تسجيل الدخولเมื่อชะตามารดาถูกแก้ไข เหลือเพียงชะตาตัวเองที่ต้องฝ่าฟัน เมื่อย้อนอดีตมามีเพียงหนึ่งสมองสองมือ และพบสหายร่วมเป็นร่วมตาย นางจึงต้องวางแผนสู้ ‘ข้าจะจับคู่ให้ทุกคนใหม่’
عرض المزيدบทนำ
หากข้าเป็นนางเอก แล้วผู้ใดเป็นนางร้ายกันเล่า?
‘ไม่ได้การข้าจะเปลี่ยนบท!’
ถ้อยคำนี้หวนคืนมาในหัวนางอีกครั้ง ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ที่มีหมอกเมฆสีขาวพาดผ่านบนท้องฟ้า นางในยุคที่นางจากมา เรียกมันว่าทางช้างเผือก ซึ่งตรงกับตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว
ฟู่อินเหยามองไปเบื้องล่างที่มีสตรีวัยปักปิ่น หรือคุณหนูในห้องหอ เดินถือห่อขนมเพื่อนำไปให้คนรัก ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนคึกคัก นางนั่งจิบชาอยู่บนชั้นสองมองดูคนรักกันด้วยดวงตาอันแสนเมินเฉย
หากแต่สายตาคู่งามสะดุดกับบุรุษที่นางไม่ได้พบพานมานานแล้ว ห้าปีที่เขาจากเมืองหลวง เป็นห้าปีที่นางช่างมีความสุขและแสนอิสระเหลือเกิน แต่นางเหลือเวลาอีกเท่าไหร่นะ...กว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่
อีกแปดปีใช่หรือไม่ เมื่อนั้นน้องสาวของนางอายุ 15 หนาว ส่วนนางอายุ 18 หนาวสินะ แต่ชีวิตในนิยายของนางมีจุดจบที่ไม่ดีนัก
นางท้องกับพระเอกของเรื่อง ที่น่าจะมอบบทตัวร้ายอย่าง ‘เหลียงจื่อเพ่ย’ แต่กลับถูกขังจนแท้งลูกและตายไปไร้คนเหลียวแลจนเนื้อหนังแห้งติดกระดูก
แต่พระเอกกลับสมรักกับ ‘ฟู่หลิงหยวน’ น้องสาวต่างมารดาของนางที่กำเนิดจากอนุในจวน และรับบทเป็นนางเอก
ในเมื่อเวลามีมากเช่นนี้ ข้าจะเปลี่ยนบทพระเอกของเรื่องนี้ให้ดู แต่สายตาของนางไม่ได้เห็นเพียงเหลียงจื่อเพ่ย เพียงคนเดียว สตรีผู้หนึ่งที่ดวงตากลมโตดุจไข่ห่าน คิ้วโก่งโค้งดั่งคันธนู ริมฝีปากอวบอิ่มชมพูดอกท้อน่าสัมผัส
หากเดาไม่ผิดนางก็คือ ท่านหญิงชิงหนิง บุตรสาวของรั่วอ๋อง พระญาติห่าง ๆ ของฝ่าบาท...
‘สวรรค์ยื่นโอกาสให้นางเช่นนี้ จะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร’
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าของอินเหยา ทำให้ปี้ถังที่เดินมาถึงเห็นเข้าชักหนาว ๆ ร้อน ๆ
“คุณหนู...ท่านคิดจะทำอันใดเจ้าคะ” ความเจ้าแผนการของสหายคนสนิททำให้นางหวั่นวิตก
“เปลี่ยนบทนางร้ายให้ไม่ตาย”
นอกจากพระเอกที่นางจะไม่อยากลงเอยแล้ว นางร้ายเช่นนางก็จะไม่สนใจพระเอกห่วย ๆ เช่นเหลียงจื่อเพ่ย อีกด้วย
“คืนนี้เราจะไปบุกจวนตระกูลเหลียง!”
..........................................................................................................................................................................................................................
@กำแพงข้างจวนตระกูลเหลียง
ภายใต้คนชุดดำตัวเล็กที่สูงแค่เลยเอวของผู้ใหญ่วิ่งหลุน ๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ มุมอับที่เหล่าทหารและคนรับใช้ต่างไม่มาตรวจสอบที่ตรงนี้
ใช่แล้วภายใต้ผ้าปิดหน้าสีดำนั้น จะเป็นใครอื่นไปได้อีกนอกเสียจากเจ้าของร้านปี้เหยาสุดแสบ ทั้งสองอย่างปี้ถังและอินเหยา ขณะที่กำลังตรวจดูลู่ทางในการลอบเข้าไปยังเรือนหลัก ทั้งสองคนไม่คาดคิดว่าจะมีใครบางคนที่ติดตามพวกนางมาด้วย จนเมื่อได้ยินเสียงร้องให้ช่วย
“พี่ใหญ่...ข้า...ข้าเข้าไม่ได้ติดพุง”
ฟู่อินเหยาหันขวับพร้อมกับปี้ถัง แล้วทั้งคู่ต้องเอามือกุมศีรษะเพราะว่าตัวป่วนทั้งสองกำลังสร้างเรื่องให้นางแล้ว
“อินจ้าน...อินจื้อเจ้ามาได้อย่างไร” อินเหยาเข้าไปหาน้องชายพร้อมกับโวยวาย จนอยากจะหาไม้หวายมาหวดก้นสักทีสองทีให้สมกับความสอดรู้สอดเห็นนัก
“โธ่...พี่ใหญ่ ใช่เวลามาถามหรือไม่ ยังไม่ช่วยข้าอีก” อินจื้อผู้กินอาหารที่พี่ใหญ่ทำให้มากจนพุงอวบ ๆ ของเขาเป็นอุปสรรคในการมุดช่องแคบ ๆ แต่กับทุกคนนั้นไม่มีปัญหาอะไร แม้จะรู้สึกอายนิด ๆ แต่ทว่าของอร่อยตรงหน้าไม่กินได้อย่างไร
ฟู่อินเหยากลัวจะมีคนเห็นเสียก่อน จึงช่วยกันกับปี้ถังดึงแขนของเขาคนละข้าง แล้วให้อินจ้านช่วยลากตรงคอ ให้ออกจากช่องแคบนั้น
“เจ้าอ้วนแขม่วพุง” อินจ้านยืนกำกับน้องชายฝาแฝดตัวเอง ทั้งรู้สึกว่าเจ้านี่เป็นภาระตลอด
วันนี้พวกเขาเห็นพี่ใหญ่ กับพี่ปี้ถังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เขาจึงแต่งตัวชุดดำเช่นเดียวกับพี่สาวทั้งสองตามออกมาด้วย เนื่องจากเป็นลูกชายท่านแม่ทัพ ต้องได้รับการฝึกฝนทำให้ทั้งสองเริ่มเป็นวรยุทธแบบเด็ก ๆ ส่วนพี่สาวของพวกเขานั้นก้าวหน้าแล้ว เพราะท่านพ่อฝึกให้เองกับมือ กลัวผู้อื่นจะมารังแกลูกสาว
แต่พวกเขาเหมือนลูกชัง ทั้งที่เป็นบุตรชายที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ นอกจากจะโดนท่านพ่อขโมยท่านแม่ไปกอดคนเดียวแล้ว ยังไม่คิดสอนพวกเขาจริงจัง ให้พี่เฉินไหลสอนคล้ายไม่ใส่ใจ จนพวกเขาต้องพยายาม...ใช่พยายามกินให้อ้วนท้วนบิดาถึงจะเข้มงวดขึ้น
แต่อินจื้อคิดผิด ยิ่งกินเขาก็ยิ่งพุงป่อง ท่านแม่กลับหลงรักบอกว่าเห็นใบหน้าเขาแล้วทำให้ท่านแม่มีความสุข ส่วนอินจ้านไม่คิดประชดประชันวิธีโง่ ๆ เช่นนั้นต่อให้ชื่อของเขาแปลว่าร่ำรวยด้วยวรยุทธ แต่เขาก็มีปัญญาเช่นกัน
ไม่โง่เขลาเหมือนอินจื้อ ที่ชื่อแปลว่าร่ำรวยปัญญาแต่สมองมีแต่น้ำจนเป็นภาระพวกพี่ ๆ
“ข้าแขม่วเต็มที่แล้ว...อื้อ”
ฮึบ!
อินจื้อไม่ใช่ไม่แขม่วพุง แต่ทว่าเขาพยายามทำตัวให้ผอมแล้ว แต่มันได้แค่นี้จริง ๆ
ปี้ถังกับอินเหยาสองคนร่วมแรงกันกว่าหนึ่งเค่อ จนดึงเจ้าน้องชายอ้วนออกมาได้
“เห้อ...ออกสักที” ทั้งสองคนนั่งปาดเหงื่อ แต่คนต้นเหตุกลับปัดเสื้อผ้าทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนน่าหมั่นไส้นัก
“ไปกันเถอะพี่เหยา” อินจื้อสีหน้ามึนไม่นึกถึงเรื่องที่ก่อเอาไว้ ทั้งชักชวนพี่สาวเข้าไปทำธุระด้านในตระกูลเหลียงให้เสร็จ จะได้กลับไปนอน
“เจ้าสองคนพี่น้องนี่นะ ข้าอยากจะจับตีก้น ตามมาทำไมกัน รู้หรือไม่โดนจับได้ท่านพ่อจะเอาหน้าไว้ที่ใด” ก่อนไปอินเหยาเริ่มสั่งสอนน้องชายตัวป่วนของนาง ดีที่หลิงหยวนไม่อยู่ ไปนอกเมืองกับท่านแม่ นางจึงรอดตัวไป หากมาอีกคนแผนการเข้าไปสืบความในจวนตระกูลเหลียงเป็นอันต้องพับเป็นแน่
“พี่อินเหยา ท่านลืมคำพูดตัวเองได้ยังไง ไม่ใช่ว่าท่านเคยสั่งสอนพวกเราหรือ”
อินเหยาพยายามนึก...แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่า นางเคยสั่งสอนเจ้าพวกเด็กแสบนี้ว่าอย่างไร
“อย่าคิดนานให้อินจื้อผู้ชาญฉลาดบอกท่านเถอะ ท่านเคยกล่าวว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนวุ่นวาย สี่คนแสนสบาย!” อินจื้อเด็กชายวัยสามหนาวที่ช่างจดช่างจำกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ แต่ว่ามันทำให้คนเป็นพี่สาวอย่างอินเหยาปวดกบาล
“เรื่องดี ๆ ไม่เคยจำ!” อินเหยาพูดแค่นั้น แล้วก็พากันลอบเข้าไปในเรือนหลัก โดยผ่านใต้เรือนต่าง ๆ เป็นช่องทางไป โดยที่สองจิ๋วน้องชายวิ่งสบาย ๆ ส่วนนางกับปี้ถังโตขึ้นแล้วต้องก้มลงแล้วค่อย ๆ วิ่งไป และในที่สุดก็ถึงเรือนที่เป็นจุดหมาย
เรือนกลางสกุลเหลียง...
ฟู่อินเหยากับน้อง ๆ หมอบอยู่สายตาเพ่งไปยังแผ่นกระดานที่เป็นรอยแยกเพียงแค่หรี่ตามองเห็นด้านบนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เป็นชายผู้ที่นางกาหัวเอาไว้ว่าเป็นศัตรูของนาง
“จื่อเพ่ย เจ้าก็วัย 15 หนาวแล้ว มีสตรีใดที่ชอบพอหรือไม่ บิดาเจ้าจะได้ทาบทามเอาไว้แต่เนิ่น ๆ เมื่อเจ้าอายุครบยี่สิบปีจะได้จัดงานแต่งงาน” เสนาบดีเหลียงบิดาของเหลียงจื่อเพ่ยถามบุตรชายที่ยามนี้สอบเคอจวี่รอบที่สองผ่านแล้ว เหลือรอบสุดท้ายคือจิ้นซื่อโดยจะจัดสอบคืออีกสามปี และคิดว่าบุตรชายที่ฉลาดและเก่งกาจรอบด้านอย่างเหลียงจื่อเพ่ยย่อมไม่พลาดแน่นอน
“ข้ายังไม่มีผู้ใดพึงใจขอรับท่านพ่อ” เหลียงจื่อเพ่ยที่เปลี่ยนไปจากห้าปีก่อน คำตอบของเขาทำให้ฟู่อินเหยาสัมผัสได้ว่าเหมือนไม่ใช่เหลียงจื่อเพ่ยคนเดิม เขาดูเลือดเย็นและอำมหิตขึ้น จนนางไม่แปลกใจว่าทรมานนางร้ายผู้มีใบหน้างดงามอย่างนางจนสิ้นชีพได้อย่างไร
สองบุรุษหนุ่มกำลังตกลง แต่กลับถูกฟู่ลีหยวนท้าทายต่อ “ว่าไง ยอมแพ้ก็กลับไป” ฉินอันจวินก็ยอดฝีมือแต่ต้องอ่อนข้อให้พ่อตาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นเขาตายแน่ “ออมมือด้วยท่านพ่อตา” การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า บุรุษกลางคนที่อายุมากแล้วอย่างฟู่ลีหยวนก็เก่งกาจไม่แพ้ใคร เขาออกหมัดรัวใส่เจ้าว่าที่ลูกเขยอย่างไม่ออมมือ แต่ว่าฉินอันจวินรับรู้พละกำลังของร่างกายตนเองดี ต่อให้ไม่มีอาวุธ เพียงใช้กำลังทั้งหมดของร่างกายก็สามารถเอาชนะคนอย่างท่านพ่อตาได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ทว่า... “ยะ!” ฝ่าเท้าหนักอึ้งกระโดดถีบพวกเขาอย่างเต็มแรง ทั้งหันหลังฟาดเท้ากระแทกหน้าอกดังอัก! “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินจื้อ อินจ้านที่มาให้กำลังใจบิดาเห็นพี่เขยทั้งสองเสียท่าให้บิดาของพวกเขาก็หัวเราะเยาะ “หากท่านแพ้ ข้าจะหาพี่เขยให้พี่สาวข้าใหม่” อินจื้อพูดจายั่วยุ แต่เหลียงจื่อเพ่ยไม่หลงกล หากชนะสิจะเข้าหน้าไม่ติดยิ่งกว่าแพ้ “ท่านแม่ทัพยอดฝีมือแล้ว ข้าน้อยยอมแพ้” “แค่สองกระบวนท่ายอมแล้วรึ” ฟู่ลีหยวนได้ชนะเจ้าเด็กหนุ่มนี้ได้ยืดอกขึ้นทันที
หลังจากตื่นอีกครั้งในเช้าวันใหม่ด้วยเสียงเอะอะโวยวายของบิดา นางจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับปลุกคนข้าง ๆ ที่กินนางจนหมดเรี่ยวแรงให้ตื่นขึ้น และคิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่ท่านแม่ไปหารือกับมู่ฮองเฮาเป็นแน่ “ไม่ได้...ข้าไม่ยอม” ฟู่ลีหยวนยืนกรานหนักแน่น อย่างไรก็ไม่ยอมเสียลูกสาวสักคนเดียว ทั้งอินเหยาและปี้ถังก็ด้วย ไป๋เฟิ่นโยว่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสามีแล้ว ตอนนี้ว่าที่ลูกเขยของนางก็ทำข้าวสารเป็นข้าวสุกไปแล้ว จะแก้ไขอันใดได้อีกเล่า ไม่สู้เราสองคนตายายคอยเลี้ยงหลานหรอกรึ “ท่านพี่ ต่อไปอินเหยาต้องโตขึ้นเราก็แก่ไปเรื่อย ๆ จะคอยดูแลนางได้สักกี่ปีกัน” ไป๋เฟิ่นโยว่เอาน้ำเย็นเข้าลูบ นางสั่งให้คนจัดการท่านแม่ทัพโดยเอาไปมัดไว้ค่ายทหารนอกเมือง และเหล่าทหารของท่านแม่ทัพรู้ดีว่า เหนือแม่ทัพฟู่คือฮูหยินฟู่จึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง เดิมตั้งใจจะให้อยู่นอกเมืองสักสามวัน แต่ดันกลับมาก่อนเพราะความร้ายกาจของเขาทีเดียว ทั้งเฉินไหลก็มองนางมาอย่างตัดพ้อ เรียกได้ว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ข้าก็ไม่ยอม พวกเรายืนข้างบิดา” อินจื้อกับอินจ้านขอทรยศความรักของมารดาสักวัน เอาพี่ใหญ่ไปใ
พูดยาก...พูดยากมาก เขาเป็นคนที่พูดยากที่สุด จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี แต่ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นร่างใหญ่ที่เหลือเพียงชุดข้างในตัวบางก็โถมทับนางลงมา จนนางรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง ทั้งภายในและส่วนกลีบดอกท้อที่มันโดนเขาบดเบียดเข้ามาอย่างวาบหวาม จนเผลออ้าขาอย่างน่าอาย “ข้า...ข้าหนักเจ้าลงไปก่อน...อื้อ” หนักคือข้ออ้าง แต่ความรู้สึกคล้ายใกล้จะระเบิดคือเรื่องจริง ใครมันจะไปทนได้! ใบหน้าคมคายโน้มลงไปยังหน้าอกอุ่น โดยที่สองมือรวบเข้ามาชิดกันจากนั้นจึงจูบแผ่วเบา แล้วก็ค่อย ๆ โลมเลียไปทั่วเต้าอวบขาว จากนั้นก็คว้าเอาเม็ดเชอรี่สีแดงเข้าปากก่อนใช้ลิ้นดุนมันค่อย ๆ เกลือกกลิ้งไปมาช่องปาก เสียงครางหวานกับเสียงพ่นลมหายใจทำให้เขาเริ่มร้อนขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่กระสับกระส่ายไปมาด้วยความวาบหวาม ประกายความปรารถนาจะเติมเต็มในตัวนางก็ทบทวีขึ้น ยิ่งเขาใช้ริมฝีปากดูดและกลึงยอดปทุมถันราวเด็กทารกแรกเกิด เสียงครวญครางของนางยิ่งหนักขึ้นบวกกับร่างกายอรชรอ้อนแอ้นบิดไปมา ทั้งบั้นท้ายของนางกระดกขึ้นลงอย่างรู้จังหวะ กับหน้าอกแอ่นขึ้นรับการปรนเปรอจากเขา
ช่วงสายของวันหลังจากมู่ฮองเฮาฟื้นคืนสติแล้วจึงเชิญฮูหยินฟู่มาหารือโดยที่ไม่ให้เหล่าลูก ๆ ได้ยินจนอินเหยารู้สึกว่านางต้องยืนเกาะเป็นตุ๊กแกอยู่ข้างฝาในยุคจีนโบราณก็คราวนี้ “ท่านแม่จะกระซิบทำไม” นางบ่นอย่างหงุดหงิด ในเมื่อไม่ได้ยินแล้วก็กลับจวนดีกว่าเบื่อแล้วเรือนรับรอง ทั้งเบื่อขี้หน้าเจ้าองค์รัชทายาทที่ชอบปลอมตัวเป็นเหลียงจื่อเพ่ยนี่ด้วย “เดี๋ยวนั่นเจ้าจะไปไหน” “กลับเรือนข้าสิ ข้าอยากนอนไม่ต้องตื่นสักสามวัน” ฟู่อินเหยาไม่หันหลังอีก เมื่อออกเดินมุ่งหน้าไปแต่ก็โดนขัดขวาง “คืนนี้ข้าจะไปหาเจ้าเพื่อพูดคุยเรื่องที่เราตกลงกัน” “ข้ายกเลิกไปแล้ว” อินเหยาเพิ่งคืนคำก็ตอนนี้ ดันมีอารมณ์เผลอรับปากเรื่องอย่างว่าไปได้ยังไง นางก็เสียเปรียบน่ะสิ “แต่ข้าว่า...” “ไม่” ฉินอันจวินอมยิ้มแล้วเดินตามนางมาด้วย ไม่อยากให้นางเดินกลับคนเดียว แต่เมื่อผ่านหน้าเรือนเหลียงจื่อเพ่ยก็นึกถึงสหาย... “ข้าจะไปตามปี้ถัง” ฉินอันจวินก็รีบดึงแขนนางแล้วรวบเข้าไปกอดเอาไว้แล้วก็พาปีนป่ายไปตามกำแพงกลับเรือนทันที เพราะข้อตกลงเดียวคื





