تسجيل الدخولฟ้ายามเย็นถูกย้อมด้วยสีส้มจาง ๆ แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันทอดผ่านกิ่งไผ่ด้านนอกเรือนพักของซูมี่ เกิดเป็นเงาไหวเอนบนพื้นไม้เก่าเงียบงัน
หลังกลับจากเรือนใหญ่ อันฉีแทบหมดแรง ร่างกายของซูมี่อ่อนแอเกินไป บาดแผลจากการจมน้ำยังไม่หายดี อีกทั้งยังต้องรับมือกับแรงกดดันจากคนทั้งจวน นางเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตของเจ้าของร่างนี้ไม่ต่างอะไรจากนกที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง
มีตำแหน่งเป็นฮูหยิน…แต่ไม่มีใครเห็นค่า
“ฮูหยิน ดื่มยาก่อนเถิดเจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อวางถ้วยยาร้อนลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ท่านตัวเย็นอีกแล้ว”
อันฉีนั่งพิงหัวเตียง ก่อนยกถ้วยยาขึ้นดื่ม กลิ่นสมุนไพรขมติดปลายลิ้นจนเธอขมวดคิ้ว
“ในยุคนี้ยาช่างขมจริง ๆ”
หนิงเอ๋อหัวเราะเบา ๆ “ฮูหยินพูดแปลกอีกแล้วเจ้าค่ะ”
อันฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อครู่ที่เรือนใหญ่…ซูฮวาหน้าเสียไม่น้อย”
หนิงเอ๋อพยักหน้าอย่างสะใจ “นางคงไม่คิดว่าฮูหยินจะกล้าพูดเรื่องสระบัวออกมาตรง ๆ”
อันฉีวางถ้วยยาลงช้า ๆ ก่อนหันไปมองหญิงรับใช้ “หนิงเอ๋อ ข้าอยากรู้ทุกอย่าง”
“เจ้าคะ?”
“เรื่องวันที่ซูมี่ตกน้ำ” ดวงตาของอันฉีค่อย ๆ เย็นลง “วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
สีหน้าของหนิงเอ๋อเปลี่ยนทันที รอยยิ้มเลือนหาย เหลือเพียงความลังเลและหวาดกลัว
“ฮูหยิน…”
“เล่ามา” น้ำเสียงนั้นนิ่งสงบ แต่หนักแน่นจนหนิงเอ๋อไม่กล้าปฏิเสธ นางก้มหน้าลงช้า ๆ ก่อนเริ่มพูด
“วันนั้น…ฮูหยินผู้เฒ่าจัดงานดื่มชาที่ศาลาริมสระเจ้าค่ะ คุณหนูซูฮวาก็มาด้วย”
อันฉีนิ่งฟัง
“ตอนแรกทุกอย่างปกติดี แต่ระหว่างพูดคุย คุณหนูซูฮวากลับชี้ไปที่ดอกบัวสีขาวกลางสระ แล้วพูดขึ้นว่า ดอกบัวนั้นงดงามนัก หากเก็บมาใส่แจกันคงดี”
หนิงเอ๋อกำมือแน่น
“ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหันมาถามว่าซูมี่ เจ้าไปเก็บให้แขกไม่ได้หรือ’”
ทันใดนั้น ภาพเลือนรางก็ผุดขึ้นในหัวอันฉี ศาลาริมน้ำ เสียงหัวเราะของสตรี สายตาเย็นชาที่มองมา หัวใจของเธอค่อย ๆ หน่วงหนัก
“แล้วซูมี่…เอ้อ...ข้าตอบว่าอย่างไร”
หนิงเอ๋อกัดริมฝีปาก “ท่านบอกว่าว่ายน้ำไม่เป็นเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 7
เพียงคำตอบนั้น อันฉีก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ
“แต่คุณหนูซูฮวาหัวเราะ แล้วพูดว่า ‘แค่ลงไปเก็บดอกบัวใกล้ ๆ จะเป็นอะไรไป หรือฮูหยินแม่ทัพกลัวน้ำจนไร้ประโยชน์เพียงนี้’”
แววตาของหนิงเอ๋อเริ่มแดงขึ้นด้วยความโกรธ “คนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะ ไม่มีใครช่วยพูดแทนท่านเลย”
อันฉีหลับตาลงช้า ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความอับอายของซูมี่ในวันนั้น หญิงสาวที่ไม่มีใครปกป้อง ถูกบีบให้ทำสิ่งที่หวาดกลัวต่อหน้าผู้คนมากมาย
“แล้วแม่ทัพล่ะ” อันฉีถามเสียงเบา “เขาอยู่หรือไม่”
หนิงเอ๋อนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ “อยู่เจ้าค่ะ”
หัวใจของอันฉีกระตุกวูบ
“เขานั่งอยู่ในศาลาตลอด แต่…ไม่ได้พูดอะไร”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม้อันฉีจะบอกตัวเองว่าเหยียนเฟิงไม่ใช่เลสลี่ แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเธอก็ยังเจ็บอยู่ดี เพราะใบหน้าที่เหมือนกันนั้น ทำให้เธอเผลอคาดหวังแต่สุดท้าย ชายคนนี้กลับปล่อยให้ซูมี่ถูกเหยียบย่ำต่อหน้าโดยไม่แม้แต่จะขยับตัว
“ข้าลงไปเองหรือ”
“เจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อน้ำเสียงสั่น “ท่านพยายามเดินลงบันไดริมสระ แต่พื้นลื่นมาก…แล้ว…”
ภาพในหัวของอันฉีพุ่งชัดขึ้นอีกครั้ง เท้าที่เหยียบพลาด เสียงกรีดร้อง ร่างที่ตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบ
“ช่วยด้วย!” เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเธอ น้ำหนักมหาศาลกดร่างให้จมลง น้ำไหลทะลักเข้าปากเข้าจมูก ความกลัวตายแผ่ซ่านจนแทบคลั่ง
“ฮูหยิน!” หนิงเอ๋อรีบจับมืออันฉี เมื่อเห็นว่านางเริ่มตัวสั่น อันฉีหอบหายใจแรง ราวกับตนกำลังจมน้ำอยู่จริง ๆ
“ไม่มีใครช่วยเลยเหรอ”
หนิงเอ๋อน้ำตาคลอ “ตอนแรกไม่มีใครลงไปช่วยเจ้าค่ะ ทุกคนยืนดู…”
“เพราะอะไร”
“เพราะ…” นางสะอื้น “ไม่มีใครคิดว่าชีวิตของท่านสำคัญ”
คำตอบนั้นเหมือนมีดกรีดกลางอก อันฉีเม้มริมฝีปากแน่น ในโลกเดิม เธอเป็นเภสัชกรที่มีคนยอมรับ มีครอบครัว มีคู่หมั้นที่รักเธอ แต่ซูมี่กลับไม่มีอะไรเลย
ไม่มีบ้าน ไม่มีคนรัก ไม่มีแม้แต่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในสายตาคนอื่น
“แล้วใครช่วยข้าขึ้นมา”
“องครักษ์คนหนึ่งเจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อรีบตอบ “ตอนนั้นท่านจมไปแล้ว แม่ทัพจึงสั่งให้คนลงไปช่วย”
อันฉีชะงัก “เขาสั่งหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
หัวใจของเธอสับสนไปชั่วขณะ เหยียนเฟิงเกลียดซูมี่ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ปล่อยให้นางตายหรือ?
หนิงเอ๋อรีบพูดต่อ “แต่หลังจากช่วยขึ้นมา ฮูหยินผู้เฒ่ากลับพูดว่า ท่านทำให้แขกตกใจเสียบรรยากาศหมด แล้วสั่งให้คนพาท่านกลับเรือนทันที”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงนั้นเย็นเยียบ “ดีจริง ๆ”
“ฮูหยิน…”
“จะไปไหน”อันฉีหลุดหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะลุกแล้วค่ะ”เหยียนเฟิงยังไม่ยอมปล่อย เขาซบหน้าลงตรงไหล่นางอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น“ยังเช้าอยู่”“ท่านแม่ทัพ วันนี้ท่านมีประชุมเช้านะ”“ข้าไม่ไป”อันฉีเลิกคิ้ว “อีกแล้วหรือคะ?”ตั้งแต่บ้านเมืองสงบ เหยียนเฟิงก็เริ่ม “ขี้เกียจ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับนาง เหยียนเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนมองนางนิ่ง แม้ผ่านมาหลายปี แต่สายตาที่เขามองนางกลับยังอ่อนโยนเหมือนวันแรก“ข้าอยากอยู่กับเจ้า”หัวใจของอันฉียังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินคำตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางจึงยิ้มขำ“คนทั้งเมืองคงไม่เชื่อแล้วว่า ท่านคือแม่ทัพผู้เย็นชา”เหยียนเฟิงยกมุมปากขึ้นบาง ๆ “ข้าไม่เคยเย็นชากับเจ้า”คำตอบนั้นทำให้อันฉีหัวเราะออกมาอีกครั้ง สุดท้าย เหยียนเฟิงก็ยอมลุกจากเตียงอย่างเสียไม่ได้แต่ยังคงเดินตามนางไปทั่วเรือนเหมือนเดิม หนิงเอ๋อที่ยกอาหารเช้าเข้ามาถึงกับส่ายหน้า
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ข้าเต็มใจ”หัวใจของอันฉีสั่นเบา ๆ แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่บางครั้งคำพูดตรงไปตรงมาของเขาก็ยังทำให้นางเขินได้เสมอ เมื่อกลับถึงเรือน อาหารกลางวันถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว อันฉีนั่งลงตรงโต๊ะ ก่อนพบว่าอาหารเกือบทั้งหมดเป็นของที่นางชอบ นางเลิกคิ้ว“ท่านสั่งครัวอีกแล้ว?”เหยียนเฟิงนั่งลงข้างนางอย่างสงบ“อืม”“เช่นนั้นของที่ท่านชอบเล่า”“ข้ากินอะไรก็ได้”อันฉีถอนหายใจ “ไม่ได้” นางหยิบตะเกียบตักอาหารใส่ชามเขา “ต่อไปนี้ห้ามตามใจข้าคนเดียว”เหยียนเฟิงมองชามตัวเองเงียบ ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นบาง ๆ“อืม”หนิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบยิ้มจนปิดไม่มิด ตอนนี้ทั้งจวนต่างรู้กันดีว่าแม้แม่ทัพหลี่จะดูน่าเกรงขามแค่ไหนแต่หากฮูหยินพูด เขาก็ยอมทุกอย่างอยู่ดี ระหว่างกินอาหาร อันฉีจู่ ๆ ก็พูดขึ้น“พรุ่งนี้ข้าอยากไปตลาด”เหยียนเฟิงเงยหน้า “ไปทำอะไร”“ซื้อผ้า&rd
เด็กชายยิ้มกว้าง ก่อนรีบวิ่งกลับไปหาแม่ตัวเอง อันฉีมองดอกท้อในมือเงียบ ๆ ก่อนจู่ ๆ จะรู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก่อนในโลกเดิมของนาง ไม่มีใครมอบรอยยิ้มแบบนี้ให้เลย ไม่มีใครรอให้นางกลับบ้าน ไม่มีใครห่วงว่านางจะกินข้าวหรือยัง แต่ที่นี่กลับมีทุกอย่างที่นางเคยขาด เหยียนเฟิงเห็นนางเงียบไป จึงถามเบา ๆ“เจ้าคิดอะไรอยู่”อันฉีหันไปมองเขาก่อนยิ้มออกมาช้า ๆ“ข้ากำลังคิด…” นางก้าวเข้าไปจับมือเขาแน่น “ว่าข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่วันนั้นข้ามาอยู่ที่นี่”ดวงตาคมเข้มของเหยียนเฟิงอ่อนลง เขายกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ“ข้าต่างหากที่โชคดี”อันฉีหัวเราะ “แม่ทัพหลี่เริ่มพูดหวานเก่งขึ้นทุกวัน”“เพราะภรรยาข้าชอบ”คำตอบนั้นทำให้นางทั้งขำทั้งเขินอีกครั้ง เมื่อกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว แสงโคมสีอุ่นส่องอยู่ทั่วลานเรือนหนิงเอ๋อรีบวิ่งมาต้อนรับทันที“ฮูหยิน! วันนี้ครัวทำซุปที่ท่านชอบด้วยเจ้าค่ะ!”เฉินหยางเองก็เดินเข้ามาหัวเราะ
“อืม” เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “จนข้าเริ่มกลัวว่าจะมีคนแย่งเจ้าไป”ใบหน้าของอันฉีร้อนขึ้นทันที“ท่านนี่…”เหยียนเฟิงหัวเราะเสียงต่ำก่อนยื่นมือมากุมมือนางไว้ใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน สัมผัสอุ่นนั้นทำให้อันฉียิ้มออกมาเงียบ ๆ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเพียงใดมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือสายตาที่เหยียนเฟิงมองนาง สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวงแหน และความภาคภูมิใจ หลังงานเลี้ยงจบ ทั้งสองเดินออกจากวังด้วยกันท่ามกลางแสงจันทร์ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ๆ อ่อนโยนกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา อันฉีเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนยิ้มบาง“เหยียนเฟิง”“อืม?”“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งชีวิตจะมาถึงจุดนี้”เขาหันมามองนาง อันฉียิ้มอ่อน “จากคนที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นฮูหยินแห่งแผ่นดิน”เหยียนเฟิงหยุดเดินช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ “ไม่ใช่เพราะโชคชะตา” ดวงตาคมเข้มสบกับนางตรง ๆ “แต่เพราะเจ้าเหมาะสมกับมัน”หัวใจของอันฉีอุ่นวาบ นางจึงยิ้มออ
ฮูหยินแห่งแผ่นดินฤดูหนาวผ่านพ้นไปอย่างช้า ๆ หิมะก้อนสุดท้ายละลายหายจากหลังคาเมืองหลวง เหลือเพียงสายลมอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านท้องถนน หลังเหตุการณ์กบฏและการลอบสังหาร ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ แต่ชื่อของ “ซูมี่” กลับยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆจากฮูหยินแม่ทัพกลายเป็นสตรีที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกล่าวขาน นางช่วยองค์ชาย เปิดโปงกบฏ รักษาชาวบ้านและแม้แต่ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างเหยียนเฟิงไม่เคยถอย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งราชโองการจากวังหลวงก็มาถึงจวนแม่ทัพอีกครั้ง“รับราชโองการ!”เสียงขันทีดังขึ้นหน้าจวน ข้ารับใช้ทั้งจวนรีบคุกเข่าลงทันที อันฉีกับเหยียนเฟิงเดินออกมาพร้อมกัน วันนี้เหยียนเฟิงยังคงจับมือนางไว้แน่นเหมือนทุกครั้งขันทีหลวงยิ้มกว้างเมื่อเห็นทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่า ข่าวเรื่องแม่ทัพหลี่ “หวงภรรยา” กลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองหลวงไปแล้ว“ฮูหยินเอกซูมี่ รับราชโองการ!”อันฉีคุกเข่าลงช้า ๆ ขันทีคลี่ราชโองการ ก่อนอ่านเสียงดัง“ด้วยฮูหยินเอกซ
ทางเลือกของหัวใจหลังคืนที่เปิดเผยความจริงเรื่องการทะลุมิติ ทุกอย่างในจวนแม่ทัพดูเหมือนยังคงเหมือนเดิม แต่สำหรับอันฉีกลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หลายวันมานี้ นางมักเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งนั่งอ่านตำราอยู่ดี ๆ ก็หยุดนิ่งไปนาน บางครั้งยืนมองหิมะด้านนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัวแม้แต่หนิงเอ๋อยังเริ่มสังเกตได้“ฮูหยินเจ้าคะ…” หนิงเอ๋อวางถ้วยชาเบา ๆ ก่อนถามอย่างระวัง “ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”อันฉีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง “เหตุใดถามเช่นนั้น”“เพราะช่วงนี้ท่านเหม่อบ่อย” หนิงเอ๋อก้มหน้าลงนิด ๆ “เหมือนกำลังจะหายไปไหนสักแห่ง”หัวใจของอันฉีสะดุดวูบ นางรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อซ่อนสีหน้าแต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบอย่างควบคุมไม่ได้ ใช่…แม้แต่ตัวนางเอง ยังเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างสองโลกโลกหนึ่งคือโลกเดิม อีกโลกคือที่นี่ โลกที่มีเหยียนเฟิง เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก เหยียนเฟิงเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกลิ่นลมหนาวจาง ๆ ติดตัว ทันทีที่เห็นเขา หนิงเอ๋อ







