Share

บทที่4

last update publish date: 2026-06-11 00:35:45

​ตลอดทั้งราตรีนั้น จ้าวหลิงเซียวในร่างแมวขาวแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน!

​แม้สาวใช้จะเดินออกไปแล้ว และเซิ่นหว่านชิงจะล้มตัวลงนอนเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว ทว่าเจ้าแมวตัวป่วนที่มุดหัวอยู่ใต้เบาะรองนั่งกลับยังมีอาการใจสั่นระรัว ภาพหัวไหล่เนียนละเอียดและผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกสลักยังคงติดตา ตลบอบอวลอยู่ในหัวสมองของบุรุษวัยเบญจเพสผู้ถือครองพรหมจรรย์มาทั้งชีวิต!

​ยุบหนอ พองหนอ... ขันติหนอ... สตรีก็แค่ก้อนเนื้อและกระดูก!

​จ้าวหลิงเซียวพยายามสวดท่องตำราพิชัยสงครามและบทสวดมนต์ในใจเพื่อดับกิเลส ทว่ายิ่งพยายามลืม อาการใจเต้นโครมครามก็ยิ่งกำเริบหนัก เขาพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา เอาอุ้งเท้าปิดตาบ้าง เอาหางมาปิดหน้าบ้าง กว่าความง่วงงุนจะเข้าครอบงำ ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มทอแสงสีทองเสียแล้ว

​...

​ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.)

​ณ ท้องพระโรง บรรยากาศการว่าราชการเช้าวันนี้กลับดู ‘แปลกประหลาด’ ไปจากทุกวัน

​เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่เตรียมใจมาโดนด่าทอ ต่างลอบมองหน้ากันด้วยความฉงนฉงาย เมื่อพบว่าพญายมเดินดินที่นั่งอยู่หลังม่านมุก... วันนี้กลับเงียบสงบผิดปกติ

​จ้าวหลิงเซียวในชุดผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั่งหลังตรงแหน่ว มือหนึ่งถือพู่กันค้างไว้กลางอากาศ ทว่าดวงตาคมกริบที่เคยดุดันและจับผิดผู้คน กลับตาลอย เหม่อมองออกไปในความว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมาย คล้ายกับว่าสติสัมปชัญญะของเขาไม่ได้ประทับอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้

​ขุนนางกรมอาญาผู้หนึ่งกำลังรายงานคดีอุกฉกรรจ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อรายงานจบ เขาก้มหน้ารอรับคำด่า ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัน...

​“ท... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ?” ขุนนางผู้นั้นเรียกเสียงแผ่ว

​“อืม... ขาวมาก” จ้าวหลิงเซียวพึมพำเสียงหลง ลอยๆ ออกมา

​“เอ๊ะ? ข... ขาวหรือพ่ะย่ะค่ะ? คดีฆาตกรรมนี้มีสิ่งใดขาวหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ขุนนางหน้าเหวอ

​จ้าวหลิงเซียวสะดุ้งเฮือก สติสัมปชัญญะถูกดึงกลับมาเข้าร่างอย่างฉับพลัน เขาแสร้งกระเบียมไอแก้เก้อ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย็นชาแอบมีริ้วสีแดงพาดผ่านใบหูเล็กน้อย ก่อนจะรีบตวัดเสียงเข้มเพื่อกลบเกลื่อน “ข้าหมายถึง... กระดาษฎีกาของเจ้านี่มันขาวสะอาดเกินไป! รายละเอียดคดีหละหลวมเยี่ยงนี้ นำกลับไปทำมาใหม่!”

​แม้ขุนนางผู้นั้นจะงุนงง แต่ก็ต้องรีบถอยกลับไป ทว่าพฤติกรรมเหม่อลอยและท่าทีแปลกๆ ของท่านอ๋อง ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่าขุนนางเฒ่าไปได้ พวกเขาต่างคิดไปต่างๆ นานาว่า 'พญายมผู้นี้กำลังวางแผนทรมานผู้คนด้วยวิธีจิตวิทยาแบบใหม่เป็นแน่!'

​หลังเสร็จสิ้นการว่าราชการ จ้าวหลิงเซียวถูกเชิญตัวไปยังตำหนักฉือหนิง เพื่อเข้าเฝ้า 'ไทเฮา' (อดีตฮองเฮาของพระเชษฐา และเป็นพระมารดาของฮ่องเต้น้อย)

​ไทเฮาเป็นสตรีสูงศักดิ์วัยสามสิบเศษที่ยังคงความงดงามและเปี่ยมด้วยเมตตา นางมองผู้เป็นน้องสามีด้วยความเอ็นดูระคนอ่อนใจ

​“หลิงเซียว ปีนี้เจ้าอายุยี่สิบห้าแล้วนะ ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการก็มั่นคงแล้ว ทว่าจวนชินอ๋องของเจ้ากลับยังว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่อนุภรรยาคอยปรนนิบัติ” ไทเฮาตรัสพอนางจิบชา “เปิ่นกงหารือกับฮ่องเต้แล้ว เดือนหน้าจะจัดงานเลี้ยงชมบุปผาในอุทยานหลวง เชิญคุณหนูตระกูลใหญ่มาให้เจ้าเลือกสักคน ถือเป็นการแต่งตั้งพระชายาอย่างเป็นทางการ”

​จ้าวหลิงเซียวขมวดคิ้ว “ไทเฮา... กระหม่อมยังมีราชกิจล้นมือ เรื่องอิสตรีเหล่านั้นช่างน่ารำคาญนัก กระหม่อมมิอยากให้ใครมากวนใจพ่ะย่ะค่ะ”

​“ไม่ได้! นี่คือราชโองการ!” ไทเฮาแสร้งทำเสียงดุ ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษรายชื่อขึ้นมา “เปิ่นกงคัดเลือกตระกูลที่เหมาะสมไว้แล้ว มีทั้งบุตรีตระกูลหวัง ตระกูลเว่ย ตระกูลหลิน ตระกูลมู่...”

​ไทเฮาร่ายรายชื่อตระกูลใหญ่ไปเรื่อยๆ ทว่าจ้าวหลิงเซียวที่นั่งฟังอยู่กลับขมวดคิ้วแน่นขึ้น ในใจของเขาไม่ได้จดจ่อกับรายชื่อพวกนั้นเลย ทว่าเมื่อฟังจนจบ เขากลับรู้สึกขัดใจอย่างประหลาดที่ไม่ได้ยินชื่อของตระกูลหนึ่ง

​“เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ... แล้วตระกูลเซิ่นเล่า?”

​สิ้นคำถามของจ้าวหลิงเซียว ตำหนักฉือหนิงพลันเงียบกริบ

​ไทเฮาชะงัก เลิกคิ้วขึ้นสูงพลางมองหน้าน้องสามีด้วยสายตาจับผิด “ตระกูลเซิ่น? เจ้าหมายถึง... จวนราชครูเซิ่นกั๋วไท่ ศัตรูคู่อาฆาตของเจ้าน่ะหรือ?”

​จ้าวหลิงเซียวรู้ตัวว่าเผลอหลุดปาก ทว่าด้วยความทะนงตัว เขาจึงแสร้งปั้นหน้าขรึม ยกจอกชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อน “ราชครูเซิ่นเป็นขุนนางใหญ่ มีหน้ามีตาในราชสำนัก หากไทเฮาจัดงานเลี้ยงดูตัวแล้วละเว้นตระกูลเซิ่นไป เกรงว่าจะเป็นการหักหน้าและทำให้ถูกครหาได้ว่าราชสำนักลำเอียงนะพ่ะย่ะค่ะ”

​ไทเฮาหรี่ตามองบุรุษตรงหน้า มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มอย่างรู้ทัน “หึ... ห่วงใยหน้าตาศัตรูตั้งแต่เมื่อใดกัน ทว่าหลิงเซียว... ตระกูลเซิ่นนั้นมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือ ‘เซิ่นหว่านชิง’ แม้นางจะอายุสิบแปดปี ซึ่งเลยวัยปักปิ่นมาแล้ว แต่ก็ถือว่าไล่เลี่ยเหมาะสมกับเจ้าที่เป็นบุรุษวัยเบญจเพสพอดี...”

​ไทเฮาโน้มตัวไปข้างหน้า กระซิบถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “บอกเปิ่นกงมาตามตรง... เจ้าแอบพึงใจคุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่นผู้นั้นอยู่ใช่หรือไม่!”

​“พ... พรวด!”

​ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสำลักน้ำชาจนเสียกิริยา! ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยวางมาดนิ่งขรึม บัดนี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอ เขาตบหน้าอกตัวเองเบาๆ พลางรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

​“ไทเฮาตรัสเหลวไหลอันใดพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมหรือจะพึงใจสตรีหน้าเหม็น... เอ้ย! สตรีปากร้ายเยี่ยงนั้น! กระหม่อมเพียงเห็นว่าตระกูลเซิ่นเป็นตระกูลใหญ่ ย่อมมีสตรีมากมายหลายจวน ทั้งจวนสายรอง สายย่อย... ก็แค่เชิญๆ มาให้หมดจะได้ไม่น่าเกลียดต่างหากเล่า!”

​ไทเฮาหลุดหัวเราะเสียงใส เอ่ยขัดขึ้นมาอย่างใจเย็น “แต่ราชครูเซิ่นรักเดียวใจเดียว มีฮูหยินเพียงคนเดียว ไร้ซึ่งอนุภรรยาและบ้านสายรอง ตระกูลเซิ่นมี ‘เซิ่นหว่านชิง’ เป็นคุณหนูเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น... เจ้าจะไม่รู้เรื่องนี้เชียวหรือท่านอ๋อง?”

​ราวกับมีลูกศรปักฉึกเข้ากลางหลัง! จ้าวหลิงเซียวถูกต้อนจนมุม ข้ออ้างที่อุตส่าห์ปั้นแต่งขึ้นมาถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น ความอับอายระดับที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนทะลักทลายเข้ามาจนเขาทำตัวไม่ถูก

​เมื่อเห็นสายตาล้อเลียนของไทเฮาและเหล่านางกำนัลที่แอบอมยิ้ม พญายมแห่งราชสำนักก็ไม่อาจทนรักษาภาพพจน์ได้อีกต่อไป เขาลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง ประสานมือคารวะอย่างเร่งรีบ

​“ก... กระหม่อมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า กองทัพอุดรมีรายงานด่วนส่งมา ต้องรีบกลับไปจัดการโดยเร็ว! ส่วนเรื่องรายชื่อ... ไทเฮาจะเชิญผู้ใดก็สุดแล้วแต่พระทัยเถิด กระหม่อมทูลลา!”

​พูดจบ ชินอ๋องผู้กุมอำนาจล้นฟ้าก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากตำหนักฉือหนิงไปด้วยความเร็วราวกับกำลังหนีทัพ ทิ้งให้ไทเฮามองตามแผ่นหลังกว้างนั้นแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ

​“ขันทีหลี่... รีบส่งเทียบเชิญไปที่จวนราชครูเซิ่นเดี๋ยวนี้เลยนะ บอกว่าเปิ่นกงเจาะจงเชิญคุณหนูเซิ่นหว่านชิงเป็นพิเศษ!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทพิเศษ

    ​ข้า... ‘ไป๋อวี้’ ผู้สูงส่ง เริ่มรู้สึกว่าชีวิตแมวในจวนชินอ๋องนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง!​หลังจากที่เจ้าก้อนแป้งน้อย ‘จ้าวหรง’ ลืมตาดูโลก ชีวิตของข้าก็มีแต่งาน งาน งาน! งานที่ว่าคือการต้องคอยวิ่งหนีฝ่ามืออวบอ้วนของนายน้อยที่ชอบมาดึงหางและขย้ำหูข้าเล่นทุกวี่ทุกวัน​ในขณะที่ข้ากำลังนอนทอดหงายขดตัวอยู่บนพรมขนสัตว์หนานุ่มกลางโถงรับรองเพื่อหลบลี้หนีภัย สายตาของข้าก็จับจ้องไปยังภาพที่เห็นจนชินตา... พญายมเดินดินผู้ยิ่งใหญ่กำลังนอนหนุนตักของทาสรัก ‘เซิ่นหว่านชิง’ ของข้าอย่างเคลิบเคลิ้ม ในมือของนางถือชิ้นผลผิงกั่วฝานบางๆ กำลังบรรจงป้อนเข้าปากเขาอย่างอ่อนโยน​ชิ... หวานเลี่ยนเสียจนข้าอยากจะคายปลาแห้งมื้อเช้าทิ้ง! ข้าเบะปากมองบน แมวอย่างข้าต้องมาทนดูบุรุษสตรีพลลอดรักกันทุกวัน!​แต่แล้ว... ในจังหวะที่จ้าวหลิงเซียวขยับตัวเปลี่ยนท่านอน ขาของเขาก็เหยียดออกจนพ้นชายเสื้อคลุมยาวที่เคยปิดบังไว้ เผยให้เห็นรองเท้าผ้าและถุงเท้าสีขาวสะอาดตาที่สวมอยู่...​แต่ทว่า! ตาของข้าพลันเบิกโพลง​จุดสีแดงสด... หยดโลหิต!​มันเป็นหยดเลือดเล็กๆ ที่ซึมอยู่บนขอบถุงเท้าสีขาวของเขาราวกับเพิ่งเกิดเรื่องเมื่อไม่นานนี้ ข้า

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทพิเศษ

    ​ข้ามีนามว่า ‘ไป๋อวี้’​ข้าคือแมวเปอร์เซียสายเลือดบริสุทธิ์ ขนสีขาวปลอดดุจหิมะ ดวงตาสีฟ้าอำพันกระจ่างใส ข้าคือสิ่งมีชีวิตที่สง่างามและสูงส่งที่สุดในจวนชินอ๋อง​ทว่า... พวกท่านรู้หรือไม่ ว่าก่อนที่ข้าจะได้มาใช้ชีวิตหรูหราเยี่ยงราชา ข้าเคยผ่านเรื่องราวเฉียดตายอันแสนดำมืดมาแล้ว!​ย้อนกลับไปในอดีต ข้าเป็นเพียงแมวพเนจรผู้หล่อเหลาที่ถูกมนุษย์ใจโฉดกลุ่มหนึ่งลักพาตัวไป พวกมันขังข้าไว้ในกรงแคบๆ อาบน้ำว่านสมุนไพรกลิ่นเหม็นฉุนให้ข้า เพื่อเตรียมใช้ร่างอันบริสุทธิ์ของข้าเป็น ‘ภาชนะ’ ใน ‘พิธีสังหารผลัดวิญญาณ’!​พวกกบฏนั่นร่ายมนต์ดำบัดซบ หวังจะดึงดวงวิญญาณของชินอ๋องจ้าวหลิงเซียวมาขังไว้ในร่างเดรัจฉานของข้า ข้าจำได้เพียงว่าความเจ็บปวดและพลังงานดำมืดในพิธีกรรมนั้นมันทรมานจนข้าแทบสิ้นใจ ข้าหวาดกลัวจนสติพร่าเลือน และสุดท้าย... ข้าก็สลบเหมือดไปคาแท่นพิธีโดยไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย​ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ข้าก็พบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในลานพิธีอันน่ากลัวนั่นแล้ว! แต่ข้ากลับมานอนอยู่บนเบาะนุ่มๆ ในห้องหับที่อบอุ่น และถูกโอบกอดโดยทาสรับใช้ผู้แสนงดงาม นามว่า ‘เซิ่นหว่านชิง’​ข้าไม่รู้หรอกนะว่าตอนที่ข้าสลบไป ร่างขอ

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่ 17 [จบแล้ว]

    ​เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสสะเทือนแผ่นดิน บรรยากาศในเมืองหลวงต้าจ้าวก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ชนิดที่ว่านักเล่านิทานตามโรงเตี๊ยมต้องพากันเปลี่ยนบทประพันธ์แทบไม่ทัน!​ฉายา ‘พญายมเดินดิน’ ของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจ้าวหลิงเซียวที่ผู้คนเคยหวาดผวา บัดนี้ถูกชาวเมืองลอบเปลี่ยนใหม่อย่างลับๆ ว่า... ‘พญายมผู้รัก(และกลัว)เมียยิ่งชีพ!’​วีรกรรมความ ‘เกรงใจฮูหยิน’ ของชินอ๋อง กลายเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก ไม่ว่าจะเป็น...​กฎเหล็กสามก้าวห้ามสตรีเข้าใกล้ ยามใดที่มีนางกำนัลลอบส่งสายตาหวานเชื่อม หรือลูกสาวขุนนางคนใดบังเอิญเดินสวนทางมา ชินอ๋องผู้สง่างามจะเบิกตากว้าง แล้วกระโดดถอยหลังกรูดไปไกลถึงสามวา! พลางตวาดลั่นว่า "ถอยออกไปให้พ้นรัศมีข้า! หากฮูหยินข้ารู้เข้า ข้าจะถูก... เอ้ย! ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้า!" (แน่นอนว่าขุนนางที่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต่างแอบกลั้นขำ เพราะรู้ดีว่าท่านอ๋องกลัวโดนพระชายาเอา ‘กรรไกร’ มาตัดการสืบสกุลต่างหาก!)​เลิกงานตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกาทราย ในอดีต จ้าวหลิงเซียวเคยนั่งสะสางฎีกาในท้องพระโรงจนดึกดื่น ทว่าเดี๋ยวนี้ พอถึงยามเซิน (15

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่ 16

    ​บรรยากาศภายในม่านเตียงสีแดงมงคลร้อนระอุราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนา ​อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายหลุดลอยพ้นกาย ความร้อนระหว่างสองเรือนร่างที่แนบชิดพุ่งสูงขึ้นจนแทบหลอมละลาย จ้าวหลิงเซียวหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาคมกริบที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและหิวกระหายยามจ้องมองผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกสลักของสตรีใต้ร่าง ​เขาพรมจูบไปตามลาดไหล่และซอกคอหอมกรุ่นกลิ่นกุ้ยฮวา มือหนาลูบไล้ประคองเอวคอดกิ่วเอาไว้มั่น ร่างสูงใหญ่ขยับกายเตรียมพร้อมที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระชายาของตนในจังหวะสุดท้าย... ​ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่พญายมเดินดินกำลังจะก้าวล่วงล้ำข้ามเส้นแบ่งแห่งพรหมจรรย์! ​“เดี๋ยวก่อน!” ​มือเรียวเล็กของเซิ่นหว่านชิงพลันยกขึ้นมาทาบยันลงบนแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาอย่างแรง! นางออกแรงดันตัวเขาไว้สุดหล้า ทำเอาบุรุษที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มถึงกับชะงักกึก ลมหายใจสะดุดแทบจะหน้าทิ่มลงไปบนเตียง! ​จ้าวหลิงเซียวเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยแรงอารมณ์ เขาขบกรามแน่น พยายามข่มความทรมานพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า ​“หว่านชิง... เจ้าเป็นอันใดไป? กลัวเ

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่15

    ​ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่ยาวเหยียดเคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวง ท่ามกลางเสียงดนตรีมงคลและดอกไม้ที่โปรยปราย ในที่สุดก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนชินอ๋องอันโอ่อ่าและกว้างใหญ่ไพศาล​จ้าวหลิงเซียวในชุดมงคลสีแดงเพลิงก้าวลงจากหลังอาชา เขาสืบเท้าเข้าไปประคองมือของเซิ่นหว่านชิงให้ก้าวลงจากเกี้ยว ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางนับร้อยที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน​เนื่องจากบิดามารดาของจ้าวหลิงเซียว (อดีตฮ่องเต้และฮองเฮาองค์ก่อน) ได้เสด็จสวรรคตไปหมดแล้ว พิธีการกราบไหว้ฟ้าดินตามธรรมเนียมเชื้อพระวงศ์จึงถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมพระเกียรติ ณ โถงใหญ่ของจวนอ๋อง​เบื้องหน้าของบ่าวสาวคือแท่นบูชาที่ประดิษฐาน ‘ป้ายวิญญาณ’ ของอดีตฮ่องเต้และพระบิดาพระมารดา โดยมีฮ่องเต้น้อยจ้าวอวี้เฉินและไทเฮาเสด็จมาประทับเป็นองค์ประธานในพิธีแทนผู้อาวุโสสูงสุด​“ได้เวลาฤกษ์มงคล!” เสียงขันทีประกาศก้องกังวานไปทั่วโถง​จ้าวหลิงเซียวจับจูงมือที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยของเซิ่นหว่านชิงก้าวเดินไปหยุดอยู่กลางลานพิธี แววตาของเขาที่เคยมองทุกสิ่งบนโลกด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความสิริมงคล​“หนึ่ง... กราบไหว้ฟ้าดิน!”ทั้งสองห

  • ข้าเก็บท่านอ๋องมาเลี้ยง   บทที่14

    ​รถม้าของจวนราชครูเพิ่งจะจอดเทียบหน้าประตูจวน เซิ่นหว่านชิงที่กำลังก้าวลงมาด้วยขาสั่นๆ และสภาพวิญญาณหลุดลอย ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นบิดามารดาและบ่าวไพร่ทั้งจวนกำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่ลานหน้าบ้าน โดยมี ขันทีหลี่ กงกงคนสนิทของไทเฮายืนถือม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามรออยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแช่มชื่น ​“คุณหนูเซิ่นกลับมาพอดี! เชิญรับราชโองการ!” ​เซิ่นหว่านชิงรีบถลาลงไปคุกเข่าข้างบิดาด้วยความงุนงง ขันทีหลี่คลี่ราชโองการออก ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน ​“สวรรค์เบื้องบนมีมติ องค์ฮ่องเต้และไทเฮามีพระราชเสาวนีย์... คุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่น เซิ่นหว่านชิง เพียบพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี สติปัญญาเป็นเลิศ กิริยางดงามดุจเทพธิดา สมควรคู่เคียงบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จึงขอพระราชทานสมรสให้แก่ ชินอ๋องจ้าวหลิงเซียว กำหนดฤกษ์มงคลในอีกสิบห้าวันข้างหน้า ให้ทั้งสองตบแต่งเป็นสามีภรรยา ครองรักกันตราบฟ้าดินสลาย... จบราชโองการ!” ​เปรี้ยง!! ​ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของเซิ่นหว่านชิง! นางเพิ่งจะถูกเขาทรมานให้คัดลายมือทั้งคืนจนมือหงิก แล้วนี่... นางต้องแต่งงานกับพญายมใจแคบผู้นั้นจริงๆ หรือเนี่ย! ​“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอบพระท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status