Masukยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา
ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์'
ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ
เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!'
แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา
'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...'
หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเข้ามาในห้วงความคิด
"สัญญาต้องเป็นสัญญา..."
ริมฝีปากอิ่มพึมพำกับตนเองเสียงเบาหวิวราวกับละเมอ
ปีละหนึ่งหน... เพื่อบุรุษที่ทุ่มเทปรนเปรอข้ามาตลอดทั้งปี... เพื่อเจ้ามือผู้จ่ายค่าขาหมูและเป็ดย่างไม่อั้น... สู้เขาโว้ย ซีเหยา!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังวัตร (ที่เหลืออยู่น้อยนิด) งัดร่างตนเองออกจากกองผ้าห่มและอ้อมแขนแกร่งอย่างเงียบเชียบที่สุด ความรู้สึกแรกที่ปะทะผิวกายคือความหนาวเย็นที่กัดกินไปถึงกระดูกดำ จนเขาแทบจะกระโจนกลับเข้าผ้าห่ม
"อือ... หนาว..."
เขาขบฟันแน่น ควานหาเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนามาสวมทับชุดนอนอย่างลวกๆ ก้าวเท้าลงจากเตียงด้วยท่วงท่าโซซัดโซเซประดุจคนเมาสุรา ขาแข้งอ่อนแรงจนเกือบสะดุดชายผ้าหน้าทิ่มลงพื้นถึงสองครา แต่ก็ประคองตัวรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
เขาหันกลับไปมองร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใบหน้ายามนิทราของแม่ทัพปีศาจดูอ่อนโยนและไร้พิษสง
"รอข้าก่อนนะท่านพี่... ข้าจะไปสร้างตำนานให้ท่านเดี๋ยวนี้"
...
ณ โรงครัวหลวง ประจำจวนชินอ๋อง
แสงเทียนวูบไหวส่องสว่างรำไร พ่อครัวหัวป่าก์และบ่าวไพร่แผนกเครื่องคาวหวานที่ตื่นมาเตรียมวัตถุดิบยามเช้าตรู่ ต่างกำลังง่วนอยู่กับหน้าที่ของตน เสียงมีดกระทบเขียงและเสียงน้ำเดือดดังเคล้าคลอกันไป
ทันใดนั้น... ประตูโรงครัวก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงบานพับที่ดัง เอี๊ยด...
เงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งยืนโงนเงนอยู่ที่หน้าประตู ผมเผ้ายุ่งเหยิงฟูฟ่องดุจรังนก อาภรณ์หลุดลุ่ย สวมชุดคลุมตัวโคร่ง ดูคล้ายวิญญาณผีร้ายที่ลุกขึ้นมาจากหลุมศพ
"ผะ... ผีหลอก!"
สาวใช้คนหนึ่งกรีดร้องเสียงหลง ตะหลิวในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง เคร้ง! ทุกคนในครัวหันขวับมามองเป็นตาเดียว ขนหัวลุกชันด้วยความหวาดกลัว
"ผีบ้าอันใดกัน! ข้าเอง!" เงาตะคุ่มนั้นยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอด จนน้ำตาเล็ด "พระชายาเอง!"
เมื่อเพ่งมองฝ่าความมืดสลัวและเห็นใบหน้าคุ้นตา พ่อครัวใหญ่ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงคุกเข่า
"พระชายา! ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ!" เขาละล่ำละลักถาม "ทรงเสด็จมาทำอันใดที่อัปมงคล... เอ้ย ที่เปื้อนคราบน้ำมันเยี่ยงนี้พ่ะย่ะค่ะ? หรือทรงหิวกระหายรอบดึก?"
"เปล่า..." หลินซีเหยาเดินลากเท้าเข้ามา พลางม้วนแขนเสื้อขึ้นอย่างทุลักทุเล "วันนี้วันเกิดท่านอ๋อง... ข้าจะมาทำ 'ข้าวต้มมงคล' ถวายสามี"
ดวงตาดอกท้อปรือปรอยกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยประกาศศักดา
"หลีกทางไป... วันนี้ข้าจะแสดงฝีมือปลายจวักเอง"
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด บรรยากาศในโรงครัวเปลี่ยนจากความสงบเป็นความโกลาหลในบัดดล
หลินซีเหยาผู้ซึ่งในชีวิตนี้จับแต่พู่กันและตะเกียบ เมื่อต้องมาจับมีดปังตอเล่มยักษ์ ท่วงท่าการหั่นเนื้อหมูของเขาจึงดูประหนึ่งกำลังเลื่อยไม้ซุงท่อนใหญ่ เสียง ครืด... ครืด... ดังบาดแก้วหูคนฟังยิ่งนัก
"พระชายา! ระวังนิ้วพ่ะย่ะค่ะ!" พ่อครัวร้องเสียงหลง อยากจะเข้าไปแย่งมีดแต่ก็มิกล้า
"เงียบๆ ข้ากำลังใช้สมาธิ" หลินซีเหยาบ่นอุบ เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายบนหน้าผาก
ชิ้นเนื้อหมูที่ได้ออกมานั้น... ช่างมีรูปทรงอิสระเสรี บางชิ้นใหญ่เท่าลูกเต๋า บางชิ้นยาวเป็นเส้น และบางชิ้นก็หนาเตอะดุจก้อนหิน
ด่านต่อไป... การก่อไฟ
หลินซีเหยายัดฟืนเข้าไปในเตาจนแน่นเอี๊ยด แล้วจุดไฟใส่โดยมิได้คำนึงถึงทางลม ผลปรากฏว่าควันโขมงโฉงเฉงพวยพุ่งออกมาจากเตาราวกับภูเขาไฟระเบิด อบอวลไปทั่วห้องจนมองไม่เห็นทาง
"แค่กๆ! ...แค่กๆ!"
เสียงไอสำลักควันดังระงม บ่าวไพร่ต้องรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศ ส่วนหลินซีเหยานั้นหน้าดำคร่ำเครียด เปื้อนคราบเขม่ามอมแมมไปครึ่งซีก
"น้ำเดือดช้านัก..." เขาบ่นพึมพำด้วยความใจร้อนระคนง่วงงุน "ช่างมันเถิด ใส่ๆ ลงไปประเดี๋ยวก็สุกเอง"
ด้วยตรรกะของคนขี้เกียจ หลินซีเหยาเทข้าวสารลงในหม้อดิน ล้างน้ำแบบผ่านๆ เพียงหนึ่งน้ำ (เพราะน้ำเย็นจัดไม่อยากจุ่มมือนาน) แล้วโยนลงหม้อที่น้ำยังไม่เดือด
ตามด้วยหมูสับรูปทรงประหลาด... และที่ขาดไม่ได้คือ 'เครื่องปรุงรส'
หลินซีเหยากวาดสายตามองชั้นวางวัตถุดิบ ด้วยความคิดที่ว่า 'ยิ่งใส่ของดี รสชาติยิ่งเลิศล้ำ'
"โสมคนพันปี..." เขาหยิบรากโสมราคาแพงระยับขึ้นมา "ใส่ลงไปทั้งรากเลย บำรุงกำลังดีนัก ท่านพี่จะได้มีแรง (แบกข้า)"
"เก๋ากี้..." กำมือใหญ่ๆ ถูกโปรยลงไป "ใส่เยอะๆ ท่านพี่จะได้ดวงตาสว่างสดใส จะได้เห็นความดีของข้าชัดๆ"
"น้ำมันหอยนางรม..." เขายกขวดขึ้นเท โครกคราก ลงไปเกือบครึ่งขวด "สีจะได้เข้มข้น รสชาตินัวลึกซึ้ง"
พ่อครัวใหญ่ยืนมองดูมหกรรม 'ยำใหญ่ใส่สารพัด' ด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา เขาได้แต่นึกภาวนาในใจขอให้ท่านอ๋องทรงพระเจริญ... และทรงมีกระเพาะอาหารที่แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล
กาลเวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยาม
สภาพของพระชายางามล่มเมือง ผู้เป็นดั่งดวงใจของชินอ๋อง บัดนี้ดูมอมแมมยิ่งกว่าเด็กรับใช้หน้าเตาถ่าน แก้มขาวใสเปื้อนคราบเขม่าดำเป็นปื้น เส้นผมหลุดลุ่ยรุงรัง เหงื่อกาฬไหลอาบแผ่นหลัง
แต่ในที่สุด... สิ่งที่อยู่ในหม้อดินก็ส่งกลิ่นหอม แบบแปลกประหลาดออกมา
"เสร็จแล้ว!" หลินซีเหยายิ้มกว้างจนตาหยี "ข้าวต้มมงคลสูตรลับตระกูลหลิน" ที่เพิ่งคิดค้นเมื่อกี้!
...
ณ ห้องนอนเรือนเหมันต์พิสุทธิ์
แสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้า ร่ำไรส่องลอดม่านหน้าต่างเข้ามา
จ้าวจินหลง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะความว่างเปล่าข้างกาย ฝ่ามือหนาควานหาความอบอุ่นที่คุ้นเคย แต่พบเพียงความเย็นชืดของผ้าปูที่นอน
"ซีเหยา?"
ท่านอ๋องผุดลุกขึ้นนั่ง หัวใจกระตุกวูบด้วยความตระหนก ภรรยาตัวแสบหายไปไหน? หรือจะถูกลักพาตัว? หรือหนีเที่ยว?
ทันใดนั้น บานประตูก็ถูกเปิดออก แอ๊ด...
ร่างโปร่งบางในสภาพมอมแมมเดินถือถาดไม้เข้ามาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ทว่าขาเรียวนั้นสั่นพั่บๆ ราวกับลูกนกตกน้ำ เพราะต้องยืนทำครัวนานเกินวิสัย
กลิ่นอายประหลาดลอยเข้ามากระทบนาสิกของท่านอ๋อง... มันคือส่วนผสมระหว่างกลิ่นไหม้เกรียม กลิ่นสมุนไพรฉุนกึก และกลิ่นเค็มๆ ของเครื่องปรุงที่ใส่หนักมือ
"สุขสันต์วันคล้ายวันประสูติ... ท่านพี่"
หลินซีเหยาวางถาดลงบนโต๊ะกลางห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ อย่างหมดสภาพ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขยับกายแม้นิ้วก้อย
"กินเสีย ข้าทำสุดฝีมือแล้ว บัดนี้ข้าขอลาตาย (ไปนอน) ก่อนนะ"
จ้าวจินหลงรีบลุกจากเตียง เดินตรงเข้ามาหาภรรยา สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างเล็กที่เปรอะเปื้อนไปทั้งตัว
เขามองเลยไปที่ชามข้าวต้มเบื้องหน้า
สีสันของมัน... คล้ายคลึงกับโคลนตมก้นสระบัวยามน้ำแห้งขอด
หมูสับ... ชิ้นใหญ่โตมโหฬารจนต้องเคี้ยวร้อยทีกว่าจะแหลก
และมีรากโสมทั้งรากโผล่พ้นน้ำแกงขึ้นมา ประดุจท่อนซุงลอยน้ำ
นี่คืออาหารที่ดู 'อันตราย' ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิต
แต่เมื่อจ้าวจินหลงเบนสายตากลับมามองใบหน้าของหลินซีเหยา
เห็นรอยเปื้อนเขม่าที่ปลายจมูก... เห็นรอยมีดบาดเล็กๆ ที่ปลายนิ้วโป้งที่มีเลือดซึมออกมาจางๆ... และเห็นดวงตาที่ปรือปรอยจะหลับแหล่มิหลับแหล่ แต่ยังฝืนจ้องมองเขาด้วยความคาดหวัง
หัวใจแกร่งดั่งหินผาของท่านแม่ทัพใหญ่ พลันอ่อนยวบยาบลงกลายเป็นขี้ผึ้งลนไฟ
ความตื้นตันระลอกใหญ่ตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก
คนขี้เกียจอย่างหลินซีเหยา... คนที่แม้แต่จะยกแก้วน้ำยังบ่นว่าหนัก... กลับยอมตื่นก่อนรุ่งสาง ยอมลำบากตรากตรำเข้าครัว เพื่อทำสิ่งนี้ให้เขา
"ซีเหยา..." จ้าวจินหลงเอ่ยเสียงพร่า นั่งลงตรงข้ามภรรยา
"กินสิ" หลินซีเหยาเร่งเบาๆ "เดี๋ยวมันเย็น... จะไม่อร่อยไปกว่านี้"
จ้าวจินหลงหยิบช้อนกระเบื้องขึ้นมา ตักคำแรกเข้าปาก
สัมผัสแรก... รสเค็มจัดจ้านที่พุ่งพล่านไปทั่วลิ้น ตามมาด้วยรสหวานเลี่ยนแปลกๆ และตบท้ายด้วยความขมฝาดเฝื่อนของโสมที่ใส่มากเกินขนาด แถมยังมีกลิ่นไหม้ตลบอบอวลในช่องปาก
หากเป็นยามปกติ เขาคงสั่งโบยพ่อครัวไปแล้ว
แต่ทว่า... ในยามนี้ จ้าวจินหลงกลับเคี้ยวมันอย่างละเอียด ละเมียดละไมลิ้มรสชาติที่แฝงมากับความตั้งใจ เขากลืนมันลงคอ แล้วระบายยิ้มอ่อนโยนที่สุดในชีวิตออกมา
"รสเลิศ..." เขาพึมพำจากใจจริง "อร่อยที่สุดในใต้หล้าเลย"
"จริงเหรอ?" หลินซีเหยายิ้มแก้มปริ "งั้นกินให้หมดนะ ห้ามเหลือ"
"ได้สิ... ของล้ำค่าเยี่ยงนี้ ข้าจะไม่ให้เหลือแม้แต่เม็ดเดียว"
จ้าวจินหลงก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มชามโตนั้น คำแล้วคำเล่า รสชาติที่แปร่งปร่ากลับกลายเป็นความหวานล้ำในความรู้สึก
เมื่อชามสะอาดเกลี้ยงเกลา ท่านอ๋องจึงลุกขึ้น เดินอ้อมไปช้อนตัวอุ้มภรรยาที่ฟุบหลับคาโต๊ะไปแล้วขึ้นมาแนบอก
"ท่านพี่... กินหมดแล้วเหรอ?" หลินซีเหยาสะลึมสะลือถาม
"หมดแล้ว... ขอบใจเจ้ามาก" จ้าวจินหลงกระชับอ้อมกอด พาคนตัวเล็กเดินกลับไปที่เตียงนอน
เขาวางร่างนุ่มนิ่มลงบนฟูกอย่างทะนุถนอม ห่มผ้าให้จนถึงคอ แล้วสอดตัวเข้าไปนอนเคียงข้าง ดึงภรรยาเข้ามาซุกอก
"ซีเหยา..."
"งือ..."
"ปีหน้า... และปีต่อๆ ไป... มิต้องลำบากทำแล้วนะ"
"ทำไมอะ... ไม่อร่อยเหรอ?" หลินซีเหยาละเมอถามเสียงอู้อี้
"อร่อยมาก... อร่อยจนข้าเกรงใจ" จ้าวจินหลงกล่าวคำมุสาหน้าตาย (เพื่อรักษาสุขภาพลำไส้และชีวิตของตนในอนาคต) "แต่ข้าเสียดายเวลาที่จะได้นอนกอดเจ้า... วันเกิดข้า ของขวัญที่ดีที่สุดคือการตื่นมาแล้วเจอเจ้านอนน้ำลายยืดอยู่ข้างๆ ข้าต่างหาก"
"อือ... งั้นเหรอ..." หลินซีเหยาขยับตัวหามุมสบาย "ดีจัง... ข้าก็ขี้เกียจตื่นเหมือนกัน... ง่วงชะมัด..."
สิ้นเสียงพึมพำ หลินซีเหยาก็ซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากแผงอกสามี แล้วดิ่งลึกสู่ห้วงนิทราไปในทันที จ้าวจินหลงนอนกอดภรรยาแน่น จมูกโด่งกดจูบลงบนขมับที่เปื้อนคราบเขม่าเบาๆ อย่างรักใคร่สุดหัวใจ แม้ท้องไส้จะเริ่มส่งเสียงร้องครวญครางปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ความสุขในดวงหทัยกลับเปี่ยมล้นจนแทบระเบิด
นี่สินะ... รสชาติของความรัก รสชาติที่เค็มปี๋ ขมปร่า แต่ทว่า... หวานจับใจยิ่งนัก
จ้าวจินหลงหลับตาลง พร้อมรอยยิ้มเปื้อนหน้า เตรียมใจรับมือกับข้าศึกที่จะบุกโจมตีกระเพาะในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า แต่เขาก็ยินดี... เพื่อแลกกับรอยยิ้มและความทุ่มเทของ 'ดวงใจ' ในอ้อมกอดนี้
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







