืองหลวงพวกเขาเดินทางโดยไม่จุดคบไฟ อาศัยแสงจันทร์ซึ่งถูกเมฆบดบังเป็นระยะ ถนนเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืนทำให้ล้อรถเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ หัวหน้าคุ้มกันขี่ม้าอยู่ด้านหน้า เขามองรอยเกือกม้าบนพื้นแล้วขมวดคิ้ว“หยุด”รถทั้งสามคันหยุดพร้อมกัน ทหารเก่าคนหนึ่งกระโดดลงไปตรวจรอย“มีม้าหลายสิบตัวผ่านไปไม่นานขอรับ&rdq
ซีเหวินเต๋ออ่านจดหมายจนจบสีหน้าของเขาค่อย ๆ เคร่งเครียด“นางพบเส้นทางนั้นแล้วหรือ”“เหนียงเหนียงพบว่าคนของเข่อหยวนฉิงควบคุมกรมส่งกำลังบำรุงและเส้นทางลำเลียงหลายจุดพ่ะย่ะค่ะ”ซีเหวินเต๋อหัวเราะอย่างขมขื่น“พวกเรารู้มานานแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยอมฟัง”เขาเดินไปยังมุมห้องเก็บอาวุธ ใช้มือกดกลไกใต้ชั้นวางหอก ผนังไม้ด้านหลังจึงเลื่อนออก เผยให้เห็นหีบเหล็กเก่าใบหนึ่งภายในมีสมุดบัญชีหลายเล่ม แผนที่เส้นทาง ตราประทับจำลอง และจดหมายร้องเรียนที่ไม่เคยถูกส่งถึงฮ่องเต้“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง”ซีเหวินเต๋อกล่าว“ตอนข้ายังเป็นแม่ทัพกองหน้า ข้าเคยส่งคนติดตามขบวนเสบียง พบว่าของหนึ่งในสามถูกนำออกจากรถก่อนถึงด่าน แล้วแทนที่ด้วยกระสอบที่ใส่ทรายหรือเมล็ดข้าวคุณภาพต่ำ”เฉินกวงเปิดสมุดบัญชีด้านในบันทึกวัน เวลา และสถานที่อย่างละเอียด“เหตุใดท่านไม่เคยนำหลักฐานเหล่านี้ออกมา”“เคยนำออกมาแล้ว”ซีเหวินเต๋อตอบเสียงเ
ตระกูลเดิมของร่างนี้คือสกุลซี ตระกูลนักรบเก่าแก่ซึ่งเคยครอบครองอำนาจทางทหารอย่างมั่นคงหลายชั่วอายุคน ส่วนตระกูลหานทางฝ่ายมารดาก็เป็นสายแม่ทัพที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน การสมรสระหว่างสองตระกูลเคยทำให้ซีฮันมีสายสัมพันธ์กับกองทัพกว่าครึ่งหนึ่งของชายแดนเหนือและตะวันตกนั่นเป็นเหตุผลที่นางได้รับเลือกให้เป็นฮองเฮาและอาจเป็นเหตุผลแท้จริงที่เข่อหยวนฉิงต้องการให้นางอ่อนแอจนไม่อาจแตะต้องกิจการภายนอกได้เมื่อซีฮันเดิมประชวรและปิดตำหนัก คนของตระกูลซีกับตระกูลหานก็ถูกลดตำแหน่งทีละคน บ้างถูกกล่าวหาว่าบริหารกองทัพผิดพลาด บ้างถูกโยกย้ายไปด่านห่างไกล บ้างถูกบังคับให้ออกจากราชการโดยไม่มีโอกาสแก้ต่างในสายตาคนทั่วไป นั่นคือการเสื่อมอำนาจตามกาลเวลาแต่เมื่อมองผ่านแผนผังที่นางวาดขึ้น ซีฮันกลับเห็นว่าทุกเหตุการณ์เชื่อมโยงกับเส้นทางเสบียงทหาร“เฉินกวงไว้ใจได้มากเพียงใด”“เขาเคยรับดาบแทนบิดาของเหนียงเหนียงในสนามรบพ่ะย่ะค่ะ หลังได้รับบาดเจ็บที่ขา จึงออกจากกองทัพ แต่ทุกปีในวันครบรอบการสิ้นของท่านแม่ทัพใหญ่ เขายังแอบไปจุดธูปที่สุสาน”
หานจิ้งอันคือญาติฝ่ายมารดาของร่างเดิม เป็นแม่ทัพจากตระกูลหาน ตระกูลนักรบเก่าแก่ซึ่งเคยค้ำจุนราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน เขาถูกลดตำแหน่งเมื่อสามปีก่อน หลังถวายฎีการ้องเรียนว่าเสบียงชายแดนหายไปเกือบสามส่วน เหตุผลในราชโองการระบุว่าเขาบริหารกองทัพบกพร่อง สร้างความวุ่นวาย และกล่าวหาขุนนางโดยไร้หลักฐาน“เหตุใดเรื่องนี้ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวกับข้า”ซีฮันถามเสียงต่ำ ตงเปียนมีสีหน้าลำบากใจ“เวลานั้นเหนียงเหนียงยังประชวรบ่อย และแทบไม่ได้พบคนจากตระกูลเดิมพ่ะย่ะค่ะ หลังแม่ทัพหานถูกลดตำแหน่ง ตระกูลหานก็ถูกกีดกันจากราชสำนักมากขึ้น”“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”“ประจำอยู่ด่านเล็กทางตะวันตกเฉียงเหนือพ่ะย่ะค่ะ มีกำลังทหารในมือไม่ถึงหนึ่งพัน”โถวฝ่าเฟยถอนหายใจ“จากแม่ทัพใหญ่ กลายเป็นผู้ดูแลด่านชายแดนเล็ก ๆ”ซีฮันมองชื่อหานจิ้งอันบนกระดาษ จากนั้นจึงค้นรายชื่ออื่นต่อ แม่ทัพหานเหวินคัง ผู้เป็นลุงของซีฮัน เคยถูกกล่าวหาว่าทำอาวุธสูญหาย ทั้งที่เอกสารส่งมอบจากคลังหลวงไม่ตรงกับจำนวนจริง
“คนของตระกูลเข่ออยู่ในกรมพิธีการ กรมอาญา กรมคลัง และสำนักม้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดอยู่ในกรมทหารโดยตรง”ซีฮันหยุดมือคำพูดนั้นทำให้นางมองแผนผังใหม่อีกครั้ง จริงอย่างที่โถวฝ่าเฟยกล่าว หากเข่อหยวนฉิงต้องการรักษาอำนาจในราชสำนัก การไม่มีคนในกรมทหารย่อมผิดปกติชายผู้นั้นอาจไม่กล้าวางคนของตนในตำแหน่งเด่นชัดเกินไป แต่ไม่มีทางปล่อยกองทัพซึ่งเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดินให้พ้นมือโดยสิ้นเชิง“ตงเปียน”“พ่ะย่ะค่ะ”“นำบัญชีรายชื่อผู้รับผิดชอบเสบียงทหารในห้าปีย้อนหลังมา”ตงเปียนชะงักเล็กน้อย “เหตุใดจึงเป็นเสบียงทหารพ่ะย่ะค่ะ”ซีฮันมองชื่อขุนนางสำนักม้าและผู้ตรวจการคลังบนกระดาษ“เพราะหากควบคุมแม่ทัพไม่ได้ ก็ต้องควบคุมสิ่งที่ทำให้กองทัพเคลื่อนไหวได้”ไม่นานนัก สมุดบัญชีหลายเล่มก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะซีฮันเริ่มไล่ตรวจชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อข้าวสาร เนื้อแห้ง หญ้าม้า เสื้อผ้าฤดูหนาว และอาวุธที่ส่งไปยังชายแดนนางขีดชื่อบุคคลที่ปรากฏซ้ำลงบนกระดาษ ผู้
ปัดเป่าภัยร้าย “มินานดอก หากเจ้าอดทนเพื่อปัดเป่าให้คำทำนายของโหรหลวงที่บอกว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงนั้นผ่อนเบาลงได้”กษัตริย์ยุคโบราณเชื่อการทำนายทายทักถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ? ลิลลี่นึกในใจ เธอเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยในการออกแบบและแม้ว่ามันจะมีความสำคัญสำหรับการก่อสร้างในยุคสมัยใหม
พระสุรเสียงของเฉียนหลงราวติดขัดเพราะพระองค์ก็ทรงเคอะเขินต่อการได้พบพระชายาเอกซึ่งตอนนี้นางช่างแตกต่างไปจากวันวาน น้ำเสียงของนางมั่นคงกว่าเดิม ไม่ฟูมฟายพร่ำเพ้อและพระพักตร์นั้นอมชมพูงามจับพระทัยยิ่งนัก และขณะเดียวกัน ลิลลี่ในร่างของซีฮันฮองเฮาก็มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของกษัตริย์ผู้เลื่องชื่อเรื่องการเป
“ข้ามิกลัวดอก คนในราชสำนักล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนรู้ดีว่าชะตาของฮองเฮานั้นอยู่ได้อีกมินาน ก็นางช่างอ่อนแอ มีวาสนาหากไร้ซึ่งอำนาจก็มิอาจทำอันใดได้ นางมิมีใครอยู่เคียงข้าง แม้พ่อของนางเป็นถึงแม่ทัพกองธงขอบเหลืองที่ฮ่องเต้ต้องทรงให้ความเกรงใจแต่ความอ่อนแอจะฝังนางทั้งเป็น และวันหนึ่งข้านี่ล่ะจะเห
ราชวงศ์ชิง รัชสมัยองค์จักรพรรดิเฉียนหลง เสียงร้องโหยหวนสลับกับกรีดแหลมดังมาจากตำหนักใหญ่อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาซีฮัน พระอัครมเหสีเอกแห่งเฉียนหลงฮ่องเต้ในยามวิกาลที่รอบ ๆ มีนางสนมนั่งคอยเฝ้าและเหล่าทหารยามยืนนิ่งราวรูปปั้น ห่างจากตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเป็นรั้วตำหนักเล็กลดหลั่นกันไปของม







