เข้าสู่ระบบ“เกือบมีคนตายทั้งคน แต่สิ่งที่พวกเขาสนใจกลับเป็นบรรยากาศในงานน้ำชา”
แววตาของเธอค่อย ๆ แข็งกร้าวขึ้น หนิงเอ๋อมองฮูหยินตรงหน้าแล้วรู้สึกแปลกใจ ซูมี่คนเดิม หากได้ยินเรื่องพวกนี้คงร้องไห้ไปแล้วแต่คนตรงหน้านี้กลับนิ่งเกินไป นิ่งจนน่ากลัว
อันฉีลุกจากเตียงช้า ๆ แม้ร่างยังอ่อนแรง แต่เธอกลับเดินไปที่หน้าต่าง ดวงตาจับจ้องสระบัวไกลออกไป ลมเย็นพัดปลายผมสีดำปลิวไหว
“หนิงเอ๋อ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา “เจ้าคิดหรือไม่ว่าวันนั้นเป็นอุบัติเหตุจริง”
หญิงรับใช้สะดุ้งทันที
“ฮูหยินหมายความว่า…”
“พื้นลื่น?” อันฉีหัวเราะเบา ๆ “หรือมีคนตั้งใจให้ข้าตกลงไป”
หนิงเอ๋อหน้าเริ่มซีด “บ่าว…บ่าวไม่กล้าพูด”
อันฉีหันกลับมามองนาง “แต่เจ้าก็สงสัย”
หนิงเอ๋อก้มหน้าลง ก่อนพยักช้า ๆ “หลังเกิดเรื่อง บ่าวไปเก็บรองเท้าของท่านเจ้าค่ะ”
“แล้วยังไง?”
“ใต้พื้นรองเท้ามีน้ำมัน”
ดวงตาของอันฉีเย็นลงทันที “น้ำมันรึ?”
“เจ้าค่ะ เหมือนมีคนแอบเทไว้ตรงบันไดริมสระ” หนิงเอ๋อกำชายเสื้อแน่น “แต่บ่าวไม่กล้าพูด เพราะถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูฮูหยินผู้เฒ่า คนที่เดือดร้อนอาจเป็นพวกเรา”
อันฉีเงียบไปนาน ดังนั้น…มันไม่ใช่อุบัติเหตุ มีคนต้องการให้ซูมี่ตายจริง ๆ และคนคนนั้นอาจกำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายใจอยู่ในจวนนี้
“ฮูหยิน…” หนิงเอ๋อเรียกเบา ๆ “ท่านคิดจะทำอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
อันฉีมองสระบัวไกลออกไป สายลมเย็นพัดผ่าน แต่ดวงตาของเธอกลับไร้ความอบอุ่น
“แน่นอน”
“เจ้าคะ?”
“คนที่คิดฆ่าข้า…” เธอพูดช้า ๆ ทีละคำ “ข้าจะไม่ปล่อยไว้”
หนิงเอ๋อมองนางอย่างตกตะลึงเพราะในวินาทีนั้น ฮูหยินของนางไม่เหลือเค้าความอ่อนแออีกแล้ว อันฉีหลุบตามองฝ่ามือตัวเองช้า ๆ เธอเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ความตายทำให้เธอเข้าใจว่า บางครั้งการอดทนเงียบ ๆ ไม่ได้ทำให้คนเมตตา มีแต่ทำให้พวกมันได้ใจ ซูมี่อาจเคยอ่อนแอ แต่เธอไม่ใช่ และในเมื่อสวรรค์ส่งเธอมาอยู่ในร่างนี้…เธอก็จะใช้ชีวิตแทนเจ้าของร่างเดิมให้ดีที่สุดรวมถึงเอาคืนทุกคนที่เคยผลักซูมี่ลงสู่ความตาย ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก หนิงเอ๋อหน้าเปลี่ยนสีทันที
“แม่ทัพ!”
อันฉีหันไปทางประตูโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ประตูไม้ถูกเปิดออกช้า ๆ ร่างสูงของหลี่เหยียนเฟิงปรากฏขึ้นใต้แสงตะวันสุดท้ายของวัน ใบหน้าคมคายที่เหมือนเลสลี่จนเจ็บปวดนั้นยังคงเย็นชาเช่นเดิม ดวงตาคมเข้มกวาดมองนางนิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ได้ยินว่าเจ้ากำลังสืบเรื่องวันตกน้ำ”
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเฉียบทันที
สะใภ้ที่แม่ผัวชิงชัง
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง อันฉียืนอยู่ข้างหน้าต่าง ขณะที่หลี่เหยียนเฟิงยืนอยู่ตรงประตู ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องมาที่นางนิ่ง ๆ จนหนิงเอ๋อแทบไม่กล้าหายใจ
“ได้ยินว่าเจ้ากำลังสืบเรื่องวันตกน้ำ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
อันฉีสบตาเขาตรง ๆ “หากมีคนคิดฆ่าข้า ข้าไม่ควรรู้หรือ”
เหยียนเฟิงหรี่ตาเล็กน้อย “เจ้าคิดว่ามีคนคิดฆ่าเจ้า?”
“หรือท่านคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้หนิงเอ๋อก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ
“ซูมี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “จวนแม่ทัพไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะพูดอะไรโดยไร้หลักฐาน”
“แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่ใครจะผลักคนลงน้ำแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน”
หนิงเอ๋อแทบหน้าถอดสี ไม่มีใครในจวนกล้าพูดกับแม่ทัพเช่นนี้มาก่อนแม้แต่เหยียนเฟิงเองก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ราวกับพยายามมองให้ทะลุว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากด้านนอก สาวใช้คนหนึ่งรีบค้อมตัวอยู่หน้าประตู
“คารวะแม่ทัพ คารวะฮูหยิน”
“มีอะไร” เหยียนเฟิงถามเสียงเย็น
“ฮูหยินผู้เฒ่าให้มาตามฮูหยินเจ้าค่ะ”
อันฉีเลิกคิ้ว “ตามข้ารึ?”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่า ให้ฮูหยินไปที่ลานฝึกด้านหน้าเดี๋ยวนี้”
“จะไปไหน”อันฉีหลุดหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะลุกแล้วค่ะ”เหยียนเฟิงยังไม่ยอมปล่อย เขาซบหน้าลงตรงไหล่นางอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น“ยังเช้าอยู่”“ท่านแม่ทัพ วันนี้ท่านมีประชุมเช้านะ”“ข้าไม่ไป”อันฉีเลิกคิ้ว “อีกแล้วหรือคะ?”ตั้งแต่บ้านเมืองสงบ เหยียนเฟิงก็เริ่ม “ขี้เกียจ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับนาง เหยียนเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนมองนางนิ่ง แม้ผ่านมาหลายปี แต่สายตาที่เขามองนางกลับยังอ่อนโยนเหมือนวันแรก“ข้าอยากอยู่กับเจ้า”หัวใจของอันฉียังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินคำตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางจึงยิ้มขำ“คนทั้งเมืองคงไม่เชื่อแล้วว่า ท่านคือแม่ทัพผู้เย็นชา”เหยียนเฟิงยกมุมปากขึ้นบาง ๆ “ข้าไม่เคยเย็นชากับเจ้า”คำตอบนั้นทำให้อันฉีหัวเราะออกมาอีกครั้ง สุดท้าย เหยียนเฟิงก็ยอมลุกจากเตียงอย่างเสียไม่ได้แต่ยังคงเดินตามนางไปทั่วเรือนเหมือนเดิม หนิงเอ๋อที่ยกอาหารเช้าเข้ามาถึงกับส่ายหน้า
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ข้าเต็มใจ”หัวใจของอันฉีสั่นเบา ๆ แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่บางครั้งคำพูดตรงไปตรงมาของเขาก็ยังทำให้นางเขินได้เสมอ เมื่อกลับถึงเรือน อาหารกลางวันถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว อันฉีนั่งลงตรงโต๊ะ ก่อนพบว่าอาหารเกือบทั้งหมดเป็นของที่นางชอบ นางเลิกคิ้ว“ท่านสั่งครัวอีกแล้ว?”เหยียนเฟิงนั่งลงข้างนางอย่างสงบ“อืม”“เช่นนั้นของที่ท่านชอบเล่า”“ข้ากินอะไรก็ได้”อันฉีถอนหายใจ “ไม่ได้” นางหยิบตะเกียบตักอาหารใส่ชามเขา “ต่อไปนี้ห้ามตามใจข้าคนเดียว”เหยียนเฟิงมองชามตัวเองเงียบ ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นบาง ๆ“อืม”หนิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบยิ้มจนปิดไม่มิด ตอนนี้ทั้งจวนต่างรู้กันดีว่าแม้แม่ทัพหลี่จะดูน่าเกรงขามแค่ไหนแต่หากฮูหยินพูด เขาก็ยอมทุกอย่างอยู่ดี ระหว่างกินอาหาร อันฉีจู่ ๆ ก็พูดขึ้น“พรุ่งนี้ข้าอยากไปตลาด”เหยียนเฟิงเงยหน้า “ไปทำอะไร”“ซื้อผ้า&rd
เด็กชายยิ้มกว้าง ก่อนรีบวิ่งกลับไปหาแม่ตัวเอง อันฉีมองดอกท้อในมือเงียบ ๆ ก่อนจู่ ๆ จะรู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก่อนในโลกเดิมของนาง ไม่มีใครมอบรอยยิ้มแบบนี้ให้เลย ไม่มีใครรอให้นางกลับบ้าน ไม่มีใครห่วงว่านางจะกินข้าวหรือยัง แต่ที่นี่กลับมีทุกอย่างที่นางเคยขาด เหยียนเฟิงเห็นนางเงียบไป จึงถามเบา ๆ“เจ้าคิดอะไรอยู่”อันฉีหันไปมองเขาก่อนยิ้มออกมาช้า ๆ“ข้ากำลังคิด…” นางก้าวเข้าไปจับมือเขาแน่น “ว่าข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่วันนั้นข้ามาอยู่ที่นี่”ดวงตาคมเข้มของเหยียนเฟิงอ่อนลง เขายกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ“ข้าต่างหากที่โชคดี”อันฉีหัวเราะ “แม่ทัพหลี่เริ่มพูดหวานเก่งขึ้นทุกวัน”“เพราะภรรยาข้าชอบ”คำตอบนั้นทำให้นางทั้งขำทั้งเขินอีกครั้ง เมื่อกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว แสงโคมสีอุ่นส่องอยู่ทั่วลานเรือนหนิงเอ๋อรีบวิ่งมาต้อนรับทันที“ฮูหยิน! วันนี้ครัวทำซุปที่ท่านชอบด้วยเจ้าค่ะ!”เฉินหยางเองก็เดินเข้ามาหัวเราะ
“อืม” เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “จนข้าเริ่มกลัวว่าจะมีคนแย่งเจ้าไป”ใบหน้าของอันฉีร้อนขึ้นทันที“ท่านนี่…”เหยียนเฟิงหัวเราะเสียงต่ำก่อนยื่นมือมากุมมือนางไว้ใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน สัมผัสอุ่นนั้นทำให้อันฉียิ้มออกมาเงียบ ๆ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเพียงใดมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือสายตาที่เหยียนเฟิงมองนาง สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวงแหน และความภาคภูมิใจ หลังงานเลี้ยงจบ ทั้งสองเดินออกจากวังด้วยกันท่ามกลางแสงจันทร์ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ๆ อ่อนโยนกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา อันฉีเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนยิ้มบาง“เหยียนเฟิง”“อืม?”“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งชีวิตจะมาถึงจุดนี้”เขาหันมามองนาง อันฉียิ้มอ่อน “จากคนที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นฮูหยินแห่งแผ่นดิน”เหยียนเฟิงหยุดเดินช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ “ไม่ใช่เพราะโชคชะตา” ดวงตาคมเข้มสบกับนางตรง ๆ “แต่เพราะเจ้าเหมาะสมกับมัน”หัวใจของอันฉีอุ่นวาบ นางจึงยิ้มออ
ฮูหยินแห่งแผ่นดินฤดูหนาวผ่านพ้นไปอย่างช้า ๆ หิมะก้อนสุดท้ายละลายหายจากหลังคาเมืองหลวง เหลือเพียงสายลมอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านท้องถนน หลังเหตุการณ์กบฏและการลอบสังหาร ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ แต่ชื่อของ “ซูมี่” กลับยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆจากฮูหยินแม่ทัพกลายเป็นสตรีที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกล่าวขาน นางช่วยองค์ชาย เปิดโปงกบฏ รักษาชาวบ้านและแม้แต่ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างเหยียนเฟิงไม่เคยถอย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งราชโองการจากวังหลวงก็มาถึงจวนแม่ทัพอีกครั้ง“รับราชโองการ!”เสียงขันทีดังขึ้นหน้าจวน ข้ารับใช้ทั้งจวนรีบคุกเข่าลงทันที อันฉีกับเหยียนเฟิงเดินออกมาพร้อมกัน วันนี้เหยียนเฟิงยังคงจับมือนางไว้แน่นเหมือนทุกครั้งขันทีหลวงยิ้มกว้างเมื่อเห็นทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่า ข่าวเรื่องแม่ทัพหลี่ “หวงภรรยา” กลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองหลวงไปแล้ว“ฮูหยินเอกซูมี่ รับราชโองการ!”อันฉีคุกเข่าลงช้า ๆ ขันทีคลี่ราชโองการ ก่อนอ่านเสียงดัง“ด้วยฮูหยินเอกซ
ทางเลือกของหัวใจหลังคืนที่เปิดเผยความจริงเรื่องการทะลุมิติ ทุกอย่างในจวนแม่ทัพดูเหมือนยังคงเหมือนเดิม แต่สำหรับอันฉีกลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หลายวันมานี้ นางมักเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งนั่งอ่านตำราอยู่ดี ๆ ก็หยุดนิ่งไปนาน บางครั้งยืนมองหิมะด้านนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัวแม้แต่หนิงเอ๋อยังเริ่มสังเกตได้“ฮูหยินเจ้าคะ…” หนิงเอ๋อวางถ้วยชาเบา ๆ ก่อนถามอย่างระวัง “ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”อันฉีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง “เหตุใดถามเช่นนั้น”“เพราะช่วงนี้ท่านเหม่อบ่อย” หนิงเอ๋อก้มหน้าลงนิด ๆ “เหมือนกำลังจะหายไปไหนสักแห่ง”หัวใจของอันฉีสะดุดวูบ นางรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อซ่อนสีหน้าแต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบอย่างควบคุมไม่ได้ ใช่…แม้แต่ตัวนางเอง ยังเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างสองโลกโลกหนึ่งคือโลกเดิม อีกโลกคือที่นี่ โลกที่มีเหยียนเฟิง เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก เหยียนเฟิงเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกลิ่นลมหนาวจาง ๆ ติดตัว ทันทีที่เห็นเขา หนิงเอ๋อ







