로그인เมื่อชะตามารดาถูกแก้ไข เหลือเพียงชะตาตัวเองที่ต้องฝ่าฟัน เมื่อย้อนอดีตมามีเพียงหนึ่งสมองสองมือ และพบสหายร่วมเป็นร่วมตาย นางจึงต้องวางแผนสู้ ‘ข้าจะจับคู่ให้ทุกคนใหม่’
더 보기สองบุรุษหนุ่มกำลังตกลง แต่กลับถูกฟู่ลีหยวนท้าทายต่อ “ว่าไง ยอมแพ้ก็กลับไป” ฉินอันจวินก็ยอดฝีมือแต่ต้องอ่อนข้อให้พ่อตาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นเขาตายแน่ “ออมมือด้วยท่านพ่อตา” การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า บุรุษกลางคนที่อายุมากแล้วอย่างฟู่ลีหยวนก็เก่งกาจไม่แพ้ใคร เขาออกหมัดรัวใส่เจ้าว่าที่ลูกเขยอย่างไม่ออมมือ แต่ว่าฉินอันจวินรับรู้พละกำลังของร่างกายตนเองดี ต่อให้ไม่มีอาวุธ เพียงใช้กำลังทั้งหมดของร่างกายก็สามารถเอาชนะคนอย่างท่านพ่อตาได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ทว่า... “ยะ!” ฝ่าเท้าหนักอึ้งกระโดดถีบพวกเขาอย่างเต็มแรง ทั้งหันหลังฟาดเท้ากระแทกหน้าอกดังอัก! “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินจื้อ อินจ้านที่มาให้กำลังใจบิดาเห็นพี่เขยทั้งสองเสียท่าให้บิดาของพวกเขาก็หัวเราะเยาะ “หากท่านแพ้ ข้าจะหาพี่เขยให้พี่สาวข้าใหม่” อินจื้อพูดจายั่วยุ แต่เหลียงจื่อเพ่ยไม่หลงกล หากชนะสิจะเข้าหน้าไม่ติดยิ่งกว่าแพ้ “ท่านแม่ทัพยอดฝีมือแล้ว ข้าน้อยยอมแพ้” “แค่สองกระบวนท่ายอมแล้วรึ” ฟู่ลีหยวนได้ชนะเจ้าเด็กหนุ่มนี้ได้ยืดอกขึ้นทันที
หลังจากตื่นอีกครั้งในเช้าวันใหม่ด้วยเสียงเอะอะโวยวายของบิดา นางจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับปลุกคนข้าง ๆ ที่กินนางจนหมดเรี่ยวแรงให้ตื่นขึ้น และคิดว่าคงจะเป็นเรื่องที่ท่านแม่ไปหารือกับมู่ฮองเฮาเป็นแน่ “ไม่ได้...ข้าไม่ยอม” ฟู่ลีหยวนยืนกรานหนักแน่น อย่างไรก็ไม่ยอมเสียลูกสาวสักคนเดียว ทั้งอินเหยาและปี้ถังก็ด้วย ไป๋เฟิ่นโยว่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสามีแล้ว ตอนนี้ว่าที่ลูกเขยของนางก็ทำข้าวสารเป็นข้าวสุกไปแล้ว จะแก้ไขอันใดได้อีกเล่า ไม่สู้เราสองคนตายายคอยเลี้ยงหลานหรอกรึ “ท่านพี่ ต่อไปอินเหยาต้องโตขึ้นเราก็แก่ไปเรื่อย ๆ จะคอยดูแลนางได้สักกี่ปีกัน” ไป๋เฟิ่นโยว่เอาน้ำเย็นเข้าลูบ นางสั่งให้คนจัดการท่านแม่ทัพโดยเอาไปมัดไว้ค่ายทหารนอกเมือง และเหล่าทหารของท่านแม่ทัพรู้ดีว่า เหนือแม่ทัพฟู่คือฮูหยินฟู่จึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง เดิมตั้งใจจะให้อยู่นอกเมืองสักสามวัน แต่ดันกลับมาก่อนเพราะความร้ายกาจของเขาทีเดียว ทั้งเฉินไหลก็มองนางมาอย่างตัดพ้อ เรียกได้ว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ข้าก็ไม่ยอม พวกเรายืนข้างบิดา” อินจื้อกับอินจ้านขอทรยศความรักของมารดาสักวัน เอาพี่ใหญ่ไปใ
พูดยาก...พูดยากมาก เขาเป็นคนที่พูดยากที่สุด จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี แต่ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นร่างใหญ่ที่เหลือเพียงชุดข้างในตัวบางก็โถมทับนางลงมา จนนางรู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง ทั้งภายในและส่วนกลีบดอกท้อที่มันโดนเขาบดเบียดเข้ามาอย่างวาบหวาม จนเผลออ้าขาอย่างน่าอาย “ข้า...ข้าหนักเจ้าลงไปก่อน...อื้อ” หนักคือข้ออ้าง แต่ความรู้สึกคล้ายใกล้จะระเบิดคือเรื่องจริง ใครมันจะไปทนได้! ใบหน้าคมคายโน้มลงไปยังหน้าอกอุ่น โดยที่สองมือรวบเข้ามาชิดกันจากนั้นจึงจูบแผ่วเบา แล้วก็ค่อย ๆ โลมเลียไปทั่วเต้าอวบขาว จากนั้นก็คว้าเอาเม็ดเชอรี่สีแดงเข้าปากก่อนใช้ลิ้นดุนมันค่อย ๆ เกลือกกลิ้งไปมาช่องปาก เสียงครางหวานกับเสียงพ่นลมหายใจทำให้เขาเริ่มร้อนขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่กระสับกระส่ายไปมาด้วยความวาบหวาม ประกายความปรารถนาจะเติมเต็มในตัวนางก็ทบทวีขึ้น ยิ่งเขาใช้ริมฝีปากดูดและกลึงยอดปทุมถันราวเด็กทารกแรกเกิด เสียงครวญครางของนางยิ่งหนักขึ้นบวกกับร่างกายอรชรอ้อนแอ้นบิดไปมา ทั้งบั้นท้ายของนางกระดกขึ้นลงอย่างรู้จังหวะ กับหน้าอกแอ่นขึ้นรับการปรนเปรอจากเขา
ช่วงสายของวันหลังจากมู่ฮองเฮาฟื้นคืนสติแล้วจึงเชิญฮูหยินฟู่มาหารือโดยที่ไม่ให้เหล่าลูก ๆ ได้ยินจนอินเหยารู้สึกว่านางต้องยืนเกาะเป็นตุ๊กแกอยู่ข้างฝาในยุคจีนโบราณก็คราวนี้ “ท่านแม่จะกระซิบทำไม” นางบ่นอย่างหงุดหงิด ในเมื่อไม่ได้ยินแล้วก็กลับจวนดีกว่าเบื่อแล้วเรือนรับรอง ทั้งเบื่อขี้หน้าเจ้าองค์รัชทายาทที่ชอบปลอมตัวเป็นเหลียงจื่อเพ่ยนี่ด้วย “เดี๋ยวนั่นเจ้าจะไปไหน” “กลับเรือนข้าสิ ข้าอยากนอนไม่ต้องตื่นสักสามวัน” ฟู่อินเหยาไม่หันหลังอีก เมื่อออกเดินมุ่งหน้าไปแต่ก็โดนขัดขวาง “คืนนี้ข้าจะไปหาเจ้าเพื่อพูดคุยเรื่องที่เราตกลงกัน” “ข้ายกเลิกไปแล้ว” อินเหยาเพิ่งคืนคำก็ตอนนี้ ดันมีอารมณ์เผลอรับปากเรื่องอย่างว่าไปได้ยังไง นางก็เสียเปรียบน่ะสิ “แต่ข้าว่า...” “ไม่” ฉินอันจวินอมยิ้มแล้วเดินตามนางมาด้วย ไม่อยากให้นางเดินกลับคนเดียว แต่เมื่อผ่านหน้าเรือนเหลียงจื่อเพ่ยก็นึกถึงสหาย... “ข้าจะไปตามปี้ถัง” ฉินอันจวินก็รีบดึงแขนนางแล้วรวบเข้าไปกอดเอาไว้แล้วก็พาปีนป่ายไปตามกำแพงกลับเรือนทันที เพราะข้อตกลงเดียวคื
เวลาผ่านไปครึ่งวันแล้ว ด้านนอกยังหารือเรื่องการแต่งงานของลูก ๆ ยังไม่จบเพราะตัวแปรอีกคนที่เหลือไม่มีคู่ดังนั้นย่อมลำบากใจ เมื่อหันหน้าไปหาสองบุรุษก็ไม่มีใครเสียสละ แม้อยากได้ลูกสะใภ้เป็นอินเหยาลูกชายคนรองก็ไม่ยินยอมแต่ง ทั้งฮองเฮาแคว้นหลิน ฮูหยินเหลียง และสามีภรรยาตระกูลฟู่ต่างคิดไม่ตก จนเมื่อหลิงห
อินจ้านกับอินจื้อ สอดส่ายสายตาแล้วเอามือไพล่หลัง ทั้งไปยืนใกล้ ๆ ซินแสตัวจริงที่นั่งคอยให้คนมาฝากดวงดูดวงที่อารามหยุคโหลว แล้วก็เริ่มแผนการอันแสนชาญฉลาดของอินจื้อ “พี่สี่ท่านว่าประหลาดหรือไม่ ด้านหลังมีคนยืนเลียศอกตัวเองได้ มีหมาห้าขาเป็นเพื่อน” อินจื้อเด็กชายตัวน้อยเริ่มแผนการ ด้วยการพูด
“บุตรสาวท่านแม่ทัพฟู่เล่าเจ้าคิดเห็นประการใด บอกแม่มาเถิด” หงอิงเพ่ยผู้เป็นมารดาค่อนข้างพึงใจในสตรีตระกูลฟู่ แม้ว่าจะไม่ลงรอยกับผู้เป็นท่านย่า มีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของนาง แต่ยศศักดิ์ของท่านแม่ทัพฟู่ยังเป็นที่เกรงใจถึงสามส่วน แม้ว่าตำแหน่งเสนาบดีเหลียงจะอยู่ใต้เพียงคนเดียว อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้าก็
บทนำหากข้าเป็นนางเอก แล้วผู้ใดเป็นนางร้ายกันเล่า? ‘ไม่ได้การข้าจะเปลี่ยนบท!’ ถ้อยคำนี้หวนคืนมาในหัวนางอีกครั้ง ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ที่มีหมอกเมฆสีขาวพาดผ่านบนท้องฟ้า นางในยุคที่นางจากมา เรียกมันว่าทางช้างเผือก ซึ่งตรงกับตำนานสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว ฟู่อินเหยามองไปเ
리뷰