Masukกาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี)
สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง
แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว
"การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..."
เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน
"เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..."
ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก
"สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า กินเสบียงแห้ง และห้ามจุดไฟ... มีผู้ใดมีความคิดเห็นแย้ง หรือมีกลยุทธ์อื่นที่แยบยลกว่านี้หรือไม่?"
ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบสงัดดั่งป่าช้า เหล่าคุณชายน้อยต่างก้มหน้าก้มตาจดบันทึกยิกๆ หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นครุ่นคิดเพื่อหลบสายตาท่านราชครู
ยกเว้น... เพียงมุมห้องด้านหลังสุด อันเป็นทำเลทองที่อับสายตาที่สุด
'จ้าวอัน' หรือ 'อันอัน' คุณชายน้อยบุตรบุญธรรมแห่งจวนชินอ๋อง บัดนี้เติบใหญ่ขึ้นเป็นเด็กหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคมคายเริ่มฉายแววความหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาบุญธรรม แต่ทว่า... แววตาปรือปรอยที่ดูเหมือนคนตื่นไม่เต็มตานั้น ช่างเหมือนกับ 'มารดา' ราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน
เขากำลังนั่งเท้าคาง มือข้างหนึ่งควงพู่กันเล่นอย่างเบื่อหน่าย อีกมือหนึ่งแอบลูบคลำ 'หมอนใบจิ๋ว' ที่ซุกซ่อนอยู่ในอกเสื้อ
"จ้าวอัน!" เสียงตวาดก้องกัมปนาทของราชครู ดังผ่าความเงียบจนจ้าวอันสะดุ้งโหยง พู่กันร่วงหลุดจากมือ
"เจ้าดูมิใส่ใจในการเรียนเลยนะ! นั่งเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว! หรือเจ้าคิดว่าแผนการเดินทัพอ้อมเขาของข้านั้นง่ายดายเกินไปสำหรับสติปัญญาของเจ้า?"
สายตาทุกคู่ในห้องหันขวับมามองเป็นตาเดียว ทั้งสายตาอยากรู้อยากเห็น และสายตาดูแคลนจากกลุ่มคุณชายตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ยังคงมองว่าจ้าวอันเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ตกถังข้าวสาร
"หึ... ลูกบุญธรรมของท่านอ๋องแม่ทัพปีศาจ คงจะติดนิสัยเกียจคร้านมาจากพระชายาผู้โด่งดังสินะ"
"วันๆ เห็นเอาแต่นอนและกินขนม จะไปรู้แจ้งเรื่องวิชาการรบได้อย่างไร"
เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบดังแว่วมาเข้าหู แต่จ้าวอันหาได้ใส่ใจไม่ เขาถอนหายใจยาวเหยียด (ถอดแบบกิริยาของหลินซีเหยามาทุกกระเบียดนิ้ว) ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
"ขอรับท่านอาจารย์... ศิษย์มิได้คิดว่ามันง่ายดายขอรับ แต่ศิษย์คิดว่ามัน... 'สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง' เกินไปขอรับ"
"สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง?" ราชครูเลิกคิ้วขาวโพลนด้วยความฉงน "นี่คือกลยุทธ์มาตรฐานที่ใช้กันมานับร้อยปี! การเดินทัพอ้อมเพื่อจู่โจมย่อมต้องใช้ความอดทน! เจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ?"
จ้าวอันกระพริบตาปริบๆ มองแผนที่บนกระดาน
"ท่านอาจารย์... หากเดินอ้อมสามวัน ทหารย่อมอ่อนล้า เสบียงย่อมร่อยหรอ ขวัญกำลังใจย่อมถดถอย... เหตุใดเราต้องเอาชนะด้วยความยากลำบาก ในเมื่อเราสามารถชนะได้ด้วยการ... นั่งเฉยๆ?"
"นั่งเฉยๆ?" ทั้งห้องอุทานออกมาพร้อมกัน
จ้าวอันเดินลากเท้าไปที่หน้าชั้นเรียน หยิบพู่กันจุ่มหมึกดำข้นคลั่ก แล้วขีดเส้นตรงเส้นหนึ่งผ่ากลางภูเขาในแผนที่ จากยอดเขาสู่ตีนเขา
"ท่านพ่อ (จ้าวจินหลง) เคยสอนข้าว่า ชัยภูมิเขาลูกนี้ ด้านบนมี 'เขื่อนกั้นน้ำ' เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ก่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร..."
จ้าวอันชี้ปลายพู่กันไปที่จุดสีฟ้าบนแผนที่
"ในเมื่อศัตรูตั้งค่ายอยู่ที่ตีนเขา และเราอยู่บนที่สูงกว่า... ไฉนต้องเดินอ้อมให้เมื่อยตุ้ม? เพียงแค่ส่งหน่วยลอบสังหารฝีมือดีกลุ่มเล็กๆ ขึ้นไปพังทลายประตูระบายน้ำในยามวิกาล..."
เขาวาดมือเป็นรูปคลื่นน้ำไหลลงมา
"มวลน้ำมหาศาลจะไหลหลากลงมาท่วมค่ายศัตรูที่ตีนเขาจนราบเป็นหน้ากลอง... เสบียงเปียกชื้น ดินปืนใช้การไม่ได้ ทหารแตกตื่นหนีตาย... เราเพียงแค่นั่งจิบชารออยู่บนเนินเขา รอให้รุ่งสาง แล้วค่อยลงไปจับกุมเชลยศึกที่กำลังสำลักน้ำ..."
จ้าวอันวางพู่กันลง แล้วหันมาส่งยิ้มเนือยๆ ให้ทุกคน
"จบศึกในครึ่งคืน มิต้องเดิน มิต้องรบราฆ่าฟันให้ดาบบิ่น... นอนรอชัยชนะลอยมาหา... ง่ายดายกว่าเยอะเลยขอรับ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องเรียนยิ่งกว่าเดิม... แต่คราวนี้มิใช่ความเงียบเพราะความง่วง แต่เป็นความเงียบเพราะความ 'ตกตะลึง'
ราชครูอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลง จ้องมองเส้นทางน้ำที่จ้าวอันขีดไว้ราวกับเห็นลายแทงขุมทรัพย์
จริงด้วย! ชัยภูมิหุบเขาเช่นนี้ การใช้วารีพิฆาตย่อมได้ผลชะงัดนัก! แถมยังประหยัดกำลังพลและลดการสูญเสียเลือดเนื้อของฝ่ายเรา!
"นะ... นี่มัน..." ราชครูเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น "นี่คือกลยุทธ์ 'ยืมพลังธรรมชาติสังหาร' ...เด็กน้อย... เจ้าคิดอ่านเช่นนี้ได้เยี่ยงไร?"
จ้าวอันยืดอกขึ้นเล็กน้อย (แม้ตายังปรืออยู่) ตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"ท่านแม่ (หลินซีเหยา) สอนข้าเสมอขอรับ"
"พระชายาหลินสอนเจ้าหรือ?"
"ขอรับ... ท่านแม่กล่าวไว้ว่า 'คนฉลาดจักต้องรู้จักใช้สรรพสิ่งรอบกายให้ทำงานแทนเรา เพื่อที่เราจักได้มีเวลาเหลือเฟือสำหรับการนอนหลับพักผ่อน'"
เพื่อนร่วมชั้นที่เคยดูแคลน ต่างพากันมองจ้าวอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากความเหยียดหยามกลายเป็นความยำเกรง
ผู้ที่สามารถคิดแผนการอันโหดเหี้ยม (และขี้เกียจ) เช่นนี้ได้... ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
...
ยามเย็นวันนั้น ณ จวนชินอ๋อง
แสงอาทิตย์อัสดงย้อมท้องนภาเป็นสีส้มอมทอง จ้าวอันกลับมาถึงจวนด้วยท่าทางร่าเริง (เท่าที่คนขี้เซาจะร่าเริงได้) เขาวิ่งตึงตังตรงไปยังสวนหลังจวนอันเป็นที่สิงสถิตของมารดา
"ท่านแม่! ท่านแม่!"
ที่ใต้ต้นท้อใหญ่ เปลญวนผ้าไหมสีขาวผูกโยงไว้อย่างแน่นหนา บนเปลนั้นมีร่างโปร่งบางของหลินซีเหยานอนแกว่งไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อย มือข้างหนึ่งถือพัด อีกข้างถือถ้วยน้ำบ๊วยเย็นเจี๊ยบ
"กลับมาแล้วหรือเจ้าลูกลิง?" หลินซีเหยาเอ่ยทักโดยไม่ลืมตา "วันนี้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง? หลับไปกี่ตื่น?"
จ้าวอันทรุดตัวลงนั่งบนเบาะหญ้าข้างเปล ฉีกยิ้มกว้าง
"วันนี้ข้าใช้วิชาที่ท่านแม่สอน... วิชา 'ประหยัดแรง' ปราบเซียนในห้องเรียนได้ด้วยขอรับ!"
เด็กชายเล่าวีรกรรมในห้องเรียนให้ฟังอย่างออกรส (แต่เล่าไปหาวไป) เรื่องการพังเขื่อนแทนการเดินทัพ
หลินซีเหยาฟังจบก็หัวเราะคิกคัก ลืมตาขึ้นมาลูบศีรษะบุตรชายด้วยความเอ็นดูรักใคร่
"เก่งมาก... สมเป็นลูกแม่จริงๆ"
หลินซีเหยาดันตัวลุกขึ้นนั่ง "จงจำไว้หนา อันอัน... ความขยันหมั่นเพียรเป็นสิ่งประเสริฐ แต่ 'ความเกียจคร้านที่มาพร้อมสติปัญญา' นั้นคือหนทางแห่งปราชญ์... หากเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยมิต้องเสียเหงื่อ นั่นแหละคือยอดคน"
"สอนสั่งสิ่งใดให้ลูกน่ะหือ?"
สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น จ้าวจินหลง ท่านอ๋องผู้สง่างามเดินย่างสามขุมเข้ามาในสวน เขาเพิ่งกลับจากการตรวจพลที่ค่ายทหาร ยังคงสวมชุดเกราะบางส่วนดูองอาจผ่าเผย
ในมือของท่านอ๋อง ถือม้วนจดหมายกระดาษสาที่ประทับตราสำนักศึกษาหลวง
"ท่านพ่อ!" จ้าวอันรีบประสานมือคารวะ
จ้าวจินหลงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เขาเดินมานั่งลงที่ปลายเปลญวนของภรรยา
"ท่านราชครูส่งจดหมายมาชมเชย..." ท่านอ๋องชูจดหมายขึ้น "บอกว่าจ้าวอันมีแววเป็นแม่ทัพอัจฉริยะ ผู้มองเห็นชัยภูมิได้ทะลุปรุโปร่ง และมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ"
"เห็นไหมล่ะ!" หลินซีเหยายืดอก "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น! ความฉลาดได้ข้ามาเต็มๆ"
"แต่..." จ้าวจินหลงหรี่ตามองบุตรชาย "ท่านราชครูยังเขียนต่อท้ายมาด้วยว่า... ติดขัดอยู่อย่างเดียว..."
"ติดขัดอันใดหรือท่านพ่อ?" จ้าวอันถามด้วยความสงสัย "ท่านราชครูแจ้งว่า... ช่วยเลิกพกพา 'หมอนส่วนตัว' ไปสำนักศึกษาจะได้หรือไม่? มันทำให้สหายร่วมชั้นเสียสมาธิ และทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักศึกษาดู... เอ่อ... 'ผ่อนคลาย' จนเกินงาม"
หลินซีเหยาได้ฟังดังนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นจนตัวงอ ดึงจ้าวอันเข้ามากอดฟัดด้วยความมันเขี้ยว
"โถ... ลูกแม่ ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก"
"ท่านแม่ไม่โกรธหรือขอรับ?" จ้าวอันถามเสียงอ่อย
"โกรธทำไมกัน!" หลินซีเหยาตอบเสียงใส "ช่างหัวท่านราชครูเถิดหมอนคือนิพพาน หมอนคือปัจจัยที่ห้าของการดำรงชีวิต ขาดไปแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปเรียนหนังสือ จริงหรือไม่?"
"จริงที่สุดขอรับ!" จ้าวอันพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยเป็นปี่เป็นขลุ่ย
จ้าวจินหลงนั่งมองสองแม่ลูกที่เข้าขากันดีเหลือเกิน แล้วได้แต่ถอนหายใจด้วยความปลงตกปนสุขใจ
เขามองดูหลินซีเหยา ภรรยาผู้เกียจคร้านแต่เปี่ยมด้วยความสุข และจ้าวอัน บุตรชายผู้ชาญฉลาด (แกมโกง)
ชีวิตในจวนชินอ๋องที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกฎระเบียบเคร่งครัด บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น และความวุ่นวายที่แสนจะน่ารัก
"เอาเถิด..." จ้าวจินหลงเอื้อมมือไปลูบศีรษะภรรยาและบุตรชายพร้อมกัน "ตราบใดที่เจ้าฉลาดเฉลียวและเอาตัวรอดได้ ข้าก็จะยอมหลับตาข้างหนึ่งเรื่องหมอนใบนั้นก็แล้วกัน"
"เย้! ท่านพ่อใจดีที่สุด!" จ้าวอันร้องดีใจ
"ถ้าใจดี..." หลินซีเหยาช้อนตามองสามี "คืนนี้ท่านพี่ช่วยนวดขาให้ข้าหน่อยสิ วันนี้ข้านอนท่าเดิมนานไปหน่อย ตะคริวกินขาแล้วเนี่ย"
"และข้าก็อยากกินไก่ย่างด้วยขอรับ!" จ้าวอันเสริม "ใช้สมองเยอะ มันหิว!"
จ้าวจินหลงมอง 'ภาระ' อันแสนหวานทั้งสองตรงหน้า แล้วยิ้มกว้างออกมาจากใจจริง
"ได้... เพื่อพวกเจ้า ข้ายอมเป็นทั้งหมอนวดและพ่อครัว"
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สำหรับแม่ทัพผู้เกรียงไกร ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่การพิชิตแคว้นศัตรู... แต่คือการได้เห็นรอยยิ้มของ 'ก้อนความสุข' สองก้อนนี้ในทุกๆ วัน
...และแล้ว ตำนานของครอบครัวมังกรผู้เกียจคร้าน (แต่ร้ายกาจ) ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความสงบสุข (?) ของแคว้นจ้าวสืบไป
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







