แชร์

3

last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-11 22:08:59

สองข้างทางมีทั้งโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยผู้คน สำนักสังคีตที่มีนักดนตรีบรรเลงพิณขับร้องบทเพลงเนิบช้า รวมถึงหอโคมแดงที่ใช้หญิงงามเป็นจุดดึงดูดลูกค้ามากกว่าจะขายศิลปะการแสดงอย่างแท้จริง

เยว่ฉีเดินดูอยู่หลายแห่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ

“จืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี” นางพึมพำ

“ความบันเทิงของยุคนี้มีเพียงนั่งจิบชาฟังคนดีดพิณ หรือไม่ก็ดูระบำอวยพรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการสร้างดาวเด่น ไม่มีการสร้างกระแส และที่สำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมคลั่งไคล้จนยอมควักเงินออกจากกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำอีก” เสี่ยวถาวที่เดินตามอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ

“คุณหนูพูดถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจ”

“สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับอย่างไรเล่า”

“แฟน... อะไรนะเจ้าคะ”

เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา

“ช่างเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจเอง”

เสี่ยวถาวได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง แล้วเดินตามนายสาวต่อไป

กระทั่งเดินผ่านย่านท้ายเมืองซึ่งอยู่ติดกับเขตการค้า สายตาของเยว่ฉีก็สะดุดเข้ากับอาคารไม้ขนาดใหญ่สามชั้นหลังหนึ่ง

แม้ตัวอาคารจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังบางส่วนแตกร้าว สีซีดจาง และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่โครงสร้างหลักกลับยังแข็งแรง ไม้ที่ใช้ก่อสร้างก็ดูออกว่าเป็นไม้เนื้อดี ด้านในยังมีลานกว้างขนาดใหญ่ สามารถรองรับผู้คนได้จำนวนไม่น้อย

เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้เก่าเขียนคำว่า ‘สำนักสังคีตจิงอวิ๋น’ ห้อยเอียงกระเท่เร่ราวกับพร้อมจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ

เยว่ฉีหยุดเดินทันที

“ตึกหลังนั้นเหตุใดจึงถูกทิ้งร้าง”

แม่ค้าขายซาลาเปาที่ตั้งแผงอยู่ไม่ไกลหันไปมองตาม ก่อนถอนหายใจ

“โธ่... แม่นาง ตึกนั้นเมื่อก่อนเคยเป็นสำนักสังคีตที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างเจ้าค่ะ แต่เจ้าของเดิมติดการพนันจนเป็นหนี้สินก้อนโต สุดท้ายต้องขายทรัพย์สินแล้วหลบหนีออกจากเมืองไป หลังจากนั้นก็มีข่าวลือว่ามีคนตายในอาคาร กลางคืนมักได้ยินเสียงคนร้องเพลงทั้งที่ไม่มีผู้ใดอยู่ข้างใน ผู้คนจึงลือกันว่าผีสิง ไม่มีใครกล้าซื้อต่อ ร้างมาร่วมปีแล้วเจ้าค่ะ”

“ผีสิงหรือ” เยว่ฉีเลิกคิ้ว ก่อนหันกลับไปพิจารณาอาคารอีกครั้ง แทนที่จะหวาดกลัว ดวงตาของนางกลับยิ่งเป็นประกาย

อาคารสามชั้น พื้นที่กว้างขวาง โครงสร้างยังดี ที่สำคัญทำเลแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างย่านการค้ากับเขตที่พักของเหล่าคหบดี หากปรับปรุงด้านหน้าให้โดดเด่น ลูกค้าจากทั้งสองฝั่งก็สามารถเดินทางมาได้สะดวก

ด้านในยังมีลานกว้าง หากดัดแปลงเป็นเวทีใหญ่แล้วจัดการแสดงกลางแจ้งขึ้นมา เยว่ฉียกยิ้มทันที

“ทำเลทองชัดๆ”

“คุณหนู” เสี่ยวถาวมองตามสายตานายสาว ก่อนใบหน้าจะซีดลง

“ท่านอย่าบอกนะเจ้าคะว่า...”

“ข้าจะซื้อที่นี่”

“หา!” เสี่ยวถาวแทบทำห่อผ้าหลุดมือ

“แต่เมื่อครู่ท่านป้าบอกว่าที่นี่มีผีนะเจ้าคะ”

“ผีแล้วอย่างไร” เยว่ฉีหันมายิ้ม

“ผีจ่ายค่าเช่าหรือไม่”

“ไม่... ไม่เจ้าค่ะ”

“ผีเป็นเจ้าของโฉนดหรือ”

“ก็คง... ไม่เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเราจะกลัวมันทำไม”

เสี่ยวถาวอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว

เยว่ฉีไม่รอช้า นางใช้ทองคำสิบตำลึงเป็นค่าดำเนินการให้นายหน้าค้าที่ดินช่วยตามหาเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมตรวจสอบเอกสารของอาคารอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สินหรือข้อพิพาทติดค้าง จึงเริ่มเจรจาขอซื้อทันที

เพราะข่าวลือเรื่องผีสิงทำให้อาคารหลังนี้ไม่มีผู้ใดสนใจมานาน เจ้าของกรรมสิทธิ์คนปัจจุบันเองก็อยากปล่อยทรัพย์สินเต็มแก่ เยว่ฉีจึงสามารถกดราคาลงมาได้มากกว่าครึ่งจากราคาปกติของอาคารขนาดเดียวกันในละแวกนี้

หลังจากต่อรองกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดสัญญาซื้อขายก็ถูกลงนาม

เยว่ฉีรับเอกสารกรรมสิทธิ์มาไว้ในมือ ก่อนเงยหน้ามองอาคารสามชั้นตรงหน้าอีกครั้ง

สถานที่ซึ่งผู้คนต่างพากันหลีกหนี บัดนี้กลายเป็นทรัพย์สินชิ้นแรกในชีวิตใหม่ของนางแล้ว

“เอาล่ะ เสี่ยวถาว”

“เจ้าคะ”

เยว่ฉียืนกอดอก มองอาคารเก่าทรุดโทรมด้วยดวงตาเป็นประกาย ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ตึกร้าง หากเป็นอาณาจักรเงินทองที่กำลังรอให้นางปลุกมันขึ้นมา

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่นี่จะไม่ใช่สำนักสังคีตผีสิงอีกต่อไป” เสี่ยวถาวเงยหน้ามองป้ายเก่าที่แกว่งไกวไปตามสายลม แล้วทำตาปริบ ๆ

“แล้วจะเรียกว่าอะไรหรือเจ้าคะ”

ริมฝีปากของเยว่ฉียกขึ้นเป็นรอยยิ้มมั่นใจ

“หอรวมดารา”

“หอ... หอรวมดาราหรือเจ้าคะ”

“ถูกต้อง” เยว่ฉีพยักหน้า

“ข้าจะทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานเริงรมย์และสำนักศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ไม่ว่าจะร้องเพลง เต้นรำ การแสดง เครื่องแต่งกาย หรือสิ่งบันเทิงรูปแบบใหม่ ทุกอย่างที่คนทั้งเมืองไม่เคยเห็น จะได้เห็นจากที่นี่เป็นแห่งแรก” เสี่ยวถาวฟังเสียจนตาโต ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“แต่คุณหนูเจ้าคะ ต่อให้พวกเรามีสถานที่แล้ว แต่พวกเราจะไปหาดาราจากที่ใดกันเจ้าคะ”

เยว่ฉีหันมามองสาวใช้ ภาพเด็กฝึกนับร้อยที่นางเคยคัดเลือก ปั้น และผลักดันขึ้นสู่เวทีระดับโลกผุดขึ้นในหัว

นางยกยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ

“ไปหาดาราหรือ ไม่จำเป็น...”

เสี่ยวถาวกะพริบตา

“แล้วจะทำอย่างไรเจ้าคะ”

เยว่ฉีหันกลับไปมองอาคารสามชั้นตรงหน้า ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ

“เราจะ ‘สร้าง’ พวกเขาขึ้นมาเอง”

สามวันต่อมา เสียงค้อนกระทบไม้และเสียงขวานดังสลับกันอย่างต่อเนื่องจากอาคารร้างท้ายเมืองที่เคยเงียบสงัด บรรดาช่างไม้และคนงานเดินเข้าออกกันขวักไขว่ บ้างซ่อมพื้น บ้างเปลี่ยนบานประตูหน้าต่าง บ้างขนไม้ใหม่เข้าไปเสริมส่วนที่ผุพัง จนสถานที่ซึ่งเคยถูกเล่าลือว่ามีผีสิงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

กลางลานกว้าง หลินเยว่ฉีสวมชุดรัดกุมคล่องตัว รวบเส้นผมขึ้นอย่างเรียบง่าย นางกางม้วนกระดาษแบบแปลนที่วาดขึ้นด้วยตนเองลงบนโต๊ะไม้ โดยมีนายช่างใหญ่ เสี่ยวถาว และช่างอีกสองสามคนยืนล้อมวงฟังอย่างตั้งใจ

“เวทีตรงกลางให้ยื่นออกมาเป็นทางยาว แล้วทำส่วนปลายขวางออกไปทั้งซ้ายและขวาเช่นนี้ นักแสดงจะได้เดินออกมาใกล้ผู้ชมมากขึ้น” เยว่ฉีใช้นิ้วลากไปตามเส้นที่วาดไว้เป็นรูปตัวทีบนกระดาษ

“ส่วนชั้นสองกับชั้นสามทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ให้กั้นเป็นห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกกระเป๋าหนัก ใช้ฉากไม้ฉลุลายกั้นด้านหน้า คนข้างในต้องมองเห็นเวทีได้ชัดเจน แต่คนด้านล่างไม่ควรมองเห็นผู้ที่นั่งอยู่ภายใน” นายช่างใหญ่ลูบเคราพลางเพ่งมองแบบแปลน

“ทำเช่นนี้แขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถชมการแสดงได้โดยไม่ต้องปะปนกับผู้คนด้านล่าง ความคิดนี้ดีจริงๆ”

“แน่นอน” เยว่ฉียกยิ้ม ก่อนเคาะนิ้วลงบนอีกตำแหน่งหนึ่ง

“และที่สำคัญที่สุดคือแสงบนเวที ข้าต้องการโคมแก้วเนื้อใสหลายชุด ด้านหลังโคมให้ติดแผ่นทองเหลืองขัดเงาเพื่อช่วยสะท้อนแสง แล้วจัดวางตามตำแหน่งที่ข้ากำหนด แสงทั้งหมดต้องพุ่งไปยังเวที ไม่ใช่ส่องกระจัดกระจายไปทั่วห้อง”

นายช่างใหญ่ชะงัก

“ใช้แผ่นทองเหลืองสะท้อนแสงหรือ”

“ถูกต้อง”

“แล้วโคมพวกนี้เล่า”

“ใช้น้ำมันตะเกียงชั้นดีที่เผาไหม้สะอาด ไม่เกิดควันมากเกินไป ส่วนกลิ่นหอมให้ใช้เครื่องหอมแยกต่างหาก อย่าใส่ลงในน้ำมันตะเกียง” เยว่ฉีกำชับ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ข้าหย่าและรวยมาก   5

    “เข้าใจขอรับ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน แม้ทุกคนจะเหนื่อยจนแทบหมดแรงก็ตามเด็กฝึกทั้งสิบห้าคนต่างมีเหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลัง ชุดฝึกที่เยว่ฉีออกแบบให้กระชับและเคลื่อนไหวสะดวกเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ บางคนขาสั่น บางคนหอบจนแทบพูดไม่ออก แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบ่นตั้งแต่เข้ามาอยู่ในหอรวมดารา พวกเขาไม่เพียงมีที่พักสะอาดและอาหารครบสามมื้อ แต่เยว่ฉียังสั่งให้ครัวจัดเนื้อ ไข่ ผัก และธัญพืชให้เหมาะสมกับการฝึก ไม่ปล่อยให้พวกเขากินเพียงข้าวต้มบางๆ เหมือนที่เคยเป็นมายิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำสัปดาห์สำหรับคนที่เคยต้องอดมื้อกินมื้อ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากชีวิตใหม่เยว่ฉีเคาะไม้ลงบนฝ่ามืออีกครั้ง“พอแล้ว พักหนึ่งเค่อ ดื่มน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นกลับมาฝึกควบคุมลมหายใจและจัดเสียงร้องต่อ”เหล่าเด็กฝึกแทบทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งอก“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ คุณหนู”“ขอบพระคุณขอรับ”เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนพึมพำกับสหายข้างกาย“ข้านึกว่าฝึกรำจะไม่เหนื่อยเท่าแบกกระสอบข้าวเสียอีก”เด็กสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลุดหัวเราะ“เมื่อเช้าเจ้าก็พูดว่าจะไม่ยอมแพ้ไม่ใช่หรือ”“ข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมแพ้เสียหน่อย

  • ข้าหย่าและรวยมาก   4

    “รอบโคมต้องมีฝาครอบป้องกันเปลวไฟ และห้ามวางใกล้ม่านหรือผ้าเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการเปิดกิจการวันแรกแล้วหอของข้ากลายเป็นกองเถ้าถ่าน”“เข้าใจแล้วขอรับ”นายช่างใหญ่กวาดตามองแบบแปลนอันแปลกตาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววตื่นเต้น“เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นสำนักสังคีตแห่งใดวางโครงสร้างเช่นนี้มาก่อน หากทำสำเร็จตามที่แม่นางออกแบบ ยามเปิดโคมทั้งหมดพร้อมกัน เวทีคงงดงามราวกับแดนสวรรค์เป็นแน่”“ข้าไม่ได้ต้องการให้มันเหมือนสำนักสังคีตแห่งอื่น” เยว่ฉียิ้มบาง“ข้าต้องการให้คนที่ก้าวเข้ามาที่นี่รู้ทันทีว่า สิ่งที่พวกเขากำลังจะได้เห็น หาไม่ได้จากที่ใดในเมืองหลวง”“แม่นางวางใจ ข้าจะทำให้สุดฝีมือ” เมื่อการปรับปรุงหอรวมดาราดำเนินไปตามแผน ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาคนเยว่ฉีไม่คิดแย่งชิงนักร้องนักรำชื่อดังจากสำนักสังคีตหรือหอเริงรมย์แห่งอื่น เพราะคนเหล่านั้นมีรูปแบบการร้องรำที่ถูกฝึกจนติดเป็นนิสัย หากต้องรื้อทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่ ย่อมเสียเวลามากกว่าการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้นสิ่งที่นางต้องการคือ ‘ผ้าขาว’คนที่ยังไม่ถูกกรอบเดิมขีดเขียนจนเต็มผืน และพร้อมให้นางเจียระไนใหม่ทั้งหมดเยว่ฉีจึงพาเสี่ยวถาวเดินทางไปยังตลาดแรงงานและเขตพักพ

  • ข้าหย่าและรวยมาก   3

    สองข้างทางมีทั้งโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยผู้คน สำนักสังคีตที่มีนักดนตรีบรรเลงพิณขับร้องบทเพลงเนิบช้า รวมถึงหอโคมแดงที่ใช้หญิงงามเป็นจุดดึงดูดลูกค้ามากกว่าจะขายศิลปะการแสดงอย่างแท้จริงเยว่ฉีเดินดูอยู่หลายแห่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ“จืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี” นางพึมพำ“ความบันเทิงของยุคนี้มีเพียงนั่งจิบชาฟังคนดีดพิณ หรือไม่ก็ดูระบำอวยพรแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีการสร้างดาวเด่น ไม่มีการสร้างกระแส และที่สำคัญที่สุด ไม่มีสิ่งที่ทำให้ผู้ชมคลั่งไคล้จนยอมควักเงินออกจากกระเป๋าซ้ำแล้วซ้ำอีก” เสี่ยวถาวที่เดินตามอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ“คุณหนูพูดถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจ”“สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับอย่างไรเล่า”“แฟน... อะไรนะเจ้าคะ”เยว่ฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา“ช่างเถอะ อีกไม่นานเจ้าจะเข้าใจเอง”เสี่ยวถาวได้แต่เกาศีรษะอย่างงุนงง แล้วเดินตามนายสาวต่อไปกระทั่งเดินผ่านย่านท้ายเมืองซึ่งอยู่ติดกับเขตการค้า สายตาของเยว่ฉีก็สะดุดเข้ากับอาคารไม้ขนาดใหญ่สามชั้นหลังหนึ่งแม้ตัวอาคารจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ผนังบางส่วนแตกร้าว สีซีดจาง และเต็มไปด้วยฝุ่น แต่โครงสร้างหลักกลับยังแข็งแรง ไม้ที่ใช้ก่อสร

  • ข้าหย่าและรวยมาก   2

    “รวมถึงเรื่องที่ท่านเคยลอบใส่ของบางอย่างลงในน้ำชาของอนุคนก่อนๆ จนพวกนางเจ็บป่วยและถูกบีบให้ออกจากจวน ข้าก็พอมีหลักฐานอยู่บ้าง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูใต้เท้าเซียว รวมถึงผู้อาวุโสของตระกูล ท่านคิดว่าตำแหน่งฮูหยินเอกของท่านจะยังมั่นคงอยู่อีกหรือ”“เจ้า... เจ้ามันนางมารร้าย กล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ” ฮูหยินใหญ่ฉินสั่นสะท้านทั้งโกรธทั้งกลัวเยว่ฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางไม่ใช่อนุผู้อ่อนแอที่เคยก้มหน้ารับคำด่าทออีกต่อไปแล้ว สตรีคนนี้ทั้งกล้าต่อรองและยังรู้ความลับที่สามารถทำลายชื่อเสียงของนางได้ฉินซีจึงรีบหันไปหาเซียวเหวินฮั่น“ท่านพี่ หย่านางไปเลยเจ้าค่ะ สตรีปากร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ เก็บไว้ก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมาสู่ตระกูล ให้เงินนางไปก้อนหนึ่งแล้วไล่ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตาเถิดเจ้าค่ะ” เซียวเหวินฮั่นขมวดคิ้วแน่น เมื่อครู่ภรรยาเอกยังเรียกร้องให้ขับเยว่ฉีออกจากจวนตัวเปล่า แต่เพียงไม่กี่ประโยคกลับยอมให้เงินอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้กำลังปิดบังบางอย่างจากเขา“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน”“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ฉินซีรีบปฏิเสธ“ข้าเพียงคิดว่านางอยากไปก็ปล่อยให้นางไปเสีย จะได้ไม่สร้างความรำคา

  • ข้าหย่าและรวยมาก   1

    กลิ่นอับชื้นของห้องนอนเล็กท้ายเรือนผสานกับกลิ่นยาต้มที่เคี่ยวจนงวด ส่งกลิ่นขมฝาดลอยคลุ้งไปทั่วห้อง หลินเยว่ฉีกระพริบตาช้าๆ อย่างมึนงง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสตูดิโอถ่ายทำรายการไอดอลซีซันใหม่ หากแต่เป็นเพดานไม้คานหนาหนักเก่าแก่ และม่านมุ้งสีซีดที่ขาดเป็นรูจากการใช้งานมานาน“ฟื้นแล้วหรือแม่นางเยว่ฉี” เสียงแหลมที่เจือความเย้ยหยันดังขึ้นข้างเตียงเยว่ฉีค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำของโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคปัจจุบัน ผู้สร้างศิลปินชื่อดังนับไม่ถ้วน ปะทะเข้ากับความทรงจำของหลินเยว่ฉี อนุภรรยาผู้อ่อนแอแห่งตระกูลเซียวในชั่วพริบตาเจ้าของร่างเดิมถูกสั่งให้ตากฝนจนล้มป่วย ไข้ขึ้นสูงติดต่อกันสามวันสามคืน ไร้แม้แต่คนเหลียวแลเยว่ฉีหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเบาๆชัดเจนแล้ว ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนที่ถูกทั้งจวนเหยียบย่ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของนางก็สบเข้ากับสตรีผู้หนึ่ง'ฉินซี' ฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเซียว นางยืนกอดอก สีหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ข้างกายมีสาวใช้ถือถาดอาหารเดินเข้ามา กลิ่นของข้าวสารดำกับผักดองเปรี้ยวโชยขึ้นมาจนแทบชวนให้คลื่นไส้“ฮูหยิน คุณหนูเพิ่งฟื้นจากไข้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status