Mag-log inภายในจวนตระกูลหลินตกอยู่ในความวุ่นวายชั่วขณะ ก่อนหน้านี้มีราชโองการจากฮ่องเต้เพื่อเรียกตัวสตรีนางหนึ่งกลับเมืองหลวง อีกทั้งสตรีนางนั้นยังแซ่หลินทั้งยังถูกระบุในราชโองการว่าเป็นบุตรนอกสมรสของท่านแม่ทัพหลินกวงหมิง เรื่องเช่นนี้สมควรเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยรัชทายาทกำลังจะเลือกชายา หากโชคดีชายารัชทายาทอาจมาจากตระกูลหลินก็เป็นได้
ทว่า...หลินมู่เซินผู้นี้ไม่มีคนตระกูลหลินคนใดล่วงรู้ว่ามีตัวตน!!!
ผู้มาถูกส่งเข้าเรือนพำนักในจวนตระกูลหลิน หมอหลวงถูกส่งมาดูอาการโดยที่ตระกูลหลินเองก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้า เห็นชัดว่าเรื่องนี้มีคนช่วยจัดการอยู่ก่อนแล้ว หลินฮูหยินมองผู้เป็นสามีจากนั้นเหลือบมองบุตรสาวและบุตรชายที่เพิ่งติดตามกลับมาจากชายแดนตะวันตก หมอหลวงยังไม่กลับออกมาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลินก็ถูกประคองเดินมายังเรือนพำนัก
บัดนี้เรือนจวี๋ฮวาเต็มไปด้วยคนตระกูลหลิน ความสงสัย ความกังวล ความงุนงง ความสับสนไม่เข้าใจของแต่ละคนลอยอวลในอากาศจนน่าอึดอัด ทว่าน่าแปลกที่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหลินยังคงมีท่าทีเยือกเย็น นางไล่บ่าวไพร่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด เหลือเพียงคนสนิทที่ไว้ใจได้จากนั้นกวาดสายตามองคนตระกูลหลิน แม่ทัพหลินยังคงรั้งอยู่ด้านในกับท่านหมอหลวง หน้าประตูมีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนเฝ้าไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน ใบหน้าหล่อเหลาไม่แสดงสีหน้าท่าทางใดๆ เพียงยืนนิ่งหลับตากอดกระบี่เอาไว้แนบอก
นานมากในที่สุดหลินกวงหมิงก็กลับออกมาพร้อมหมอหลวง ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นกังวล “ข้าจะกลับไปกราบทูลฝ่าบาท ท่านแม่ทัพอยู่จัดการเรื่องที่นี่ให้เรียบร้อย ทำตามที่แม่นางซีหลินแนะนำจะเป็นการดีที่สุด”
“รบกวนท่านหมอหลวงแล้ว” เขาประสานมือให้อีกฝ่ายโบกมือให้พ่อบ้านตามออกไปส่งหมอหลวงกลับ ตอนได้พบมารดาสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ
หลินฮูหยินขยับเดินเข้ามา “เป็นอย่างไรบ้าง เกิดอะไรขึ้น” นางนึกไม่ถึงว่าเพิ่งขยับเข้าไปใกล้ประตู ยังไม่ทันสอดส่ายสายตาเข้าไปด้านใน บุรุษที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องกลับเข้ามาขวาง อีกฝ่ายหันไปปิดประตูพร้อมจับจ้องมองนางด้วยสายตาดุดัน หลินฮูหยินขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย
“เจ้า! ...เสียมารยาทยิ่งนัก ถอยไปนะ!” หลินเฉียวขยับเดินเข้ามาเมื่อพบว่ามีคนเสียมารยาทต่อมารดาในจวนตระกูลหลินเอง
“ชี[1]เอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท” นึกไม่ถึงกลับเป็นหลินกวงหมิงที่ดุนางเสียงเครียด
“ท่านพ่อข้าหรือเสียมารยาท นี่จวนตระกูลหลินนะเจ้าคะ พวกเขาเป็นเพียง...”
“ตามข้ากลับไปยังห้องโถงอย่าส่งเสียงดังรบกวนคนเจ็บ” เขาสบตากับมารดาจากนั้นหันกลับไปมองชายหนุ่มที่ยังคงยืนขวางประตู “คุณชายโม่หลินข้าจะกำชับไม่ให้ใครเข้ามารบกวน ข้าจะให้บ่าวคนหนึ่ง กับสาวใช้สองคนยืนเฝ้าที่หน้าประตูเรือน หากพวกท่านต้องการสิ่งใดก็เรียกใช้สอยได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
โม่หลินส่งเสียงรับรู้จากนั้นยืนกอดอกหลับตาลงด้วยท่าทีโอหังไร้ความเกรงใจ คนตระกูลหลินมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่เข้าใจ หลินฉาง บุตรสาวคนที่สามหันไปมองพี่ชายและพี่สาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม นางขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีเกรงอกเกรงใจของบิดาที่แสดงออกต่อชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่า...โม่หลิน ทั้งหลินฝาน หลินอี พี่ชายและพี่สาวของนางไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้สบตา จากนั้นทุกคนจึงได้แต่เดินออกไปจากเรือนจวี๋ฮวา
หลินฝานหันกลับไปมองหน้าประตูอีกครั้ง หลินอีมองเขา “พี่ใหญ่...ไปเถิด”
แม้ทั้งสองติดตามบิดามาจากชายแดนตะวันตก ทว่าก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรไปมากกว่าที่บิดาอยากให้รู้ บิดากล่าวว่ารอให้กลับถึงเมืองหลวงเขาจะบอกคนตระกูลหลินพร้อมกัน หลินอีกำชับบ่าวไพร่ที่บิดาสั่งให้เฝ้าประตู กำชับให้ดูแลแขกทั้งสามคนให้ดี ห้ามมิให้ทำสิ่งใดให้ทั้งสามขุ่นเคืองหรือไม่พอใจ
คนตระกูลหลินมารวมตัวกันในห้องโถง บ่าวไพร่ทั้งหมดถูกกันออกไปไม่ให้มีส่วนร่วมในการสนทนา หลินกวงหมิงหันไปมองมารดา
“ท่านแม่ ผู้ที่ถูกพาตัวมาก็คือแม่นางหลินมู่เซิน คนติดตามอีกสองคนแม่นางหลินซีหลิน และคุณชายหลินโม่หลิน ทั้งสามได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้กลับเข้าเมืองหลวง ระหว่างทางเพราะเกิดเรื่องไม่คาดคิดแม่นางหลินมู่เซินช่วยชีวิตลูกรองกับเจ้าใหญ่เอาไว้ ทำให้ตัวนางได้รับบาดเจ็บและไม่ได้สติ หมอหลวงตรวจอาการแล้วแม้ตอนนี้บอกไม่ได้ว่านางจะฟื้นคืนสติหรือไม่ แต่รวมๆ แล้วร่างกายของนางก็มิได้มีบาดแผลใดนอกจากที่ศีรษะ”
“พวกเขาทั้งสามคนล้วน...แซ่หลิน?” หลินฮูหยินเอ่ยถามสามีด้วยใบหน้าตื่นตระหนกระคนสงสัย
“ใช่ พวกเขาทั้งสามล้วนแซ่หลิน”
“ท่านพ่อท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือว่าพวกเขาล้วนเป็นบุตรนอกสมรสของท่าน!?” หลินฉางอ้าปากค้าง นางมีท่าทีโกรธกรุ่นแทนมารดาอยู่บ้าง
“ซาน[2]เอ๋อร์” หลินฮูหยินผู้ซึ่งรู้จักสามีของตัวเองดีกว่าใครหันไปปรามบุตรสาว “ข้าจะจัดการตามที่ท่านสั่ง พวกเขาจะเป็นคุณหนูและคุณชายตระกูลหลิน บ่าวไพร่ในจวน คนตระกูลหลิน ทุกๆ คนจะไม่มีใครไม่ให้เกียรติพวกเขาทั้งสามคน”
[1] 七 ชี เลขเจ็ด ในที่นี้คือคุณหนูลำดับที่เจ็ด
[2] 三 ซาน เลขสาม ในที่นี้คือลำดับที่สาม
“เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม
แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ
หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู
ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า
“รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา
หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค
ในช่วงที่งานเลี้ยงเริ่มผ่อนคลายขึ้นชายารัชทายาทกลับเดินเข้ามาหาอวิ๋นซูเหยา “ท่านปราชญ์อวิ๋น ข้านั่งนานรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง ข้าพาคุณหนูอวิ๋นออกไปเดินเล่นผ่อนคลายดีหรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับนางสักครู่จะดูแลนางให้ดีข้ารับรองจะพานางกลับมาส่งโดยไม่มีที่ใดบุบสลาย”อวิ๋นหยวนหัวเราะ “พระชายากล่าวเ
อวิ๋นหยวนนั่งมองบุตรสาวอยู่นานมาก ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้แม้ประหลาดใจทว่าเขากลับไม่อาจตำหนินาง เขามิใช่เพียงฟังความจากคนนอกแล้วจะมาตัดสินความผิดบุตรสาวทันที เขาถามนางตรงๆ กระทั่งรอฟังบุตรสาวอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น“เขาเป็นคนดี” อวิ๋นหยวนถอนหายใจ “ไม่ใช่เพียงในใจของเขามีคุณธรรมเท่านั้น ทว่า
ไม่มีเสียงตอบกลับ...จ้าวเหยียนมองตามร่างสูงของสหายที่ตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ด้านหลังมีองครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามา “ทำเช่นนี้ไม่เป็นการดีต่อฝ่ายเราเลย ท่านปราชญ์ไม่สมควรเข้าไปยุ่งกับความบาดหมางนี้ ทั้งจวนโหว จวนปราชญ์หลิว อีกทั้งยังมีจวนแม่ทัพหยาง เกรงว่า...”“แม้ไม่เข้าไปยุ่งตอนนี้ ไม่ช้าเสียงเฟิงก็
หยางสวินเคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พระชายาเล่าพ่ะย่ะค่ะ”“นาง? วันนี้ยังไม่เห็นหน้า”“หืม??” ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองรัชทายาท“นางออกไปจากตำหนักตะวันออกตั้งแต่เช้า ไปไหนไม่บอก นางกำนัลขันทีเองก็ไม่มีใครกล้าถาม นับวันนางก็ยิ่งหงุดหงิดอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ตำหนักของข้าเหมือนจะเงียบสงบ แต่ข้ากลับรู้สึกว่าจะข







