LOGINอันฉีได้ยิน…เธอได้ยินชัดเจน และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่เธอพกติดไปกับความมืด ลมหายใจของเธอค่อย ๆ แผ่วลง มือที่พยายามจับโทรศัพท์ร่วงตกลงบนพื้นรถ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเปื้อนเลือดแนบกับแก้มซีดขาว ดอกลิลลี่ที่เคยบริสุทธิ์ถูกน้ำฝนชะจนกลีบร่วงโรย โลกทั้งใบดับวูบ ทว่าก่อนสติสุดท้ายจะเลือนหาย อันฉีคล้ายได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกลแสนไกล ไม่ใช่เสียงไซเรน ไม่ใช่เสียงฝน และไม่ใช่เสียงของเลสลี่ เป็นเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว
“ช่วยข้าด้วย...”
อันฉีอยากถามว่าใคร แต่ริมฝีปากไม่มีแรงอีกแล้ว
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เศร้าสร้อยราวกับถูกขังอยู่ในความมืดมานานแสนนาน
“ได้โปรด...มีชีวิตแทนข้าที...”
ทันใดนั้น ความมืดรอบตัวพลันแตกออกเป็นแสงสีขาวเจิดจ้า ร่างของอันฉีคล้ายถูกกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ดึงให้จมลงไปในห้วงลึกไร้ที่สิ้นสุด เสียงฝน เสียงรถ เสียงร้องของเลสลี่ ทุกอย่างถูกกลืนหายไป เหลือเพียงความหนาวเย็นที่กัดลึกถึงวิญญาณ
และในห้วงสุดท้ายนั้น เธอเห็นภาพเลือนรางของชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหมอก ใบหน้าของเขาเหมือนเลสลี่ทุกประการ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็ง เขามองเธอด้วยความรังเกียจ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“ซูมี่...เจ้าช่างน่าชังนัก”
อันฉีสะดุ้งในความมืด...ซูมี่? …ใครคือซูมี่? ก่อนที่เธอจะทันเข้าใจ ร่างทั้งร่างก็ร่วงหล่นลงสู่ห้วงแสงประหลาด ราวกับโชคชะตากำลังพลิกหน้ากระดาษบทใหม่ให้แก่เธอ
เจ้าสาวที่ไม่มีวันได้แต่ง ได้ตายลงกลางสายฝน แต่อีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ฮูหยินที่ถูกทุกคนชิงชัง กำลังจะลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง. ความหนาวเย็นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ราวกับอันฉีกำลังจมอยู่ใต้ทะเลน้ำแข็ง
เสียงฝน เสียงไซเรน และเสียงร้องไห้ของเลสลี่ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบอันน่าหวาดหวั่น ก่อนที่ความเจ็บปวดหนักหน่วงจะแล่นผ่านศีรษะราวกับมีใครใช้ค้อนทุบอย่างแรง
อันฉีขมวดคิ้วด้วยความทรมาน เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น กลิ่นแปลกประหลาดลอยเข้ามาในจมูก เป็นกลิ่นสมุนไพร กลิ่นไม้เก่า และกลิ่นควันธูปจาง ๆ ไม่ใช่กลิ่นโรงพยาบาล ไม่ใช่กลิ่นเลือดในรถ แล้วนี่มันที่ไหนกัน?
“ฮูหยิน! ฮูหยินฟื้นแล้ว!” เสียงผู้หญิงดังขึ้นใกล้หู ทำให้อันฉีสะดุ้ง เธอพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าพร่ามัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ชัดเจน
เพดานไม้แกะสลัก ม่านผ้าไหมสีซีด ตะเกียงน้ำมัน ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนฉากในซีรีส์ย้อนยุคที่เธอเคยดู อันฉีนิ่งงัน หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ที่นี่…” เสียงของเธอแหบพร่าอย่างหนัก หญิงสาวในชุดโบราณรีบประคองเธอลุกขึ้น สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความดีใจจนแทบร้องไห้
“ฮูหยิน ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! บ่าวคิดว่าท่านจะ…” หญิงสาวชะงักก่อนกลืนคำพูดลงคอ
อันฉีมองนางอย่างมึนงง “คุณ…เป็นใคร?”
หญิงสาวตาโตทันที “ฮูหยิน ท่านจำบ่าวไม่ได้หรือ? บ่าวหนิงเอ๋อไงเจ้าคะ”
หนิงเอ๋อ? ฮูหยิน? คำเรียกเหล่านั้นทำให้อันฉีสับสนหนักกว่าเดิม เธอก้มมองตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง มือคู่นี้…ไม่ใช่มือของเธอ มันขาวซีด เล็กกว่าเดิม และเต็มไปด้วยรอยแดงคล้ายถูกของมีคมบาดหลายแห่ง อันฉีรีบยันตัวลุก แต่ทันทีที่ขยับ ศีรษะกลับปวดแปลบจนภาพตรงหน้าสั่นไหว
ภาพจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง เด็กสาวตัวเล็กกำลังคุกเข่าท่ามกลางหิมะ เสียงดุด่าของหญิงสูงวัย มือที่ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว แววตาเย็นชาของชายผู้หนึ่ง
“ซูมี่ เจ้ามันน่ารังเกียจ”
อันฉีสะดุ้งเฮือก มือกุมศีรษะอย่างทรมาน “โอ๊ย…!”
“ฮูหยิน!” หนิงเอ๋อตกใจรีบเข้าประคอง “ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ!”
อันฉีหอบหายใจแรง ความทรงจำแปลกประหลาดยังคงพุ่งเข้ามาไม่หยุด ราวกับชีวิตของใครอีกคนกำลังถูกยัดใส่สมองของเธอ
ซูมี่…เด็กกำพร้าที่ถูกขายเข้าวัง นางกำนัลตัวเล็กที่ถูกกลั่นแกล้ง หญิงสาวที่ถูกฮ่องเต้พระราชทานให้แม่ทัพหลี่เหยียนเฟิงเป็นรางวัลหลังชนะศึก และฮูหยินผู้ไร้ค่าแห่งจวนแม่ทัพ อันฉีตัวเย็นเฉียบ
นี่ไม่ใช่ความฝัน เธอ…มาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ
“ไม่…เป็นไปไม่ได้…” เธอพึมพำเสียงสั่น “ฉันควรตายแล้วนี่…”
หนิงเอ๋อได้ยินก็หน้าเสีย “ฮูหยิน อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ! ท่านเพิ่งรอดชีวิตมาได้…”
“รอดชีวิต?”
“เจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อก้มหน้าพูดเสียงเบา “เมื่อวานฮูหยินถูกสั่งให้ไปเก็บดอกบัวที่สระหลังจวน ทั้งที่ท่านว่ายน้ำไม่เป็น…แล้วท่านก็ตกลงไป”
“จะไปไหน”อันฉีหลุดหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะลุกแล้วค่ะ”เหยียนเฟิงยังไม่ยอมปล่อย เขาซบหน้าลงตรงไหล่นางอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น“ยังเช้าอยู่”“ท่านแม่ทัพ วันนี้ท่านมีประชุมเช้านะ”“ข้าไม่ไป”อันฉีเลิกคิ้ว “อีกแล้วหรือคะ?”ตั้งแต่บ้านเมืองสงบ เหยียนเฟิงก็เริ่ม “ขี้เกียจ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับนาง เหยียนเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนมองนางนิ่ง แม้ผ่านมาหลายปี แต่สายตาที่เขามองนางกลับยังอ่อนโยนเหมือนวันแรก“ข้าอยากอยู่กับเจ้า”หัวใจของอันฉียังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินคำตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางจึงยิ้มขำ“คนทั้งเมืองคงไม่เชื่อแล้วว่า ท่านคือแม่ทัพผู้เย็นชา”เหยียนเฟิงยกมุมปากขึ้นบาง ๆ “ข้าไม่เคยเย็นชากับเจ้า”คำตอบนั้นทำให้อันฉีหัวเราะออกมาอีกครั้ง สุดท้าย เหยียนเฟิงก็ยอมลุกจากเตียงอย่างเสียไม่ได้แต่ยังคงเดินตามนางไปทั่วเรือนเหมือนเดิม หนิงเอ๋อที่ยกอาหารเช้าเข้ามาถึงกับส่ายหน้า
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ข้าเต็มใจ”หัวใจของอันฉีสั่นเบา ๆ แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่บางครั้งคำพูดตรงไปตรงมาของเขาก็ยังทำให้นางเขินได้เสมอ เมื่อกลับถึงเรือน อาหารกลางวันถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว อันฉีนั่งลงตรงโต๊ะ ก่อนพบว่าอาหารเกือบทั้งหมดเป็นของที่นางชอบ นางเลิกคิ้ว“ท่านสั่งครัวอีกแล้ว?”เหยียนเฟิงนั่งลงข้างนางอย่างสงบ“อืม”“เช่นนั้นของที่ท่านชอบเล่า”“ข้ากินอะไรก็ได้”อันฉีถอนหายใจ “ไม่ได้” นางหยิบตะเกียบตักอาหารใส่ชามเขา “ต่อไปนี้ห้ามตามใจข้าคนเดียว”เหยียนเฟิงมองชามตัวเองเงียบ ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นบาง ๆ“อืม”หนิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบยิ้มจนปิดไม่มิด ตอนนี้ทั้งจวนต่างรู้กันดีว่าแม้แม่ทัพหลี่จะดูน่าเกรงขามแค่ไหนแต่หากฮูหยินพูด เขาก็ยอมทุกอย่างอยู่ดี ระหว่างกินอาหาร อันฉีจู่ ๆ ก็พูดขึ้น“พรุ่งนี้ข้าอยากไปตลาด”เหยียนเฟิงเงยหน้า “ไปทำอะไร”“ซื้อผ้า&rd
เด็กชายยิ้มกว้าง ก่อนรีบวิ่งกลับไปหาแม่ตัวเอง อันฉีมองดอกท้อในมือเงียบ ๆ ก่อนจู่ ๆ จะรู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก่อนในโลกเดิมของนาง ไม่มีใครมอบรอยยิ้มแบบนี้ให้เลย ไม่มีใครรอให้นางกลับบ้าน ไม่มีใครห่วงว่านางจะกินข้าวหรือยัง แต่ที่นี่กลับมีทุกอย่างที่นางเคยขาด เหยียนเฟิงเห็นนางเงียบไป จึงถามเบา ๆ“เจ้าคิดอะไรอยู่”อันฉีหันไปมองเขาก่อนยิ้มออกมาช้า ๆ“ข้ากำลังคิด…” นางก้าวเข้าไปจับมือเขาแน่น “ว่าข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่วันนั้นข้ามาอยู่ที่นี่”ดวงตาคมเข้มของเหยียนเฟิงอ่อนลง เขายกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ“ข้าต่างหากที่โชคดี”อันฉีหัวเราะ “แม่ทัพหลี่เริ่มพูดหวานเก่งขึ้นทุกวัน”“เพราะภรรยาข้าชอบ”คำตอบนั้นทำให้นางทั้งขำทั้งเขินอีกครั้ง เมื่อกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว แสงโคมสีอุ่นส่องอยู่ทั่วลานเรือนหนิงเอ๋อรีบวิ่งมาต้อนรับทันที“ฮูหยิน! วันนี้ครัวทำซุปที่ท่านชอบด้วยเจ้าค่ะ!”เฉินหยางเองก็เดินเข้ามาหัวเราะ
“อืม” เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “จนข้าเริ่มกลัวว่าจะมีคนแย่งเจ้าไป”ใบหน้าของอันฉีร้อนขึ้นทันที“ท่านนี่…”เหยียนเฟิงหัวเราะเสียงต่ำก่อนยื่นมือมากุมมือนางไว้ใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน สัมผัสอุ่นนั้นทำให้อันฉียิ้มออกมาเงียบ ๆ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเพียงใดมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือสายตาที่เหยียนเฟิงมองนาง สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวงแหน และความภาคภูมิใจ หลังงานเลี้ยงจบ ทั้งสองเดินออกจากวังด้วยกันท่ามกลางแสงจันทร์ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ๆ อ่อนโยนกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา อันฉีเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนยิ้มบาง“เหยียนเฟิง”“อืม?”“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งชีวิตจะมาถึงจุดนี้”เขาหันมามองนาง อันฉียิ้มอ่อน “จากคนที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นฮูหยินแห่งแผ่นดิน”เหยียนเฟิงหยุดเดินช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ “ไม่ใช่เพราะโชคชะตา” ดวงตาคมเข้มสบกับนางตรง ๆ “แต่เพราะเจ้าเหมาะสมกับมัน”หัวใจของอันฉีอุ่นวาบ นางจึงยิ้มออ
ฮูหยินแห่งแผ่นดินฤดูหนาวผ่านพ้นไปอย่างช้า ๆ หิมะก้อนสุดท้ายละลายหายจากหลังคาเมืองหลวง เหลือเพียงสายลมอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านท้องถนน หลังเหตุการณ์กบฏและการลอบสังหาร ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ แต่ชื่อของ “ซูมี่” กลับยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆจากฮูหยินแม่ทัพกลายเป็นสตรีที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกล่าวขาน นางช่วยองค์ชาย เปิดโปงกบฏ รักษาชาวบ้านและแม้แต่ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างเหยียนเฟิงไม่เคยถอย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งราชโองการจากวังหลวงก็มาถึงจวนแม่ทัพอีกครั้ง“รับราชโองการ!”เสียงขันทีดังขึ้นหน้าจวน ข้ารับใช้ทั้งจวนรีบคุกเข่าลงทันที อันฉีกับเหยียนเฟิงเดินออกมาพร้อมกัน วันนี้เหยียนเฟิงยังคงจับมือนางไว้แน่นเหมือนทุกครั้งขันทีหลวงยิ้มกว้างเมื่อเห็นทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่า ข่าวเรื่องแม่ทัพหลี่ “หวงภรรยา” กลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองหลวงไปแล้ว“ฮูหยินเอกซูมี่ รับราชโองการ!”อันฉีคุกเข่าลงช้า ๆ ขันทีคลี่ราชโองการ ก่อนอ่านเสียงดัง“ด้วยฮูหยินเอกซ
ทางเลือกของหัวใจหลังคืนที่เปิดเผยความจริงเรื่องการทะลุมิติ ทุกอย่างในจวนแม่ทัพดูเหมือนยังคงเหมือนเดิม แต่สำหรับอันฉีกลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หลายวันมานี้ นางมักเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งนั่งอ่านตำราอยู่ดี ๆ ก็หยุดนิ่งไปนาน บางครั้งยืนมองหิมะด้านนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัวแม้แต่หนิงเอ๋อยังเริ่มสังเกตได้“ฮูหยินเจ้าคะ…” หนิงเอ๋อวางถ้วยชาเบา ๆ ก่อนถามอย่างระวัง “ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”อันฉีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง “เหตุใดถามเช่นนั้น”“เพราะช่วงนี้ท่านเหม่อบ่อย” หนิงเอ๋อก้มหน้าลงนิด ๆ “เหมือนกำลังจะหายไปไหนสักแห่ง”หัวใจของอันฉีสะดุดวูบ นางรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อซ่อนสีหน้าแต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบอย่างควบคุมไม่ได้ ใช่…แม้แต่ตัวนางเอง ยังเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างสองโลกโลกหนึ่งคือโลกเดิม อีกโลกคือที่นี่ โลกที่มีเหยียนเฟิง เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก เหยียนเฟิงเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกลิ่นลมหนาวจาง ๆ ติดตัว ทันทีที่เห็นเขา หนิงเอ๋อ







