LOGIN“บุตรสาวท่านแม่ทัพฟู่เล่าเจ้าคิดเห็นประการใด บอกแม่มาเถิด” หงอิงเพ่ยผู้เป็นมารดาค่อนข้างพึงใจในสตรีตระกูลฟู่ แม้ว่าจะไม่ลงรอยกับผู้เป็นท่านย่า มีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของนาง แต่ยศศักดิ์ของท่านแม่ทัพฟู่ยังเป็นที่เกรงใจถึงสามส่วน แม้ว่าตำแหน่งเสนาบดีเหลียงจะอยู่ใต้เพียงคนเดียว อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้าก็ตาม
“หึ!”
เขาไม่พูดสิ่งใดเพียงแค่หัวเราะในลำคอมาหนึ่งคำ ทำให้ฟู่อินเหยาเดาใจเจ้าพระเอกของเรื่องได้ยากยิ่งนัก แต่นางก็ใจเย็นพอที่จะรอคำพูดของเขาออกจากปาก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ยินสักคำ
‘เก็บความลับเก่งไปหรือไม่’
หงอิงเพ่ยเห็นสีหน้าบุตรชายแล้วก็คงต้องพับแผนการเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลฟู่ออกไปเสีย จากนั้นจึงถามถึงอีกคนที่ยามนี้นางมองออกว่ากำลังพึงพอใจในตัวบุตรชาย และให้บ่าวรับใช้สืบทราบมาว่า บุตรชายของตนไม่มีท่าทีปฏิเสธ ทำให้นางเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิงบุตรชายคนเดียวของตน
“ท่านหญิงชิงหนิงเล่า เจ้าคิดเช่นไร”
ฟู่อินเหยาที่ฟังอยู่ด้านล่างก็รู้สึกยิ้มดีใจ นางอยากให้เหลียงจื่อเพ่ยพบรักกับสตรีอื่นไปเลย อย่าได้ยุ่งกับตระกูลฟู่ของนางอีก เช่นนั้นจะเป็นการดีไม่น้อย
“นางก็น่ารักดี”
“แค่น่ารักหรือ” หงอิงเพ่ยเค้นถาม ทั้งสังเกตสีหน้าบุตรชายไปด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะไร้คำตอบอื่น เพียงแค่น่ารักอย่างเดียว
สองสามีภรรยาจึงเลิกซักไซ้แล้วให้บุตรชายกลับห้องไปพักผ่อน
สี่ผู้บุกรุกที่รอฟังอยู่ในเรือน ได้ยินชัดเจนหมดแล้ว นั่นทำให้ฟู่อินเหยาต้องทำบางประการ ในเมื่อวาสนาบุพเพเทพแห่งจันทราเป็นคนกำหนด แต่เรื่องนี้นางจะเป็นผู้กำหนดเสียเอง ดูสิว่าใครจะแม่นยำกว่ากัน
เมื่อเข้าไปสืบความในจวนตระกูลเหลียงแล้ว เหล่าสี่พี่น้องก็กลับมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลฟู่ ที่เป็นเรือนพระราชทาน แต่ทว่ากลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาอีกคู่ที่ยืนกอดอกมองมายังสี่คนที่แอบไปทำเรื่องบางอย่างไม่บอกตน
“พี่ใหญ่...พวกท่านไปที่ใดกันมาเจ้าคะ” ฟู่หลิงหยวนที่ติดตามท่านแม่ออกไปนอกเมือง กว่าจะกลับถึงจวนก็ค่ำมืดดึกดื่น แต่เมื่อกลับมาถึง พี่ใหญ่ พี่ปี้ถัง และน้องชายฝาแฝดหายกันไปหมด จนนางรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองพลาดเรื่องสำคัญบางอย่างไป
อินจ้านรีบหลบไปด้านหลังพี่ใหญ่ ทำทีมองดาวมองพระจันทร์ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจพี่สามเลยสักนิด เพราะพวกเขาบุกรุกเรือนผู้อื่นจะให้พูดได้อย่างไร
“น้องห้า...เจ้าตอบ”
“ข้าก็แค่ออกไปหาของอร่อยกินอย่างไรเล่าพี่สาม ท่านคิดมาก” อินจื้อผู้ไหลยิ่งกว่าน้ำตอบโดยไม่อายปากว่าตัวเองจะโกหกพี่สาวหรือไม่ แต่แล้วอย่างไร พี่ใหญ่ให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ พวกเขาจะหักหลังพี่ใหญ่ได้อย่างไร
ในเมื่อเค้นน้องทั้งสองไม่ได้ หลิงหยวนก็หันมาหาพี่สาว ที่นับวันจะห่างเหินกับนางเกินไปแล้ว มักชอบให้นางเกาะติดท่านแม่ ออกงานก็ให้นางไปลำพัง แต่พี่ใหญ่ไม่เคยออกงานที่ใดเลยสักงาน ยกเว้นงานชมดอกไม้ที่ฝ่าบาทจัดขึ้น และระบุว่าพี่ใหญ่ต้องไปด้วยตนเอง
“เจ้าอย่าคิดมาก ก็แค่...ไปดูว่าที่น้องเขยของข้าเท่านั้น ไปเถอะปี้ถัง” ตอบน้องสาวเสร็จก็ชักชวนปี้ถังเข้าบ้าน ส่วนสองแฝดเมื่อได้ยินพี่สาวพูดดังนั้นก็รีบเข้าไปในบ้านทันที แต่อินจื้อกลับโดนพี่สามหิ้วคอเสื้อเอาไว้
“ผู้ใดคือน้องเขย” หลิงหยวนยังไม่กระจ่าง นางไม่ยอมนอนแน่
“ก็สามีท่านในอนาคตกระมัง เพราะพวกเราเป็นบุรุษ มีแค่ท่านเป็นสตรี”
ขาสั้น ๆ ป้อม ๆ ของอินจื้อแกว่งไปมาเพื่อต้องการให้พี่สาวเลิกหิ้วคอเสื้อเขา แต่พี่สามไม่ยอม แต่มีหรือคนอย่างอินจื้อจะจับได้ไล่ทัน เห็นเขาพุงหมู ๆ แบบนี้ก็ว่องไวเช่นกัน เด็กชายตัวน้อยใช้เท้าข้างหนึ่งถีบประตูยันตัวออก จากนั้นก็หลุดจากการหิ้วของพี่สาม แล้วเขาก็วิ่งหลุน ๆ เข้าไป ทั้งหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาให้พี่สามอีกคน
แบร่!!!
บอกเลยว่ากระจอกมาก จับเขาได้ที่ไหนกันเล่า
หลิงหยวนเสียรู้เจ้าน้องชายก็นึกเจ็บใจ แต่นางต้องรู้ให้ได้ว่าพี่ใหญ่กำลังทำอะไร นางอายุแปดหนาวแล้วย่อมรู้ความ เรื่องน้องเขยอะไรนั่นนางต้องรู้ให้ได้
@ อารามหยุคโหลว
อินเหยาและเหล่าน้องชายฝาแฝดผู้ร่วมชะตาของนางหยุดยืนอยู่หน้าอาราม อารามนี้เป็นอารามที่ได้ชื่อว่าเป็นอารามแห่งการขอความรัก เพราะมีเทพเจ้าหยุคโหลวหรือผู้เฒ่าจันทราโดยคนที่มาขอความรัก จะนำวันเดือนปีเกิดของตนเองและคนที่ตนรักมาผูกกับด้ายแดง แล้วนำไปผูกบนเชือกที่เป็นตัวแทนด้ายแดง เสริมดวงความรัก และนางเตรียมมาแล้ว
วันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของทั้งเหลียงจื่อเพ่ย และท่านหญิงชิงหนิง...
“พี่ใหญ่ท่านว่าจะสำเร็จหรือ” อินจ้านไม่แน่ใจนัก แต่ก็คิดจะมาทำให้พี่ใหญ่สมความปรารถนา เขาทั้งคู่ถูกพี่ใหญ่อุ้มชูมา เนื่องจากบิดามีใจรักภรรยาลึกซึ้งชอบแย่งมารดาของเขาไปกักขังไว้ผู้เดียว ทิ้งให้บุตรชายฝาแฝดแสนน่าสงสารขาดความอบอุ่น
ใบหน้าอินจื้อมุ่งมั่น และนี่จะเป็นการร่วมเป็นร่วมตายครั้งสำคัญ
“แน่ใจสิ ข้าสืบมาแล้ววันนี้ ฮูหยินเหลียงมาแน่” นางติดสินบนบ่าวในเรือนตระกูลเหลียง พบว่าวันนี้เป็นวันที่ฮูหยินเหลียงมาฝากดวงบุตรชาย นางจึงเอาดวงของท่านหญิงชิงหนิงมา แล้วจากนั้นก็ใช้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ คือการจ่ายเงินปิดปากซินแสตัวปลอมจัดการโน้มน้าวฮูหยินเหลียงเสียเลย
‘ข้านี่ฉลาดเป็นกรด!’
“โน่นรถม้าตระกูลเหลียง เร่งเข้าเถอะ” ฟู่อินเหยาไม่คิดชักช้า นางต้องจัดการตระกูลเหลียงให้กระเด็นออกจากวงโคจรของตระกูลฟู่ให้ได้ โดยยืมมือผู้เฒ่าจันทรา
สองบุรุษหนุ่มกำลังตกลง แต่กลับถูกฟู่ลีหยวนท้าทายต่อ “ว่าไง ยอมแพ้ก็กลับไป” ฉินอันจวินก็ยอดฝีมือแต่ต้องอ่อนข้อให้พ่อตาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นเขาตายแน่ “ออมมือด้วยท่านพ่อตา” การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า บุรุษกลางคนที่อายุมากแล้วอย่างฟู่ลีหยวนก็เก่งกาจไม่แพ้ใคร เขาออกหมัดรัวใส่เจ้าว่าที่ลูกเขยอย่างไม่ออมมือ แต่ว่าฉินอันจวินรับรู้พละกำลังของร่างกายตนเองดี ต่อให้ไม่มีอาวุธ เพียงใช้กำลังทั้งหมดของร่างกายก็สามารถเอาชนะคนอย่างท่านพ่อตาได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ทว่า... “ยะ!” ฝ่าเท้าหนักอึ้งกระโดดถีบพวกเขาอย่างเต็มแรง ทั้งหันหลังฟาดเท้ากระแทกหน้าอกดังอัก! “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินจื้อ อินจ้านที่มาให้กำลังใจบิดาเห็นพี่เขยทั้งสองเสียท่าให้บิดาของพวกเขาก็หัวเราะเยาะ “หากท่านแพ้ ข้าจะหาพี่เขยให้พี่สาวข้าใหม่” อินจื้อพูดจายั่วยุ แต่เหลียงจื่อเพ่ยไม่หลงกล หากชนะสิจะเข้าหน้าไม่ติดยิ่งกว่าแพ้ “ท่านแม่ทัพยอดฝีมือแล้ว ข้าน้อยยอมแพ้” “แค่สองกระบวนท่ายอมแล้วรึ” ฟู่ลีหยวนได้ชนะเจ้าเด็กหนุ่มนี้ได้ยืดอกขึ้นทันที
หลังจากตื่นอีกครั้งในเช้าวันใหม่ด้วยเสียงเอะอะโวยวายของบิดา นางจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับปลุกคนข้าง ๆ ที่กินนางจนหมดเรี่ยวแรงให้ตื่นขึ้น และคิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่ท่านแม่ไปหารือกับมู่ฮองเฮาเป็นแน่ “ไม่ได้...ข้าไม่ยอม” ฟู่ลีหยวนยืนกรานหนักแน่น อย่างไรก็ไม่ยอมเสียลูกสาวสักคนเดียว ทั้งอินเหยาและปี้ถังก็ด้วย ไป๋เฟิ่นโยว่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสามีแล้ว ตอนนี้ว่าที่ลูกเขยของนางก็ทำข้าวสารเป็นข้าวสุกไปแล้ว จะแก้ไขอันใดได้อีกเล่า ไม่สู้เราสองคนตายายคอยเลี้ยงหลานหรอกรึ “ท่านพี่ ต่อไปอินเหยาต้องโตขึ้นเราก็แก่ไปเรื่อย ๆ จะคอยดูแลนางได้สักกี่ปีกัน” ไป๋เฟิ่นโยว่เอาน้ำเย็นเข้าลูบ นางสั่งให้คนจัดการท่านแม่ทัพโดยเอาไปมัดไว้ค่ายทหารนอกเมือง และเหล่าทหารของท่านแม่ทัพรู้ดีว่า เหนือแม่ทัพฟู่คือฮูหยินฟู่จึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง เดิมตั้งใจจะให้อยู่นอกเมืองสักสามวัน แต่ดันกลับมาก่อนเพราะความร้ายกาจของเขาทีเดียว ทั้งเฉินไหลก็มองนางมาอย่างตัดพ้อ เรียกได้ว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ข้าก็ไม่ยอม พวกเรายืนข้างบิดา” อินจื้อกับอินจ้านขอทรยศความรักของมารดาสักวัน เอาพี่ใหญ่ไปใ
พูดยาก...พูดยากมาก เขาเป็นคนที่พูดยากที่สุด จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี แต่ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นร่างใหญ่ที่เหลือเพียงชุดข้างในตัวบางก็โถมทับนางลงมา จนนางรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง ทั้งภายในและส่วนกลีบดอกท้อที่มันโดนเขาบดเบียดเข้ามาอย่างวาบหวาม จนเผลออ้าขาอย่างน่าอาย “ข้า...ข้าหนักเจ้าลงไปก่อน...อื้อ” หนักคือข้ออ้าง แต่ความรู้สึกคล้ายใกล้จะระเบิดคือเรื่องจริง ใครมันจะไปทนได้! ใบหน้าคมคายโน้มลงไปยังหน้าอกอุ่น โดยที่สองมือรวบเข้ามาชิดกันจากนั้นจึงจูบแผ่วเบา แล้วก็ค่อย ๆ โลมเลียไปทั่วเต้าอวบขาว จากนั้นก็คว้าเอาเม็ดเชอรี่สีแดงเข้าปากก่อนใช้ลิ้นดุนมันค่อย ๆ เกลือกกลิ้งไปมาช่องปาก เสียงครางหวานกับเสียงพ่นลมหายใจทำให้เขาเริ่มร้อนขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่กระสับกระส่ายไปมาด้วยความวาบหวาม ประกายความปรารถนาจะเติมเต็มในตัวนางก็ทบทวีขึ้น ยิ่งเขาใช้ริมฝีปากดูดและกลึงยอดปทุมถันราวเด็กทารกแรกเกิด เสียงครวญครางของนางยิ่งหนักขึ้นบวกกับร่างกายอรชรอ้อนแอ้นบิดไปมา ทั้งบั้นท้ายของนางกระดกขึ้นลงอย่างรู้จังหวะ กับหน้าอกแอ่นขึ้นรับการปรนเปรอจากเขา
ช่วงสายของวันหลังจากมู่ฮองเฮาฟื้นคืนสติแล้วจึงเชิญฮูหยินฟู่มาหารือโดยที่ไม่ให้เหล่าลูก ๆ ได้ยินจนอินเหยารู้สึกว่านางต้องยืนเกาะเป็นตุ๊กแกอยู่ข้างฝาในยุคจีนโบราณก็คราวนี้ “ท่านแม่จะกระซิบทำไม” นางบ่นอย่างหงุดหงิด ในเมื่อไม่ได้ยินแล้วก็กลับจวนดีกว่าเบื่อแล้วเรือนรับรอง ทั้งเบื่อขี้หน้าเจ้าองค์รัชทายาทที่ชอบปลอมตัวเป็นเหลียงจื่อเพ่ยนี่ด้วย “เดี๋ยวนั่นเจ้าจะไปไหน” “กลับเรือนข้าสิ ข้าอยากนอนไม่ต้องตื่นสักสามวัน” ฟู่อินเหยาไม่หันหลังอีก เมื่อออกเดินมุ่งหน้าไปแต่ก็โดนขัดขวาง “คืนนี้ข้าจะไปหาเจ้าเพื่อพูดคุยเรื่องที่เราตกลงกัน” “ข้ายกเลิกไปแล้ว” อินเหยาเพิ่งคืนคำก็ตอนนี้ ดันมีอารมณ์เผลอรับปากเรื่องอย่างว่าไปได้ยังไง นางก็เสียเปรียบน่ะสิ “แต่ข้าว่า...” “ไม่” ฉินอันจวินอมยิ้มแล้วเดินตามนางมาด้วย ไม่อยากให้นางเดินกลับคนเดียว แต่เมื่อผ่านหน้าเรือนเหลียงจื่อเพ่ยก็นึกถึงสหาย... “ข้าจะไปตามปี้ถัง” ฉินอันจวินก็รีบดึงแขนนางแล้วรวบเข้าไปกอดเอาไว้แล้วก็พาปีนป่ายไปตามกำแพงกลับเรือนทันที เพราะข้อตกลงเดียวคื
อินเหยายกมือถูกแก้มไปมาแรง ๆ แม้ว่าจะรู้สึกร้อนผ่าวแต่ก็ไม่คิดว่านางจะแสดงออกจนเขาเห็นและจับผิดนางได้ “อย่ามาทำไขสือ” “เจ้าเหลวไหล ข้าจะกลับเรือนแล้ว” ฟู่อินเหยาไม่อยากจะทะเลาะกับเขาแล้ว แต่นึกเรื่องบางอย่างขึ้น เมื่อนางมานอนอยู่กับเขา อย่าบอกนะว่า... “แล้วสหายข้าเล่า” “ปี้ถังก็นอนกับเหลียงจื่อเพ่ยอย่างไร ป่านนี้ก็คงไปถึงไหนต่อไหน จนหาฤกษ์ส่งตัวไปแล้ว” น้ำเสียงแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจนี่มันอะไร เขาทำเหมือนตัวเองเป็นเด็กกำพร้ายากไร้ไม่มีโอกาสกินอิ่มท้องเหมือนคนอื่นอย่างนั้น ปี้ถังเมื่อรู้แล้วก็แล้วไปเถอะ ให้นางแก้ปัญหาเอาเอง แต่ว่า...ฮันซู่ลี่เล่า “คุณหนูตระกูลฮันเล่า” “ก็อยู่จวนรุ่ยอ๋องน่ะสิ เจ้านี่ก็พิกลนัก คิดอะไรของเจ้าพรากสามีภรรยาเขา เนี่ยเจ้าก็เลยไม่ได้ลงเอยกับข้าสักทีมัวแต่วางแผนให้คนอื่น” จบกัน ที่นางสู้อุตส่าห์คิดจนปวดหัว สุดท้ายเสียรู้ให้บุรุษหื่นกามพวกนี้จนได้ แล้วนางก็มานั่งบนเตียงนอนขบคิด จะว่าไปในเรือนของข้านอกจากคนตระกูลฟู่คนอื่นไม่มีทางเข้าไปได้แน่ หากผู้เป็นใหญ่ในจวนไม่ร่วมมือ หากท่านพ่อเป็น
ฟู่อินเหยาก้มลงมองตัวเองพบว่าเสื้อผ้ายังไม่โดนถอดออกไปก็เบาใจ นางจึงลุกขึ้นแล้วก็จะเดินออกจากห้ององค์รัชทายาทแคว้นฉิน เพราะไม่อยากตกลงอะไรกับเขาทั้งนั้น ยิ่งอยู่ใกล้นางชักเริ่มไม่ไว้ใจตัวเอง เพราะเหมือนใจเต้นตุบตับ รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ชอบกล ไอ้อาการแบบนี้ไม่เคยเป็นกับผู้ชายที่ไหนมาก่อน กระทั่งเหลียงจื่อเพ่ยตัวจริงนางก็ไม่เคย แต่เมื่อห้าปีก่อนนางสับสน คิดว่าเขาคือเหลียงจื่อเพ่ย และมีหวั่นไหวไปเหมือนกัน ทำให้ในตอนนี้เขาเกาะติดนางไม่ห่าง ทั้งที่เขาควรจะได้แต่งงานกับองค์หญิงสามถึงจะคู่ควร ราชวงศ์เกี่ยวดองกันอย่างไรก็เป็นผลดีกับทั้งสองแคว้น แต่ที่ไม่ดีหากคนที่แต่งเป็นตัวนาง เพียงนางก้าวได้เพียงหนึ่งก้าวก็ต้องหยุดเมื่อมีแรงฉุดรั้งจากคนที่นอนอยู่บนเตียงกับนางมาตลอดคืน “จะไปไหนยอดรักของข้า” สาบานว่านี้เป็นวาจาของฉินอันจวิน คนที่เป็นถึงไท่จื่อของแคว้น วาจาหวานล้ำลุ่มหลงนางจนเรือนกายขนลุกชัน จนนางต้องเอามือลูบแขนให้ไรขนอ่อนมันสงบลง แต่อีกคนกลับคิดว่านางหนาวสั่น จึงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น “หนาวรึ!” คิ้วคมเข้มย่นเข้าหากัน หัวคิ้วขมวดเป็นปมพร้อมกับแรงกอ
ในรถม้าของรุ่ยอ๋องที่มีเด็ก ๆ อยู่สี่คนและมีผู้ใหญ่หนึ่งเดียวคือหลี่เค่อหรือรุ่ยอ๋อง บรรยากาศเงียบงันจนรับรู้ได้ถึงความอึดอัด แต่รุ่ยอ๋องไม่ได้บังคับให้นางพูดหรือเล่าเรื่องทั้งหมด เพียงแต่นั่งเป็นเพื่อนนางมาถึงจวนตระกูลฟู่ที่เป็นเรือนพระราชทานที่ไม่ใช่จวนดั้งเดิมของต้นตระกูล เมื่อรถม้าจอด
“ก่อเรื่องแล้วจะหนีกลับรึ” องค์หญิงสามพูดขึ้น แต่ทว่ากลับได้รับรอยยิ้มมุมปากตอบกลับทำให้นางไม่พอใจ “นั่นเจ้ายิ้มสิ่งใด” ซานลู่ไม่ชอบใจเลยสักนิด ที่นางทำท่าหยิงยโสอวดดีเช่นนี้ “ไม่ใช่ว่าท่านเองหรอกรึ ที่เป็นคนผลักท่านหญิง ชิงหนิงแล้วแสร้งกระโดดน้ำลงไป เดิมข้าก็ไม่คิดจะเปิดโปง แต
กรี๊ด....ตู้ม!!! อะ...อ่าว... “-__-” สามคนทำสีหน้ายิ้มไม่ออกกับภาพที่เห็น ทั้งมองไปมาแลกสายตาให้กัน เสียงกรีดร้องบวกกับเสียงคล้ายบางสิ่งร่วงน้ำสร้างความตระหนกให้กับผู้ร่วมงาน โดยมีสี่พี่น้องตระกูลฟู่ยืนมองสตรีทั้งสองตกน้ำ และไม่นานในงานก็มีเสียงโวยวายของสตรีสูงวัยและวัยสาวสองคน
“พี่ชายเหลียง” เสียงของหลิงหยวนพูดขึ้นพร้อมกับดวงตาที่ทอดมองไปยังสามคนที่นั่งอยู่กลางศาลาตรงนั้น ฟู่อินเหยาทอดถอนหายใจ ไม่รู้นางคิดถูกหรือคิดผิดที่สลับดวงให้กับฮูหยินเหลียงไปจัดการผูกดวงใหม่ แต่เจ้าเด็กน้อยของนางนี่สิสายตามีแต่พี่ชายเหลียง แบบนี้นางจะทำเช่นไร “เขานั่งอยู่กับสตรี







