LOGINชั่วขณะที่นั่งครุ่นคิดยังร้านบะหมี่เพื่อรออหูอวี๋กลับมา นางเผลอยกมือหนึ่งขึ้นเท้าคางนิ้วชี้เคาะข้างแก้มเบาๆ เป็นจังหวะราวกับพลั้งเผลอ นานมากอยู่ๆ นางก็มองเห็นคนผู้หนึ่งเดินมานั่งริมถนนฝั่งตรงข้าม ป้ายอักษรที่เขาเพิ่งวางลงเรียกความสนใจของนางเอาไว้ กระทั่งกว่าจะรู้ตัวก็เดินเข้าไปหยุดตรงหน้าป้ายอักษรนั้นแล้ว “นี่คือเงินยี่สิบตำลึง ท่านไปจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย จากนั้นทำอย่างไรก็ได้สืบเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่เคยเกิดขึ้นกับคุณหนูอวิ๋น อวิ๋นซูเหยา บุตรสาวของท่านปราชญ์อวิ๋น นางเป็นใคร นิสัยใจคอ ทำอะไรบ้างในช่วงสองสามปีมานี้ ใครเกี่ยวข้อง สนิทสนม ผิดใจ ชอบหรือไม่ชอบนาง และนางชอบหรือไม่ชอบผู้ใด ให้เวลาท่านครึ่งเดือนมารอพบข้าที่นี่เวลานี้”
เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาสงสัย “ข้าไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรม ไม่ขายตัวเป็นทาส เรื่องคุณหนูอวิ๋นผู้นั้น...”
“ข้าก็ไม่ได้คิดจะให้ท่านทำเช่นนั้น ข้าก็คือนาง ข้าสูญเสียความทรงจำจึงอยากรู้ว่าก่อนหน้านี้ข้าเป็นคนอย่างไร หากตกลงก็รับเงินไป”
เขายังคงขมวดคิ้วมองนาง “ไม่กลัวว่าข้าจะรับเงินแล้วหนีหายไป?”
“จะใช้คนก็ต้องเริ่มจากเชื่อใจ หากไม่อาจเชื่อใจเช่นนั้นก็ใช้งานไม่ได้ ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า หากข้ามองคนผิดเช่นนั้นก็ให้ถือเสียว่าข้าทำหาย”
“แม่นาง...ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้า...มีธุระ”
“ด้านในเสื้อคลุมท่านสวมชุดไว้ทุกข์เกรงว่าคงเพิ่งสูญเสียญาติสนิท ท่านเป็นวรยุทธ์ หากมีทางเลือกย่อมไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้ ทำสัญญาเป็นคนคุ้มกันหนึ่งปีแลกกับเงินยี่สิบตำลึงไม่ขายตัวเป็นทาส เห็นชัดว่าท่านหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่นับว่าข้าลงทุนอย่างโง่งม เป็นชาวยุทธ์ที่สำคัญคือต้องมีสัจจะ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”
เขาพยักหน้ามองนาง “ได้ ข้าตกลง” แล้วเขาก็รับเงินไป “ข้าแซ่หานนามสั้นๆ ว่าควน อีกครึ่งเดือนข้าจะมารอพบท่านที่นี่ เวลานี้ จนกว่าจะถึงเวลานั้นเรื่องที่ข้าทำงานให้ท่านจะเป็นความลับ”
นางมองเขาเก็บป้ายอักษรขึ้นจากนั้นเดินจากไป ไม่นานหูอวี๋ก็กลับมา “คุณหนูข้าซื้อของเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม พวกเรากลับสำนักศึกษาหลวงกันเถิด”
อีกด้านหนึ่งเพราะมีคนสืบเรื่องเดียวกัน ทั้งยังเคยสอบถามชาวบ้านในละแวกจวนเดิมของท่านปราชญ์อวิ๋น หลิงเฮ่อที่ส่งคนไปสืบเรื่องของอวิ๋นซูเหยาเช่นกันให้อย่างไรก็รู้สึกว่าประหลาด เขารีบรายงานผู้เป็นนายทันที “คนผู้นี้วรยุทธ์แม้ไม่ได้ล้ำเลิศทว่าก็นับเป็นคนมีฝีมือ เขาไม่ได้สอบถามชาวบ้านแบบโจ่งแจ้ง แต่ใช้วิธีแนบเนียนโดยสืบจากเรื่องซุบซิบนินทาของคนละแวกนั้น แม้เขาเปลี่ยนเรื่องหลายเรื่อง ทว่ากลับยังคงวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องของคุณหนูอวิ๋นขอรับ”
“ตัวตนของเขาเล่า”
“เดิมเป็นชาวยุทธ์ที่เคยทำงานกับสำนักคุ้มภัยทว่าหลายปีมานี้แต่งฮูหยินและย้ายมาเมืองหลวง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวนาทำนาปลูกผักอยู่อย่างเรียบง่าย ช่วงเดือนที่แล้วฮูหยินของเขาสิ้นใจเพราะคลอดบุตร เขาสูญเสียทั้งบุตรชายและฮูหยินพร้อมๆ กัน เพราะยากจนจึงไปขายตัวเพื่อเป็นคนคุ้มกันเพื่อแลกเงินค่าทำศพ ไม่มีใครกล่าวถึงว่าผู้ใดซื้อตัวเขาไปและผู้ใดว่างจ้างให้เขาสืบเรื่องของคุณหนูอวิ๋น ระหว่างนี้เขาไม่เคยติดต่อผู้ใด ไม่ไปมาหาสู่ผู้ใด เกรงว่าผู้จ้างวานอาจจะนัดพบโดยอาศัยการแจ้งวันและเวลาอื่น”
“ให้คนจับตาดูเอาไว้ให้ดี”
“แล้วทางคุณหนูอวิ๋น?” หลิงเฮ่อยังคงติดใจเรื่องที่เขาสงสัย
“ข้าจะไปเยือนเรือนพำนักท่านปราชญ์อวิ๋นวันนี้ จะพยายามดูว่ามือของนางมีรอยด้านหรือไม่”
รอยด้านจากการเล่นพิณของสตรี กับรอยด้านจากการจับกระบี่หรือดาบ แม้กระทั่งอาวุธ ให้อย่างไรก็แตกต่างกัน หากเป็นไปอย่างที่หลิงเฮ่อสงสัย อวิ๋นซูเหยาเป็นวรยุทธ์ เช่นนั้นก็แปลกแล้ว…
ตระกูลปราชญ์ ทั้งยังมีบุตรสาวที่เป็นวรยุทธ์ อวิ๋นหยวนผู้นี้...
ใกล้พลบค่ำแล้วกำแพงเมืองหลวงกำลังจะปิด ขบวนรถม้าที่กำลังแล่นเข้ามาทำให้ทหารเฝ้าประตูเมืองกระตือรือร้นขึ้น หัวหน้าหน่วยรีบเข้าไปประจบสอพลอ “ยินดีต้อนรับแม่ทัพหลินกลับเมืองหลวง”
ทหารทุกคนได้ยินก็รีบประสานมือคำนับพร้อมกล่าวตาม “ยินดีต้อนรับแม่ทัพหลินกลับเมืองหลวง”
ถึงอย่างนั้นรถม้ากลับไม่ได้หยุด ไม่มีใครตอบรับกับการประจบสอพลอนั้น ไม่มีผู้ใดใส่ใจจะมองราวกับว่าขบวนเดินทางเร่งร้อนตรงเข้าไปในกำแพง
“ใช่แม่ทัพหลินจริงหรือขอรับหัวหน้า”
“ต้องใช่สิ เจ้าเห็นป้ายหยกนั่นหรือไม่”
“หรือว่าแม้แต่จวนแม่ทัพก็ได้รับราชโองการให้พาบุตรสาวมาร่วมการคัดเลือกชายารัชทายาท?”
“ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ฐานะและอำนาจสามารถส่งเสริมจึงจะเหมาะสม ข้าว่าไม่มีใครเหมาะไปกว่าท่านคุณหนูจวนแม่ทัพแล้ว”
“เห็นด้วย!”
“แต่ว่า...บุตรสาวคนโตของท่านแม่ทัพ คุณหนูรองมิใช่ออกเรือนแล้ว? แถมยังเป็นการแต่งสามีเข้าจวน?”
“แล้วอย่างไรยังมีคุณหนูสาม คุณหนูสี่ คุณหนูเจ็ด”
“คุณหนูสี่หมั้นหมายแล้วมิใช่หรือ”
“อ้อใช่ๆ ข้าหมายถึงคุณหนูสามกับคุณหนูเจ็ด”
ขบวนรถม้าเร่งร้อนกลับจวนตระกูลหลิน กระทั่งมีคนผู้หนึ่งถูกคลุมด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแล้วพาลงมาจากรถม้า ดูเหมือนคนผู้นั้นจะไม่ได้สติและไม่ขยับ ด้านในเกิดความวุ่นวายขึ้นจนกระทั่งประตูจวนแม่ทัพถูกปิดลง ด้านในก็ยังคงวุ่นวายสับสน
มีเสียงหนึ่งแว่วมาให้ได้ยิน...เหตุใดสตรีผู้นั้นจึงไม่ได้สติ นางมิใช่จวนแม่ทัพ ไม่มีใครเคยเห็นนาง แล้วนาง...เกี่ยวข้องอะไรกับจวนแม่ทัพหลินจึงกลับมาในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้??
“ใช่...บอกตามตรง วันนั้นในงานเลี้ยงคนที่รู้ว่านางจะเล่นเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลคนแรกก็คือท่านพ่อ จากนั้นหัวหน้าองครักษ์เซี่ยจึงพอจะเดาได้ ตั้งแต่ตอนข้ายังเด็กเคยได้ยินเรื่องเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลครั้งหนึ่ง ตอนนั้นท่านพ่อของข้าเพิ่งเคยติดตามท่านปู่ออกรบ ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟังว่าท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและความสิ้นหวัง อาจารย์ของท่านพ่อคว้ากู่เจิงเดินขึ้นไปบนป้อมกำแพงสูง ตอนนั้นเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลก็ดังก้องขึ้น เหล่าทหารร่วมกันเคาะดาบ กระบี่ ทวน กลองศึกถูกตีรับจังหวะเพลงปลุกความฮึกเหิมให้ทหารในกองทัพ เผ่าโยวโจวบุกเข้ามามีจำนวนนับหมื่น ทว่าท้ายที่สุดกลับพ่ายแพ้ต่อเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลย่อยยับ แม้ว่าต้าเยวี่ยของเราจะมีกำลังพลเพียงหกพัน”“ข้าเคยได้ยินว่าเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลมีบันทึกเอาไว้ในหอจดหมายเหตุของแคว้น มีน้อยคนนักที่สามารถเล่นจนจบ แต่ถึงสามารถเล่นจนจบก็มักจะเปลี่ยนจังหวะให้ช้าลง คืนนั้นหัวหน้าองครักษ์เซี่ยกล่าวว่าเขาเองก็เพิ่งเคยได้ฟังเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพลจนจบแบบที่จังหวะไม่เปลี่ยน หากเล่นได้ขั้นนั้นจะต้องฝึกฝนและคุ้นชินจากการเล่นครั้งแล้วครั้งเล่านับครั้งไม่ถ้วน หากคุณหนูอวิ๋นฝึกฝน
ในบางช่วงคล้ายสติของเขากำลังกลับคืนมา ภาพที่หยางสวินเคอมองเห็น ...อวิ๋นซูเหยาที่สองมือมีมีดสั้นคู่หนึ่ง นางเคลื่อนไหวด้วยใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง บุรุษชุดดำเองก็มีมีดสั้นคู่เช่นกัน ทั้งสองประมือกันท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่รับรู้ถึงรังสีเข่นฆ่า ตรงกันข้าม ไม่รู้เพราะเหตุใดเขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่การประมือ ทว่าเป็นการร่ายรำอันงดงามและแข็งแกร่งของคนทั้งสองเพลงกระบี่อันอ่อนช้อยแฝงความดุดัน ความเร็วของการเคลื่อนไหว ร่างกายที่ผสานกับมีดสั้นคู่ ท่วงท่าอันคล่องแคล่วว่องไวเขาถึงขั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้ที่ตั้งรับกลับเป็นบุรุษในชุดสีดำปกปิดใบหน้าผู้นั้น ผู้ที่จู่โจมและได้เปรียบกลับเป็นหญิงสาวที่ไร้ซึ่งกำลังภายในหยางสวินเคอหยัดตัวขึ้นนั่งพิงต้นดอกหลันฮวาอิ๋ง มองเงาร่างสองร่างกำลังประมือกันไปมา ทว่าตอนนั้นเองเขากลับสังเกตเห็นว่าข้างกายมีใครอีกคน“ฟื้นแล้ว?”คิ้วเข้มมุ่นลง “ชายารัชทายาท?!”นางย่อตัวลงนั่งข้างๆ เขา กระทั่งหลังจากนั้นก็ยื่นยาเม็ดหนึ่งมาที่ปาก “นี่คือยาถอนพิษ” เขาไม่ได้เปิดปากรับแต่นางกลับบีบคางเขาแล้วบังคับให้เขากินหลังกลืนยาเม็ดนั้นร่างกายของเขาก็รู้สึกเย็นวาบ
รถม้ากำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงตรงไปยังหลิงซาน อวิ๋นซูเหยาในชุดสีดำปักแพรกุ๊นขอบสีแดง รวบมัดผมยาวยกสูงเป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง นางเป็นคนควบคุมรถม้าโดยด้านหลังมีหยางสวินเคอนั่งอยู่ข้างๆ เขาเพิ่งโผล่ออกมานั่งเป็นเพื่อนนางหลังจากพ้นประตูเมืองที่คนไม่พลุกพล่านชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้าเรียบเฉยของนาง คาดเดาไม่ได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ “คุณหนูอวิ๋น”“ท่านรู้สึกไม่สบายตัว?”“มิใช่ ข้าเพียงสงสัย”“เรื่องใดเล่า” นางถาม“เหตุใดเจ้าจึงดูสงบเยือกเย็นนัก”นางเลิกคิ้วหันกลับมามองเขาจากนั้นละสายตาไปมองถนน สองมือถือเชือกบังเหียนคุมม้าลากรถ “แล้วข้าสมควรเป็นอย่างไร ตื่นตระหนก หวาดกลัว เป็นกังวล หรือว่าควรยิ้มแย้มยินดีเล่า ทั้งหมดนั้นมิใช่ท่านหรอกหรือที่สมควรเป็น ท่านถูกพิษนี่มิใช่ข้า”ชายหนุ่มหัวเราะ “ก็จริง เพียงแต่ข้าสงสัยว่าในใจของเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”“ข้าคิดอะไรอยู่นั้นไม่สำคัญ สำคัญที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คิดอะไรอยู่ต่างหาก”“เคยคิดหรือไม่ว่าเรื่องนี้อันตรายเกินไปสำหรับเจ้า”“คิดสิ แต่อันตรายแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็มีเพียงแต่ต้องเผชิญหน้าเท่านั้น แม้ข้าเลี่ยงได้ครานี้ก็มิใช่จะเล
ก่อนหมดสติเขาได้ยินเสียงทุ้มของบุรุษชุดดำ “หากอยากได้ยาถอนพิษ วันมะรืนไปพบข้าที่ยอดเขาหลิงซาน...ตามลำพัง หากอยากให้เขารอดก็ทำตามนี้ หากไม่....ภายในสามวันเขาจะค่อยๆ สิ้นใจอย่างทรมาน เลือดหลั่งรินจากทวารทั้งห้า” แล้วหยางสวินเคอก็หมดสติไปทั้งอย่างนั้น กว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มก็พบว่าตัวเขานอนอยู่บนเตียงในจวนของตัวเองร่างกายไร้เรี่ยวแรง กำลังภายในถูกสกัด หน้าอกรู้สึกแน่นตึงหายใจเข้าลำบาก ในปากมีรสเค็มปร่าของเลือด...“รู้สึกตัวแล้ว?” จ้าวเหยียนช่วยประคองเขาขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าของอีกฝ่ายเคร่งเครียด“เกิดอะไรขึ้น” เขาถาม“ข้าสิต้องถามเจ้า ตกลงเกิดอะไรขึ้น ข้าให้เจ้าไปช่วยคนที่ตำหนักอู่หลวน เหตุใดมีเพียงเจ้าที่ถูกพิษแต่คนที่เจ้าไปช่วยกลับไม่มีแม้แต่รอยยับบนแขนเสื้อ?”หยางสวินเคอชะงัก “คุณหนูอวิ๋น?”“นาง? ก็บอกอยู่เนี่ยว่าปลอดภัยดี อันที่จริงนางนั่นละที่ช่วยดูแลเจ้า ตอนองครักษ์ไปถึงที่นั่นเจ้าก็หมดสติพิงไหล่ของนาง นอกจากนางทุกคนก็หมดสติอยู่รอบๆ จำอะไรแทบไม่ได้ หมอหลวงบอกว่าเจ้าถูกพิษประหลาด พวกเขากำลังพยายามหาทางถอนพิษ เสด็จพ่อทรงกริ้วสั่งให้องครักษ์ควานหาตัวมือสังหารผู้น
หญิงสาวนั่งลงจากนั้นก้มลงมองกู่เจิงตรงหน้า กรีดนิ้วลงไปคราหนึ่งเพื่อสร้างความคุ้นเคย สายตาของนางเงยขึ้นก็สบตากับองค์หญิงเต๋อซิง ข้างๆ กันนั้นยังคงมีหยางเซวียนยืนอยู่ มองคนตระกูลหลิวและคนของจวนโหว แน่ใจว่านี่เป็นแผนการเพื่อทำให้นางขายหน้า...ในเมื่อพวกเจ้าเล่นเพลงพิณที่ซาบซึ้งกินใจ ข้าก็จะเล่นกู่เจิงที่ฮึกเหิมและห้าวหาญ เอาให้กลบความซาบซึ้งโศกเศร้าเมื่อครู่ให้สิ้น ทำให้งานเลี้ยงในคืนนี้ไม่มีที่สำหรับพวกเจ้า!!!นางกรีดนิ้วเชื่องช้าเพื่อหยั่งเชิงเสียงที่ใจของนางนึกถึง มองหาความรู้สึกที่คุ้นเคยโดยให้เครื่องเล่นตรงหน้านำทาง ใช้ความทรงจำที่หลั่งรินออกมาทำให้ปลายนิ้วกรีดกรายไปตามจังหวะ“นาง... นางจะเล่นเพลงจักรพรรดิเคลื่อนพล??” หลินกวงหมิงอุทานออกมาแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่มิดเซี่ยหมิงเองก็ชะงัก เหล่าแม่ทัพนายกองที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจหลินฝานลุกขึ้นจากนั้นเดินไปยังกลองด้านหลัง พยายามเคาะให้เข้าจังหวะกับกู่เจิงของหญิงสาว ต่อมานึกไม่ถึงว่าเซี่ยหมิงเองก็เดินไปเคาะเกราะไม้เป็นจังหวะจักรพรรดิเคลื่อนพล... เป็นเพลงปลุกเร้าให้กองทัพฮึกเหิมกล้าหาญ เพลงกู่เจิงที่ทุ้มสลับแหลมเ
ยิ่งเดินผ่านประตูวังหลวง มองเห็นเหล่าองครักษ์ ตราประจำตำแหน่ง ประตูแต่ละชั้น ทางเดิน รวมไปถึงเส้นทางในวังหลวง ความคุ้นเคยก็ยิ่งทำให้อวิ๋นซูเหยากุมสองมือที่ประสานยังหน้าท้องแน่น นางสอบถามบิดาขณะอยู่บนรถม้าพบว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้าวังหลวง ทว่าความคุ้นเคยและเส้นทางที่นางรู้ว่ามันเชื่อมไปทางใด ทำให้นางตื่นตระหนกจนไม่อาจรักษาสีหน้า นางถึงกับแยกแยะออกด้วยซ้ำว่าชุดบนตัวของเหล่าองครักษ์นั้น แบ่งแยกหน้าที่และตำหนักที่ดูแลรักษาได้อย่างแม่นยำ!!งานเลี้ยงจัดขึ้นที่อุทยานส่วนนอกซึ่งเป็นลานกว้าง โต๊ะที่จัดเอาไว้ย่อมต้องเรียงลำดับตามความสำคัญ ฝ่ายหนึ่งเป็นขุนนางบู๊ อีกฝ่ายเป็นขุนนางบุ๋น จากนั้นจึงเป็นเหล่าปราชญ์ ทว่าปราชญ์หลวงย่อมได้รับความสำคัญ ดังนั้นอวิ๋นหยวนจึงนับว่ามีที่นั่งที่อยู่แถวหน้า อวิ๋นซูเหยานั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังบิดา จิบชาจากนั้นมองของกินเล่นและอาหารเลิศรสด้วยความรู้สึกเฉยชาหลังจากการร่ายรำจบลงฮองเฮาก็ยกย่องในฝีมือการเล่นพิณของหยางเซวียนว่าเลิศล้ำ อยากให้เขาเล่นพิณในงานเลี้ยงสักครา หญิงสาวมองอย่างไรก็รู้สึกว่าฮองเฮากำลังสนับสนุนให้ตระกูลหยางสร้างความประทับใจเพลงพิณสะท้อนความรู้







