LOGINข้า... ‘ไป๋อวี้’ ผู้สูงส่ง เริ่มรู้สึกว่าชีวิตแมวในจวนชินอ๋องนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง!หลังจากที่เจ้าก้อนแป้งน้อย ‘จ้าวหรง’ ลืมตาดูโลก ชีวิตของข้าก็มีแต่งาน งาน งาน! งานที่ว่าคือการต้องคอยวิ่งหนีฝ่ามืออวบอ้วนของนายน้อยที่ชอบมาดึงหางและขย้ำหูข้าเล่นทุกวี่ทุกวันในขณะที่ข้ากำลังนอนทอดหงายขดตัวอยู่บนพรมขนสัตว์หนานุ่มกลางโถงรับรองเพื่อหลบลี้หนีภัย สายตาของข้าก็จับจ้องไปยังภาพที่เห็นจนชินตา... พญายมเดินดินผู้ยิ่งใหญ่กำลังนอนหนุนตักของทาสรัก ‘เซิ่นหว่านชิง’ ของข้าอย่างเคลิบเคลิ้ม ในมือของนางถือชิ้นผลผิงกั่วฝานบางๆ กำลังบรรจงป้อนเข้าปากเขาอย่างอ่อนโยนชิ... หวานเลี่ยนเสียจนข้าอยากจะคายปลาแห้งมื้อเช้าทิ้ง! ข้าเบะปากมองบน แมวอย่างข้าต้องมาทนดูบุรุษสตรีพลลอดรักกันทุกวัน!แต่แล้ว... ในจังหวะที่จ้าวหลิงเซียวขยับตัวเปลี่ยนท่านอน ขาของเขาก็เหยียดออกจนพ้นชายเสื้อคลุมยาวที่เคยปิดบังไว้ เผยให้เห็นรองเท้าผ้าและถุงเท้าสีขาวสะอาดตาที่สวมอยู่...แต่ทว่า! ตาของข้าพลันเบิกโพลงจุดสีแดงสด... หยดโลหิต!มันเป็นหยดเลือดเล็กๆ ที่ซึมอยู่บนขอบถุงเท้าสีขาวของเขาราวกับเพิ่งเกิดเรื่องเมื่อไม่นานนี้ ข้า
ข้ามีนามว่า ‘ไป๋อวี้’ข้าคือแมวเปอร์เซียสายเลือดบริสุทธิ์ ขนสีขาวปลอดดุจหิมะ ดวงตาสีฟ้าอำพันกระจ่างใส ข้าคือสิ่งมีชีวิตที่สง่างามและสูงส่งที่สุดในจวนชินอ๋องทว่า... พวกท่านรู้หรือไม่ ว่าก่อนที่ข้าจะได้มาใช้ชีวิตหรูหราเยี่ยงราชา ข้าเคยผ่านเรื่องราวเฉียดตายอันแสนดำมืดมาแล้ว!ย้อนกลับไปในอดีต ข้าเป็นเพียงแมวพเนจรผู้หล่อเหลาที่ถูกมนุษย์ใจโฉดกลุ่มหนึ่งลักพาตัวไป พวกมันขังข้าไว้ในกรงแคบๆ อาบน้ำว่านสมุนไพรกลิ่นเหม็นฉุนให้ข้า เพื่อเตรียมใช้ร่างอันบริสุทธิ์ของข้าเป็น ‘ภาชนะ’ ใน ‘พิธีสังหารผลัดวิญญาณ’!พวกกบฏนั่นร่ายมนต์ดำบัดซบ หวังจะดึงดวงวิญญาณของชินอ๋องจ้าวหลิงเซียวมาขังไว้ในร่างเดรัจฉานของข้า ข้าจำได้เพียงว่าความเจ็บปวดและพลังงานดำมืดในพิธีกรรมนั้นมันทรมานจนข้าแทบสิ้นใจ ข้าหวาดกลัวจนสติพร่าเลือน และสุดท้าย... ข้าก็สลบเหมือดไปคาแท่นพิธีโดยไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลยครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ข้าก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในลานพิธีอันน่ากลัวนั่นแล้ว! แต่ข้ากลับมานอนอยู่บนเบาะนุ่มๆ ในห้องหับที่อบอุ่น และถูกโอบกอดโดยทาสรับใช้ผู้แสนงดงาม นามว่า ‘เซิ่นหว่านชิง’ข้าไม่รู้หรอกนะว่าตอนที่ข้าสลบไป ร่างขอ
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสสะเทือนแผ่นดิน บรรยากาศในเมืองหลวงต้าจ้าวก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่านักเล่านิทานตามโรงเตี๊ยมต้องพากันเปลี่ยนบทประพันธ์แทบไม่ทัน!ฉายา ‘พญายมเดินดิน’ ของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจ้าวหลิงเซียวที่ผู้คนเคยหวาดผวา บัดนี้ถูกชาวเมืองลอบเปลี่ยนใหม่อย่างลับๆ ว่า... ‘พญายมผู้รัก(และกลัว)เมียยิ่งชีพ!’วีรกรรมความ ‘เกรงใจฮูหยิน’ ของชินอ๋อง กลายเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก ไม่ว่าจะเป็น...กฎเหล็กสามก้าวห้ามสตรีเข้าใกล้ ยามใดที่มีนางกำนัลลอบส่งสายตาหวานเชื่อม หรือลูกสาวขุนนางคนใดบังเอิญเดินสวนทางมา ชินอ๋องผู้สง่างามจะเบิกตากว้าง แล้วกระโดดถอยหลังกรูดไปไกลถึงสามวา! พลางตวาดลั่นว่า "ถอยออกไปให้พ้นรัศมีข้า! หากฮูหยินข้ารู้เข้า ข้าจะถูก... เอ้ย! ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้า!" (แน่นอนว่าขุนนางที่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต่างแอบกลั้นขำ เพราะรู้ดีว่าท่านอ๋องกลัวโดนพระชายาเอา ‘กรรไกร’ มาตัดการสืบสกุลต่างหาก!)เลิกงานตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกาทราย ในอดีต จ้าวหลิงเซียวเคยนั่งสะสางฎีกาในท้องพระโรงจนดึกดื่น ทว่าเดี๋ยวนี้ พอถึงยามเซิน (15
บรรยากาศภายในม่านเตียงสีแดงมงคลร้อนระอุราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนา อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดลอยพ้นกาย ความร้อนระหว่างสองเรือนร่างที่แนบชิดพุ่งสูงขึ้นจนแทบหลอมละลาย จ้าวหลิงเซียวหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาคมกริบที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและหิวกระหายยามจ้องมองผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกสลักของสตรีใต้ร่าง เขาพรมจูบไปตามลาดไหล่และซอกคอหอมกรุ่นกลิ่นกุ้ยฮวา มือหนาลูบไล้ประคองเอวคอดกิ่วเอาไว้มั่น ร่างสูงใหญ่ขยับกายเตรียมพร้อมที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระชายาของตนในจังหวะสุดท้าย... ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่พญายมเดินดินกำลังจะก้าวล่วงล้ำข้ามเส้นแบ่งแห่งพรหมจรรย์! “เดี๋ยวก่อน!” มือเรียวเล็กของเซิ่นหว่านชิงพลันยกขึ้นมาทาบยันลงบนแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาอย่างแรง! นางออกแรงดันตัวเขาไว้สุดหล้า ทำเอาบุรุษที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มถึงกับชะงักกึก ลมหายใจสะดุดแทบจะหน้าทิ่มลงไปบนเตียง! จ้าวหลิงเซียวเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์ เขาขบกรามแน่น พยายามข่มความทรมานพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า “หว่านชิง... เจ้าเป็นอันใดไป? กลัวเ
ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่ยาวเหยียดเคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวง ท่ามกลางเสียงดนตรีมงคลและดอกไม้ที่โปรยปราย ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนชินอ๋องอันโอ่อ่าและกว้างใหญ่ไพศาลจ้าวหลิงเซียวในชุดมงคลสีแดงเพลิงก้าวลงจากหลังอาชา เขาสืบเท้าเข้าไปประคองมือของเซิ่นหว่านชิงให้ก้าวลงจากเกี้ยว ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางนับร้อยที่มาร่วมเป็นสักขีพยานเนื่องจากบิดามารดาของจ้าวหลิงเซียว (อดีตฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ก่อน) ได้เสด็จสวรรคตไปหมดแล้ว พิธีการกราบไหว้ฟ้าดินตามธรรมเนียมเชื้อพระวงศ์จึงถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมพระเกียรติ ณ โถงใหญ่ของจวนอ๋องเบื้องหน้าของบ่าวสาวคือแท่นบูชาที่ประดิษฐาน ‘ป้ายวิญญาณ’ ของอดีตฮ่องเต้และพระบิดาพระมารดา โดยมีฮ่องเต้น้อยจ้าวอวี้เฉินและไทเฮาเสด็จมาประทับเป็นองค์ประธานในพิธีแทนผู้อาวุโสสูงสุด“ได้เวลาฤกษ์มงคล!” เสียงขันทีประกาศก้องกังวานไปทั่วโถงจ้าวหลิงเซียวจับจูงมือที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยของเซิ่นหว่านชิงก้าวเดินไปหยุดอยู่กลางลานพิธี แววตาของเขาที่เคยมองทุกสิ่งบนโลกด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความสิริมงคล“หนึ่ง... กราบไหว้ฟ้าดิน!”ทั้งสองห
รถม้าของจวนราชครูเพิ่งจะจอดเทียบหน้าประตูจวน เซิ่นหว่านชิงที่กำลังก้าวลงมาด้วยขาสั่นๆ และสภาพวิญญาณหลุดลอย ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบิดามารดาและบ่าวไพร่ทั้งจวนกำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่ลานหน้าบ้าน โดยมี ขันทีหลี่ กงกงคนสนิทของไทเฮายืนถือม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามรออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่น “คุณหนูเซิ่นกลับมาพอดี! เชิญรับราชโองการ!” เซิ่นหว่านชิงรีบถลาลงไปคุกเข่าข้างบิดาด้วยความงุนงง ขันทีหลี่คลี่ราชโองการออก ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน “สวรรค์เบื้องบนมีมติ องค์ฮ่องเต้และไทเฮามีพระราชเสาวนีย์... คุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่น เซิ่นหว่านชิง เพียบพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี สติปัญญาเป็นเลิศ กิริยางดงามดุจเทพธิดา สมควรคู่เคียงบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จึงขอพระราชทานสมรสให้แก่ ชินอ๋องจ้าวหลิงเซียว กำหนดฤกษ์มงคลในอีกสิบห้าวันข้างหน้า ให้ทั้งสองตบแต่งเป็นสามีภรรยา ครองรักกันตราบฟ้าดินสลาย... จบราชโองการ!” เปรี้ยง!! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของเซิ่นหว่านชิง! นางเพิ่งจะถูกเขาทรมานให้คัดลายมือทั้งคืนจนมือหงิก แล้วนี่... นางต้องแต่งงานกับพญายมใจแคบผู้นั้นจริงๆ หรือเนี่ย! “ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระท







