Mag-log in“เข้าใจขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงก็ตาม
เด็กฝึกทั้งสิบห้าคนต่างมีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลัง ชุดฝึกที่เยว่ฉีออกแบบให้กระชับและเคลื่อนไหวสะดวกเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ บางคนขาสั่น บางคนหอบจนแทบพูดไม่ออก แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบ่น
ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหอรวมดารา พวกเขาไม่เพียงมีที่พักสะอาดและอาหารครบสามมื้อ แต่เยว่ฉียังสั่งให้ครัวจัดเนื้อ ไข่ ผัก และธัญพืชให้เหมาะสมกับการฝึก ไม่ปล่อยให้พวกเขากินเพียงข้าวต้มบางๆ เหมือนที่เคยเป็นมา
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำสัปดาห์
สำหรับคนที่เคยต้องอดมื้อกินมื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากชีวิตใหม่
เยว่ฉีเคาะไม้ลงบนฝ่ามืออีกครั้ง
“พอแล้ว พักหนึ่งเค่อ ดื่มน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นกลับมาฝึกควบคุมลมหายใจและจัดเสียงร้องต่อ”
เหล่าเด็กฝึกแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณหนู”
“ขอบพระคุณขอรับ”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนพึมพำกับสหายข้างกาย
“ข้านึกว่าฝึกรำจะไม่เหนื่อยเท่าแบกกระสอบข้าวเสียอีก”
เด็กสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลุดหัวเราะ
“เมื่อเช้าเจ้าก็พูดว่าจะไม่ยอมแพ้ไม่ใช่หรือ”
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมแพ้เสียหน่อย ข้าเพียงสงสัยว่าขาของข้ายังเป็นของข้าอยู่หรือไม่เท่านั้น”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ รอบลาน ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตลอดครึ่งวันผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เสี่ยวถาวถือกาน้ำชาสมุนไพรเดินเข้ามาหา ก่อนรินใส่ถ้วยแล้วยื่นให้นายสาว
“คุณหนูเจ้าคะ วิชาการฝึกแปลกประหลาดเหล่านี้ ท่านไปเรียนมาจากที่ใดกันแน่เจ้าคะ ข้าดูแล้วทั้งตื่นเต้น ทั้งทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะตอนที่ทุกคนขยับพร้อมกัน ข้าถึงกับไม่กล้ากะพริบตาเลยเจ้าค่ะ”
เยว่ฉีรับถ้วยชามาจิบ ก่อนยิ้มมุมปาก
“เจ้าจำเอาไว้เสี่ยวถาว ในโลกของความบันเทิง ความงามเป็นเพียงประตูบานแรกที่ทำให้คนหันมามอง แต่สิ่งที่จะทำให้พวกเขายอมกลับมาดูซ้ำ ยอมเสียเงินซ้ำ และจดจำศิลปินคนหนึ่งได้ คือเสน่ห์กับความเป็นมืออาชีพต่างหาก”
เสี่ยวถาวพยักหน้าหงึก ๆ แม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
“แล้วคุณหนูจะให้พวกเขาทั้งสิบห้าคนแสดงพร้อมกันหรือเจ้าคะ”
“ไม่” เยว่ฉีตอบทันที
“ข้าจะแบ่งพวกเขาออกเป็นสองกลุ่ม”
“สองกลุ่มหรือเจ้าคะ”
เยว่ฉีวางถ้วยชาลง
“กลุ่มแรกเป็นกลุ่มหญิง เน้นการเต้น การร้อง และเครื่องแต่งกายที่โดดเด่น ข้าจะสร้างภาพลักษณ์ให้พวกนางสดใส แข็งแรง และสะดุดตา ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มชาย เน้นเสียงร้อง บุคลิก และเสน่ห์ที่ทำให้ฮูหยินกับคุณหนูตระกูลใหญ่ยอมควักเงินออกมาโดยไม่เสียดาย”
เสี่ยวถาวฟังแล้วตาโต
“เช่นนั้น กลุ่มหญิงกับกลุ่มชายต้องมีชื่อด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
“แน่นอน”
เยว่ฉียิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนเอ่ยศัพท์จากโลกเดิมอย่างเคยชิน
“กลุ่มหญิงเรียกว่าเกิร์ลกรุ๊ป ส่วนกลุ่มชายก็บอยแบนด์”
“บอยแบนด์”
“อืม”
“แล้วอีกกลุ่มเมื่อครู่คือเกิร์ลอะไรนะเจ้าคะ”
“เกิร์ลกรุ๊ป”
เสี่ยวถาวขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปม
“เหตุใดชื่อถึงออกเสียงยากเช่นนี้เจ้าคะ”
เยว่ฉีหัวเราะ
“เจ้าจะเรียกว่า ‘คณะหญิง’ กับ ‘คณะชาย’ ไปก่อนก็ได้”
“แบบนั้นข้าเข้าใจเจ้าค่ะ”
ช่วงบ่าย เยว่ฉีเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการปรับภาพลักษณ์ นี่คือส่วนที่นางถนัดที่สุด
เด็กฝึกแต่ละคนถูกเรียกเข้ามาทีละคน เยว่ฉีพิจารณารูปหน้า สีผิว รูปร่าง และจุดเด่นของแต่ละคนอย่างละเอียด ก่อนสั่งให้ช่างตัดผมปรับทรงให้เหมาะกับใบหน้า บางคนเพียงตัดปลายผมและเกล้าใหม่ก็ดูสง่างามขึ้น บางคนเปลี่ยนวิธีรวบผมเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มธรรมดาให้ดูโดดเด่นขึ้นทันตา
ส่วนเด็กสาว เยว่ฉีไม่ได้แต่งหน้าหนาอย่างหญิงในหอโคมแดง นางเพียงปรับคิ้ว เติมสีริมฝีปากบางๆ และเลือกเครื่องประดับให้เหมาะกับแต่ละคน
“เจ้ามีดวงตาสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนขอบตาหนัก”
“ส่วนเจ้า ใบหน้าเล็กแต่ช่วงคอยาว ใช้ปิ่นชิ้นใหญ่เกินไปจะกลบจุดเด่น เปลี่ยนเป็นชิ้นนี้”
“เสื้อสีแดงตัวนั้นเอาให้แม่นางคนข้างหลัง เจ้าผิวขาวเกินไป ใส่สีแดงสดแล้วหน้าจะซีด ใช้สีเขียวหยกแทน”
เสี่ยวถาวยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความทึ่ง
“คุณหนูเพียงมองแวบเดียวก็รู้หรือเจ้าคะว่าใครเหมาะกับสีใด”
“นี่เรียกว่าการสร้างภาพจำ” เยว่ฉีตอบพลางจัดปกเสื้อให้เด็กหนุ่มตรงหน้า
“ศิลปินสิบคนยืนอยู่บนเวที คนดูต้องมองแล้วจำได้ว่าใครเป็นใคร ไม่ใช่แต่งเหมือนกันหมดจนแยกหน้าไม่ออก”
“คุณหนู ข้าฟังแล้วรู้สึกว่าท่านไม่ได้กำลังแต่งตัวให้พวกเขาเลยเจ้าค่ะ”
เยว่ฉีหันมอง “แล้วเหมือนอะไร”
“เหมือนกำลังเจียระไนอัญมณีมากกว่าเจ้าค่ะ”
เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มอย่างพอใจ
“คราวนี้พูดได้ดี”
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วยาม เด็กหนุ่มสาวที่เคยสวมเสื้อผ้าเก่ามอมแมมและมีใบหน้าซูบตอบ ก็แทบไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็น
เพียงได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ สวมเสื้อผ้าที่พอดีตัว และได้รับการจัดแต่งให้เหมาะกับจุดเด่นของตนเอง ความหล่อเหลาและความงดงามที่เคยถูกความยากจนบดบังก็ค่อยๆ เปล่งประกายออกมา
เด็กสาวคนหนึ่งมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างไม่อยากเชื่อ นางยกมือแตะแก้มเบาๆ
“นี่... นี่ข้าจริงหรือเจ้าคะ”
“ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า” เสี่ยวถาวหัวเราะ
อีกด้านหนึ่ง เด็กหนุ่มผู้เคยผอมแห้งจนเสื้อเก่าหลวมโพรกยืนตัวแข็งอยู่หน้ากระจก
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะดู ดูดีได้ถึงเพียงนี้”
เยว่ฉียืนกอดอกอยู่ด้านหลัง
“จำความรู้สึกวันนี้ไว้ให้ดี พวกเจ้าไม่ได้เพิ่งกลายเป็นคนมีค่าในวันนี้ พวกเจ้ามีมันอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดช่วยดึงมันออกมาเท่านั้น”
เด็กฝึกทั้งหมดหันกลับมามองนาง สีหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง เยว่ฉีกวาดสายตามองพวกเขาทีละคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อีกสามวัน หอรวมดาราจะเปิดทำการวันแรก” เสียงพูดคุยทั้งหมดเงียบลงทันที
“สามวันหรือขอรับ”
“เร็วถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ”
“เร็ว” เยว่ฉีตอบ
“แต่พวกเจ้าไม่มีเวลาให้กลัวแล้ว”
นางเดินผ่านแถวเด็กฝึกช้าๆ
“สามวันที่เหลือ ข้าจะฝึกพวกเจ้าให้หนักกว่าที่ผ่านมา ทั้งการร้อง การเต้น การเดินเวที การสบตาผู้ชม และการแก้สถานการณ์หากเกิดข้อผิดพลาด เพราะเมื่อขึ้นเวทีจริง จะไม่มีคำว่าขอเริ่มใหม่”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งสูดลมหายใจลึก ๆ
“หากข้าทำพลาดเล่าขอรับ”
“ก็แก้ให้เหมือนไม่ได้พลาด”
“หากตื่นเต้นจนลืมท่า”
“มองเพื่อนร่วมกลุ่มแล้วตามจังหวะให้ทัน”
เด็กสาวอีกคนถามเบาๆ
“หากคนดูหัวเราะเยาะพวกเราล่ะเจ้าคะ”
เยว่ฉีสบตานางตรงๆ
“ก็ทำให้พวกเขาหัวเราะไม่ออก”
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ
จากนั้นเด็กสาวคนนั้นก็กำหมัดแน่น
“เข้าใจขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงก็ตามเด็กฝึกทั้งสิบห้าคนต่างมีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลัง ชุดฝึกที่เยว่ฉีออกแบบให้กระชับและเคลื่อนไหวสะดวกเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ บางคนขาสั่น บางคนหอบจนแทบพูดไม่ออก แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบ่นตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหอรวมดารา พวกเขาไม่เพียงมีที่พักสะอาดและอาหารครบสามมื้อ แต่เยว่ฉียังสั่งให้ครัวจัดเนื้อ ไข่ ผัก และธัญพืชให้เหมาะสมกับการฝึก ไม่ปล่อยให้พวกเขากินเพียงข้าวต้มบางๆ เหมือนที่เคยเป็นมายิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำสัปดาห์สำหรับคนที่เคยต้องอดมื้อกินมื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากชีวิตใหม่เยว่ฉีเคาะไม้ลงบนฝ่ามืออีกครั้ง“พอแล้ว พักหนึ่งเค่อ ดื่มน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นกลับมาฝึกควบคุมลมหายใจและจัดเสียงร้องต่อ”เหล่าเด็กฝึกแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณหนู”“ขอบพระคุณขอรับ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนพึมพำกับสหายข้างกาย“ข้านึกว่าฝึกรำจะไม่เหนื่อยเท่าแบกกระสอบข้าวเสียอีก”เด็กสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลุดหัวเราะ“เมื่อเช้าเจ้าก็พูดว่าจะไม่ยอมแพ้ไม่ใช่หรือ”“ข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมแพ้เสียหน่อย
“รอบโคมต้องมีฝาครอบป้องกันเปลวไฟ และห้ามวางใกล้ม่านหรือผ้าเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการเปิดกิจการวันแรกแล้วหอของข้ากลายเป็นกองเถ้าถ่าน”“เข้าใจแล้วขอรับ”นายช่างใหญ่กวาดตามองแบบแปลนอันแปลกตาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววตื่นเต้น“เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นสำนักสังคีตแห่งใดวางโครงสร้างเช่นนี้มาก่อน หากทำสำเร็จตามที่แม่นางออกแบบ ยามเปิดโคมทั้งหมดพร้อมกัน เวทีคงงดงามราวกับแดนสวรรค์เป็นแน่”“ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเหมือนสำนักสังคีตแห่งอื่น” เยว่ฉียิ้มบาง“ข้าต้องการให้คนที่ก้าวเข้ามาที่นี่รู้ทันทีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังจะได้เห็น หาไม่ได้จากที่ใดในเมืองหลวง”“แม่นางวางใจ ข้าจะทำให้สุดฝีมือ” เมื่อการปรับปรุงหอรวมดาราดำเนินไปตามแผน ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาคนเยว่ฉีไม่คิดแย่งชิงนักร้องนักรำชื่อดังจากสำนักสังคีตหรือหอเริงรมย์แห่งอื่น เพราะคนเหล่านั้นมีรูปแบบการร้องรำที่ถูกฝึกจนติดเป็นนิสัย หากต้องรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ ย่อมเสียเวลามากกว่าการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้นสิ่งที่นางต้องการคือ ‘ผ้าขาว’คนที่ยังไม่ถูกกรอบเดิมขีดเขียนจนเต็มผืน และพร้อมให้นางเจียระไนใหม่ทั้งหมดเยว่ฉีจึงพาเสี่ยวถาวเดินทางไปยังตลาดแรงงานและเขตพักพ
สองข้างทางมีทั้งโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยผู้คน สำนักสังคีตที่มีนักดนตรีบรรเลงพิณขับร้องบทเพลงเนิบช้า รวมถึงหอโคมแดงที่ใช้หญิงงามเป็นจุดดึงดูดลูกค้ามากกว่าจะขายศิลปะการแสดงอย่างแท้จริงเยว่ฉีเดินดูอยู่หลายแห่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ“จืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี” นางพึมพำ“ความบันเทิงของยุคนี้มีเพียงนั่งจิบชาฟังคนดีดพิณ หรือไม่ก็ดูระบำอวยพรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการสร้างดาวเด่น ไม่มีการสร้างกระแส และที่สำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมคลั่งไคล้จนยอมควักเงินออกจากกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำอีก” เสี่ยวถาวที่เดินตามอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ“คุณหนูพูดถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจ”“สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับอย่างไรเล่า”“แฟน... อะไรนะเจ้าคะ”เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา“ช่างเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจเอง”เสี่ยวถาวได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง แล้วเดินตามนายสาวต่อไปกระทั่งเดินผ่านย่านท้ายเมืองซึ่งอยู่ติดกับเขตการค้า สายตาของเยว่ฉีก็สะดุดเข้ากับอาคารไม้ขนาดใหญ่สามชั้นหลังหนึ่งแม้ตัวอาคารจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังบางส่วนแตกร้าว สีซีดจาง และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่โครงสร้างหลักกลับยังแข็งแรง ไม้ที่ใช้ก่อสร
“รวมถึงเรื่องที่ท่านเคยลอบใส่ของบางอย่างลงในน้ำชาของอนุคนก่อนๆ จนพวกนางเจ็บป่วยและถูกบีบให้ออกจากจวน ข้าก็พอมีหลักฐานอยู่บ้าง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูใต้เท้าเซียว รวมถึงผู้อาวุโสของตระกูล ท่านคิดว่าตำแหน่งฮูหยินเอกของท่านจะยังมั่นคงอยู่อีกหรือ”“เจ้า... เจ้ามันนางมารร้าย กล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินใหญ่ฉินสั่นสะท้านทั้งโกรธทั้งกลัวเยว่ฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางไม่ใช่อนุผู้อ่อนแอที่เคยก้มหน้ารับคำด่าทออีกต่อไปแล้ว สตรีคนนี้ทั้งกล้าต่อรองและยังรู้ความลับที่สามารถทำลายชื่อเสียงของนางได้ฉินซีจึงรีบหันไปหาเซียวเหวินฮั่น“ท่านพี่ หย่านางไปเลยเจ้าค่ะ สตรีปากร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ เก็บไว้ก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมาสู่ตระกูล ให้เงินนางไปก้อนหนึ่งแล้วไล่ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตาเถิดเจ้าค่ะ” เซียวเหวินฮั่นขมวดคิ้วแน่น เมื่อครู่ภรรยาเอกยังเรียกร้องให้ขับเยว่ฉีออกจากจวนตัวเปล่า แต่เพียงไม่กี่ประโยคกลับยอมให้เงินอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้กำลังปิดบังบางอย่างจากเขา“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน”“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ฉินซีรีบปฏิเสธ“ข้าเพียงคิดว่านางอยากไปก็ปล่อยให้นางไปเสีย จะได้ไม่สร้างความรำคา
กลิ่นอับชื้นของห้องนอนเล็กท้ายเรือนผสานกับกลิ่นยาต้มที่เคี่ยวจนงวด ส่งกลิ่นขมฝาดลอยคลุ้งไปทั่วห้อง หลินเยว่ฉีกระพริบตาช้าๆ อย่างมึนงง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสตูดิโอถ่ายทำรายการไอดอลซีซันใหม่ หากแต่เป็นเพดานไม้คานหนาหนักเก่าแก่ และม่านมุ้งสีซีดที่ขาดเป็นรูจากการใช้งานมานาน“ฟื้นแล้วหรือแม่นางเยว่ฉี” เสียงแหลมที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นข้างเตียงเยว่ฉีค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำของโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคปัจจุบัน ผู้สร้างศิลปินชื่อดังนับไม่ถ้วน ปะทะเข้ากับความทรงจำของหลินเยว่ฉี อนุภรรยาผู้อ่อนแอแห่งตระกูลเซียวในชั่วพริบตาเจ้าของร่างเดิมถูกสั่งให้ตากฝนจนล้มป่วย ไข้ขึ้นสูงติดต่อกันสามวันสามคืน ไร้แม้แต่คนเหลียวแลเยว่ฉีหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบาๆชัดเจนแล้ว ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนที่ถูกทั้งจวนเหยียบย่ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของนางก็สบเข้ากับสตรีผู้หนึ่ง'ฉินซี' ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเซียว นางยืนกอดอก สีหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ข้างกายมีสาวใช้ถือถาดอาหารเดินเข้ามา กลิ่นของข้าวสารดำกับผักดองเปรี้ยวโชยขึ้นมาจนแทบชวนให้คลื่นไส้“ฮูหยิน คุณหนูเพิ่งฟื้นจากไข้






![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
