เข้าสู่ระบบ“รวมถึงเรื่องที่ท่านเคยลอบใส่ของบางอย่างลงในน้ำชาของอนุคนก่อนๆ จนพวกนางเจ็บป่วยและถูกบีบให้ออกจากจวน ข้าก็พอมีหลักฐานอยู่บ้าง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูใต้เท้าเซียว รวมถึงผู้อาวุโสของตระกูล ท่านคิดว่าตำแหน่งฮูหยินเอกของท่านจะยังมั่นคงอยู่อีกหรือ”
“เจ้า... เจ้ามันนางมารร้าย กล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินใหญ่ฉินสั่นสะท้านทั้งโกรธทั้งกลัว
เยว่ฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางไม่ใช่อนุผู้อ่อนแอที่เคยก้มหน้ารับคำด่าทออีกต่อไปแล้ว สตรีคนนี้ทั้งกล้าต่อรองและยังรู้ความลับที่สามารถทำลายชื่อเสียงของนางได้
ฉินซีจึงรีบหันไปหาเซียวเหวินฮั่น
“ท่านพี่ หย่านางไปเลยเจ้าค่ะ สตรีปากร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ เก็บไว้ก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมาสู่ตระกูล ให้เงินนางไปก้อนหนึ่งแล้วไล่ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตาเถิดเจ้าค่ะ” เซียวเหวินฮั่นขมวดคิ้วแน่น เมื่อครู่ภรรยาเอกยังเรียกร้องให้ขับเยว่ฉีออกจากจวนตัวเปล่า แต่เพียงไม่กี่ประโยคกลับยอมให้เงินอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้กำลังปิดบังบางอย่างจากเขา
“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ฉินซีรีบปฏิเสธ
“ข้าเพียงคิดว่านางอยากไปก็ปล่อยให้นางไปเสีย จะได้ไม่สร้างความรำคาญให้ท่านพี่อีก”
เซียวเหวินฮั่นมองนางอย่างสงสัย ก่อนหันกลับไปหาเยว่ฉี แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอดีตอนุภรรยาที่เคยมองเขาด้วยความรักและเทิดทูน บัดนี้กลับเหลือเพียงความเฉยชา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความอาลัย ความรู้สึกเสียหน้าก็พุ่งขึ้นมาทันที
“ดี ในเมื่อเจ้าอยากไปนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้” เซียวเหวินฮั่นตวาด
“ไปเอาพู่กัน หมึก และกระดาษมา” สาวใช้รีบออกไปจัดเตรียมของตามคำสั่ง
ไม่ถึงครึ่งเค่อ หนังสือหย่าก็ถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือของขุนนางหนุ่ม
เซียวเหวินฮั่นจรดพู่กันลงนามอย่างหนักแน่น ก่อนผลักกระดาษไปตรงหน้าเยว่ฉี
“ข้าจะคอยดูว่าสตรีอวดดีเช่นเจ้า เมื่อไม่มีตระกูลเซียวคุ้มกะลาหัวแล้ว จะเอาชีวิตรอดในเมืองหลวงได้สักกี่วัน”
“นั่นเป็นเรื่องของข้า” เยว่ฉีหยิบหนังสือหย่าขึ้นมาตรวจดูทีละบรรทัดอย่างละเอียด ทั้งชื่อ วันเดือนปี และข้อความยืนยันว่าหลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายไม่มีความเกี่ยวข้องต่อกัน
เมื่อตรวจจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด นางจึงวางหนังสือลงแล้วหันไปทางฮูหยินใหญ่
“ส่วนเงินชดเชยสำหรับการออกจากตระกูลเซียว ห้าร้อยตำลึงทอง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียว ข้าไม่ลงนาม”
“ห้า... ห้าร้อยตำลึงทอง เจ้าไม่ไปปล้นเอาเลยล่ะ” ฮูหยินใหญ่ฉินตวาดแว้ด
“ไม่ได้หรือเจ้าคะ” คนถือไพ่เนื้อกว่าเอ่ยถามด้วยท่าทียียวนกวนประสาท
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เจ้าคิดว่าตนเองมีค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ข้ามีค่าหรือไม่ไม่สำคัญ” เยว่ฉียิ้มบาง
“แต่สมุดบัญชีลับเล่มนั้นมีค่าพอหรือเปล่าเล่าเจ้าคะ”
“เจ้า!”
“หากไม่จ่าย พรุ่งนี้เรื่องบัญชีลับอาจไปถึงหูท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ของใต้เท้าเซียวก็ได้” เยว่ฉียักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ถึงตอนนั้น เงินห้าร้อยตำลึงทองอาจกลายเป็นเรื่องเล็กที่สุดที่ฮูหยินใหญ่ต้องกังวล”
“พวกเจ้ากำลังพูดถึงบัญชีอะไรกันแน่” เซียวเหวินฮั่นถามเสียงเข้ม
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ฉินซีรีบตอบทันที เหงื่อเย็นเริ่มผุดตามไรผม
หากสามีรู้ว่านางแอบยักยอกเงินส่วนกลางของจวนไปซื้อทรัพย์สินในนามตนเอง เรื่องคงไม่จบเพียงการถูกตำหนิแน่
นางกัดฟันกรอด ก่อนหันไปสั่งสาวใช้
“ไป! ไปเอาตั๋วแลกเงินกับทองคำในหีบของข้ามาให้ครบห้าร้อยตำลึงทอง”
“ฮูหยิน...” สาวใช้เบิกตากว้าง
“ข้าบอกให้ไปไง ยืนเซ่ออยู่นั่นแหละ”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ไม่นานนัก สาวใช้ก็กลับมาพร้อมตั๋วแลกเงินและทองคำส่วนหนึ่ง
ฮูหยินใหญ่ฉินรับมาแล้ววางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างเจ็บใจ
“เอาไป แล้วรีบไสหัวออกจากตระกูลเซียวเสีย ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมาอีก”
เยว่ฉีไม่สนใจคำด่า นางหยิบตั๋วแลกเงินขึ้นมาตรวจตราทีละใบอย่างละเอียด ก่อนนับทองคำจนครบจำนวน
ห้าร้อยตำลึงทอง มากพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสบาย มุมปากของนางยกขึ้นอย่างพึงพอใจ
“ครบถ้วนดี ฮูหยินใหญ่ช่างใจกว้างยิ่งนัก”
“เจ้า!” เยว่ฉีไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายด่าต่อ นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก แล้วลงชื่อ ‘หลินเยว่ฉี’ ในหนังสือหย่าด้วยลายมือหนักแน่น
ทันทีที่พู่กันถูกวางลง ความผูกพันระหว่างนางกับตระกูลเซียวก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
เยว่ฉีหยิบหนังสือหย่าฉบับของตนขึ้นมาเก็บไว้ ก่อนหันไปหาเสี่ยวถาว สาวใช้คนสนิทที่ยังยืนตะลึงจนแทบลืมหายใจ
“เสี่ยวถาว”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“ไปเก็บของ”
“พวกเราจะไปจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวถาวเบิกตากว้าง
“แน่นอน” เยว่ฉีเหลือบมองรอบห้องเก่าโทรม ก่อนยิ้มอย่างไม่แยแส
“เก็บเฉพาะของที่เป็นของเราและของจำเป็นเท่านั้น ส่วนขยะชิ้นไหนที่ไม่ใช่ของเรา ทิ้งไว้ที่นี่ให้หมด”
พูดจบ นางก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนหลังอย่างสง่าผ่าเผย ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเซียวเหวินฮั่นที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่เบื้องหลัง
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เขาไม่อยากเชื่อว่าสตรีที่เคยเฝ้ารอเขาทุกวัน เคยดีใจเพียงเพราะเขาชายตามอง บัดนี้กลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง
ความรู้สึกเสียหน้าทำให้เซียวเหวินฮั่นตะโกนไล่หลังอย่างโกรธเกรี้ยว
“หลินเยว่ฉี แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ สักวันเจ้าจะต้องคุกเข่าซมซานกลับมาอ้อนวอนข้า”
ฝีเท้าของเยว่ฉีหยุดลงเล็กน้อย เสี่ยวถาวที่เดินตามหลังมาถึงกับกลั้นหายใจ นึกว่าคุณหนูของตนจะเปลี่ยนใจ
ทว่าเยว่ฉีไม่ได้หันกลับไป นางเพียงยกมือขึ้นโบกเบาๆ ราวกับกำลังบอกลาสิ่งไร้ค่าชิ้นหนึ่งในชีวิต ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ฝันไปเถอะใต้เท้าเซียว ต่อจากนี้ ชีวิตของข้ามีแต่คำว่า รวย เท่านั้น”
แสงแดดยามเช้าทอดส่องลงบนถนนสายหลักของเมืองหลวง สายลมเย็นพัดปะทะใบหน้า พาเอาความสดชื่นเข้ามาแทนที่กลิ่นยาต้มและความอับชื้นของเรือนหลังเล็กในจวนตระกูลเซียว
เสี่ยวถาวหิ้วห่อผ้าใบเล็กเดินตามหลังนายสาว สีหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ต่างจากหลินเยว่ฉีที่ก้าวเดินอย่างผ่อนคลาย สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากกรงขังที่กักนางมานานแสนนาน
“คุณหนู เอ่อ... แม่นาง” เสี่ยวถาวละล่ำละลักเรียก ก่อนรีบสาวเท้าตามให้ทัน
“พวกเราออกมาจากตระกูลเซียวแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ แล้ว... แล้วต่อจากนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ใดกันดี ตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงทองนี้มากก็จริง แต่หากพวกเราใช้อย่างไม่ระวัง วันหนึ่งก็ต้องหมดนะเจ้าคะ”
“เสี่ยวถาว” เยว่ฉีหยุดฝีเท้า หันกลับมาแตะไหล่สาวใช้เบาๆ พร้อมรอยยิ้มมั่นใจ
“จำเอาไว้ เงินห้าร้อยตำลึงทองนี้ไม่ใช่เงินที่เราจะเอาไว้ ‘ใช้อย่างระวัง’ แต่เป็น ‘เงินทุน’ สำหรับสร้างอาณาจักรใหม่ของเรา”
“อาณาจักรหรือเจ้าคะ” เสี่ยวถาวเอียงคอ สีหน้างุนงงยิ่งกว่าเดิม
“คุณหนูจะสร้างอาณาจักรอะไรหรือเจ้าคะ”
เยว่ฉีเพียงยิ้ม ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที นางออกเดินต่อ พลางสำรวจย่านการค้าใจกลางเมืองหลวงอย่างละเอียด
ในฐานะโปรดิวเซอร์มือทองที่เคยคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมานานหลายปี เยว่ฉีเคยศึกษาทั้งพฤติกรรมผู้ชม กระแสนิยม และความต้องการของตลาดมาอย่างโชกโชน ดังนั้นทุกสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าจึงไม่ได้เป็นเพียงร้านรวงหรือสถานเริงรมย์ หากแต่เป็นข้อมูลทางการค้าที่กำลังบอกนางว่าเมืองนี้ยังขาดอะไร
“เข้าใจขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงก็ตามเด็กฝึกทั้งสิบห้าคนต่างมีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลัง ชุดฝึกที่เยว่ฉีออกแบบให้กระชับและเคลื่อนไหวสะดวกเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ บางคนขาสั่น บางคนหอบจนแทบพูดไม่ออก แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบ่นตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหอรวมดารา พวกเขาไม่เพียงมีที่พักสะอาดและอาหารครบสามมื้อ แต่เยว่ฉียังสั่งให้ครัวจัดเนื้อ ไข่ ผัก และธัญพืชให้เหมาะสมกับการฝึก ไม่ปล่อยให้พวกเขากินเพียงข้าวต้มบางๆ เหมือนที่เคยเป็นมายิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำสัปดาห์สำหรับคนที่เคยต้องอดมื้อกินมื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากชีวิตใหม่เยว่ฉีเคาะไม้ลงบนฝ่ามืออีกครั้ง“พอแล้ว พักหนึ่งเค่อ ดื่มน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นกลับมาฝึกควบคุมลมหายใจและจัดเสียงร้องต่อ”เหล่าเด็กฝึกแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณหนู”“ขอบพระคุณขอรับ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนพึมพำกับสหายข้างกาย“ข้านึกว่าฝึกรำจะไม่เหนื่อยเท่าแบกกระสอบข้าวเสียอีก”เด็กสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลุดหัวเราะ“เมื่อเช้าเจ้าก็พูดว่าจะไม่ยอมแพ้ไม่ใช่หรือ”“ข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมแพ้เสียหน่อย
“รอบโคมต้องมีฝาครอบป้องกันเปลวไฟ และห้ามวางใกล้ม่านหรือผ้าเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการเปิดกิจการวันแรกแล้วหอของข้ากลายเป็นกองเถ้าถ่าน”“เข้าใจแล้วขอรับ”นายช่างใหญ่กวาดตามองแบบแปลนอันแปลกตาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววตื่นเต้น“เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นสำนักสังคีตแห่งใดวางโครงสร้างเช่นนี้มาก่อน หากทำสำเร็จตามที่แม่นางออกแบบ ยามเปิดโคมทั้งหมดพร้อมกัน เวทีคงงดงามราวกับแดนสวรรค์เป็นแน่”“ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเหมือนสำนักสังคีตแห่งอื่น” เยว่ฉียิ้มบาง“ข้าต้องการให้คนที่ก้าวเข้ามาที่นี่รู้ทันทีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังจะได้เห็น หาไม่ได้จากที่ใดในเมืองหลวง”“แม่นางวางใจ ข้าจะทำให้สุดฝีมือ” เมื่อการปรับปรุงหอรวมดาราดำเนินไปตามแผน ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาคนเยว่ฉีไม่คิดแย่งชิงนักร้องนักรำชื่อดังจากสำนักสังคีตหรือหอเริงรมย์แห่งอื่น เพราะคนเหล่านั้นมีรูปแบบการร้องรำที่ถูกฝึกจนติดเป็นนิสัย หากต้องรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ ย่อมเสียเวลามากกว่าการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้นสิ่งที่นางต้องการคือ ‘ผ้าขาว’คนที่ยังไม่ถูกกรอบเดิมขีดเขียนจนเต็มผืน และพร้อมให้นางเจียระไนใหม่ทั้งหมดเยว่ฉีจึงพาเสี่ยวถาวเดินทางไปยังตลาดแรงงานและเขตพักพ
สองข้างทางมีทั้งโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยผู้คน สำนักสังคีตที่มีนักดนตรีบรรเลงพิณขับร้องบทเพลงเนิบช้า รวมถึงหอโคมแดงที่ใช้หญิงงามเป็นจุดดึงดูดลูกค้ามากกว่าจะขายศิลปะการแสดงอย่างแท้จริงเยว่ฉีเดินดูอยู่หลายแห่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ“จืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี” นางพึมพำ“ความบันเทิงของยุคนี้มีเพียงนั่งจิบชาฟังคนดีดพิณ หรือไม่ก็ดูระบำอวยพรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการสร้างดาวเด่น ไม่มีการสร้างกระแส และที่สำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมคลั่งไคล้จนยอมควักเงินออกจากกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำอีก” เสี่ยวถาวที่เดินตามอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ“คุณหนูพูดถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจ”“สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับอย่างไรเล่า”“แฟน... อะไรนะเจ้าคะ”เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา“ช่างเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจเอง”เสี่ยวถาวได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง แล้วเดินตามนายสาวต่อไปกระทั่งเดินผ่านย่านท้ายเมืองซึ่งอยู่ติดกับเขตการค้า สายตาของเยว่ฉีก็สะดุดเข้ากับอาคารไม้ขนาดใหญ่สามชั้นหลังหนึ่งแม้ตัวอาคารจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังบางส่วนแตกร้าว สีซีดจาง และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่โครงสร้างหลักกลับยังแข็งแรง ไม้ที่ใช้ก่อสร
“รวมถึงเรื่องที่ท่านเคยลอบใส่ของบางอย่างลงในน้ำชาของอนุคนก่อนๆ จนพวกนางเจ็บป่วยและถูกบีบให้ออกจากจวน ข้าก็พอมีหลักฐานอยู่บ้าง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูใต้เท้าเซียว รวมถึงผู้อาวุโสของตระกูล ท่านคิดว่าตำแหน่งฮูหยินเอกของท่านจะยังมั่นคงอยู่อีกหรือ”“เจ้า... เจ้ามันนางมารร้าย กล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินใหญ่ฉินสั่นสะท้านทั้งโกรธทั้งกลัวเยว่ฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางไม่ใช่อนุผู้อ่อนแอที่เคยก้มหน้ารับคำด่าทออีกต่อไปแล้ว สตรีคนนี้ทั้งกล้าต่อรองและยังรู้ความลับที่สามารถทำลายชื่อเสียงของนางได้ฉินซีจึงรีบหันไปหาเซียวเหวินฮั่น“ท่านพี่ หย่านางไปเลยเจ้าค่ะ สตรีปากร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ เก็บไว้ก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมาสู่ตระกูล ให้เงินนางไปก้อนหนึ่งแล้วไล่ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตาเถิดเจ้าค่ะ” เซียวเหวินฮั่นขมวดคิ้วแน่น เมื่อครู่ภรรยาเอกยังเรียกร้องให้ขับเยว่ฉีออกจากจวนตัวเปล่า แต่เพียงไม่กี่ประโยคกลับยอมให้เงินอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้กำลังปิดบังบางอย่างจากเขา“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน”“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ฉินซีรีบปฏิเสธ“ข้าเพียงคิดว่านางอยากไปก็ปล่อยให้นางไปเสีย จะได้ไม่สร้างความรำคา
กลิ่นอับชื้นของห้องนอนเล็กท้ายเรือนผสานกับกลิ่นยาต้มที่เคี่ยวจนงวด ส่งกลิ่นขมฝาดลอยคลุ้งไปทั่วห้อง หลินเยว่ฉีกระพริบตาช้าๆ อย่างมึนงง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสตูดิโอถ่ายทำรายการไอดอลซีซันใหม่ หากแต่เป็นเพดานไม้คานหนาหนักเก่าแก่ และม่านมุ้งสีซีดที่ขาดเป็นรูจากการใช้งานมานาน“ฟื้นแล้วหรือแม่นางเยว่ฉี” เสียงแหลมที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นข้างเตียงเยว่ฉีค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำของโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคปัจจุบัน ผู้สร้างศิลปินชื่อดังนับไม่ถ้วน ปะทะเข้ากับความทรงจำของหลินเยว่ฉี อนุภรรยาผู้อ่อนแอแห่งตระกูลเซียวในชั่วพริบตาเจ้าของร่างเดิมถูกสั่งให้ตากฝนจนล้มป่วย ไข้ขึ้นสูงติดต่อกันสามวันสามคืน ไร้แม้แต่คนเหลียวแลเยว่ฉีหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบาๆชัดเจนแล้ว ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนที่ถูกทั้งจวนเหยียบย่ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของนางก็สบเข้ากับสตรีผู้หนึ่ง'ฉินซี' ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเซียว นางยืนกอดอก สีหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ข้างกายมีสาวใช้ถือถาดอาหารเดินเข้ามา กลิ่นของข้าวสารดำกับผักดองเปรี้ยวโชยขึ้นมาจนแทบชวนให้คลื่นไส้“ฮูหยิน คุณหนูเพิ่งฟื้นจากไข้







